20 สิงหาคม 2552

แนะหุ้นปันผล!!

แนะหุ้นปันผล!!

ดัชนีหุ้นวันที่ 19 ส.ค.52 ปิดที่ 631.28 จุด ลดลง 8.97 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 19,148.72 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 626.99 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด นำโดย PTT ปิดที่ 232 บาท ลดลง 5 บาท, TMB ปิดที่ 1.06 บาท ลดลง 0.09 บาท, BANPU ปิดที่ 396 บาท ลดลง 12 บาท, PTTEP ปิดที่ 137.50 บาท ลดลง 2.50 บาท และ TOP ปิดที่ 38 บาท ลดลง 0.75 บาท

ฝ่ายวิจัย บล.พัฒนสิน มองแนวโน้มระยะสั้น ดัชนียังคงลงต่อ เพราะนักลงทุนจะขายทำกำไรต่อหลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาสูง โดยนักลงทุนบางส่วนชะลอดูสถานการณ์จนกว่าจะแน่ใจว่าภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้จริงหรือไม่ เพราะขณะนี้ราคาหุ้นได้วิ่งแรงแซงหน้าเศรษฐกิจที่คาดหวังว่าจะฟื้นตัวขึ้นไปมากแล้ว เมื่อมีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯหรือไทยออกมาในเชิงลบ ก็จะทำให้นักลงทุนกลับมากังวลอีกครั้ง

ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงหวังว่า จะมีปัจจัยบวกใหม่ๆที่ชัดเจนเข้ามาเป็นตัวหนุนหรือกระตุ้นตลาดให้ปรับตัวขึ้นได้ โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ถ้อยแถลงนโยบายหรือทิศทางเศรษฐกิจของเบน เบอร์นันเก ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด

แนะกลยุทธ์การลงทุน หากดัชนีดีดตัวขึ้นให้รีบขายทำกำไรหรือตัดขาดทุนไป หรือหาจังหวะเข้าทยอยสะสมในหุ้นที่ผลประกอบการดี กำไรงาม และใกล้แขวน XD เพื่อรอรับเงินปันผล

หุ้นที่แนะนำ เช่น บริษัทน้ำมันพืชไทย (TVO), บริษัทศุภาลัย (SPALI), บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF)

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง มองแนวโน้มตลาดระยะสั้น คาดว่าจะแกว่งตัวลง แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้เก็งกำไรระยะสั้น โดยรอซื้อเมื่อดัชนีอยู่ที่แนวรับ 620 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 635 จุด

ปิดท้ายมีข่าว ศุภกร สุนทรกิจ บิ๊ก MFC คงเป้าสินทรัพย์ปีนี้โต 20% แตะ 2.6 แสนล้านบาท จากสิ้นเดือน มิ.ย.มีสินทรัพย์อยู่ที่ 2.27 แสนล้านบาท

โดยครึ่งปีหลังจะลุยออกกองทุนใหม่ 17 กอง เน้นลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ทั้งกองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั้งในและต่างประเทศ, สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมัน นอกจากนี้ยังจะลงทุนในหุ้นกู้ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ด้วย

ที่ผ่านมากองทุนรวมของเอ็มเอฟซีหลายกองทุนประสบผลสำเร็จ สามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยได้ในระดับสูง

ส่วนตลาดหุ้นไทยเชื่อ หากมีเงินนอกไหลเข้ามีสิทธิ์ลุ้นหุ้นทะลุ 700800 จุดได้ในปีหน้า!!


อินเด็กซ์ 51

10 เดือนรัฐขาดดุล 3.7 แสนล้าน

10 เดือนรัฐขาดดุล 3.7 แสนล้าน


คลังแจงฐานะช่วง 10 เดือนรัฐบาลขาดดุลเงินสดรวมทั้งสิ้น 378,103 ล้านบาท คิดเป็น 4.3% ของจีดีพี สะท้อนถึงบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ภาคเอกชนชะลอการใช้จ่าย




นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด ว่า ในเดือน ก.ค. 2552 รัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณจำนวน 62,661 ล้านบาท ส่งผลให้ช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 รัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณจำนวนรวมทั้งสิ้น 449,241 ล้านบาท และเมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่เกินดุล 71,138 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวมทั้งสิ้น 378,103 ล้านบาท คิดเป็น 4.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สะท้อนถึงบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ภาคเอกชนชะลอการใช้จ่าย

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ชดเชยการขาดดุลเงินสดด้วยการออกพันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลัง ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนก.ค.2552 เท่ากับ 278,987 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่มีความมั่นคงต่อฐานะการคลังของรัฐบาล

