13 มีนาคม 2552

รู้จักกับ SET50 Index Futures

รู้จักกับ SET50 Index Futures

SET50 Index Futures เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีสินค้าอ้างอิงเป็นดัชนี SET50 ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันว่าจะซื้อขายดัชนี SET50 ที่ดัชนีเท่าใด และเนื่องจากดัชนี SET50 เป็นตัวเลข ดัชนีที่คำนวณมาจากราคาหุ้นอีกครั้งหนึ่ง จึงไม่มีตัวตนและไม่สามารถส่งมอบกันในการซื้อขายได้ การซื้อขาย SET50 Index Futures จึงใช้วิธีให้ผู้ซื้อและผู้ขายชำระเงินตามส่วนต่างของกำไร ขาดทุนที่เกิดขึ้นแทน เรียกว่า “การชำระราคาเป็นเงินสด (Cash Settlement)” โดยดัชนี SET50 1 จุด จะมีมูลค่าเท่ากับ 1,000 บาท (ตัวคูณดัชนี = 1,000 บาท) นอกจากนี้ ตลาดอนุพันธ์ฯ กำหนดให้ระยะเวลาที่สิ้นสุดคือทุกสิ้นไตรมาส (มีนาคม, มิถุนายน, กันยายน และธันวาคม)

วันสุดท้ายของการซื้อขาย คือ วันทำการก่อนวันทำการสุดท้ายของเดือนที่ชำระราคาหรือส่งมอบของสัญญานั้น โดยให้ช่วงเวลาซื้อขายในวันสุดท้ายของการซื้อขายสัญญาที่ครบกำหนดชำระราคา หรือส่งมอบสิ้นสุดในเวลา 16.30 น.

หมายเหตุ: เมื่อถึงวันซื้อขายวันสุดท้ายของแต่ละสัญญา จะมีสัญญาใหม่ของเดือนเดียวกัน แต่สิ้นสุดในปีถัดไปเริ่มต้น

ตารางสัญลักษณ์ของเดือนที่ครบอายุ

เดือน

สัญลักษณ์

January
F
February
G
March
H
April
J
May
K
June
M
July
N
August
Q
September
U
October
V
November
X
December
Z


สัญลักษณ์ของ SET50 Index Futures

Series Name

S50M08 = SET50JUN08
S50U08 = SET50SEP08
S50Z08 = SET50DEC08
S50H09 = SET50MAR09
ลักษณะสำคัญของ SET50 Index Futures

ช่วงห่างของราคาขั้นต่ำ 1 จุด
ตัวคูณดัชนี ( Multiplier ) 1,000 บาท/จุด
เดือนที่สัญญสิ้นสุดอายุ เดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม
ช่วงเวลาการซื้อขาย

ช่วง Pre-open 9.15 – 9.45
ช่วง Morning Session 9.45 – 12.30
ช่วง Pre-open 14.00 – 14.30
ช่วง Afternoon Session 14.30 – 16.55

ช่วงการเปลี่ยนแปลงสูงสุดแต่ละวัน ไม่เกิน 30% ของ Settlement Price ก่อนหน้า โดยไม่มีการหยุดการซื้อขายทุก 10%
ราคาที่ใช้ชำระราคาในวันซื้อขายประจำวัน (Daily Settlement Price) ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักปริมาณการซื้อขายของที่ราคาที่ซื้อขายในช่วง 5 นาทีสุดท้าย (16.50 – 16.55 น)
ราคาดัชนีในการชำระราคาเมื่อสัญญาหมดอายุ (Final Settlement Price)

คำนวณ จากค่าเฉลี่ยถึงทศนิยม 2 ตำแหน่งของดัชนี SET50 Index ในวันสุดท้ายของการซื้อขายในช่วง 15 นาทีสุดท้ายและค่าดัชนีราคาปิดของวันสุดท้ายของการซื้อขายหลังจากตัดค่ามาก ที่สุด 3 ค่า และค่าที่น้อยที่สุด 3 ค่าออกแล้ว

