ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: แรงซื้อหุ้นแบงค์ หนุนดาวโจนส์ปิดบวก 70.49 จุด
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (23 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังจากพีเอ็นซี ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส กรุ๊ป รายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาด ซึ่งช่วยให้ตลาดคลายความกังวลจากปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคการธนาคาร หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดถูกดดันอย่างหนักหลังจากมอร์แกน สแตนลีย์รายงานการขาดทุนติดต่อกัน 2 ไตรมาส
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 70.49 จุดหรือ 0.89% แตะที่ 7,957.06 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 8.37 จุด หรือ 0.99% แตะที่ 851.92 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 6.09 จุด หรือ 0.37% แตะที่ 1,652.21 จุด
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.57 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 8 ต่อ 5 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.49 พันล้านหุ้น
ชาร์ลส์ ออร์เทล นักวิเคราะห์จาก Newport Value Partners กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กฟื้นตัวขึ้นเนื่องจากนักลงทุนเริ่มคลายความกังวลจากปัญหาในภาคการเงิน หลังจากพีเอ็นซี ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส รายงานตัวเลขกำไรที่พุ่งขึ้นเกินคาด 22% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการเนชั่นแนล ซิตี้ คอร์ป และต้นทุนการกู้ยืมที่ปรับตัวลดลง
ผลประกอบการที่ดีเกินคาดของพีเอ็นซี ไฟแนนเชียล ถือเป็นปัจจัยบวกที่สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อธนาคาร เวลส์ ฟารโกเผยกำไรสุทธิไตรมาสแรกของปีนี้พุ่งขึ้น 50% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 3 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยโกลด์แมน แซคส์ ที่รายงานผลกำไรไตรมาส 1 ปี 2552 ที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์ หรือ 3.39 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ธนาคารรายใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐในแง่สินทรัพย์ รายงานว่าธนาคารมีกำไร 2.14 พันล้านดอลลาร์ หรือ 40 เซนต์ต่อหุ้น ลดลง 10% จากระดับ 2.37 พันล้านดอลลาร์ หรือ 68 เซนต์ต่อหุ้นในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่ากำไรต่อหุ้นจะอยู่ที่ 32 เซนต์
เมื่อวันพุธที่ผ่านมาตลาดหุ้นนิวยอร์กถูกดันอย่างหนักหลังจากมอร์แกน สแตนลีย์ รายงานการขาดทุน 578 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นสถิติที่ขาดทุนติดต่อกัน 2 ไตรมาส พร้อมกับประกาศลดจ่ายเงินปันผล เพราะถูกกระทบอย่างหนักจากภาวะตกต่ำในตลาดอสังหาริมทรัพย์
สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติรายงานยอดขายบ้านมือสองร่วงลง 3.0% ในเดือนมี.ค. สู่ระดับ 4.57 ล้านยูนิต ซึ่งลดลงน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ 4.70 ล้านยูนิตในเดือน
ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้นมากเกินคาด 27,000 ราย แตะระดับ 640,000 รายในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 18 เม.ย.จาก 613,000 รายในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยก่อนหน้านี้นักวิเคราะคาดว่าจำนวนผู้ขอ รับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะอยู่ที่ 635,000 ราย
ทั้งนี้ หุ้นพีเอ็นซี ไฟแนนเชียลปิดพุ่ง 7.5% หุ้นแอปเปิลปิดบวก 3.2% หลังจากแอปเปิล อิงค์ เผยกำไรสุทธิไตรมาสแรกพุ่งขึ้น 15% จากระดับปีที่แล้ว แตะ 1,205 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากยอดขายที่สดใสของไอโฟน ซึ่งเข้ามาช่วยชดเชยความต้องการพีซีที่อ่อนตัวลงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย
ส่วนหุ้นยูพีเอสร่วงลง 2.6% หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการลดลง 55%
ที่มา : IQ ข่าวหุ้น
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
24 เมษายน 2552
ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก
โดย Mboy เวลา 08:04 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
น้ำมันดิบปิดบวก 77 เซนต์
ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันดิบปิดบวก 77 เซนต์ หลังดาวโจนส์ฟื้นตัว
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเมื่อคืนนี้ (23 เม.ย.) หลังจากสถาบันการเงินรายใหญ่ในสหรัฐรายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาด ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยหนุนตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นไม่มากนักเนื่องจากสต็อกน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเกินคาดในสหรัฐสะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยส่งผลให้ดีมานด์พลังงานหดตัวลงด้วย
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย.ไต่ขึ้น 77 เซนต์ หรือ 1.58% ปิดที่ 49.62 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 48.37-49.92 ดอลลาร์
สัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนพ.ค.ลดลง 1.20 เซนต์ หรือ 0.9% ปิดที่ 1.3179 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น 0.38 เซนต์ ปิดที่ 1.3944 ดอลลาร์/แกลลอน
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 30 เซนต์ หรือ 0.6% แตะที่ 50.11 ดอลลาร์/บาร์เรล
ฟิล ไฟน์ นักวิเคราะห์จากอลารอน เทรดดิ้ง กล่าวว่า ตลาดน้ำมันนิวยอร์กเคลื่อนไหวตามทิศทางของตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ หลังจากพีเอ็นซี ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส รายงานตัวเลขกำไรที่พุ่งขึ้นเกินคาด 22% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการเนชั่นแนล ซิตี้ คอร์ป และต้นทุนการกู้ยืมที่ปรับตัวลดลง
"นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง ซึ่งดอลลาร์อ่อนตัวลงเรื่อยมานับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจลดดอกเบี้ยระยะสั้นเหลือเพียง 0-0.25% อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายค่อนข้างผันผวนเนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากกังวลเรื่องสต็อกน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเกินคาดในสหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้ดีมานด์พลังงานลดน้อยลงด้วย จึงทำให้น้ำมันดิบคงค้างอยู่ในสต็อกจำนวนมาก" ไฟน์กล่าว
กระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 17 เม.ย.พุ่งขึ้น 3.9 ล้านบาร์เรล แตะที่ 370.6 ล้านบาร์เรลซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 2.6 ล้านบาร์เรล ขณะที่สต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 800,000 บาร์เรล แตะที่ 217.3 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 400,000 บาร์เรล
นักลงทุนวิตกกังวลต่อข่าวที่ว่าบริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ คอร์ป (จีเอ็ม) เตรียมปิดโรงงานหลายแห่งในสหรัฐนานสูงสุด 9 สัปดาห์ในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังยอดขายร่วงลงจนทำให้ยอดรถค้างสต็อกเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้พนักงานหลายพันคนถูกลอยแพหลังการปิดโรงงาน นอกจากนั้นบริษัทซัพพลายเออร์ยังเป็นอีกกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากการปิดโรงงานทำให้บริษัทไม่สามารถขายชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับจีเอ็มได้
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการในระหว่างว่างงานรอบสัปดาห์ที่แล้วเพิ่มขึ้นมากเกินคาด 27,000 ราย แตะระดับ 640,000 ราย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ที่มา : IQ ข่าวสินค้าโภคภัณฑ์
โดย Mboy เวลา 08:03 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: น้ำมัน
ทองคำปิดพุ่ง $14.10
ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองคำปิดพุ่ง $14.10 หลังดอลล์อ่อน-ผลประกอบการเอกชนสดใส
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (23 เม.ย.) โดยทองคำทะยานขึ้นเหนือระดับ 900 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่ผันผวนทำให้นักลงทุนทุ่มซื้อทองเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง นอกจากนี้ ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่ร่วงลงอย่างหนักเมื่อเทียบกับยูโรและผลประกอบการที่สดใสของบริษัทหลายแห่ง
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย.ปิดที่ 906.60 ดอลลาร์/ออนซ์ พุ่งขึ้น 14.10 ดอลลาร์ เคลื่อนตัวในช่วง 890.50-910.40 ดอลลาร์
ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนพ.ค.ปิดที่ 12.755 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 45.00 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ค.ลดลง 6.95 เซนต์ ปิดที่ 1.9910 ดอลลาร์/ปอนด์
ส่วนสัญญาพลาตินัมเดือนก.ค.ปิดที่ 1,188.00 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 9.30 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมเดือนมิ.ย.ปิดที่ 232.50 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 0.80 ดอลลาร์
นักลงทุนรุกเข้าซื้อสัญญาทองคำอย่างคึกคักเพื่อต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในยามที่ภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นผันผวนอย่างหนัก นอกจากนี้ ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่ดีเกินคาดของภาคเอกชน โดยบริษัท แอปเปิล อิงค์ เผยกำไรสุทธิไตรมาสแรกพุ่งขึ้น 15% จากระดับปีที่แล้ว แตะ 1,205 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากยอดขายผลิตภัณฑ์ iPhone ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสามารถชดเชยการร่วงลงของดีมานด์คอมพิวเตอร์พีซีได้
เบย์ อิงค์ (EBay Inc.) เผยยอดขายและกำไรสูงกว่าคาดการณ์ นับเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าความพยายามในการปรับปรุงระบบการประมูลบนเว็บไซต์และไซทต์ขายปลีกที่มีการกำหนดราคานั้นได้ผล
ขณะที่อีเบย์ อิงค์ (EBay Inc.) เปิดเผยรายได้สุทธิ 357.1 ล้านดอลลาร์ หรือ 28 เซนต์ต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์
ที่มา: IQ ข่าวเศรษฐกิจ
โดย Mboy เวลา 07:58 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ทองคำ
23 เมษายน 2552
รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ เมษายน 2552
รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ ฉบับเดือนเมษายน 2552
ธนาคารแห่งประเทศไทย
นางสาวดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินได้เผยแพร่รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับเดือนเมษายน 2552 ในวันที่ 22 เมษายน 2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 หดตัวร้อยละ 4.3 จากระยะเดียวกันปีก่อน จากที่เคยขยายตัวอย่างต่อเนื่องใน 3 ไตรมาสก่อนหน้า โดยการหดตัวนั้นรุนแรงกว่าที่คณะกรรมการฯ คาดไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากการหดตัวอย่างรุนแรงของการส่งออกสุทธิ กอปรกับการลงทุนภาครัฐและเอกชนลดลงมาก ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในไตรมาสนี้มาจากการบริโภคภาครัฐและเอกชนเป็นหลัก
ต่อมาในไตรมาสที่ 1 ของปี 2552 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงมากเป็นสำคัญ ทำให้มูลค่าและปริมาณการส่งออกของไทยหดตัวต่อเนื่อง โดยหากไม่รวมการส่งออกทองคำที่มากเป็นประวัติการณ์ในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสนี้ จะทำให้มูลค่าและปริมาณการส่งออกของไทยหดตัวมากขึ้น สำหรับรายได้ภาคเกษตรชะลอตัวลงตามการปรับลดลงของราคาสินค้าเกษตร นอกจากนี้ กำลังการผลิตส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นมาก กอปรกับธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้การลงทุนและการบริโภคสินค้าคงทนของภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวลงอีก ในขณะที่ปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการหดตัวอย่างรุนแรงตามการส่งออกและความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอลง ดังนั้นจึงมีการลดการสะสมสินค้าคงคลัง โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตและทองคำ ในขณะที่ยังมีการสะสมสินค้าคงคลังประเภทสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตร อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้ปรับลดลงมากตามภาวะเศรษฐกิจโลก เอื้อให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าผู้บริโภคทั่วไปลดลง ซึ่งน่าจะช่วยพยุงกำลังซื้อของผู้บริโภคไว้ได้ในระดับหนึ่ง
แรงกดดันด้านเงินเฟ้อลดลงอย่างชัดเจนแม้ราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศปรับสูงขึ้นบ้างจากอัตราภาษีสรรพสามิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคทำได้น้อยลง นอกจากนี้ผลของมาตรการภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนทำให้ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและแรงกดดันต่อการปรับค่าจ้างแรงงานผ่อนคลายลง สอดคล้องกับการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ปรับลดลงตามไปด้วย