โดยฐานะการคลังในช่วง 10 เดือนแรกปีงบประมาณ 2552 หรือ ต.ค.2551-ก.ค.2552 นั้นรายได้นำส่งคลัง รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1,128,844 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 107,150 ล้านบาท คิดเป็น 8.7% เนื่องจากการจัดเก็บภาษีของ 3 กรมหลักที่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และภาษีธุรกิจเฉพาะ นอกจากนั้นการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจก็ลดลงด้วยเช่นเดียวกัน

ส่วนรายจ่ายรัฐบาล การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลมีจำนวนทั้งสิ้น 1,578,085 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 219,165 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.1% ประกอบด้วยรายจ่ายปีปัจจุบัน 1,467,057 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว15.6% คิดเป็นอัตราการเบิกจ่าย 75.2% ของวงเงินงบประมาณ 1,951,700 ล้านบาท และรายจ่ายปีก่อน 111,028 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้ว 22.9%

โดยรายจ่ายปีปัจจุบันจำนวน 1,467,057 ล้านบาท แบ่งออกเป็นรายจ่ายประจำ 1,228,648 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 19.1% และรายจ่ายลงทุน 238,409 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 0.8%

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับดุลการคลังรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด ขาดดุล 378,103 ล้านบาท โดยเป็นการขาดดุลเงินงบประมาณ 449,241 ล้านบาท ส่วนดุลเงินนอกงบประมาณเกินดุลจำนวน 71,138 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการออกพันธบัตรตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังฯ จำนวน 50,000 ล้านบาท และการได้รับรายได้จากการชดใช้เงินคงคลังจำนวน 27,540 ล้านบาท ทั้งนี้ รัฐบาลได้บริหารเงินสดให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงิน รวมทั้งสร้างความมั่นคงของฐานะการคลัง จึงได้ชดเชยการขาดดุลดังกล่าวด้วยการออกพันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลังรวม 428,030 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินสด เกินดุล 49,927 ล้านบาท และเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ก.ค.2552 มีจำนวน 278,987 ล้านบาท

สำหรับฐานะการคลังเดือน ก.ค.นั้นรัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง 101,457 ล้านบาท ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 2,677 ล้านบาท คิดเป็น 2.6% โดยมีสาเหตุสำคัญจากการจัดเก็บรายได้ที่ลดลงในช่วงเศรษฐกิจหดตัว ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และอากรขาเข้าลดลงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว


เริ่มเห็นสัญญาณการพักตัวแล้ว

บล. เกียรตินาคินเตือน เริ่มเห็นสัญญาณการพักตัวแล้ว
ให้กรอบแนวรับไว้ที่ 610- 620 จุด


วิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยยังแกว่งตัวตามตลาดภูมิภาค โดยยังคงขาดปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามากระตุ้น ส่วนแรงขายในตลาดหุ้นจีน ก็จะเข้ามาเป็นปัจจัยกดดันตลาดภูมิภาคเอเชียโดยรวมในช่วง 2 วันที่เหลือของสัปดาห์นี้ได้ โดยดัชนีหุ้นไทยยังมีแนวโน้มแกว่งตัวได้ในกรอบ 610 – 620 จุด แต่การที่หุ้นหลายตัวได้ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลออกมา ทำให้มีแรงช้อนซื้อเข้ามาในตลาดด้วย

สำหรับราคาหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นตลอด 4 เดือนจากสภาพคล่องที่ไหลเข้ามาหาผลตอบแทนนั้น ก็เชื่อว่ายังมีโอกาสปรับลดลงได้หากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นหรือมีเงินไหลออกไป แต่การที่หุ้นกลุ่มนี้ในตลาดหุ้นไทยมีการจ่ายปันผลที่ดี เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้ าก็อาจมีแรงรับกลับเข้ามาได้เช่นกัน ส่วนโรงกลั่นที่จ่ายปันผลไม่สูงนัก ก็ยังมีโอกาสผันผวนได้