การส่งมอบและการชำระราคา ชำระส่วนต่างราคาด้วยเงินสด (Cash Settlement)
วันซื้อขายวันสุดท้าย วันทำการก่อนวันทำการสุดท้ายของเดือนที่สัญญาสิ้นสุดอายุ

จำนวนการถือครองสัญญาสูงสุด
(Position Limit)

มีฐานะสุทธิในสัญญา SET50 Index Futures และในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอื่นที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 Index เมื่อคำนวณเทียบเท่ากับฐานะใน SET50 Index Futures (Equivalent Positions) ในเดือนใดเดือนหนึ่ง หรือทุกเดือนรวมกันในด้านใดด้านหนึ่งของตลาดไม่เกินกว่า 20,000 สัญญา

จำนวนการถือครองสัญญาที่ต้องรายงาน (Large Position Report)

ทุกเดือนรวมกันตั้งแต่ 500 สัญญาขึ้นไป

หมายเหตุ : ให้รายงานทุกวันในวันทำการถัดจากวันที่มีการถือครองสัญญาซื้อขายล่วงหน้าถึง จำนวนที่กำหนดให้รายงานข้างต้น และหากการถือครองลดลงต่ำกว่าจำนวนที่กำหนด ให้รายงานจำนวนการถือครองต่อไปอีกหนึ่งวันทำการ

การวางหลักประกัน คำนวณหลักประกันแบบ Portfolio (SPAN)

หมายเหตุ :

  • Combination Series จะทำการปรับลดให้คงเหลือเฉพาะ Series ที่จับคู่กับเดือนใกล้ที่สุด ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป
  • จะทำการปรับเพิ่มการแสดง Price Depth เป็น 5 ระดับ ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2552 เป็นต้นไป

อัตราค่าธรรมเนียมของ SET50 Index Futures

จำนวนสัญญาต่อวัน
อัตราค่านายหน้า
(บุคคลธรรมดา)
อัตราค่านายหน้า
(นิติบุคคล)
สัญญาที่ 1 - 5
450 บาท + VAT 7%
250 บาท + VAT 7%
สัญญาที่ 6 - 20
350 บาท + VAT 7%
สัญญาที่ 21 ขึ้นไป
250 บาท + VAT 7%

ตราสารอนุพันธ์ คืออะไร

ตราสารอนุพันธ์ คืออะไร

ตราสารอนุพันธ์ มีลักษณะเป็นสัญญา หรือข้อตกลงที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการที่จะซื้อหรือขายสินค้าในราคา ปริมาณ และเงื่อนไขอื่นที่ตกลงกันไว้ โดยมีการส่งมอบสินค้ากันในอนาคต และมูลค่าของอนุพันธ์ ขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินค้าที่ตกลงซื้อขาย

ลักษณะเฉพาะของตราสารอนุพันธ์

1. ตราสารอนุพันธ์ไม่มีมูลค่าในตัวเอง แต่มูลค่าจะอ้างอิงกับราคาของ “สินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset)” ที่ตราสารอนุพันธ์นั้นอ้างอิงอยู่

2. ตราสารอนุพันธ์มีอายุจำกัด ไม่เหมือนกับหุ้นสามัญที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิตามกฎหมายให้หุ้นของตนตราบเท่า ที่บริษัทผู้ออกหุ้นนั้นยังคงอยู่

3. ตราสารอนุพันธ์เป็นสัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่ระบุ ไว้ ในขณะที่การลงทุนในหุ้นสามัญ ผู้ถือหุ้นสามารถถือหุ้นได้นานตามความต้องการ โดยไม่มีเงื่อนไขอะไรมาบังคับว่าจะต้องขายหุ้นออกไม่เมื่อนั้นเมื่อนี้

4. ตราสารอนุพันธ์มี Leverage นั่นก็คือ ใช้เงินลงทุนน้อย แต่ผู้ลงทุนมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ในอัตรา ที่สูง ทั้งในด้านบวก (กำไร) และด้านลบ (ขาดทุน)

ซื้อขายอะไรในอนุพันธ์

ตรา สารอนุพันธ์มีหลายประเภท แต่ที่มีซื้อขายใน บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures) และสัญญาออปชั่น (Options)

