แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด

28 กรกฎาคม 2552

ใช้มาร์จินลงทุน


Monday, 29 June 2009

ใช้มาร์จินลงทุน

ในการลงทุนทำธุรกิจโดยทั่วไปนั้น เราต้องมีเงินส่วนตัวหรือเงินจากหุ้นส่วนมาร่วมกันลงทุน นอกจากเงินที่เป็น “ส่วนของเจ้าของ” แล้ว ธุรกิจส่วนใหญ่ก็ยังมักจะ “กู้เงิน” หรือยืมเงินคนอื่นมาใช้ในการลงทุนด้วย ในเรื่องของธุรกิจแล้ว เงินที่กู้มามักจะมีมากกว่าเงินในส่วนของเจ้าของเองด้วยซ้ำ ดังนั้น เงินกู้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ถ้าขาดเงินกู้ โครงการหรือธุรกิจก็เดินไม่ได้ หรือไม่อย่างนั้น เราก็ต้องลดขนาดของธุรกิจลง การลดขนาดของธุรกิจลงก็ทำให้กำไรลดน้อยลง ผลตอบแทนการลงทุนของเราก็น้อยลง การลงทุนก็อาจจะไม่คุ้มค่า สรุปอย่างง่ายก็คือ เรากู้เงินมาใช้ก็เพื่อที่จะเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนของเรา

แต่การกู้เงินมาใช้นั้นมีความเสี่ยง เพราะเงินกู้นั้นต้องมีกำหนดเวลาใช้คืนและต้องมีดอกเบี้ยที่จะต้องจ่าย บางทีทุกเดือน ถ้าบริหารกระแสเงินสดไม่ดี และ/หรือ ธุรกิจเกิดประสบปัญหาขาดทุน เราอาจจะถูกฟ้องล้มละลาย เงินส่วนของเราก็สูญไปด้วย หรือในกรณีที่ไม่เลวร้ายเกินไปนัก เราอาจจะไม่ถึงกับล้มละลาย แต่ธุรกิจทำกำไรได้น้อยในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่า แบบนี้แทนที่เราจะได้กำไรบ้างถ้าเราไม่ได้กู้เงิน เราก็อาจจะไม่มีกำไรเลยหรือขาดทุนได้ ดังนั้น การที่เราจะกู้เงินหรือไม่จึงอยู่ที่การชั่งน้ำหนักว่า ระหว่างผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้เพิ่มขึ้น กับความเสี่ยงที่ว่าเราอาจจะล้มละลายหรือผลตอบแทนน้อยลงหรือขาดทุน เราจะเลือกอย่างไหน?

สำหรับ “นักธุรกิจ” แล้ว ส่วนใหญ่มักจะเลือกการกู้เงิน เพราะการลงทุนทำธุรกิจมักจะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูง บางทีเกินกำลังเงินส่วนตัวที่มีอยู่ นอกจากนั้น นักธุรกิจมักมองว่าผลตอบแทนที่จะได้จากธุรกิจนั้นสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ดังนั้น การกู้เงินจะทำให้ได้กำไรเพิ่มขึ้น ส่วนความเสี่ยงที่จะล้มละลาย เขามักจะให้ความใส่ใจน้อยกว่า เขาคงคิดว่าเขาเข้าใจและรู้จักธุรกิจดีพอ เหนือสิ่งอื่นใด เขาเป็นคน “คุมธุรกิจ” นั้นเอง แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เขาอาจจะคิดว่า ถ้าเลวร้ายมากและธุรกิจต้องล้มละลาย เขาก็แค่เสียเงินส่วนตัวที่ลงทุนไปเท่านั้นและก็อาจจะเป็นเงินที่ไม่มาก และหลังจากล้มละลายเพียง 3-4 ปีเขาก็ “หลุด” จากการล้มละลายและกลับมาลองใหม่ได้อีก แต่ถ้าเขาโชคดี ธุรกิจประสบความสำเร็จงดงาม กำไรของเขาจะมหาศาลและมากกว่าการไม่กู้เงินหลายเท่า ดังนั้น สำหรับนักธุรกิจบางคนแล้ว เขาต้องการกู้เงินมาลงทุนให้มากที่สุด เขารู้ว่านี่เป็น “เกม” ที่เขาได้เปรียบ คือ ถ้าเขาชนะ เขาได้ 10 ถ้าแพ้ อย่างมากเขาก็เสีย 1 คนที่รับความเสี่ยงมากจริง ๆ ก็คือคนให้กู้ ซึ่งก็คือสถาบันการเงินที่เชื่อเขา

การลงทุนในหุ้นสำหรับผมก็คือ การลงทุนคล้ายกับการทำธุรกิจเหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างจริง ๆ สำหรับผมก็คือ ผมสามารถค่อย ๆ ทยอยลงทุนทีละน้อยไปเรื่อย ๆ เมื่อมีเงินเพิ่มเติมขึ้นมาจากแหล่งไหนก็ตาม อีกความแตกต่างหนึ่งก็คือ การกู้เงินมาใช้ซื้อหุ้นลงทุนนั้น สถาบันการเงินอื่นมักไม่ให้กู้ จะมีก็แต่โบรกเกอร์ที่เราเป็นลูกค้าอยู่ที่จะให้กู้ที่เรียกกันว่าการซื้อหุ้นด้วย “มาร์จิน” แต่โบรกเกอร์นั้นก็ให้กู้แบบมีข้อจำกัด นั่นคือ เราไม่สามารถกู้ได้เกินหนึ่งเท่าของเงินส่วนตัวที่เราเอามาลงทุน และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ เราจะกู้ได้เฉพาะเพื่อที่จะลงทุนซื้อหุ้นที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง เราไม่สามารถจะซื้อหุ้นของกิจการที่ดีแต่หุ้นไม่มีสภาพคล่องพอได้

ด้วยข้อจำกัดในการกู้ดังกล่าว ประกอบกับการที่ผมค่อนข้างที่จะเน้นความปลอดภัยในการลงทุนเป็นพิเศษเนื่องจากเราไม่อยู่ในฐานะที่เสี่ยงต่อความสูญเสียที่รุนแรงได้ ผมจึงเลือกที่จะลงทุนโดยไม่กู้เลยตั้งแต่แรกที่ผมเริ่มลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ของเงินส่วนตัวของผมเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ผมรู้สึกว่า ผมไม่จำเป็นที่จะต้อง “เร่ง” ผลตอบแทนการลงทุนไปมากกว่านั้น ว่าที่จริง การลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ของเงินเก็บทั้งหมดนั้น ถ้ามันให้ผลตอบแทนที่พอสมควรเช่นปีละ 10% เงินมันก็โตเร็วมากอยู่แล้ว พูดโดยสรุปก็คือ การลงทุนโดยการกู้หรือที่เรียกว่าซื้อขายหุ้นด้วยมาร์จิน ไม่เคยอยู่ในความคิดผมเลยมากกว่าสิบปีนับตั้งแต่ประมาณปี 2538 หรือ 2539

ประมาณเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน 2551 หรือปลายปีที่แล้ว วิกฤติเศรษฐกิจก็ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเดือนเดียวดัชนีตกลงมาเข้าใจว่าเกือบ 30% หุ้นจำนวนมากมีราคาตกต่ำลงอย่างไม่น่าเชื่อ หลายบริษัททำกิจการที่ผมมั่นใจว่าจะต้องอยู่ต่อไปในประเทศไทยและจะกลับมาทำกำไรได้เท่าเดิมและมากกว่าเมื่อวิกฤติผ่านพ้นไป แต่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นตกต่ำเกินความเป็นจริง โอกาสในการลงทุนเกิดขึ้นแต่ผมกลับไม่มีเงินสดเลยเพราะผมถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ผมไม่อยากขายหุ้นตัวอื่นที่อยู่ในพอร์ตเพราะหุ้นเหล่านั้นก็มีราคาต่ำเกินไปเหมือนกัน ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจ “กู้” โดยการเปิดพอร์ตการซื้อขายหุ้นด้วยมาร์จินเป็นครั้งแรก

การกู้เงินซื้อหุ้นของผมนั้น ผมคิดไว้ว่า ข้อหนึ่ง มันไม่ควรมากกว่า 10-20% ของมูลค่าพอร์ต ข้อสอง หุ้นที่ซื้อจะต้องเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องที่ดีที่เราสามารถขายทิ้งได้อย่างรวดเร็วถ้าจำเป็นแต่ที่สำคัญเท่า ๆ กันก็คือ ข้อสาม หุ้นจะต้องมีราคาต่ำมากและกำไรของบริษัทไม่ได้อยู่ในภาวะสูงผิดปกติ ตรงกันข้าม มันควรที่จะมีกำไรลดลงไปมากแต่ทุกอย่างกำลังดีขึ้นในเวลาไม่นานนัก และสุดท้าย เราต้องมี Exit Strategy หรือ “ทางออกจากหนี้” ซึ่ง สำหรับผมก็คือ การนำเงินปันผลที่จะได้มาจากพอร์ตโดยรวมมาลดหนี้ การทยอยขายหุ้นที่ซื้อมาเมื่อมันมีราคาเพิ่มขึ้น และถ้าจำเป็น อาจต้องขายหุ้นตัวอื่นเพื่อมาล้างหนี้


ผมโชคดีที่การตัดสินใจถูกต้อง เพราะหลังจากนั้น ราคาหุ้นที่ซื้อมาปรับตัวขึ้นมาก และแม้ว่าหนี้ก็ยังคงอยู่แต่พอร์ตก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาก ความเสี่ยงจากการกู้ไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม ผมตระหนักอยู่เสมอว่า หนี้นั้นเป็นสิ่งที่อันตราย เราต้องมองป้าย “ทางออก” อยู่เสมอ และถ้าไม่มั่นใจจริง ๆ ก็ “อย่าลอง” จะดีกว่า

เพิ่มเติม www.settrade.com
http://portal.settrade.com/blog/nivate/2009/06/29/570

ตลท.จัด SET in the City สัญจร เชียงใหม่

โสภาวดี เลิศมนัสชัย

โสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการ สายงานการตลาดและงานบริการหลังการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

ตลาดหลักทรัพย์ฯจัดมหกรรมการออม การลงทุนครบวงจร ที่เชียงใหม่ 1 ส.ค.นี้ แนะทางเลือกเพิ่มค่าเงินออม ต่อยอดเงินลงทุน

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการ สายงานการตลาดและงานบริการหลังการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะจัด “มหกรรมการออม การลงทุน SET in the City สัญจร” ในวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคมนี้ ตามแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนแก่ประชาชนในส่วนภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายการขยายฐานผู้ลงทุน หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากจากการจัดกิจกรรม SET in the City สัญจรฯ ที่จังหวัดนครราชสีมาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

“จังหวัดเชียงใหม่ มีมูลค่าการออมและการลงทุนในหลักทรัพย์สูงเป็นอันดับ 1 ในภาคเหนือ โดย ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2552 มีฐานเงินออมกว่า 112,782 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29.29 ของภาคเหนือ ส่วนมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ตั้งแต่มกราคม – มิถุนายน 2552 เท่ากับ 37,022.56 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 39.24 ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดในภาคเหนือ ปัจจุบันมีสำนักงานสาขาของบริษัทหลักทรัพย์จำนวน 18 แห่ง รวม 22 สาขา ถือว่าเป็นจังหวัดที่ยังมีศักยภาพที่จะขยายฐานผู้สนใจด้านการลงทุนเพิ่มเติมได้อีก” นางสาวโสภาวดีกล่าว

ในงาน “มหกรรมการออม การลงทุนครบวงจร SET in the City สัญจร เชียงใหม่” ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในหุ้น อนุพันธ์ โกลด์ฟิวเจอร์ส กองทุนรวม ร่วม 30 แห่ง พร้อมฟังสัมมนาที่น่าสนใจ อาทิ “เพิ่มค่าเงินออม ต่อยอดเงินลงทุน กับ หุ้น - พันธบัตร - อนุพันธ์ – ทองคำ - กองทุนรวม” และ “วิเคราะห์ปากท้องชาวบ้าน จาก เศรษฐกิจชาติ และมาตรการการเงิน

นอกจากนี้ ผู้ชมงานจะได้พบกิจกรรมตลอดทั้งวัน อาทิ การสมัครแข่งขัน “TFEX Simulation 2009 และ “SET Click2WIN เกมลงทุนหุ้นออนไลน์” เพื่อให้ผู้สนใจได้เรียนรู้วิธีการซื้อขายก่อนลงทุนจริงผ่านเกมจำลอง ชิงรางวัลกว่าล้านบาท การนำเสนอสินค้าและบริการของตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านช่องทาง SET Easy Services เพื่อให้ผู้ลงทุนได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่ายขึ้น และสำหรับ 300 ท่านแรกที่เข้าร่วมสัมมนา รับฟรี “หนังสือการออมการลงทุน” มูลค่า 120 บาท และของสมนาคุณเมื่อทำธุรกรรมทางการเงินในงาน และเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ร่วมงาน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมาตรการป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ด้วยการฉีดพ่นอบน้ำยาฆ่าเชื้อโรคก่อนวันงาน ส่วนในวันงานได้จัดบริการเจลล้างมือและหน้ากากอนามัยแจกฟรีให้ผู้ร่วมงานอีกด้วย

“มหกรรมการออม การลงทุน SET in the City สัญจร เชียงใหม่” จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2552 เวลา 09.00–16.00 น. ณ ห้องป่าสักหลวง โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ S-E-T Call Center โทร. 0 2229 2222 และหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ โทร. 053 241404-5


โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


21 กรกฎาคม 2552

งบ BBL และ KTB

"แบงก์กรุงเทพ"เผยกำไรไตรมาส 2 ทรงตัว4,830 ล้าน
"กรุงไทย"โชว์กำไร2,325 ล้าน

ธนาคารกรุงเทพรายงานผลประกอบการในไตรมาส 2 ของปี 2552 มีกำไรก่อนภาษีเงินได้จำนวน 7,184 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรก ร้อยละ 2.8 และมีกำไรสุทธิทรงตัวที่ 4,830 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 ซึ่งเป็นระดับที่น่า พอใจในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยและความต้องการสินเชื่อลดลง

ชื่อ:  S2M_41.gif ครั้ง: 378 ขนาด:  3.6 กิโลไบต์

สินเชื่อรวมในไตรมาส 2 ลดลงในอัตราที่ชะลอตัวจากไตรมาส 1 โดยสินเชื่อ ณ มิถุนายน 2552 มีจำนวน 1,099,474ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.2 จากสิ้นปี 2551 ส่วนใหญ่เนื่องจากลูกค้าธุรกิจมีการชำระคืนสินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของราคาวัตถุดิบและยอดการสั่งซื้อสินค้าลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ในไตรมาสที่ผ่านมา ธนาคารยังคงดำเนินงานตามเป้าหมายหลักสำคัญ 4 ด้านได้เป็นที่น่าพอใจ คือ ด้านสภาพคล่องด้านรายได้ค่าธรรมเนียม ด้านคุณภาพสินเชื่อ และด้านสถานะเงินกองทุน ทั้งนี้ ธนาคารสามารถรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับสูง โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ธนาคารมีเงินฝากเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ร้อยละ 81.1 นอกจากนี้ ธนาคารยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ8.2 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในขณะเดียวกันสามารถลดยอดสินเชื่อด้อยคุณภาพลงจำนวน 1,691 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมลดลงจากร้อยละ 4.8 ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 เป็นร้อยละ 4.6

สำหรับด้านสถานะเงินกองทุนธนาคารดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนเมื่อรวมกำไรของครึ่งปีแรกแล้ว อยู่ที่ร้อยละ 15.8ซึ่งเป็นระดับที่แข็งแกร่งและสามารถสนับสนุนให้ธนาคารดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงผันผวนต่อเนื่อง

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า "ในสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวธนาคารยังคงยึดแนวทางเดิมในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถสนับสนุนลูกค้าที่มีศักยภาพได้อย่างเหมาะสมทันท่วงที ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อันจะเกิดประโยชน์ที่ดีกับเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ยังช่วยการควบคุมคุณภาพสินเชื่อในไตรมาสนี้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ"

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ธนาคารมีเงินฝากทั้งสิ้น 1,355,687 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2551 จำนวน 44,210 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.4 เป็นผลสืบเนื่องจากผู้ฝากเงินมีความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของธนาคาร ประกอบกับการขยายฐานเงินฝากอย่างสม่ำเสมอ

ในขณะเดียวกันด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมช่วยให้ธนาคารสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการการเงินทางเลือกแก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิผล เช่น บริการประกันชีวิตผ่านธนาคาร การลงทุนในกองทุนรวม และหุ้นกู้บริษัทเอกชน อันส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ธนาคารสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี โดยรายจ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 1.9 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี2551 เป็น 9,337 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีจำนวน 179,718 ล้านบาท โดยมีกำไรต่อหุ้นในงวดแรก 5.02 บาท และมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น 94.15 บาท

ด้านธนาคารกรุงไทยแจ้งว่า กำไรสุทธิของธนาคารในไตรมาส 2/2552 เท่ากับ 2,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 291 ล้านบาท (ร้อยละ 14.31) จากไตรมาส 2/2551

ชื่อ:  S2M_42.gif ครั้ง: 376 ขนาด:  3.4 กิโลไบต์


09 กรกฎาคม 2552

หวั่นน้องใหม่ PTT13CA ต่ำจอง

หวั่นน้องใหม่ PTT13CA ต่ำจอง


KGI ส่ง DW นาม PTT13CA ลงกระดานเทรดวันนี้วันแรกในตลาดหุ้นไทย ผู้บริหารบอกเหนือราคาจองที่ 6.23 บาทหรือไม่ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นแม่-ราคาน้ำมัน ฟากนักวิเคราะห์ฟันธงร่วงแน่นอน หลังวานนี้ราคาหุ้นแม่ต่ำกว่าราคาอ้างอิงวันที่ 229 บ. แนะแค่เทรดดิ้งเท่านั้น KEST-PHATRA เล็งคลอด DW ล็อตใหม่ Q3-Q4 นี้ นักวิเคราะห์แนะ นลท.วันนี้หุ้นรีบาวด์ให้ขายสถานเดียวเท่านั้น

วันนี้แล้วหลักทรัพย์ใหม่ถอดด้ามใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธุ์(Derivative Warrant) โดย DW ที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)เป็นตัวแรกก็คือ PTT13CA หุ้นอ้างอิง คือ หุ้นสามัญของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) จำนวน 7.29 ล้านหน่วย ในราคา 6.23 บาท/หน่วย (2.72% ของราคาหุ้นปตท. ณ วันที่ 2 ก.ค. นี้) รวมมูลค่า 45,454,703 บาท กำหนดอัตราใช้สิทธิ 5 DW ต่อ 1 หุ้นสามัญของปตท. โดยจะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหุ้นวันแรกที่ 9 ก.ค. นี้ ในหมวดใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ โดย PTT13CA มีอายุ 6 เดือน ระหว่างวันที่ 3 กรกฎาคม 2552 ถึง 18 ธันวาคม 2552 (ซื้อขายวันสุดท้ายที่ 14 ธ.ค. นี้ ) โดยผู้ถือ DW สามารถใช้สิทธิได้ครั้งเดียว ณ วันครบกำหนดอายุ อัตราการใช้สิทธิ 5 DW ต่อ 1 PTT ราคาการใช้สิทธิ 251.90 บาท (ร้อยละ 110 ของราคาปิด PTT ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2552) ราคาอ้างอิง คือ ราคาปิด PTT ณ วันทำการซื้อขายสุดท้าย (วันที่ 14 ธันวาคม 2552)

สำหรับ DW ที่จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นี้ มีลักษณะคล้ายกับใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) โดยเป็นตราสารที่ผู้ซื้อจะได้สิทธิในการซื้อหุ้นในราคาและจำนวนที่กำหนด แต่ต่างกันที่ผู้ออก DW ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียนเจ้าของหุ้น แต่เป็นบุคคลที่สาม เช่น บริษัทหลักทรัพย์ นอกจากนี้ เมื่อ DW ครบกำหนดอายุ หากผู้ซื้อต้องการใช้สิทธิ ผู้ซื้อจะไม่ได้หุ้นจริง ๆ แต่ได้รับเงินจากผู้ออกเท่ากับส่วนต่างของราคาใช้สิทธิกับราคาหุ้นหรือที่เรียกว่าการชำระเป็นเงินสด (Cash Settlement) และ DW จะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยวิธีการซื้อขายและกฎเกณฑ์เช่นเดียวกันกับการซื้อขายหุ้น