สำหรับเสถียรภาพต่างประเทศโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดีจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อีกทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสที่ 1 ของปี 2552 กลับมาเกินดุลจากที่ขาดดุลต่อเนื่องในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนรวมทั้งคุณภาพสินเชื่อของระบบสถาบันการเงินที่มีแนวโน้มด้อยลงจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงกว่าในช่วงก่อนหน้า ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
ในการประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในช่วง 8ไตรมาสข้างหน้า คณะกรรมการฯ มีการทบทวนข้อสมมติประกอบการคาดการณ์อย่างรอบคอบ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับข้อสมมติ 3 เดือนก่อนสรุปได้ ดังนี้
- ข้อสมมติอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าในปี 2552 และ 2553 ปรับลดลงมากจากผลของวิกฤตการณ์ทางการเงินในสหรัฐฯ ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลักถดถอย โดยจะเริ่มฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงปี 2553
- ข้อสมมติอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ไม่เปลี่ยนแปลงจากข้อสมมติเดิมตลอดช่วงประมาณการ
- ค่าเงินในภูมิภาคมีแนวโน้มอ่อนลงมากกว่าข้อสมมติเดิมเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ. ทั้งในปี 2552 และ 2553 จากผลของการไหลออกของเงินทุนจากตลาดภูมิภาคกลับสู่สหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง (Flight to safety) ประกอบกับเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาคมีแนวโน้มหดตัวลง
- ข้อสมมติรายจ่ายโดยตรงของภาครัฐต่ำกว่าเดิมทั้งในปีงบประมาณ 2552 และ 2553 แม้ว่าจะมีงบเพิ่มเติมจำนวน 97.6 พันล้านบาท และแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 เนื่องจากงบเพิ่มเติมอยู่ในรูปเงินโอนไปยังครัวเรือนมากขึ้น อย่างไรก็ดี เม็ดเงินจากแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 จะช่วยให้รายจ่ายภาครัฐในปีงบประมาณ 2553 ลดลงจากข้อสมมติเดิมไม่มากนัก
- ข้อสมมติราคาน้ำมันดูไบใกล้เคียงข้อสมมติเดิม โดยเฉลี่ยทั้งปี 2552 อยู่ที่ 44.7 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล ขณะที่ในปี 2553 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 48.8 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
- ข้อสมมติราคาสินค้าเกษตรในปี 2552 ปรับลดลงจากเดิมเล็กน้อย ตามราคาสินค้าเกษตรหลายหมวดที่ต่ำกว่าที่คาด ก่อนจะเร่งตัวสูงขึ้นในปี 2553 ตามราคาข้าวและฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า ในขณะที่ข้อสมมติราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มิใช่เชื้อเพลิงในตลาดโลกปรับต่ำลงจากเดิมเล็กน้อยในปี 2552 ก่อนจะปรับตัวขึ้นไปใกล้เคียงกับข้อสมมติเดิมในปี 2553 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
ภายใต้ประมาณการกรณีฐานที่อิงข้อสมมติดังกล่าว อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2552 มีแนวโน้มต่ำกว่าประมาณการครั้งก่อนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัวอย่างรุนแรงเป็นสำคัญ ส่งผลต่อการส่งออกและส่งผ่านไปยังการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนให้อ่อนแอลง ซึ่งทำให้การนำเข้าหดตัวอย่างรุนแรง เป็นผลให้การส่งออกสุทธิยังคงขยายตัวเป็นบวกได้ แต่นโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้น ในขณะที่แรงกดดันด้านต้นทุนลดลงอย่างรวดเร็วมีส่วนช่วยพยุงอัตราการ
ขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ได้บางส่วน ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าจะมีการลดการสะสมสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่องในปี 2552 สำหรับปี 2553 เศรษฐกิจไทยจะสามารถเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกสุทธิหดตัวจากการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นตามแนวโน้มการส่งออกและอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวได้ ในขณะที่เริ่มมีการสะสมสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น สำหรับอัตราเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวแม้ว่าราคาน้ำมันขายปลีกจะปรับสูงขึ้นบ้างจากการเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิต แต่การส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคที่ยังคงทำได้ยากในภาวะที่อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัวลง และมาตรการของภาครัฐทั้งนโยบายเรียนฟรี 15 ปี และการขยายระยะเวลามาตรการเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนออกไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2552 ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่ปรับสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ เห็นว่ามีความเสี่ยงที่ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเบี่ยงเบนไปจากประมาณการในกรณีฐาน โดยในภาพรวมความเสี่ยงด้านลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีมากกว่าความเสี่ยงด้านบวก ที่สำคัญคือ เศรษฐกิจโลกที่อาจอยู่ในภาวะถดถอยนานกว่าที่ประเมินไว้ และฟื้นตัว ได้ช้ากว่าที่คาด รวมทั้งความเป็นไปได้ที่ภาครัฐอาจไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้ เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ยืดเยื้ออาจทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ซึ่งความไม่สงบดังกล่าวอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว ดังนั้น Fan Chart ของการประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งนี้จึงเบ้ลงกว่าประมาณการครั้งก่อนตลอดทั้ง 8 ไตรมาส โดยมีช่วงประมาณการอยู่ที่ร้อยละ (-3.5) – (-1.5) ในปี 2552 และร้อยละ 1.5-3.5 ในปี 2553 ด้วยโอกาสที่จะเกิดประมาณร้อยละ 82.9 และ 73.2 ตามลำดับ
สำหรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คณะกรรมการฯ มองว่ามีความเสี่ยงด้านสูงใกล้เคียงความเสี่ยงด้านต่ำตามโอกาสการปรับตัวของราคาน้ำมัน ทำให้ Fan Chart ของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสมดุลตลอดช่วงประมาณการ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีความเสี่ยงค่อนไปทางด้านต่ำจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงเป็นสำคัญ ดังนั้น Fan Chart ของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจึงเบ้ลงตลอดช่วงประมาณการ สอดคล้องกับ Fan Chart ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เบ้ลงเช่นกัน ในภาพรวม คณะกรรมการฯ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ (-1.0)- 1.0 ในปี 2552 และร้อยละ 1.0 – 3.0 ในปี 2553 ด้วยโอกาสที่จะเกิดประมาณร้อยละ 95.7 และ 81.6 ตามลำดับ สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.0 - 1.0 ในปี 2552 และร้อยละ 0.0 – 1.5 ในปี 2553 ด้วยโอกาสที่จะเกิดประมาณร้อยละ 98.7 และ 97.5 ตามลำดับ
การดำเนินนโยบายการเงินในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
จากการประเมินภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจข้างต้น คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า วิกฤตการณ์ทางการเงินโลกยังคงส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลักและประเทศในภูมิภาคหดตัวลงอย่างชัดเจน กระทบการส่งออกของไทยให้หดตัวต่อเนื่อง อีกทั้งอุปสงค์ภาคเอกชนยังมีความอ่อนแออยู่ อย่างไรก็ตาม แผนการใช้จ่ายของภาครัฐตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆจะช่วยชดเชยอุปสงค์ที่ลดลงของภาคเอกชนได้บ้าง ขณะที่ความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป จึงมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ร้อยละ 0.50 ต่อปี จากร้อยละ 2.00 เป็นร้อยละ 1.50 ต่อปี ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 และมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี ในการประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552
ข้อมูลเพิ่มเติม : กฤตชญา พัฒนจักร
โทร. 0 2283 7876 E-mail: kritchap@bot.or.th
โดย Mboy เวลา 15:28 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจไทย
สหรัฐเผยสต็อกน้ำมันดิบพุ่งเกินคาด
สหรัฐเผยสต็อกน้ำมันดิบพุ่งเกินคาด 370.6 ล้านบาร์เรล ขณะสต็อกเบนซินเพิ่ม 8 แสนบาร์เรล
กระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 17 เม.ย.พุ่งขึ้น 3.9 ล้านบาร์เรล แตะที่ 370.6 ล้านบาร์เรลซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 2.6 ล้านบาร์เรล