  • Futures หมายถึง สัญญาที่กำหนดให้คู่สัญญาต้องซื้อหรือขายสินค้าอ้างอิงให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง ณ เวลาหนึ่งในอนาคต ตามจำนวนและราคาตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ข้อผูกพันนี้จะอยู่ไปจนครบอายุหรือจนกว่าจะมีการหักล้างสัญญาเกิดขึ้น

  • Options หมาย ถึง สัญญาที่ให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่จะเรียกให้คู่สัญญาอีกฝ่ายซื้อหรือ ขายสิทธิเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต ตามจำนวนและราคาตามที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยผู้ได้สิทธินี้จะใช้สิทธิก็ได้

กลยุทธ์การลงทุน (13/3/52)

กลยุทธ์การลงทุน (13/3/52) บล.ซีมีโก้ จำกัด(มหาชน)

เด้งตามตลาดหุ้นต่างประเทศ

ภาวะตลาดวานนี้ SET แกว่งตัวในกรอบแคบเกือบตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดในภูมิภาค ก่อนจะมีแรงซื้อในหุ้นพลังงาน และธนาคาร ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางเพียงแค่ 4.5 พันล้นบาท สะท้อน นักลงทุนส่วนใหญ่ยังชะลอการลงทุน หนุนให้ SET ปิดบวก 0.63 จุดได้ในท้ายที่สุด ที่ 415.04 จุด

ภาวะตลาดวันนี้ ปัจจัยบวกจากต่างประเทศ ทั้งการดีดตัวของราคาน้ำมันกว่า 11% ก่อนการประชุม โอเปคปลายสัปดาห์ และการดีดตัวแรงของตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งน่าจะทำให้มีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มพลังงาน (PTTEP, TOP) และธนาคาร (BBL, SCB, BAY) ต่อเนื่อง ผลักดันให้ SET ขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 420 – 425 จุดได้ แต่เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงการชะลอตัวเศรษฐกิจยังจำกัดกรอบการดีดตัวขึ้น จึงควรระวังแรงขายทำกำไรใกล้บริเวณแนวต้านดังกล่าว ระยะสั้นจึงเป็นเพียงตลาดที่ trading ได้ตามปัจจัยที่จะเข้ามากระทบ

วันนี้มีบริษัทที่ขึ้นเครื่องหมาย XD มีเพียง 5 แห่งเท่านั้น คาดมีผลกระทบต่อ SET ราว 0.11 จุด

ประเด็นสำคัญ

ตลาดหุ้นสหรัฐบวกต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ดัชนีดาวโจนส์ดีดตัวขึ้น 239.66 จุด ปิดที่ 7,170.06 จุด หลังยอดค้าปลีกสหรัฐทรุดน้อยกว่าคาด และความเชื่อมั่นต่อหุ้นการเงินหลังธนาคารขนาดใหญ่ยืนยันเริ่มมีกำไรใน 1Q52

 สหรัฐ: สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของเจเนอรัล อีเล็กทริค (GE) จาก AAA เหลือ AA+ ด้วยแนวโน้ม “มีเสถียรภาพ” เพราะผลประกอบการกิจการไฟแนนซ์ของ GE มีแนวโน้มย่ำแย่ ซึ่งดีกว่าตลาดคาดการณ์ว่าอาจปรับลดรุนแรงกว่านี้ และอาจระบุว่าอันดับความน่าเชื่อถือมีแนวโน้มในทางลบ

 สหรัฐ: Bank of America เป็นรายที่ 3 ที่ยืนยันว่ามีกำไรในเดือน ม.ค. และ ก.พ. และน่าจะผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปได้ โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากผู้เสียภาษี นอกจากนี้ Bank of America, เจพี มอร์แกน และซิตี้กรุ๊ป ออกนโยบายระงับการยึดบ้านหลุดจำนองไว้ชั่วคราว เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดจำนวนบ้านถูกยึด แต่ยอดการยึดบ้านหลุดจำนองในเดือน ก.พ. ก็ยังพุ่งขึ้น 30%YoY