ผู้ออกหลักทรัพย์ DW อย่าง KGI นั่นค่อนข้างมั่นใจว่า ดิลิเวอร์ทีฟ วอร์แรนต์จะประสบความสำเร็จ เพราะมีตัวอย่างจากต่างประเทศพบว่าเติบโตอย่างรวดเร็วมาก เช่นเกาหลีมีการเติบโตมากที่สุด โดยปีปี 2546 มีมูลค่าการซื้อขายดิลิเวอร์ทีฟ วอร์แรนต์ เพียง 12 ล้านเหรียญสหรัฐแต่มาปี 2550 เพิ่มขึ้นเป็น 73,039 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ในฮ่องกง พบว่าสัดส่วนการซื้อขายดิลิเวอร์ทีฟ วอร์แรนต์คิดเป็น 29% ของการซื้อขายในตลาดหุ้น จาก 11% ในปี 2546 ซึ่งสำหรับประเทศไทย คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 ปี ที่จะมีสัดส่วนการซื้อขาย 10-15% ของหุ้น

ทั้งนี้ จุดอ่อนของดิลิเวอร์ทีฟ วอร์แรนต์นี้คือผู้ถือ DW จนครบอายุและใช้สิทธิแปลงสภาพต้องเสียภาษีเงินได้จากการใช้สิทธิ เพราะทางกรมสรรพากรเห็นว่าเป็นการแปลงสภาพนอกตลาดซึ่งในต่างประเทศก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน ตัวอย่างของไต้หวันตลอด 10 ปีที่มีสินค้าตัวนี้พบว่ามีลูกค้าเพียง 2 รายเท่านั้นที่แปลงสภาพ นอกนั้นไม่ได้มีการใช้สิทธิแต่อย่างใด

นอกจากนี้ จุดเด่นของดิลิเวอร์ทีฟวอร์แรนต์ที่สำคัญทำให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก คือ ใช้เงินลงทุนไม่มากเทียบกับลงทุนตรงในหุ้นอ้างอิง และกำไรของดิลิเวอร์ทีฟ จะมากกว่าการลงทุนในหุ้นอ้างอิง โดยมีผลกำไรต่อเงินลงทุนสูงกว่า และจำกัดการขาดทุนแต่ไม่จำกัดระดับของกำไร รวมถึงไม่มีการกำหนดเพดานการขึ้นลง(ซิลลิ่งและฟลอร์)

และอีกความน่าสนใจของ DW คือหุ้นอ้างอิงของ DW ที่จะซื้อขายนั้นจะเป็นหุ้น Top 10 ในกลุ่มดัชนี SET50 ซึ่งมีสภาพคล่องและมีขนาดใหญ่ DW จะมีอายุ 6 เดือน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้ DW ต้องมีผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายได้ในเวลาที่ต้องการ

ปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์แสดงความสนใจเป็นผู้ออก DW แล้วประมาณ 3-4 ราย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)


**** KGI บอก PTT13CA เทรดวันนี้เหนือจองที่ 6.23 บ./หน่วยหรือไม่ฝากความหวังไว้ที่ราคาน้ำมัน-หุ้นแม่

นางสาวนฤมล อำนวยวิภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)(KGI) เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrants) ที่ออกโดยบริษัทคือ PTT13CA ซึ่งจะเข้าซื้อขายวันนี้(9 ก.ค.)เป็นวันแรกจะเปิดซื้อขายเหนือราคาจองที่ 6.23 บาท/หน่วย หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักคือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 วันซื้อขาย ซึ่งระหว่างวันราคาเริ่มมมีสัญญาณฟื้นตัว รวมทั้งราคาหุ้นตัวแม่ว่าที่ถูกชี้นำโดยราคาน้ำมัน และทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ คืนนี้ว่าจะออกจะมีทิศทางออกมาอย่างไร

อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวลงต่อเชื่อว่านักลงทุนจะมีความเข้าใจความเสี่ยงการลงทุนที่ราคาหุ้น PTT13CA จะอ้างอิงตามหุ้นแม่ที่ปรับตัวขึ้นลงตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลง 3 วันต่อเนื่อง ทั้งนี้หากราคาหุ้นยังคงลงต่อที่ระดับราคาหนึ่ง หากประเมินจากปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคคาดว่าจะยังคงมีนักลงทุนเข้ารอซื้อเพื่อลงทุน และนี้หากราคาน้ำมันในตลาดโลกคืนนี้ปรับตัวขึ้นก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อ PTT13CA ที่เข้าเทรดในวันนี้

ด้านความคืบหน้าเตรียมออก DW อีก 4 หลักทรัพย์ ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกหุ้น ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นได้ในสัปดาห์หน้า เพื่อนำยื่นไฟลิ่ง ก.ล.ต. ทั้งนี้คาดว่าหลังขั้นตอนดังกล่าวไม่เกิน 1 เดือนครึ่ง ทั้ง 4 หลักทรัพย์จะสามารถเข้าซื้อขายได้ โดยหุ้นดังกล่าวจะเป็นหุ้นชั้นนำในกลุ่มพลังานและธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด อีกทั้งนโนบายในการเลือกหุ้นจะพิจารณจากหุ้นที่ไม่เคยออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ หรือวอแรนต์

สำหรับประเด็นการระบาดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มองว่าจะกระทบจิตวิทยาการลงทุนในช่วงสั้นเท่านั้น เนื่องจากประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยจากในอดีตที่เคยเกิดโรคระบาดสามารถ็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อีกทั้งมั่นใจว่านักลงทุนจะเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี ประเมินว่าหลังจากที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงในประเด็นที่เป็นข้อสงสัยที่สร้างความกังวลกับประชาชน ดังนั้นจึงเชื่อว่าน่าจะมีมาตรการออกมาเพื่อรับมือเพื่อแก้ไขให้การระบาดของโรคคลี่คลายลง และเหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้


****KEST เชื่อ DW ขึ้นอันดับหุ้นยอดนิยมของ นลท.แน่ เหตุอ้างอิงหุ้นใหญ่แถมราคาถูก

นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KEST) เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่าใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrants) ที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์ประเมินว่าในอนาคตมีโอกาสที่จะได้รับความนิยมจากนักลงทุน เนื่องจาก DW ที่บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้ออกจะคัดเลือกและอ้างอิงหุ้นที่เป็นยอดนิยมในหมู่นักลงทุนและมีราคาถูก ประกอบกับหุ้นในกลุ่มดังกล่าวบริษัทก็ไม่ได้มีการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ หรือวอร์แรนต์ ที่เป็นที่ต้องการของนักลงทุน ดังนั้นจึงเชื่อว่า DW น่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มนักลงทุนที่สนจะลงทุนในวอร์แรนต์

