17 กุมภาพันธ์ 2552

เว็บไซต์ในเครือตลาดหลักทรัพย์ฯ

Website Organization
www.bex.or.th
ข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นกู้ และการซื้อขายหุ้นกู้ และ Bond Exchange
www.cma.in.th
ข้อมูลสถาบันวิทยาการตลาดทุน กิจกรรมด้านวิชาการเกี่ยวกับวิทยาการตลาดทุน และการบริหารจัดการตลาดทุน
www.csri.or.th
Corporate Social Responsibility Institute's website
www.mai.or.th
ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ( Market for Alternative Investment: mai) ข้อมูลบริษัทจดทะเบียน ข่าวสาร และราคาซื้อขายหุ้นในตลาด mai รวมทั้งกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
www.moneychannel.co.th
ข้อมูลข่าวสาร และรายการย้อนหลังด้านเศรษฐกิจ การลงทุน
www.maruey.com
ให้บริการสื่อความรู้การเงินการลงทุนบริการประชาชนและผู้สนใจทั่วไป
www.set.or.th
ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทจดทะเบียน โบรกเกอร์ ราคาซื้อขายหลักทรัพย์ อบรมสัมมนา และความรู้ครบครันเกี่ยวกับตลาดทุนไทย
www.setfinmart.com
แหล่งรวมหนังสือ Pocket Book ที่ผลิตขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ
www.settrade.com
แหล่งรวมข้อมูลด้านการเงินการลงทุน การซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ต ราคาหุ้นเรียลไทม์ กราฟแสดงความเคลื่อนไหว พร้อมบทวิเคราะห์จาก โบรกเกอร์
www.tsd.co.th
ข้อมูลบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด การชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ นายทะเบียน และงานภายหลังการซื้อขายหลักทรัพย์
www.tsi-thailand.org
สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน(TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ความรู้ด้านการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการลงทุน กับเยาวชน นิสิต นักศึกษา รวมทั้งประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ ยังให้ความรู้ควบคู่จรรยาบรรณ กับผู้ประกอบวิชาชีพในธุรกิจหลักทรัพย์
www.tfex.co.th
ข้อมูลเกี่ยวกับตราสารอนุพันธุ์ และตลาดอนุพันธุ์

กราฟ BDI vs Oil price






จีดีพีญี่ปุ่นดิ่งสาหัสสุดใน35ปี



วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกย่ำแย่หนัก ติดลบต่ำสุดในรอบ 35 ปี

รัฐบาลญี่ปุ่น เปิดเผยว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้วติดลบถึง 3.3% หรือ ติดลบมากถึง 12.7% เมื่อเทียบเฉลี่ยรายปี นับเป็นตัวเลขที่ย่ำแย่ ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันช่วงปี 2517 และนับเป็นการติดลบเป็นไตรมาส 3 ติดต่อกัน

รายงานระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวล รวมภายในประเทศ (จีดีพี) ญี่ปุ่นหดตัวรุนแรงมากกว่าสหรัฐถึง 3 เท่า โดยสหรัฐมีอัตราการถดถอยเฉลี่ย ทั้งปีที่ 3.8% และเขตยูโรโซนถดถอยเฉลี่ยที่ 1.1% ขณะที่ตัวเลขส่งออกช่วงเดียวกันทิ้งตัวลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 13.9% เนื่องจากความต้องการสินค้าประเภทรถยนต์และอิเล็ก ทรอนิกส์ของญี่ปุ่นปรับลดลง นอกจากนี้การลงทุนสำหรับโรงานและอุปกรณ์การผลิตปรับลดลงฮวบฮาบ เช่นเดียวกับการใช้จ่ายภาคครัวเรือน

ภาวะติดลบในตัวเลขภาคต่างๆ ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงถึงขั้นเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีแนวโน้มที่ภาวะขาลงจะยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้นอีก