 สหรัฐ: เจเนอรัล มอเตอร์ (GM) ยืนยันในเบื้องต้นว่า ยังไม่ต้องการเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากรัฐบาลสหรัฐอีก 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอ้างถึงความพยายามในการลดค่าใช้จ่ายตามแผนปฏิรูปโครงสร้างบริษัท

 สหรัฐ: ยอดค้าปลีกสหรัฐเดือน ก.พ. ลดลงเพียงแค่ 0.1% เทียบกับ 1.8% ในเดือนก่อนหน้า และดีกว่านักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าจะลดลงถึง 0.5% ยอดค้าปลีกที่ไม่รวมรถยนต์เพิ่มขึ้น 0.7% แต่ยอดขายรถยนต์ร่วงลง 4.3%

 สวิสเซอร์แลนด์: ธนาคารกลางสวิส (SNB) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ลงมาที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.25% และพร้อมเข้าซื้อพันธบัตร หรือแทรกแซงตลาด เพื่อให้ฟรังก์สวิสอ่อนค่าลง เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจสวิสที่ถดถอยลงเร็วเกินคาด การกระตุ้นดังกล่าว อาจทำให้ประเทศสำคัญอื่นปรับลดค่าเงินลงในอนาคตเช่นเดียวกัน

ราคาน้ำมันดีดตัวรับการประชุมโอเปค ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. ดีดขึ้น 11.1% หรือ 4.70 ดอลลาร์สหรัฐ มาปิดที่ 47.03 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ด้วยแรงหนุนจากตัวเลขยอดค้าปลีกสหรัฐลดลงไม่มากเท่าที่คาด โดยยอดขายน้ำมันเบนซีนเพิ่มขึ้นถึง 3.4% มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 50 นอกจากนี้ ปริมาณการส่งออกน้ำมันทางทะเลของกลุ่มโอเปคลดลง 3.5 แสนบาร์เรล/วัน เหลือเฉลี่ย 22.76 ล้านบาร์เรล/วัน สะท้อนให้เห็นว่า โอเปคยังเดินหน้าลดกำลังการผลิตตามที่ตกลงกันไว้




BAFS - ถือ
คาดกำไรฟื้นตัวใน 4Q52 - อัตราเงินปันผลตอบแทนยังน่าสนใจ 7.4% สำหรับปี 52 (5.40 บาท / ถือ)
MARKET -
Market 13 March 2009
Residential - เท่าตลาด
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 7 ปี (เท่าตลาด)
CALENDAR -
CALENDAR 13 March 2009
ENERGY - พลังงาน: เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่ม 0.18-1 บาท/ลิตร มีผล 14 มี.ค. 52
AP - AP: เปิดตัวบ้านกลางเมือง Urbanion สาทร-ตากสิน
PRANDA - PRANDA: คาดกำไรสุทธิปี 52 มากกว่า

12 มีนาคม 2552

ข่าวห้องค้า

ข่าวห้องค้า :
นิปปอนแพ็คปันผลหุ้นละ 2 บ.
บริษัท นิปปอนแพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2552 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 10 มี.ค.2552 มีมติเห็นสมควรนำเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาจ่ายเงินปันผลประจำปี 2551 เนื่องจากบริษัทมีผลประกอบการที่เป็นกำไร และมีสภาพคล่องดี จึงเห็นควรให้จ่ายเงินปันผลประจำปี 2551 ในอัตราหุ้นละ 2.00 บาท และปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิรับเงินปันผลวันที่ 4 พ.ค.2552 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 พ.ค.2552 ทั้งนี้กำหนดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2552 ในวันที่ 21 เม.ย.2552 เวลา 14.00 น. ณ โรงแรมนารายณ์ ห้องเชียงแสน