สำหรับความคืบหน้าใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ในเบื้องต้นคาดว่าจะสมารถออกได้ประมาณไตรมาส 4/52 โดยขณะต้องการปรับเกณฑ์ Direct Listing เพื่อให้เกณฑ์มีความเป็นสากลเป็นไปในทิศทางเดียวกับต่างประเทศ โดยการร่วมมือการทำงานระหว่าง 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ และชมรมวาณิชธนกิจ

อย่างไรก็ดี สำหรับหลักทรัพย์ที่จะใช้อ้างอิงในการออกยังไม่ได้สรุปชัดเจน ทั้งนี้จะพิจารณาจากความเหมาะสมและภาวะตลาดในขณะนั้นเป็นหลัก


****PHATRA มั่นใจเข็น DW ออกขายภายใน Q3/52 แน่ หลัง ผถห.ไฟเขียววงเงินในการออก DW จำนวน 300 ลบ.

นายสุวิทย์ มาไพศาลสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด มหาชน (PHATRA) เปิดเผยว่า ประมาณไตรมาส 3 คาดว่าบริษัทฯจะสามารถออก Derivative Warrant (DW) โดยได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในวงเงินไม่เกิน 300 ล้านบาท และได้ยื่นเสนอต่อก.ล.ต. ไปแล้ว โดยผู้ที่จะมาขายก็จะเป็นบริษัทหลักทรัพย์รายอื่น สำหรับนักลงทุนในการลงทุน DW จะต้องพิจารณาจากหุ้นแม่เป็นหลักว่ามีศักยภาพหรือไม่ อีกทั้งดูราคาที่เหมาะสม รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ผู้ออก

ทั้งนี้ หากแนวโน้มถึงช่วงสิ้นปีเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวหุ้นในกลุ่มพลังงานที่ในอดีตมีผลต่อดัชนีฯก็มีโอกาสที่จะฟื้นกลับมาได้ นอกจากนี้ยังประเมินว่าแนวโน้มของ DW น่าจะมีโอกาสเติบโตได้เร็วตามทิศทางเดียวกับตลาด Futures ของประเทศไทย อีกทั้งเป็นอีกทางเลือกในการลงทุนที่มากขึ้นสามารถสนองความต้องการ ซึ่งน่าจะสร้างประโยชน์และได้รับความนิยม ซึ่งผู้ออกผลิตภัณฑ์จะต้องช่วยกันสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้า


***เซียนหุ้น หวั่น PTT13CA เทรดวันแรกต่ำจอง 6.23 บ. หลังวานนี้ราคาหุ้นแม่ต่ำกว่าราคาอ้างอิงวันที่ 2 ก.ค.ที่ 229 บ.

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrants:DW) PTT13CA ที่จะเข้าซื้อขายในวันนี้(9 ก.ค.52)เป็นวันแรกนั้น ประเมินว่า ราคา DW PTT13CA ไม่น่าจะยืนเหนือราคาจองที่ 6.23 บาท ได้ เพราะเมื่อเทียบกับราคาหุ้นแม่ PTT ปิดตลาดหุ้นวันนี้ที่ระดับ 222 บาทนั้นต่ำกว่าไอพีโอของ PTT ที่อ้างอิง 2.72% ของราคาหุ้นปตท. ณ วันที่ 2 ก.ค. ที่ระดับ 229 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ประเมินราคาจองของ DW PTT13CA ที่ 6.23 บาท อย่างไรก็ตาม ทิศทางของ DW PTT13CA ยังคงต้องขึ้นอยู่กับภาวะตลาดฯประกอบด้วย

นอกจากนี้ ประเมินว่า หากถือ DW PTT13CA จนครบกำหนด คาดว่าน่าจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น PTT จึงแนะนำเพียงเทรดดิ้ง โดยดูทิศทางของหุ้น PTT เป็นหลัก

"ทิศทางของ DW PTT13CA ค่อนข้างดูยาก ทั้งนี้ หากถือจนครบกำหนด รอแปลงสิทธิ คิดว่าน่าจะให้อัพไซด์น้อยกว่าการลงทุนในหุ้น PTT ทั้งนี้ หากเทียบกับราคาปัจจุบันราคาหุ้นไม่น่าจะยืนเหนือจองที่ 6.23 บาทได้ เนื่องจากราคา PTT ปัจจุบันต่ำกว่าราคา PTT ที่ประเมินราคาจองของ DW PTT13CA" นักวิเคราะห์ กล่าว

ด้านนางสุนทรี เกียรติพงษ์ถาวร ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารอนุพันธ์ บล. เคที ซีมิโก้ เปิดกล่าวว่าใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์(DW) ที่อ้างอิงกับหุ้นของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (PTT13CA) ที่จะซื้อขายในวันนี้เป็นวันแรกราคาคงเคลื่อนไหวทรงตัว เพราะเป็นสินค้าใหม่ที่ออกเป็นครั้งแรก นักลงทุนจึงน่าจะรอดูสถานการณ์ก่อน ประกอบกับภาวะตลาดอาจมีแนวโน้มไม่ค่อยดี หลังจากวานนี้ตลาดหุ้นไทยเปิดมาปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงมาก

แต่ในระยะยาวมองว่า DW น่าจะเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมาก หลังจากโบรกเกอร์หลายๆแห่งเริ่มทยอยออก DW อีกหลายตัว เพราะหากพิจารณาดู DW เป็นสินค้าชนิดเดียวกับ Warrant เพียงแต่แหล่งขายแตกต่างจากเดิมที่ออกโดยบริษัทจดทะเบียนเองเปลี่ยนเป็นโบรกเกอร์แทนเท่านั้น

"DW ของ KGI ซึ่งเป็นเจ้าแรกที่ออกโดยโบรกเกอร์เป็นรายแรกในวันนี้มองว่าปริมาณการซื้อขายหรือราคาอาจจะเคลื่อนไหวทรงตัวและวอลุ่มเบาบางก่อนเพราะสถานกาณณ์ตลาดหุ้นช่วงนี้ผันผวน แต่ถ้าวันพรุ่งนี้ภาพรวมของตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงก็อาจจะเป็นปัจจัยที่หนุนให้ราคาปรับตัวขึนแรงได้" นางสุนทรี กล่าว

วานนี้ราคาหุ้น PTT ปิดที่ 222 บาท ลดลง 5 บาท หรือ 2.20% มูลค่าการซื้อขาย 999.01 ล้านบาท