ขณะที่สต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 800,000 บาร์เรล แตะที่ 217.3 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 400,000 บาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่นพุ่งขึ้น 2.7 ล้านบาร์เรล แตะที่ 142.3 ล้านบาร์เรล แต่ยังน้อยกว่าที่คาดว่าจะร่วงลง 700,000 บาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 3% แตะที่ 83.4% มากกว่าที่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 0.7%
สต็อกน้ำมันข้างต้นไม่นับรวมกับคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) ของสหรัฐซึ่งปัจจุบันมีน้ำมันดิบสำรองอยู่ประมาณ 689 ล้านบาร์เรล แต่รัฐบาลสหรัฐประกาศให้ปรับเพิ่มคลังน้ำมันสำรองประเภทดังกล่าวขึ้นสู่ระดับ 1.5 ล้านบาร์เรลภายในปี 2570 เพื่อรับมือกับภาวะติดขัดที่อาจเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและการโจมตีของผู้ก่อการร้าย สำนักข่าวเอพีรายงาน
ที่มา:IQ ข่าวสินค้าโภคภัณฑ์
โดย Mboy เวลา 06:54 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: น้ำมัน
เตือนอย่ารีบโหมเก็บหุ้น
โพสต์ทูเดย์ — 3 บลจ. มอง หุ้นผันผวนตลอดปี เหมาะซื้อ เฉลี่ยต้นทุน ขณะที่บลจ.ไอเอ็นจี เปิดฉากกระตุ้นยอดกองทุน LTF-RMF จัดแคมเปญกระตุ้นลงทุน ทุกเดือน
นายมาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นยังมีความผันผวน โดยช่วงที่ผ่านมาหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามทิศทางหุ้น ทั่วโลกและสถานการณ์ทางการเมืองที่คลี่คลายลง ทำให้ นักลงทุนอาจมองภาพดีขึ้นและ เริ่มซื้อหุ้นในบางกลุ่ม แต่ปัญหาการเมืองที่ยังไม่ชัดเจนดัชนีน่าจะปรับขึ้นเป็นรอบๆ โดยดัชนีอาจขึ้นไปถึง 500-550 จุด แต่หากมีข่าวร้ายๆ ออกมาหุ้นก็พร้อมจะลงได้อีก โดยมีแนวรับที่ 380 จุด
สำหรับกองทุนหุ้นของบลจ. ไอเอ็นจียังไม่ได้เข้าไปซื้อหุ้นหรือขายหุ้นออกในช่วงที่ผ่านมานี้ โดยคงถือเงินสดในสัดส่วน 10-15% เช่นเดิม ภายใต้สมมติฐานในปัจจุบันมองว่าดัชนีน่าจะผ่านจุดต่ำสุดที่ 380 จุดมาแล้ว จึงน่าจะเป็นโอกาสในการทยอยซื้อหุ้น
ทั้งนี้ บลจ.ไอเอ็นจีจัดโครงการเทศกาลประหยัดภาษีกับกองทุนรวมไอเอ็นจีตลอด 9 เดือน เริ่ม ตั้งแต่เดือนเม.ย.-ธ.ค.นี้ หาก นักลงทุนลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ของบริษัทจะมีสิทธิได้รับโบนัส 2 ต่อ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนทยอยซื้อกองทุนที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีทุกๆ เดือน โดยไม่ต้องรอไปซื้อปลายปี
นายวนา พูลผล ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี (ไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้นมองว่าเป็นการ ปรับเพิ่มขึ้นในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนสบายใจขึ้นในระดับหนึ่งกับสถานการณ์ทางการเมือง ประกอบกับหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้นมารับข่าวหลังจากสถาบันการเงินในสหรัฐประกาศกำไรไตรมาสแรกออกมาดีกว่าตลาดคาดการณ์
“หุ้นขึ้นมารอบนี้คงขึ้นช่วงสั้นๆ ปัญหาการเมืองคงไม่จบ ขณะเดียวกันหุ้นก็ไม่น่าลงไปมากกว่านี้ จุด ต่ำสุดเดิมที่ระดับ 380 จุดไม่น่าจะเห็นอีก และกรอบดัชนีด้านบน มองไว้ที่ 480 จุด” นายวนา กล่าว
สำหรับกองทุนหุ้นของบลจ. ยูโอบี ถือเงินสดประมาณ 10% ของมูลค่าสินทรัพย์กองทุนรวม ซึ่งถือ ในระดับนี้มาช่วงหนึ่งแล้ว จาก ที่ผ่านมาจะถือเงินสดเพียง 5-6% เท่านั้น
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน บลจ.อยุธยา กล่าวว่า รอบนี้หุ้นฟื้นตัวขึ้นจากความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่เปลี่ยน ภาวะเศรษฐกิจยังแย่เหมือนเดิม สถานการณ์ทางการเมืองแย่มากขึ้นในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา แต่มีแนวโน้มเห็นสัญญาณมีการประนีประนอมมากขึ้น แต่ยังมองว่าหุ้นยังผันผวนต่อเนื่อง ดัชนียังมีโอกาสหลุด 400 จุด สู่จุดต่ำสุดรอบที่ผ่านมาที่ 380 จุดได้ ขณะที่กรอบดัชนีในปีนี้มองไว้ที่ 350-500 จุด
สำหรับกองทุนหุ้นของบลจ.อยุธยาไม่ได้ซื้อขายใดๆ ยังคงถือเงินสด 7-8% เพื่อรอจังหวะซื้อเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวลงและเศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน
ที่มา: โพสต์ทูเดย SECTION B
โดย Mboy เวลา 06:51 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