ซิโน-ไทยลงนามรับงานก่อสร้าง
บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า บริษัทได้ลงนามสัญญากับ บริษัท สยามเลเท็กซ์สังเคราะห์ จำกัด จ้างงานโครงการก่อสร้าง S1600 General Mechanical Work For Specialty Elastomer Trains III (สัญญาเลขที่ 834/REV.0 ลงวันที่ 20 ก.พ.2552) มูลค่าโครงการ 544.844 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) งานก่อสร้างดังกล่าว เป็นงานติดตั้งเครื่องจักรและงานด้านเครื่องกล โดยมีระยะเวลาก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ.2552 - 3 ก.ย.2553

ประธานบอร์ดยูไนเต็ดลาออก
บริษัท ยูไนเต็ด เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า บริษัทได้รับหนังสือแจ้งการลาออกของ ดร.ประภา วิริยประไพกิจ จากการเป็นประธานกรรมการ และกรรมการบริษัท เนื่องจากมีโรคประจำตัว ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่ได้รับมอบหมายจากบริษัทฯ ได้โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค.2552 เป็นต้นไป ทั้งนี้ บริษัทรับทราบการลาออกดังกล่าว และจะนำเรื่องดังกล่าวพิจารณาในการประชุมของคณะกรรมการบริษัท ในการประชุมครั้งต่อไป เพื่อสรรหาบุคคลที่เหมาะสมดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ไมเนอร์แจงผลใช้สิทธิอีสป-วอร์แรนท์
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า ตามที่บริษัทได้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท 123.8 ล้านหน่วย เพื่อจัดสรรให้แก่กรรมการและพนักงานของบริษัท และหรือบริษัทย่อยในวงจำกัด โครงการ 2 ซึ่งได้ดำเนินการจัดสรรแล้ว 2 ครั้ง รวม 92,670,000 หน่วย มีกำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิปีละ 12 ครั้ง ทุกๆ วันทำการสุดท้ายของเดือน ถึงเดือนม.ค.2554 โดยมีอัตราส่วนการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วย ต่อ 1.12645 หุ้นสามัญ ในราคา 2.645 บาท (หลังการเปลี่ยนแปลงอัตราการใช้สิทธิ) บริษัทได้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทจำนวน 20 ล้านหน่วย เพื่อจัดสรรให้แก่กรรมการและพนักงานของบริษัท และหรือบริษัทย่อยในวงจำกัด โครงการ 3 ซึ่งได้ดำเนินการจัดสรรแล้วจำนวน 12,254,967 หน่วย มีกำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิปีละ 12 ครั้ง ทุกๆ วันทำการสุดท้ายของเดือน ถึงเดือนพ.ย.2555 โดยมีอัตราส่วนการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วย ต่อ 1.1 หุ้นสามัญ ในราคา 8.918 บาท (หลังการเปลี่ยนแปลงอัตราการใช้สิทธิ)
การใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ (ESOP) โครงการ 2 โครงการ 3 งวดวันที่ 27 ก.พ.2552 บริษัทขอแจ้งว่ามีผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิมายื่นใช้สิทธิดังกล่าว โดยมีผู้ยื่นขอใช้สิทธิ 4 ราย ซึ่งมี 4 ราย ที่ได้รับการจัดสรรหุ้นสามัญ โดยมีจำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิที่ขอใช้สิทธิและได้รับการจัดสรรหุ้นสามัญ 1,096,000 หน่วย ซึ่งจำนวนหุ้นสามัญที่ได้รับจากการใช้สิทธิ 1,234,400 หุ้น
ส่วนราคาการใช้สิทธิ 2.645 บาท รวมเป็นเงิน 3,254,988 บาท ดังนั้นจำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิคงเหลือ ได้แก่ ยอดสะสมของจำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิที่ขอใช้สิทธิจนถึงการใช้สิทธิครั้งนี้ 67,751,000 หน่วย ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จัดสรรแล้วแต่ยังไม่ได้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ 24,919,000 หน่วย และใบสำคัญแสดงสิทธิที่ยังไม่ได้จัดสรร 31,130,000 หน่วย ส่วนจำนวนหุ้นสามัญคงเหลือ 25,120,800 หุ้น เพื่อรองรับการแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิครั้งต่อไป