****โบรกฯแนะวันนี้หุ้นรีบาวด์ขายสถานเดียวเท่านั้น

นายอภิสิทธิ์ ลิมป์ธำรงกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า แนวโน้มของตลาดหุ้นในวันนี้ (9 ก.ค.52) มีโอกาสที่จะแกว่งตัวในกรอบ 565-580 จุด หลังไร้ปัจจัยใหม่สนับสนุนการลงทุน ประกอบกับ หากพิจารณาตามสัญญาณทางเทคนิคมีโอกาสที่จะปรับตัวลง หลังดัชนีฯ ไม่ผ่าน 590 จุดในช่วงที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างการซื้อขายดัชนีฯ มีโอกาสที่รีบาวน์ขึ้นมาได้บ้างแดนบวกได้บ้าง เพราะที่ผ่านมาดัชนีฯ ปรับลดลงแรง

นอกจากนี้ ให้จับตาการประชุม G8 ในวันที่ 8 – 10 ก.ค. ที่อิตาลี รวมถึงให้ติดตามตัวเลขทางเศรษบกิจของสหรัฐฯ เพราะอาจะเชื่อมโยงต่อภาพของเศรษฐกิจโลก

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ ดีดขึ้นทยอยขาย



03 กรกฎาคม 2552

ปักป้ายเตือนTIESเสี่ยงสูง

ปักป้ายเตือนTIESเสี่ยงสูง
*ส่อแววติด Turnover List วางเงินสด100%


วงการประสานเสียง ปักป้ายเตือน TIES แม่-ลูก เสี่ยงสูง แม้ช่วงที่ผ่านมาหุ้นบวกกระฉูด โดยเฉพาะตัวแม่ 41 วันทำการ พุ่งกว่า120% เหตุไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับมากนัก หนี้ระยะสั้นมาก แถมอาจอยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องรับงาน จนกระทบผลการดำเนินงานในอนาคต นอกจากนี้ประเมินมีแนวโน้มเข้าข่าย Turnover List โดยลูกค้าต้องวางเงินสด 100% โดยใช้บัญชี Cash Balance ระบุหลายโบรกฯ เริ่มไหวตัวทัน เตือนลูกค้าหากรอบนี้โดน อาจทำให้ราคาหุ้นทั้งแม่-ลูก ซึมถึง 3 สัปดาห์ ขณะที่ผู้บริหาร ย้ำเป้ารายได้ปีนี้ที่ 1.3 พันลบ. ลั่น พร้อมทำกำไร ล้างขาดทุนสะสมประมาณ 250 ลบ. ก่อนจ่ายเงินปันผล พร้อมขอดูเกณฑ์ตลาดฯ วันนี้ หลังหุ้นแม่-ลูกดิ่งเหว

หลังจากวิ่งแรงมาอย่างต่อเนื่องสำหรับ หุ้นของบริษัท ไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) (TIES) ในที่สุดวานนี้ (2 ก.ค.) ราคาหุ้น TIES ก็เริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัดเจน รวมไปถึงหุ้น TIES-W1 ที่เพิ่งเข้ามาซื้อขาย เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมาด้วย ทั้งนี้ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงติดฟลอร์นั้นสอดคล้องไปกับภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โดยรวมที่ปรับตัวลดลง แต่ประเด็นหลักอีกด้านก็คือข่าวที่ว่าตลาดหลักทรัพย์ จะกำหนดให้สมาชิกต้องให้ลูกค้าซื้อหลักทรัพย์โดยวางเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวนก่อนการซื้อ (Cash Balance) รวมไปถึงเข้าตรวจสอบการซื้อขายหุ้นราคาหุ้นของ TIES ก่อนหน้านี้ จนส่งผลให้นักลงทุนเทขายออกมาอย่างหนัก อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากพื้นฐานและฐานะการเงินของ TIES ซึ่งล้วนแต่กระทบต่อจิตวิทยาการลงทุน


ทั้งนี้ราคาหุ้น TIES ไต่ระดับเพิ่มขึ้นมาถึง 41 วันทำการ โดยคำนวนจากราคาปิดวันที่ 4 พ.ค. 52 ราคาหุ้น TIES อยู่ที่ 1.30 บาท จากนั้นปรับเพิ่มขึ้นมาสูงสุดในวันที่ 30 มิ.ย. 52 ราคาอยู่ที่ 2.88 บาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 1.58 บาท หรือ121.54% โดยวานนี้ TIES ปรับตัวลดลงมาติดฟลอร์ และปิดที่ 1.94 บาท คิดเป็นลดลงจากวันที่ 30 มิ.ย. 0.94 บาท.หรือ 32.64% ส่วน TIES-W1 ภายหลังจากเข้าซื้อขายวันแรกวันที่ 30 มิ.ย. 52 ที่ผ่านมานั้นราคาก็ทะยานเพิ่มขึ้นมาปิดอยู่ที่ระดับ 2.20 บาท และถูกเทขายวันนี้จนติด Floor และปิดตลาดที่ 1.38 บาท คิดเป็นลดลง 0.82 บาท หรือ -37.27%




* Q1/52 กระแสเงินสดการดำเนินงานติดลบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบฐานะการเงินของบริษัทสิ้นสุด ณ ไตรมาสแรก ปี 2552 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.52 นั้นสินทรัพย์ของ TIES ณ วันที่ 31 มี.ค.52 มีสินทรัพย์หมุนเวียน 335.07 ล้านบาท มีลูกหนี้การค้าตามสัญญาก่อสร้างเพิ่มขึ้น 134.76 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 91.43 ล้านบาท ขณะที่รายได้ที่ยังไม่ได้เรียกชำระไตรมาสแรกอยู่ที่ 173.76 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 91.43 ล้านบาท ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนไตรมาส 1/52 อยู่ที่ 699.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 640.20 ล้านบาท

ทั้งนี้หนี้สินหมุนเวียนในไตรมาส 1/52 รวมอยู่ที่ 641.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 573.80 ล้านบาท และหนี้สินไม่หมุนเวียนอยู่ที่ 320.19 ล้านบาท รวมแล้วหนี้สิน ณ สิ้นไตรมาสแรกอยู่ที่ 642.09 ล้านบาทน้อยกว่าสินทรัพย์รวม ณ สิ้นไตรมาสอยู่ที่ 699.71 ล้านบาท

สำหรับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ TIES ณ ไตรมาส 1/52 ติดลบ 52.99 ล้านบาท เปรียบเทียบกับไตรมาส 1/51 เป็นบวก 94.49 ล้านบาท ขณะที่กระแสเงินสดจากการลงทุนไตรมาส 1/52 เป็นบวก 4.35 ล้านบาท เปรียบเทียบกับไตรมาส 1/51 ติดลบ 7.94 แสนบาท กระแสเงินสดจากกิจกรรมการจัดหาเงินนั้นโดยรวมในไตรมาสแรกเป็นบวก 53.62 ล้านบาท โดยอัตราดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มเป็น 5.99 ล้านบาท เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 4.09 ล้านบาท เงินเบิกเกินบัญชีธนาคารและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นเป็น 60.14 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ลดลงถึง 78.68 ล้านบาท โดยกระแสเงินสดสุทธิของ TIES ณ สินไตรมาสมาสแรกอยู่ที่ 2.39 แสนบาท