ด้านทาเคโอะ คาวามูระ โฆษกคณะรัฐบาลญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นจะต้องผลักดันมาตรการ เพิ่มเติมเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ขณะที่สมาชิกพรรครัฐบาลญี่ปุ่น กล่าวว่า งบประมาณสำหรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่อาจสูงถึง 30 ล้านล้านเยน (ราว 11 ล้านล้านบาท) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นติดลบในทันที ที่ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในด้านลบ โดยดัชนีนิกเกอิปรับลงมา 29.23 จุด หรือ 0.38% ปิดที่ 7,750.17 จุด นักวิเคราะห์เตือนว่า หากรัฐบาลไม่ผลักดันมาตรการเพิ่มเติม บรรยากาศในตลาดหุ้นจะ ยิ่งอึมครึม ยิ่งทำให้แนวโน้มที่ดัชนีนิกเกอิทิ้งตัวลงต่ำกว่า 7,000 จุด ยิ่งเป็นไปได้มากขึ้น

ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงติดลบ 98.79 จุด หรือ 0.7% ปิดที่ 13,455.88 จุด เนื่องจากความคาดหวังในด้านลบเกี่ยวกับผลประกอบการภาคธนาคาร ดัชนีคอสปิของเกาหลีใต้ติดลบ 16.97 จุด หรือ 1.4% ที่ 1,175.47 จุด

ที่มา : PostToday

16 กุมภาพันธ์ 2552

โอบามาเร่งใช้งบแก้วิกฤติ



สหรัฐ 15 พ.ย. - ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงความสำเร็จของการผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ หวังใช้เงินแก้ปัญหาให้เร็วที่สุดประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐ กล่าวระหว่างรายการประจำสัปดาห์ผ่านเว็บไซต์ยูทูบ ระบุถึงชัยชนะครั้งสำคัญจากการได้รับอนุมัติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ มูลค่า 787,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังสหรัฐเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจเลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปีประธานาธิบดีโอบามา ระบุว่า จะลงนามกฎหมายฉบับนี้ภายในสัปดาห์หน้า และจะเริ่มใช้เงินเพื่อผลประโยชน์ของชาติ ฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด จะต้องมีการลงทุนในสิ่งที่จำเป็นทันที และนำชาวอเมริกันกลับสู่การทำงานสร้างชาติ ธุรกิจต่าง ๆ จะได้รับการช่วยเหลือ ชนชั้นกลางจะได้รับประโยชน์โดยเร็ว.
ที่มา : สำนักข่าวไทย

คอลัมน์ เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน

  • ภาวะตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นดาวโจนส์ถูกเทขายทิ้งหลังวุฒิสภาสหรัฐลงมติผ่านร่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 8.38 ล้านเหรียญสหรัฐ - กลางสัปดาห์ตลาดหุ้นไร้ข่าวหนุน ดัชนีทรงตัวปิดที่ 444.10 จุด บวก 0.93 จุด มูลค่าซื้อขาย 8,108.68 ล้านบาท
  • ท้ายสัปดาห์มีแรงซื้อเก็งกำไรข่าวจ่ายเงินปันผลของหุ้นขนาดใหญ่ ส่งผลให้ดัชนีดีดตัวขึ้นมาปิดที่ 445.77 จุด เพิ่มขึ้น 5.14 จุด มูลค่าการซื้อขาย 7,912.51 ล้านบาท - สัปดาห์นี้ บล.พัฒนสิน ให้ติดตามตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/51 ของญี่ปุ่นที่ คาดว่าจะติดลบและกดดันตลาดหุ้นเอเชีย โดยให้แนวรับ 430 จุด แนวต้าน 450 จุด
  • ด้านความเคลื่อนไหวค่าเงินบาท ต้นสัปดาห์เปิดตลาดที่ 35.00/03 บาท/ ดอลลาร์ จากนั้นค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้น รับข่าววุฒิสภาสหรัฐลงมติผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ค่าเงินบาทรวมถึงสกุลอื่นๆ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบดอลลาร์
  • โดยเงินบาทเคลื่อนไหวไปแตะระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ 35.19 และเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.10/19 ก่อนปิดตลาดที่ 35.14/15 บาท/ดอลลาร์
  • สัปดาห์นี้ นักค้าเงินจาก ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา คาดว่า เงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.00-35.30 บาท/ดอลลาร์ โดยในระยะนี้อาจอ่อนค่าลงแตะ 35.50 บาท/ดอลลาร์ จากการแข็งค่าของดอลลาร์และการปรับโพซิชั่นของ นักลงทุนในประเทศที่หันไปถือครองดอลลาร์มากขึ้น