วิริยาแนะนำว่า เนื่องจากดัชนียังมีความผันผวนไปจนสัปดาห์หน้า ผู้ที่มีเงินสดในมือก็อาจรอตั้งรับไว้ที่ 610-620 จุด ส่วนคนที่ลงทุนระยะยาวเพื่อหวังปันผลก็อาจถือต่อไปได้ ส่วนผู้ที่เก็งกำไรในช่วงก่อนหน้าก็ต้องอิงกับกรอบทางเทคนิคด้วยว่าเริ่มเห็นสัญญาณพักตัวและผันผวนมากขึ้นแล้ว จึงอาจต้องขายออกมาด้วยหากมีการดีดตัวขึ้นโดยยังต้องให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจ รวมถึงจีดีพีที่จะประกาศออกมาในสัปดาห์หน้า ตลอดจนปัจจัยการเมือง และการไหลเข้าออกของเม็ดเงินต่างชาติ ซึ่งจะมีผลให้หุ้นไทยยังมีความผันผวนได้




18 สิงหาคม 2552

คาดได้ข้อสรุปปรับโครงสร้างการรถไฟฯ

คาดได้ข้อสรุปปรับโครงสร้างการรถไฟฯ ในอีก 2 สัปดาห์
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) บอกว่า แนวทางการปรับโครงสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สหภาพแรงงาน รฟท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ และสามารถรายงานต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรี ภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนการเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ น่าจะเริ่มทดลองวิ่งรถได้ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ หากขั้นตอนการเจรจาสามารถตกลงกันได้ โดยไม่เกิดการประท้วงขึ้น




ผู้อำนวยการ สคร. ย้ำว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงโครงสร้าง รฟท. เพื่อรองรับเม็ดเงินกระตุ้นการลงทุนตามแผนไทยเข็มแข็ง ซึ่งหากยังไม่ดำเนินการก็จะทำให้แผนการลงทุนล่าช้าออกไป นอกจากนี้ยังจะส่งผลต่อเจ้าของเงินกู้ที่จะปล่อยให้แก่ รฟท. ด้วย

ทั้งนี้ในการปรับโครงสร้าง รฟท. ยังมีความขัดแย้งภายใน โดยเฉพาะในส่วนการดำเนินการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ที่ทาง ผู้บริหารต้องการให้มีการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดำเนินการ เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญมาเดินรถ แต่ทางสหภาพ ต้องการที่จะให้ตั้งเป็นหน่วยธุรกิจและให้พนักงาน รฟท. เป็นผู้เดินรถ



กลยุทธ์ช่วงนี้ถือเงินสดดีที่สุด

กลยุทธ์ช่วงนี้ถือเงินสดดีที่สุด

หุ้นทั่วโลกเจอถล่ม หลังตัวเลข ศก.สหรัฐฯ ย่ำแย่ ต่างชาติเทขายกว่า 2 พันลบ. ทำดัชนีฯหุ้นไทยวานนี้ร่วงกว่า 3% เซียนหุ้นมองสัปดาห์นี้ดัชนีฯมีโอกาสแตะ 620 จุด แนะลดพอร์ตการลงทุน หันถือเงินสด แต่หากอยากซื้อหุ้นให้สะสมหุ้นปันผลแจ่ม CPF-SPALI-ADVANC-TTA เป็นต้น

ร่วงไม่เป็นท่า สำหรับดัชนีฯวานนี้ (17 ส.ค.) ปิดตลาดที่ 632.05 จุด ลดลง 22.20 จุด หรือ 3.39% มูลค่าการซื้อขาย 26,347.42 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นการปรับตัวลดลงเป็นไปในทิศทางเดียวกับดัชนีฯดาวโจนส์ล่วงหน้าวานนี้ ตามเวลาประเทศไทย ( 16.02 น.) ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าปรับตัวลดลง 179 จุด โดยได้รับผลกระทบจากการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และแนวโน้มผลประกอบการที่ซบเซาของห้างเจซีเพนนีย์

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยข้อมูลการผลิตในภาคอุตสาหกรรม พบว่า การผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.5 % ในเดือนก.ค.หลังจากลดลง 0.4 % ในเดือน มิ.ย. ดีกว่าที่คาดไว้ที่ 0.3 % และยังเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน

ส่วนกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)เดือนก.ค. พบว่า ดัชนี CPI ทั่วไป ทรงตัวในเดือนก.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น0.7 % ในเดือนมิ.ย. แต่ดิ่งลงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1950 เมื่อเทียบเป็นรายปี ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน ขยับขึ้น 0.1 % ในเดือนก.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2 % ในเดือนมิ.ย และเมื่อเทียบเป็นรายปี ดัชนี CPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.5 % ในเดือนก.ค.ปีนี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2004 เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 1.7 % ในเดือนมิ.ย.โดยดัชนี CPI ดังกล่าวบ่งชี้ว่าภาวะเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป

ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ต่างปรับตัวลดลง โดยวานนี้ดัชนี นิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดที่ 328.72 จุด หรือ 3.10% , ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดลบ 755.68 จุด หรือ 3.62% , ดัชนีเวทเต็ด ตลาดหุ้นไต้หวัน ปิดลบ 137.71 จุด หรือ -1.95% , ดัชนี ASX All ordinaries: ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ปิดลบ 67.00 จุด หรือ -1.50 %

ขณะที่วานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,138.35 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 2,208.76 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 4,347.11 ล้านบาท

นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บล.เคทีซีมิโก้ กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวานนี้ปรับตัวลงแรงว่าเป็นไปตามทิศทางดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศที่ต่างปรับตัวลดลงกันอย่างถ้วนหน้า หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯในเดือนส.ค.ออกมาไม่ดี ประกอบกับก่อนหน้านี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาแรงมากแล้ว ดังนั้นเมื่อมีข่าวลบออกมาก็เป็นเหตุให้นักลงทุนแห่ขายทำกำไร

ขณะที่กรณีการชุมนุนของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ในวันจันทร์ ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น จึงมองว่าปัจจัยภายในประเทศไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย

ทั้งนี้ คาดว่าสัปดาห์นี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยอาจปรับตัวลดลงได้อีกเล็กน้อย โดยเชื่อว่าการปรับลงของดัชนีฯในรอบนี้ไม่น่าจะหลุดแนวรับ 630-620 จุด อย่างไรก็ดีต้องติดตามทิศทางดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศเป็นหลักหากเริ่มทรงตัวก็มีลุ้นที่จะเห็นดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศและดัชนีหุ้นไทยรีบาวน์ได้ โดยเฉพาะหุ้นไทยที่มีลุ้นรีบาวน์ขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 650 จุด โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือการประการตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ

กลยุทธ์แนะนำจังหวะที่ดัชนีฯลงสู่แนวรับเป็นจังหวะเข้าเก็บหุ้นบิ๊กแคป อย่าง พลังงาน กับ กลุ่มธนาคารพาณิชย์


****สองโบรกฯ แนะลดพอร์ต-ถือเงินสดปลอดภัยที่สุด

มล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ กรรมการผู้จัดการ บล.ซิตี้ คอร์ป (ประเทศไทย) และฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ปรับตัวลดลงกว่า 20 จุด เนื่องจากได้รับปัจจัยลบจากทิศทางของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง หลังได้รับแรงกดดันจากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคช่วงต้นเดือนสิงหาคม ลดลงสู่ระดับ 63.2 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแค่เดือนมี.ค. ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 68.5 จากระดับ 66.0ในช่วงปลายเดือนก.ค. รวมทั้งได้รับปัจจัยลบจากเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ของประเทศญี่ปุ่นเติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ โดยมีการเติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 3.7% จากที่คาดการณ์ว่าจะเติบโต 3.9% นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงทำให้มีแรงขายออกมาในหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ อย่างกลุ่มพลังงาน จึงเป็นตัวกดดันการเคลื่อนไหวของทิศทางตลาดหุ้นไทย


สำหรับประเด็นการเมืองในประเทศประเมินว่าไม่มีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก โดยให้น้ำหนักกับทิศทางของต่างประเทศและตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างๆมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามมอง

นอกจากนี้ประเมินว่าดัชนีฯในสัปดาห์นี้มีโอกาสแตะระดับ 620 จุดได้ กลยุทธ์การลงทุนแนะลดพอร์ตลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง หรือ ซื้อหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล

"ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงวันนี้ก็เป็นไปตามทิศทางของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง อาทิ ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง 1% เพราะได้รับปัจจัยลบจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆที่ออกมาไม่ดี อีกทั้งดัชนีฯก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเยอะพอสมควรแล้ว ทำให้มีแรงขายออกมาบ้าง ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ ค่าเงินดอลลาร์ แต่ทั้งนี้คาดว่าดัชนีฯในช่วงนี้คงปรับตัวลงไม่ลึก เพราะเมื่อดัชนีฯปรับตัวลดลงก็จะมีคนเข้ามาซื้อ ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติยังมองว่าหุ้นไทยยังถูกอยู่ แต่ทั้งนี้คงต้องเลือกดูเป็นรายตัว"มล.ทองมกุฎ กล่าว

ด้านนายทวีรัชต์ มัททวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า สัญญาณเทคนิคของดัชนีในช่วงสัปดาห์นี้เป็นเชิงลบ ดังนั้นนักลงทุนควรลดพอร์ตการลงทุนและหาทางถือเงินสดให้ได้มากที่สุด หรือดัชนีรีบาวน์ขึ้นให้หาจังหวะขายทำกำไร