ไทยเกรียงเลื่อนส่งงบปี 2551
บริษัท ไทยเกรียง กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ตามที่บริษัทมีกำหนดต้องส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.2551 ภายในวันที่ 2 มี.ค.2552 โดยบริษัทได้ทำเรื่องขอยื่นงบล่าช้าเป็นวันที่ 10 มี.ค.2552 นั้น เนื่องจากขณะนี้ บริษัทยังไม่สามารถจัดการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบได้ภายในวันที่ 10 มีนาคม 2552 ดังนั้นบริษัทจึงขอขยายระยะเวลาการนำส่งงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.2551 ดังกล่าวออกไปเป็นภายในวันที่ 13 มี.ค.2552

ที่มา:นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

"หุ้นกู้"

ชี้"หุ้นกู้"ทางเลือกการระดมทุนที่น่าสนใจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ถึงภาวะตลาดทุนทั้งในและต่างประเทศที่ค่อนข้างปิดหรือไม่เอื้ออำนวย อันเป็นผลจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลก รวมถึงความเสี่ยงด้านเครดิตและด้านคู่สัญญาที่ยังมีในระดับสูง ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การระดมทุนด้วยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และการระดมเงินจากแหล่งลงทุนต่างประเทศ อาจจะไม่สดใสนัก หรือถ้าทำได้ ก็อาจมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

ส่วนการระดมทุนด้วยการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินนั้น แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมอาจมีแนวโน้มลดต่ำลงสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่การดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น (เช่นเดียวกับภาคธุรกิจอื่นๆ) ก็อาจทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายของผู้ขอสินเชื่อไม่ได้ปรับลดลงมาในอัตราที่มากเท่ากับขนาดการลดลงของอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม ขึ้นอยู่กับฐานะความเสี่ยงและมูลค่าหลักประกันของผู้ขอสินเชื่อเป็นสำคัญ

ภายใต้ภาวะเช่นนี้ การระดมทุนด้วยการเสนอขายหุ้นกู้จึงถูกมองว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับบริษัทเอกชน โดยเฉพาะในจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินมีแนวโน้มอยู่ในขาลง ทั้งนี้ แม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของไทยจะเริ่มขยับตัวขึ้น ตัวอย่างเช่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี เริ่มขยับขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปีเมื่อปลายปีก่อน มาอยู่ที่ 2.65% ณ ขณะนี้(11 มีนาคม 2552) แต่อัตราผลตอบแทนที่ระดับดังกล่าว ก็ยังถือว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำ

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ค่อนข้างเอื้อหากผู้ระดมทุนต้องการที่จะออกหุ้นกู้ในช่วงเวลานี้ เพราะจะทำให้สามารถล็อคต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายระยะยาวไว้ที่ระดับต่ำ แต่ก็ต้องเป็นการเสนอเงื่อนไขที่ถูกใจสำหรับผู้ลงทุนด้วย เพราะถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะถูกปรับลดลงมาต่ำมาก จนทำให้ผู้ลงทุนหรือผู้ออมน่าจะสนใจลงทุนในหุ้นกู้มากขึ้น แต่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจบรรเทาลงในอนาคต และทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อาจทยอยถูกปรับขึ้นในปีถัดๆ ไปตามแรงกดดันเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องของภาครัฐ อาจทำให้ผู้ออมต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้นสำหรับการถือตราสารระยะยาว ขณะที่คงจะเลือกลงทุนในหุ้นกู้เอกชนของบริษัทที่มีฐานะการเงินมั่นคงแข็งแกร่งและเป็นที่ไว้วางใจของสาธารณชน รวมทั้งเสนอเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจและเป็นที่ยอมรับได้เมื่อเวลาผ่านไป