ที่มา : นสพ.ประชาชาติธุรกิจ

12 กุมภาพันธ์ 2552

ปั่นหุ้น" เขาทำกันอย่างไร

ปั่นหุ้น" เขาทำกันอย่างไร
บรรยง วิทยวีรศักดิ์

  • แมลงเม่า หมายถึง ปลวกในวัยเจริญพันธุ์ มีปีก ชอบบินเข้าเล่นแสงไฟในยามค่ำคืน และมักจบชีวิตในเปลวไฟ
  • นักลงทุนรายย่อย หมายถึง ผู้คนซึ่งพอจะมีสตางค์ ที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น เพราะทนต่อความยั่วยวนของราคาหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวาไม่ได้ สุดท้ายมักจะหมดตัวไปกับหุ้นปั่น
  • ส่วนนิยามโดยสรุปของ การปั่นหุ้น คือ การล่อ และลวงนักลงทุนรายย่อยให้เข้าไปซื้อหรือขายหุ้น ที่มีราคาสูงหรือต่ำกว่าสภาวะปกติ โดยเจตนาไม่สุจริต การเปรียบนักลงทุนรายย่อยว่าเป็นแมลงเม่า จึงเหมาะสมด้วยประการฉะนี้

    ลักษณะของหุ้นที่นิยมปั่น
  • 1) มีมูลค่าทางตลาด ( MARKET CAPITALISATION ) ต่ำ จะได้ไม่ต้องใช้จำนวนเงินมากในการไล่ราคา
  • 2) ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ดี เพื่อที่นักลงทุนสถาบันจะไม่เข้ามาซื้อขายด้วย ซึ่งจะทำให้ยากต่อการควบคุมปริมาณ และราคาหุ้น
  • 3) มีราคาต่อหุ้น ( MARKET PRICE ) ต่ำ ถ้าราคาต่ำกว่า 10 บาทยิ่งดี ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งเป็นผลทางจิตวิทยา เช่น หุ้นถูกไล่ราคา จาก 3 บาท เป็น 6 บาท ถึงแม้ราคาจะปรับขึ้นมา 100% แล้ว แต่คนยังรู้สึกว่าไม่แพง เพราะยังถูกกว่าราคาพาร์ ( PAR )
  • 4) ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นนักลงทุนสถาบัน มักมีต้นทุนที่ราคาพาร์ หรือสูงกว่า แม้หุ้นจะขึ้นมามาก แต่ถ้าเขาเชื่อว่าแนวโน้มของธุรกิจดี เขามักจะไม่ขาย ( ถ้าแนวโน้มธุรกิจไม่ดี เขาก็ขายทิ้งไปนานแล้ว ) ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลว่านักลงทุนสถาบันจะเข้ามาแทรกแซงในการซื้อขาย
  • 5) มีจำนวนหุ้นหมุนเวียนน้อย เพื่อความมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมปริมาณหุ้นได้ตามที่ต้องการ
  • 6) ผู้ถือหุ้นใหญ่รู้เห็นเป็นใจ หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาว จึงไม่สนใจเมื่อราคาหุ้นขึ้น หรือลงหวือหวามีข่าวดีมารองรับ ระยะหลังเริ่มมีการใช้ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นมาเป็นตัวล่อใจนักลงทุนรายย่อย เพื่อให้ตายใจว่าราคาหุ้นถูกไล่ขึ้นมาสมเหตุสมผล เช่น ข่าวการปรับโครงสร้างหนี้ ,ข่าวการร่วมกิจการ , กำไรรายไตรมาสที่พุ่งขึ้นสูงเป็นต้น

ขั้นตอนในการปั่นหุ้น

1) การเลือกตัวหุ้น นอกจากจะต้องเลือกตัวหุ้นที่มีลักษณะตามที่กล่าวไว้เบื้องต้นแล้ว ยังต้องมีการนับหุ้นด้วยว่าหุ้นตัวนี้ตอนนี้มีใครถืออยู่ในสัดส่วนเท่าไร หากจะเข้ามาปั่นหุ้น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือนักลงทุนสถาบันจะเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ ถ้าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้ความร่วมมือด้วยก็จะง่ายขึ้น

