10 มิถุนายน 2552

อาจผันผวน จากแรงขายทำกำไรบ้าง

อาจผันผวน จากแรงขายทำกำไรบ้าง


สภาพตลาดวันวาน :
ภาคเช้าการแกว่งตัวในกรอบแคบของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า ส่งผลทำให้บรรยากาศการลงทุนไม่ค่อยคึกคักเช่นหลายวันที่ผ่านมา ดัชนีเปิดเพิ่มขึ้นจากวันก่อนเล็กน้อย ก่อนที่จะมีแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มหลัก กดดันให้ดัชนีอ่อนตัวลงจนติดลบเล็กน้อย


โดยลดลงต่ำสุดที่ระดับ 598 จุด จากนั้นจึงมีแรงซื้อกลับเข้ามาหนุนให้ดัชนีสามารถแกว่งขึ้นไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 605 จุด ได้อีกครั้ง อย่างไรก็ดีการที่ตลาดหุ้นหลัก ๆ ในเอเชีย ยังคงปรับฐานต่อเนื่องจากวันก่อน และไม่มีปัจจัยบวกใหม่ ๆ เข้ามาในตลาด ทำให้มีแรงขายหุ้นกลุ่มหลักออกมาเป็นระยะ ๆ กดดันให้ดัชนีอ่อนตัวลงมาทดสอบแนวรับบริเวณ 600 จุดอีกรอบ และปิดภาคเช้าที่ 600.81 จุด เพิ่มขึ้นจากวันก่อนเพียง 0.78 จุด โดยมีปริมาณซื้อขายชะลอตัวลง

ภาคบ่าย : แรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มหลักและ TTA โดยเฉพาะแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า ส่งผลให้ดัชนีเปิดภาคบ่ายเพิ่มขึ้นเกือบ 4 จุดและสามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 604 จุดขึ้นไปได้ แต่ยังคงมีแรงขายทำกำไรเป็นระยะๆ ส่งผลให้ดัชนีแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 604-606 จุด จนเมื่อเข้าสู่ช่วง 30 นาทีสุดท้าย จึงมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มหลักหนุนให้ดัชนีปรับตัวขึ้น จนมาปิดตลาดที่ 607.73 จุด เพิ่มขึ้น 7.70 จุด (+1.28%) โดยมีปริมาณซื้อขายลดลงเป็น 2.0 หมื่นล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติพลิกมาขายสุทธิเล็กน้อย


แนวโน้มตลาด : ขึ้นอยู่กับผลกระทบจากปัจจัยสำคัญ ต่อไปนี้

1. ทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดแกนนำ ยังคงมีแนวโน้มผันผวนในกรอบแคบ เพื่อรอปัจจัยหนุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะการรอดูข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ อาทิ ยอดค้าปลีก เดือน พ.ค. สต็อกสินค้าทั้งของภาคค้าส่ง และภาคธุรกิจเดือน เม.ย. เพื่อให้มั่นใจถึงการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจและการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งรอการประกาศรายชื่อธนาคารที่จะสามารถคืนเงินกู้แก่โครงการ TARP เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ว่าธนาคารใดบ้าง มีฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้นเพียงพอในระดับหนึ่ง ซึ่งจะช่วยหนุนหุ้นกลุ่มธนาคาร และทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐได้ในระยะสั้น

2. ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า หลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ก.ค. ปรับฐานลง 2 วัน ผลจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ เริ่มมีแนวโน้มแกว่งตัวขึ้นอีกครั้ง หลังจากค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อยในระยะสั้น ในขณะที่คาดการณ์ว่าปริมาณสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจจะลดลงเล็กน้อย ราคาน้ำมันดิบ WTI เดือน ก.ค. จึงมีโอกาสแกว่งขึ้นไปทดสอบระดับราคา 69-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยหนุนราคาหุ้นกลุ่มพลังงานได้เช่นเดิม

3. ปัจจัยภายในประเทศ ความคืบหน้าของการเตรียมการกู้เงิน 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ พรก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 15-16 มิ.ย. นี้ อาจจะช่วยหนุนความหวังที่จะเห็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง มีความเป็นไปได้มากขึ้น ในขณะที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) คาดว่าจะมีการเปิดซองเสนอราคาค่าก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง สัญญาที่ 2 ในวันที่ 11 มิ.ย. และสัญญาที่ 3 ในช่วงปลายเดือน มิ.ย. ก็จะช่วยทำให้การพัฒนาโครงการเมกะโปรเจค และการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาลเป็นไปตามแผนการได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนการกระเตื้องขึ้นของเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นในระยะสั้นได้เช่นกัน

จากปัจจัยข้างต้น คาดว่าตลาดหุ้นวันนี้ ยังคงมีแนวโน้มผันผวน ขึ้นอยู่กับทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศ ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า และทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวภายในกรอบแนวรับ 597-600 จุด กับแนวต้าน 612-615 จุด

นักลงทุนระยะสั้น - ลดพอร์ตลงบ้าง เมื่อดัชนีเข้าใกล้แนวต้าน รอซื้อคืนปลายสัปดาห์
นักลงทุนระยะยาว - ถือต่อ หรือ Short Port บ้าง หากดัชนีไม่ผ่านแนวต้าน

โกสินทร์ ศรีไพบูลย์


0 ความคิดเห็น:

Template by - Abdul Munir | Blogging4