ทั้งนี้ต้องจับตาปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนีดาวโจนส์และดัชนีในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งในวันนี้ปรับตัวลดลงทุกตลาด จึงมองว่าความเสี่ยงมีมากขึ้น ทั้งนี้ประเมินวแนวรับ 624 จุด แนวต้าน 645 จุด

****โบรกฯ ประสานเสียงหากอยากเล่นหุ้น ซื้อหุ้นปันผลดีที่สุด

บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะนำซื้อสะสมหุ้นที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจในประเทศ พร้อมกับยังสามารถจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง TVO ราคาเหมาะสม 16.86 บาท กำหนดจ่ายเงินปันผลจ่ายเฉพาะ 6 เดือนแรกของปี 2552 คาดไว้ที่ 0.79 บาท, CPF ประกาศจ่ายปันผล 0.23 บาท ขึ้นเครื่องหมาย XD 20 ส.ค.2552 TTA ราคาเหมาะสม 31.60 บาท ADVANC ประกาศจ่ายปันผล 3 บาท ขึ้นเครื่องหมาย XD 25 ส.ค. 2552


สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุน SCRI แนะนำ “ซื้อสะสม” หุ้นในกลุ่มที่ประกาศจ่ายเงินปันผลสูงโดยมีอัตราผลตอบแทนผลดำเนินงาน 1H/52 สูงกว่า 4% อาทิ BCP-DR1 , SPALI ล MCS (แต่กลยุทธ์จะเป็นการขายทำกำไรก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD) และ ทยอยขายทำกำไร กลุ่มอสังหาฯ ที่ราคาสูงกว่าราคาเหมาะสม LH , SIRI

SCRI ยังคงคำแนะนำให้ขายทำกำไรส่วนที่ 2 (จากทั้งหมด 3 ส่วน) ของพอร์ตลงทุนอิงตามระดับดัชนีที่ 660 จุด แต่มีจุด stop loss สำหรับนักลงทุนระยะสั้น ที่ระดับ 630 – 635 จุด

บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ ระบุว่า หลังจบฤดูกาลประกาศงบคาด SET ระยะสั้นจะเริมพักฐาน อย่างไรก็ตามเนื่องจากปัจจัยต่างประเทศที่ยังเป็นกลาง ทำให้คาดการปรับตัวของ SET จะยังอยู่ในลักษณะ Sideways ไม่ได้ดิ่งลงแรง ดังนั้น ยังพอเล่นสั้นได้ แต่ให้จำกัดพอร์ตลดความเสี่ยงโดยปรับกลยุทธ์จากซื้อสะสมขาขึ้น เป็น Trading Buy แทน โดยให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น 30%(เดิม 50%) โดยแนะนำขายทำกำไรหุ้นที่ประกาศงบแล้วไปแล้วและหมดประเด็น และโยกเงินมา TradingBuy ตามภาวะตลาด โดยเน้นหุ้นมีประเด็น เช่น หุ้นที่รอขึ้น XD หรือ หุ้นที่แนวโน้มครึ่งปีหลังยังดี โดยเราแนะนำ CPF BCP TMB TTA TOP IRPC ADVANC เพิ่มเติม THAI บล.เคทีซีมิโก้ ระบุว่า โดยเน้นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนปันผลระหว่างกาลดี อาทิ BCP D/Y 6.5% , AIT D/Y 6.3% , SPALI D/Y 5.2%

บล.พัฒนสิน ระบุว่า กลยุทธ์ลงทุน หากต้องการซื้อเพิ่มเฉพาะหุ้นปันผลดี ได้แก่ SPALI ,TVO , MCS, CPF, ADVANC, BECL , TOP และ PSL


ปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯในสัปดาห์นี้

ปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯในสัปดาห์นี้

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญๆของสหรัฐในสัปดาห์นี้
โดยวันอังคารกระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนก.ค.
และลุ้นดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนก.ค.
วันพุธกระทรวงพลังงานจะเปิดเผยข้อมูลสต็อกน้ำมันประจำสัปดาห์

วันพฤหัสบดี กระทรวงแรงงานจะเปิดเผยตัวเลขว่างงานประจำสัปดาห์
และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจประจำเดือนส.ค.
ส่งท้ายวันศุกร์สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติจะรายงานยอดขายบ้านมือสองประจำเดือนก.ค.
และติดตามถ้อยแถลงของประธานเฟด !

Template by - Abdul Munir | Blogging4