2) การกระจายเปิดพอร์ตการลงทุน จะเปิดพอร์ตกระจายไว้สัก 4 - 5 โบรกเกอร์ ในชื่อที่แตกต่างกัน มักจะใช้ชื่อคนอื่นที่ไว้ใจได้เช่น คนขับรถ , เสมียน , คนสวน เพื่อป้องกันไม่ให้โยงใยมาถึงตนได้

3) การเก็บสะสมหุ้น มีหลายวิธีทั้งวิธีสุจริต และผิดกฎหมายในลักษณะการลวงให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ราคาหุ้นตัวนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยทั่วไปการเก็บสะสมหุ้น มีวิธีดังต่อไปนี้

  1. * การทยอยรับหุ้น เมื่อเห็นว่าราคาหุ้นลงมามากแล้ว ก็ใช้วิธีทยอยซื้อหุ้นแบบไม่รีบร้อนวันละหมื่น วันละแสนหุ้น ขึ้นกับว่าหุ้นตัวนั้นมีสภาพคล่องมากน้อยขนาดไหน วิธีนี้เป็นวิธีสุจริตไม่ผิดกฎหมาย จะใช้เวลาในการเก็บหุ้นตั้งแต่ 2 สัปดาห์ถึง 2 เดือน การกดราคาหุ้น ถ้าระหว่างที่กำลังเก็บสะสมหุ้น ยังไม่ได้ปริมาณที่ต้องการ เกิดมีข่าวดีเข้ามาหรือตลาดหุ้นเปลี่ยนเป็นขาขึ้น เริ่มมีรายย่อยเข้ามาซื้อหุ้นตัวนี้ ก็จะใช้วิธีขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ออกมาเป็นการข่มขวัญนักลงทุนรายย่อย ถือเป็นการวัดใจ นักลงทุนรายย่อยมักมีอารมณ์อ่อนไหว เห็นว่าถือหุ้นตัวนี้อยู่ 2 - 3 วันแล้วหุ้นยังไม่ไปไหน แถมยังมีการขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ออกมา ก็จะขายหุ้นทิ้งแล้วเปลี่ยนไปเล่นตัวอื่นแทน สุดท้ายหุ้นก็ตกอยู่ในมือรายใหญ่หมด วิธีนี้จะใช้เวลา 5 - 10 วัน การเก็บแล้วกด วิธีนี้มักใช้เมื่อมีข่าววงใน ( INSIDE NEWS ) ว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะมีข่าวดีเข้ามาหนุน ถ้าหุ้นตัวนั้นไม่มีสภาพคล่อง จะใช้วิธีโยนหุ้นไปมาระหว่างพอร์ตของตนที่เปิดทิ้งไว้รายย่อยเมื่อเห็นว่าเริ่มมีการซื้อขายคึกคัก ก็จะเข้าผสมโรงด้วย คนที่ถือหุ้นอยู่แล้ว ก่อนนี้ไม่มีสภาพคล่อง จะขายหุ้นก็ขายไม่ได้ไม่มีคนซื้อ พอมีปริมาณซื้อขายมากขึ้นก็รีบขายหุ้นออก บางคนถือหุ้นมาตั้งแต่บาทหุ้นตกลงมาถึง 5 บาท พอเห็นหุ้นตีกลับขึ้นไป 5.5 บาท ก็รีบขายออก คิดว่าอย่างน้อยตนก็ไม่ได้ขายที่ราคาต่ำสุด ช่วงนี้รายใหญ่จะเก็บสะสมหุ้นให้ได้มากที่สุด โดยใช้เวลาประมาณ 5 วันทำการ