ณ สิ้นไตรมาสแรก TIES ขาดทุนสะสม 214.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ 206.28 ล้านบาท ขณะที่ส่วนผู้ถือหุ้นยังเป้นบวกที่ 57.61 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 65.93 ล้านบาท



* วงการ ฟันธง มีสิทธิ์ถูกเทรดเงินสด แนะเลี่ยงลงทุน

นายธวัชชัย อัศวพรไชย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า หากมองทางปัจจัยพื้นฐานของหุ้น TIES ขณะนี้ไม่มีปัจจัยอะไรรองรับมากนัก เนื่องจากพบว่ามีจำนวนหนี้สินระยะสั้นจำนวนมาก ซึ่งอาจอยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ขณะเดียวกันบริษัทฯ มีปัญหาในเรื่องการรับงาน โดยยังไม่สามารถประมูลงานใหม่ๆ อาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในอนาคต

'หุ้นตัวนี้มีคนเล่นบ้าง เขาก็ซื้อๆ ลากขึ้นไปยาว แต่พอมีคนซื้อเยอะ ก็ต้องปรับตัวลงเป็นธรรมดา แต่เรื่องข่าวยังไม่มีเห็นมีอะไรใหม่ๆ' นายธวัชชัย กล่าว

ด้านนักวิเคราะห์เทคนิค บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาหุ้น TIES ปรับลดลงแรงมาก นักลงทุนควรลดความเสี่ยงด้วยการหลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้น TIES ในขณะนี้ ส่วนราคาหุ้น TIES-W1 สัญญาณเทคนิคก็ไม่ดีนัก หากสนใจเก็งกำไร แนะนำให้มีจุดตัดขาดทุน 1.37 บาท

นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่ กรุ๊ป กล่าวว่า ราคาหุ้นของ TIES และ TIES-W1 มีโอกาสที่จะเข้าข่ายติด Turnover List ซึ่งลูกค้าต้องวางเงินสด 100% ก่อนการซื้อหุ้นโดยใช้บัญชี Cash Balance เพราะจากประเมินเบื้องต้นจากปริมาณการซื้อขายและการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่หวือหวา

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้คงต้องพิจาณาถึงฟรีโฟลททางตลาดหลักทรัพย์ เพราะหากเปลี่ยนแปลงอาจจะมีผลต่อการคำนวนในเรื่องของการติดTurnover List

ทั้งนี้ นักลงทุนควรขาย เพื่อลดความเสี่ยงไปก่อน ซึ่งหากไม่ติดเกณฑ์จริงแล้วค่อยพิจารณาอีกครั้ง เพราะราคาหุ้นอาจรีบาวน์ขึ้นมาได้

ขณะที่ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง กล่าวว่า หุ้น TIES และ TIES-W1 มีแนวโน้มที่จะเข้าข่าย Turnover List โดยลูกค้าต้องวางเงินสด 100% ก่อนการซื้อหุ้น โดยใช้บัญชี Cash Balance และจะทำให้ราคาหุ้นเริ่มอ่อนตัวลดลงไปต่อจากนี้อีกระยะ ซึ่งถ้าสังเกตจากวันนี้ น่าจะสะท้อนว่านักลงทุนพอที่ทราบข่าวหรือคาดการณ์ได้ว่าเข้าเกณฑ์ จึงทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงมาติด Floor ทั้ง แม่และลูก

"ถ้าดูจากราคาหุ้นวันนี้ ก็น่าจะบอกได้ว่าไม่รอด เพราะราคาดิ่งแรงมาก แต่เท่าที่ดู ก็พบว่าหลายโบรกฯ ก็ไหวตัวทัน แจ้งเตือนลูกค้าไปแล้ว ซึ่งหากรอบนี้โดน ก็น่าจะทำให้ทั้งแม่และลูก ซึมไปอีก 3 สัปดาห์ " นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าว


* บิ๊กTIES ย้ำพื้นฐานไม่เปลี่ยน ย้ำเป้ารายได้ 1.3 พันลบ.

ด้านนายธีรพล เต็มสุข กรรมการบริษัท ไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TIES กล่าวกับ eFinanceThai.com ถึงกรณีที่ ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลงแรง ท่ามกลางกระแสข่าวตลาดหลักทรัพย์ กำหนดให้สมาชิกต้องให้ลูกค้าซื้อหลักทรัพย์โดยวางเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวนก่อนการซื้อ(Cash Balance)และตลาดหลักทรัพย์เข้าตรวจสอบการซื้อขายหุ้น ว่า คงต้องดูเกณฑ์วันนี้ (3ก.ค.) จะมีการเปลี่ยนแปลงและใช้ฐานเปอร์เซ็นต์ในการคิดอย่างใด ซึ่งจะมีเกณฑ์ปกติอยู่แล้ว โดยในแง่ของบริษัทฯจะนำพาให้ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปให้ได้ เพื่อสร้างประโยชน์ แสวงหาผลกำไรให้กับบริษัทฯ

ส่วนกรณีการหรือตลาดหลักทรัพย์เข้าตรวจสอบการซื้อขายหุ้นว่า โดยทั่วไป บริษัทฯก็คุยกับตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว ซึ่งเวลามีข่าวหรือมีเรื่องก็จะโทรศัพท์พูดคุยกับตลาดหลักทรัพย์ตลอด ปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ยังถือหุ้นเหมือนเดิม เพียงแต่ตอนนี้หุ้นTIES กระจายในวงกว้างหลังจากเพิ่มทุน 100 ล้านหุ้น

เขากล่าวว่า ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ยังคงเป้าหมายรายได้ไว้ที่ประมาณ 1.3 พันล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันมีงานอยู่ในมือ 1.1 พันล้านบาท ปัจจุบันบริษัทฯอยู่ระหว่างการทบทวนแผนงานต่างๆ หลังจากมีหลายสถาบันได้ประกาศเศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ตามบริษัทฯจะพยายามสร้างผลกำไร เพื่อล้างขาดทุนสะสมประมาณ 250 ล้านบาท จากนั้นจะได้จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น


" ผลประกอบการครึ่งปีแรกปีนี้ ตอนนี้เพิ่งจะปิดงบการเงินครึ่งปี จึงยังไม่สามารถตอบได้ ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทฯก็ได้หยุดรับงานอันเป็นผลมาจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวขึ้นแรง และภาวะเศรษฐกิจโลก ส่วนพันธมิตรทางธุรกิจนั้น ยังไม่ความคืบหน้า โดยจะต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอกประกอบการพิจารณา" นายธีรพล กล่าว