ในภาพรวมของปี 2552 นี้ ก็น่าที่จะถือว่าเป็นปีที่เอื้อสำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ จนทำให้มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าการออกหุ้นกู้เอกชนในปีนี้อาจมีจำนวนสูงขึ้นเป็น 4.0 แสนล้านบาท เทียบกับจำนวน 2.8 แสนล้านบาทในปี 2551 และค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 2.0 แสนล้านบาทในช่วง 3 ปีก่อนหน้า (ปี 2548-2550)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า บริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและ/หรือมีอันดับความน่าเชื่อถือที่ค่อนข้างดีย่อมจะมีความได้เปรียบหรือประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้มากกว่า ซึ่งทางออกสำหรับบริษัทที่อาจจะมีทางเลือกในการออกหุ้นกู้ได้ค่อนข้างจะจำกัดนั้น อาจจำเป็นต้องยอมเสียต้นทุนที่สูงขึ้นในกรณีที่ต้องการเงินทุนจริงๆ หรืออาจหันไประดมทุนด้วยการขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์เฉพาะวงเงินที่จำเป็นเพื่อการหมุนเวียนกิจการเฉพาะหน้า (Working Capital) มิเช่นนั้นก็คงจะต้องเลื่อนการระดมทุนออกไปเพื่อรอจังหวะที่เอื้ออำนวยกว่านี้ของตลาดทุนทั้งในและต่างประเทศ

ที่มา : นสพ.มติชน

หุ้น TOP เจ๋ง!!

หุ้น TOP เจ๋ง!!
[12 มี.ค. 52 - 06:30]
ดัชนีหุ้นวันที่ 11 มี.ค.52 ปิดที่ 414.41 จุด ลดลง 3 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 8,239 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 56.51 ล้านบาท

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.บัวหลวงชี้ว่า หุ้นไทยพลิกกลับมาปิดในแดนลบหลังช่วงเช้าดีดเด้งอยู่ในแดนบวกได้ตามตลาดหุ้นในภูมิภาค เนื่องจากมีแรงขายทำกำไรออกมาในหุ้นพลังงาน ที่ช่วงเช้าราคาดีดขึ้นแรงไปรับข่าวว่าโอเปกอาจจะลดกำลังการผลิตแต่สถานการณ์ขณะนี้ก็เริ่มไม่แน่นอนแล้ว

ขณะที่มองแนวโน้มตลาดระยะสั้น ต้องติดตามการเคลื่อนไหวของดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ หากปรับตัวลดลง หรือทรงตัว อาจกดดันให้หุ้นไทยปรับตัวลงตามได้เพราะความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังคุกรุ่น

แนะกลยุทธ์การลงทุนให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงหุ้นพลังงานเนื่องจากเกรงว่าหากโอเปกไม่ลดกำลังการผลิตในการประชุมวันที่ 15 มี.ค.นี้ หุ้นพลังงานจะปรับตัวลงได้อีก ขณะที่แนะให้รอซื้อหุ้นที่ปันผลดีคือ ADVANC ที่ราคาบริเวณ 77-78 บาท เพราะมีข่าวดีเรื่องระบบโครงข่าย 3G

ปิดท้าย เจพีมอร์แกนเชสแอนด์โคยกย่องหุ้น TOP ของไทยติดอันดับหุ้น Top Pick ที่น่าซื้อที่สุดในอาเซียนพ่วงด้วยหุ้นไทยอีก 5 บริษัท หลังประเมินว่าเป็นบริษัทที่มีทุนหนาราคามีส่วนลดสูง ทำให้มีความเสี่ยงต่ำที่จะลดลงอีก และพร้อมผงาดหากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้น

บทวิเคราะห์เจพีมอร์แกนยังระบุว่า หุ้น TOP มีงบดุลที่แข็งแกร่งสามารถเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกปีนี้ได้ขณะที่ราคาหุ้นลดลงมาจนแตะระดับที่น่าสนใจลงทุน

ทั้งนี้หุ้น TOP เป็น 1 ในหุ้น 19 บริษัทที่เจพีมอร์แกนเลือกเป็นหุ้น Top Pick ในอาเซียน โดยหุ้นไทยอีก 5 บริษัทประกอบด้วย ADVANC, BEC, CPALL, PTTEP และ SCB

ล่าสุดหุ้น TOP ปิดที่ 23.50 บาท ลดลง 0.20 บาท.

อินเด็กซ์ 51
ไทยรัฐ

Template by - Abdul Munir | Blogging4