    ขณะเดียวกันต้องคอยดูแลไม่ให้หุ้นมีราคาขึ้นไปเกิน 10 % เพื่อไม่ให้ต้นทุนของตนสูงเกินไปถ้าเกิดราคาสูงขึ้นมากจะใช้วิธีโยนขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ออกมา โดยให้พวกเดียวกันที่ตั้งซื้อ ( BID ) อยู่แล้วเป็นคนรับเมื่อได้จำนวนหุ้นตามที่ต้องการแล้ว สุดท้ายจะกดราคาหุ้นให้ต่ำลงมายังจุดเดิม โดยใช้วิธีโยนขายหุ้นโดยให้พวกเดียวกันตั้งซื้อเหมือนเดิม แต่จะทำอย่างหนักหน่วง และรวดเร็วกว่า ทำให้ราคาหุ้นลดอย่างรวดเร็ว ช่วงนี้จะใช้เวลา 3 - 5 วัน รายย่อยบางคนคิดว่าหมดรอบแล้ว จะรีบขายหุ้นออกมาด้วย

    รายใหญ่ก็จะมาตั้งรับที่ราคาต่ำอีกครั้ง ช่วงนี้จะตั้งรับอย่างเดียว ไม่มีการไล่ซื้อ หรือไม่ก็หยุดการซื้อขายไปเลยให้เรื่องเงียบสัก 4 - 5 วันเป็นการสร้างภาพว่าก่อนข่าวดีจะออกมา ไม่มีใครได้ข่าววงในมาก่อนเลย รอจนวันข่าวดีประกาศเป็นทางการ จึงค่อยเข้ามาไล่ราคาหุ้น วิธีสังเกตว่าในขณะนั้นเริ่มมีการสะสมหุ้นแล้วคือ ปริมาณซื้อขายจะเริ่มมากขึ้นผิดปกติ จากวันละไม่กี่หมื่นหุ้น เป็นวันละหลายแสนหุ้น ราคาเริ่มจะขยับแต่ไปไม่ไกลประมาณ 5-10% มองดูเหมือนการโยนหุ้นกันมากกว่า กดราคาหุ้นจนกว่าจะเก็บได้มากพอ แล้วค่อยไล่ราคาหุ้น

    ข้อระวังอย่างหนึ่ง คือ มีหุ้นบางตัวโดยเฉพาะหุ้นตัวเล็กๆ นักลงทุนรายใหญ่มีข่าวอินไซด์ว่า ผลประกอบการงวดใหม่ที่จะประกาศออกมาแย่มาก หากภาวะการซื้อขายหุ้นตอนนั้นซึมเซา เขาจะเข้ามาไล่ซื้อ โยนหุ้นกันระหว่าง 2-3 พอร์ตที่เขาเปิดไว้ ให้ดูเหมือนรายใหญ่เริ่มเข้ามาเก็บสะสมหุ้นรายย่อยจะแห่ตาม รุ่งขึ้นรายใหญ่จะเทขายหุ้นขนานใหญ่ รายย่อยเริ่มลังเลใจ ขอดูเหตุการณ์อีกวัน พอผลประกอบการประกาศออกมา ราคาก็หุ้นดิ่งเหวแล้ว รายย่อยจึงถูกดึงเข้าติดหุ้นราคาสูงในที่สุด
  2. * การไล่ราคาหุ้น เมื่อได้ปริมาณหุ้นมากพอ ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการไล่ราคา แต่การไล่ราคาต้องหาจังหวะที่เหมาะสมเหมือนกัน หากจังหวะนั้น ไม่มีเหตุผลเพียงพอ รายย่อยก็จะขายหุ้นทิ้งเมื่อราคาหุ้นขึ้นไปสูงพอประมาณ แต่หากหาเหตุผลมารองรับได้ รายย่อยจะยังถือหุ้นไว้อยู่ เพราะเชื่อว่าราคาหุ้น น่าจะสูงกว่านี้อีก กว่าจะรู้สึกตัว ปรากฏว่ารายใหญ่ขายหุ้นทิ้งหมดแล้ว เหตุผลหรือจังหวะที่ใช้ในการไล่ราคา มักจะใช้ 3 เรื่องนี้
  3. ภาวะตลาดรวมเริ่มเป็นขาขึ้น กราฟทางเทคนิคของราคาหุ้นเริ่มดูดี มีข่าวลือ ซึ่งปล่อยโดยนักปั่นหุ้นว่า หุ้นตัวนี้กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานไปในทางที่ดีขึ้น

    การไล่ราคา คือ การทำให้ราคาปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว วิธีการคือ จะมีการเคาะซื้อครั้งละมากๆ แบบยกแถว แล้วตามด้วยการเสนอซื้อ ( BID ) ยันครั้งละหลายๆ แสนหุ้นจนถึงล้านหุ้น เพื่อข่มขวัญไม่ให้รายย่อยขายสวนลงมา รายย่อยเห็นว่าแรงซื้อแน่น จะถือหุ้นรอขายที่ราคาสูงกว่านี้ รายใหญ่บางคนอาจจะแหย่รายย่อยด้วยการเทขายหุ้นครั้งละหลายแสนหุ้น เหมือนแลกหมัดกับหุ้นที่ตนเองตั้งซื้อไว้เอง รายย่อยอาจเริ่มสับสนว่ามีคนเข้ามาซื้อแต่เจอรายใหญ่ขายสวน ราคาจึงไม่ไปไหน สู้ขายทิ้งไปเสียดีกว่า รายใหญ่จะโยนหุ้นแหย่รายย่อยอยู่สัก 1-2 ชั่วโมง จากนั้นจะตามมาด้วยการไล่ราคาอย่างจริงจังทีละขั้นราคา ( STEP )

    ถ้าหุ้นที่ปั่นเป็นหุ้นตลาด คนชอบซื้อขายกัน การไล่ราคาจะไล่แบบช้าๆ แต่ปริมาณ ( VALUME ) จะสูง ราคาเป้าหมายมักจะสูงขึ้นประมาณ 20-25% หากภาวะตลาดกระทิง ราคาเป้าหมายอาจจะสูงถึง 50% แต่ถ้าหุ้นที่ปั่นเป็นหุ้นตัวเล็กพื้นฐานไม่ค่อยดี ปริมาณการซื้อในช่วงเวลาปกติมีไม่มาก การไล่ราคาจะทำอย่างรวดเร็ว ราคาเป้าหมายมักจะสูงถึง 40-50% ถ้าเป็นภาวะกระทิง ราคาเป้าหมายอาจขยับสูงถึง 100%

    ช่วงไล่ราคานี้อาจจะกินเวลา3 วันถึง1 เดือนขึ้นกับว่าเป็นหุ้นอะไรภาวะตลาดอย่างไรเช่นถ้าเป็นหุ้นเก็งกำไรที่ไม่มีพื้นฐานจะกินเวลาสั้นแต่ถ้าเป็นหุ้นพื้นฐานดีจะใช้เวลานานกว่าและถ้าเป็นภาวะกระทิงนักปั่นหุ้นจะยิ่งทอดเวลาออกไปเพื่อให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงที่สุดเท่าที่ตั้งเป้าเอาไว้

    ในช่วงต้นของการไล่ราคานักลงทุนรายใหญ่อาจยังคงมีการสะสมหุ้นเพิ่มอยู่บ้างแต่รวมกันต้องไม่เกิน5% ของทุนจดทะเบียนในแต่ละพอร์ตที่ใช้ปั่นหุ้นอยู่พอปลายๆมือจะใช้วิธีไล่ราคาแบบไม่เก็บของคือตั้งขายเองเคาะซื้อเองเมื่อซื้อได้ก็จะนำหุ้นจำนวนนี้ย้อนไปตั้งขายอีกในราคาที่สูงขึ้นและเคาะซื้อตามอีกทำเช่นนี้หลายๆรอบสลับกันไปมาระหว่างพอร์ตต่างๆของตนเองค่อยๆดันราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆหากมีหุ้นของรายย่อยถูกซื้อติดเข้ามาจนรู้สึกว่าเป็นภาระมากเกินไปก็อาจมีการเทขายระบายของออกไปบ้างแต่เป็นการขายไม้เล็กๆในลักษณะค่อยๆรินออกไปเพื่อไม่ให้นักลงทุนรายย่อยตกใจเทขายตามมากเกินไปตัวหุ้นเองจะได้มีการปรับฐานตามหลักเทคนิคเพื่อจูงใจนักลงทุนรายใหม่ที่ยังไม่ได้ซื้อจะได้กล้าเข้ามาซื้อ
  4. การปล่อยหุ้น เมื่อหุ้นขึ้นมาได้80% ของราคาเป้าหมายแล้วระยะทางที่เหลืออีก20% ของราคาคือช่วงของการทยอยปล่อยหุ้นช่วงนี้จะเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตายการลงทุนของนักปั่นหุ้นถ้าทำพลาดนักลงทุนรายย่อยรู้เท่าทันหรือตลาดไม่เป็นใจเช่นเกิดสงครามโดยไม่คาดฝันนักปั่นหุ้นเองที่จะเป็นผู้ติดหุ้นอยู่บนยอดไม้จะขายก็ไม่มีใครมารับซื้ออาจต้องรออีก6 เดือนถึง1 ปีกว่าจะมีภาวะกระทิงเป็นจังหวะให้ออกของได้อีกครั้งอีกทั้งอาจจะไม่ได้ราคาดีเท่าเดิมหรือถึงกับขาดทุนก็ได้
  5. วิธีการปล่อยหุ้นเริ่มจากการรอจังหวะที่ข่าวดีจะประกาศออกมาเป็นทางการนักปั่นหุ้นซึ่งรู้มาก่อนแล้วจะเริ่มไล่ราคาอย่างรุนแรง4-5 ช่วงราคามีการโยนหุ้นเคาะซื้อเคาะขายกันเองครั้งละหลายแสนหุ้นปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพื่อดึงดูดความสนใจของรายย่อยเมื่อรายย่อยเริ่มเข้าผสมโรงนักลงทุนรายใหญ่จะตั้งขายหุ้นในแต่ละช่วงราคาไว้หลายๆแสนหุ้นและจะเริ่มเคาะนำส่งสัญญาณไล่ซื้อครั้งละ100 หุ้นบ้าง3,000 หุ้นบ้างหรือแม้แต่ครั้งละ100,000 หุ้นหลายๆครั้งเมื่อหุ้นที่ตั้งขายใกล้หมดเขาจะเคาะซื้อยกแถวพร้อมกับตั้งซื้อยันรับที่ราคานั้นทันทีครั้งละหลายแสนหุ้นถามว่าเขาตั้งซื้อครั้งละหลายแสนหุ้นเขากลัวไหมว่าจะมีคนหรือนักลงทุนสถาบันขายสวนลงมาคำตอบคือกลัวแต่เขาก็ต้องวัดใจดูเหมือนกันหากมีการขายสวนก็ต้องใช้วิธีเคาะซื้อแต่ไม่ใช้วิธีตั้งซื้อนักลงทุนรายย่อยเมื่อสังเกตว่ามีการไล่ซื้อจะเข้ามาซื้อตามนักลงทุนรายใหญ่ซึ่งคอยนับหุ้นอยู่พอเห็นมีเหยื่อมาติดจะเคาะนำที่ราคาใหม่ที่สูงขึ้นอีกแต่เพื่อให้ไม่ต้องซื้อหุ้นเข้ามาเพิ่มเขาจะเคาะซื้อไม้หนักๆก็ต่อเมื่อหุ้นที่ตั้งขายอยู่เป็นหุ้นในกลุ่มของตนเองสมมติตนเองตั้งขายไว้500,000 หุ้นเมื่อได้รับการยืนยันจากเทรดเดอร์ว่าเริ่มมีการเคาะซื้อจากนักลงทุนอื่นถึงคิวหุ้นของตนแล้วเช่นอาจมีคนเคาะซื้อเข้ามา10,000 หุ้นเขาจะทำทีเคาะซื้อเองตามอีก200,000 หุ้นเพื่อให้รายย่อยฮึกเหิมเมื่อซื้อแล้วเขาก็จะเอาหุ้น200,000 หุ้นนี้มาตั้งขายใหม่ยอมเสียค่านายหน้าซื้อมาขายไปเพียง0.5% แต่ถ้าสำเร็จจะได้กำไรตั้ง50-100% เพราะฉะนั้นการไล่ซื้อช่วงนี้จึงเป็นการซื้อหนักก็ต่อเมื่อซื้อหุ้นตนเองตบตารายย่อยขณะที่ค่อยๆเติมหุ้นขายไปทีละแสนสองแสนหุ้น

    ส่วนการตั้งซื้อ( BID ) ที่ตบตารายย่อยว่าแรงซื้อแน่นนั้นหากสังเกตดีๆจะพบว่าเมื่อตั้งซื้อเข้ามาสองแสนหุ้นสามแสนหุ้นสักพักจะมีการถอนคำสั่งซื้อออกแล้วเติมเข้ามาใหม่เพื่อให้การซื้อนั้นไปเข้าคิวใหม่อยู่คิวสุดท้ายและจะทำอย่างนี้หลายๆครั้งนักลงทุนรายย่อยที่ตั้งซื้อเข้ามาจะถูกดันไปอยู่คิวแรกๆหมดและถ้าเขาเห็นว่านักลงทุนอื่นมีการตั้งซื้อเข้ามามากพอสมควรแล้วนักลงทุนรายใหญ่ก็จะมีการเทขายสลับเป็นบางครั้งเรียกได้ว่ามีทั้งการตั้งขายและเคาะขายพร้อนกันเลยทีเดียว

    หากจะสรุปวิธีการที่ใช้ในช่วงปล่อยหุ้นนี้สามารถแบ่งออกได้4 วิธีการย่อย

    1. มีการตั้งขายหุ้น( OFFER ) ไว้ล่วงหน้าหลายแสนหุ้นในแต่ละขั้นเวลาเริ่มเคาะซื้อนำครั้งละ100 หุ้น2-3 ครั้ง
    2. จะเคาะซื้อหนักๆก็ต่อเมื่อหุ้นที่ตั้งขาย( OFFER ) เป็นหุ้นในกลุ่มของตนเมื่อซื้อได้จะรีบนำมาตั้งขายต่อ
    3. จะมีการเติมขายหุ้นตลอดเวลาเมื่อหุ้นที่เสนอขาย( OFFER ) ใกล้หมดจะเคาะซื้อยกแถวแล้วตั้งเสนอขาย( BID )เข้ามายันหลายแสนหุ้นแต่จะทยอยถอนออกแล้วเติมเข้าตลอดเวลา
    4. เมื่อหุ้นของคนอื่นที่ตั้งซื้อ( BID ) มีจำนวนมากพอจะมีการเทขายสวนลงมาเป็นจังหวะๆเขาจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆหุ้นในพอร์ตของตนเองจะค่อยๆถูกระบายออกไปและในสุดท้ายเมื่อข่าวดีได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้นเขาจะทำทีเคาะไล่ซื้อหุ้นตนเองอย่างหนักแต่จะไม่ตั้งซื้อแล้วเพราะกลัวถูกขายดังนั้นจึงเป็นภาพเหมือนมีคนมาไล่ซื้ออย่างรุนแรงแล้วอยู่ๆก็หยุดไปเฉยๆถามว่าแล้วเขาปล่อยหุ้นไปตอนไหนคำตอบคือเขาทยอยตั้งขายไปในระหว่างที่เขาทำทีซื้อนั่นเองผู้เคราะห์ร้ายคือรายย่อยที่ไปเคาะซื้อตามแต่รีรอที่จะขายเพราะเห็นว่ายังมีแรงซื้อแน่นอยู่สุดท้ายต้องติดหุ้นในที่สุด

บทสรุป ตลาดหลักทรัพย์ถือเป็นแหล่งระดมทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและความเจริญของประเทศชาติประชาชนทุกคนได้รับโอกาสให้นำเงินออมเข้ามาลงทุนกับบริษัทชั้นดีในตลาดหลักทรัพย์หากเขาเหล่านั้นลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจย่อมสามารถสร้างผลกำไรและความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัวแต่ถ้าเข้ามาลงทุนด้วยวิธีเก็งกำไรโดยปราศจากความรู้ย่อมมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของนักปั่นหุ้นที่มีอยู่มากมายในตลาดหุ้นได้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวเปรียบได้ดั่งสายฝนซู่ใหญ่ที่พัดสาดเข้ามาอีกครั้งแสงระยิบระยับของกระดานหุ้นเร้าใจแมลงเม่าไม่แพ้แสงไฟในฤดูฝนเหล่าแมลงเม่าน้อยใหญ่พากันโบยบินเข้าตลาดหุ้นและแล้วตำนานเรื่องเดิมของเหล่าแมลงเม่าก็เริ่มต้นอีกครั้ง

Template by - Abdul Munir | Blogging4