SGP คาดกำไรปีนี้โตเกิน 10%

"สยามแก๊ส" SGP คาดกำไรปีนี้โตเกิน 10%


สยามแก๊ส หวังผลงานทั้งปีโตมากกว่า10-15% ทั้งกำไรและรายได้ หลังเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว ภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีออเดอร์เข้ามา ผสมโรงกับช่วงครึ่งปีหลังยอดการใช้พลังงานพุ่งสูงขึ้น ส่วนแผนซื้อโรงงานแอลพีจีประเทศเวียดนาม คาดเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2552 ระบุใช้เงินประมาณ 400 ล้านบาท


นายศุภชัย วีรบวรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) เปิดเผยว่า ในปีนี้คาดว่าทั้งรายได้และกำไรจะเติบโตมากกว่าเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 10-15% เนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวและไม่ได้รุนแรงอย่างที่คาด ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีคำสั่งซื้อแก๊สแอลพีจี เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานในการดำเนินการผลิต

นอกจากนี้ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของทุกปี จะเป็นช่วงที่มีการเติบโตมากกว่าในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากประเทศในยุโรปและสหรัฐเริ่มเข้าสู่ช่วงหน้าหนาว ส่งผลให้มีความต้องการใช้พลังงานมากขึ้น ขณะที่อุปทานพลังงานยังคงมีเท่าเดิมส่งผลให้ราคาน้ำมันและราคาแก๊สแอลพีจี ที่อ้างอิงราคาน้ำมันมีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นไปด้วย ประกอบกับภาคการผลิตต่างๆ เริ่มเดินกำลังการผลิตมากขึ้นส่งผลให้ออเดอร์แอลพีจี มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น

กรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดจะลอยตัวราคาแก๊สแอลพีจี เขาให้ความเห็นว่า ยังไม่มีความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลควรมีการพิจารณาข้อดีและข้อเสีย โดยให้คณะกรรมการสำนักงานนโยบายและแผนธุรกิจพลังงานของกระทรวงพลังงานเพื่อนำมาเปรียบเทียบ

อย่างไรก็ตาม การที่จะลอยตัวราคาแอลพีจี ตามตลาดโลกจะต้องคำนึงถึงแก๊สแอลพีจี ที่ส่วนหนึ่งมาจากการผลิตในประเทศ ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าการที่อ้างอิงราคาในตลาดโลกมีความเหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้ หากมีการลอยตัวราคา จะส่งผลให้มีราคาขายสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นตามไปด้วย

สำหรับผลกระทบมองว่า ในเบื้องต้นอาจจะส่งผลให้ปริมาณการบริโภคแก๊สลดลง เนื่องจากมีราคาสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวประชาชน รวมถึงภาคอุตสาหกรรมจะหันมาบริโภคแก๊สแอลพีจี เนื่องจากราคาแอลพีจียังคงมีราคาถูกกว่าราคาน้ำมัน

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ยอดขายแก๊สในไตรมาส 2 ปี 2552 จะเติบโตจากไตรมาสก่อน 10-15% จากไตรมาสก่อนที่มียอดขาย 200,000 ตัน โดยปัจจัยดังกล่าวจะสนับสนุนให้รายได้และกำไรในไตรมาส 2 น่าจะปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากบริษัทได้รับยอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากผลของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้คนหันมาใช้แก๊สทดแทนน้ำมันที่มีราคาแพง โดยเป็นการเติบโตจากภาคอุตสาหกรรมและภาครถยนต์ ประกอบกับภาคครัวเรือนที่ยังใช้แก๊สในชีวิตประจำวันเพื่อหุงต้ม ซึ่งยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ยจะโตประมาณ 5% ต่อปี

เขากล่าวถึงความคืบหน้าการซื้อโรงงานแก๊สแอลพีจีและท่าเรือรวมถึงคลังแอลพีจี คาดว่าจะสามารถเสร็จสิ้นได้ภายในไตรมาส 3 นี้ โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวมาจากเงินทุนของบริษัท โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาถึงเรื่องกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีการศึกษารายละเอียด

สำหรับสาเหตุที่เลือกลงทุนในประเทศเวียดนามเนื่องจากเป็นประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตของปริมาณการใช้พลังงานสูง ประกอบกับมีจำนวนประชากรจำนวนมาก อีกทั้งยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี และมีการปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากสังคมนิยมเป็นระบบทุนนิยม


30 มิถุนายน 2552

หุ้นร้อน

หุ้นร้อน

บมจ. บีอีซี เวิลด์:BEC


กดดันระยะสั้น

บมจ.อสมท(MCOT )เปิดเผยว่าสัญญาสัมปทานระหว่าง MCOT และ BEC นั้นกำลังจะหมดอายุลงในเดือนมี.ค. 2553 และ BEC มีต่ออายุสัญญาสัมปทานไปอีก 10 ปีถึงปี 2563 โดย

MCOT ได้จัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อเจรจาหาข้อสรุปในเรื่องการปรับอัตราค่าสัมปทานใหม่ เพราะ MCOT เห็นว่าค่าสัมปทานของ BEC ในปัจจุบันต่ำเกินไป

ในขณะที่ BEC โต้ว่าสัญญาสัมปทานดังกล่าวมีระยะยาวถึงปี 2563 ไม่ได้หมดสัญญาในปี 2553 และมีการกำหนดค่าสัมปทานรวมที่ 2,000 ล้านบาท ตามที่กำหนดไว้ในปี 2532 ทาง MCOT คาดว่าความชัดเจนเรื่องดังกล่าวน่าจะแล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

กรณีเลวร้ายสุดคือ BEC จะต้องเสียส่วนแบ่งรายได้ 6.5% แต่ฝ่ายวิเคราะห์บล.เคจีไอ ฯ คาดว่าคงไม่เกิดขึ้น ขณะที่ตลาดกังวลว่าหาก BEC ต้องจ่ายค่าสัมปทานเพิ่มเท่ากับ 6.5% ของรายได้แทนอัตราคงที่ ซึ่งเป็นอัตราที่ MCOT คิดกับTrue Visions โดยมองว่าเป็นกรณีเลวร้ายสุด จากการปรับเพิ่มค่าสัมปทานในระดับต่างๆ หาก BEC ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้ MCOT ที่ 6.5% ของรายได้แล้วนั้น กำไรของ BEC จะได้รับผลกระทบ 10 % นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป และราคาเป้าหมายของ BEC จะลดลงเหลือ 20.17 บาท/หุ้น จาก 22.50 บาท/หุ้น ในขณะที่ MCOT จะได้ประโยชน์และราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 23.11 บาท/หุ้น จาก18.90 บาท/หุ้น

คงแนะนำ 'ซื้อ'หุ้นBEC โดยมีราคาเป้าหมายที่ 22.50 บาท คาดว่าข้อขัดแย้งดังกล่าวน่าจะจบลงด้วยดี เนื่องจากบริษัททั้งสองมีความสัมพันธ์ในการดำเนินงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน ปัญหาสัญญาสัมปทานที่ยืดเยื้อจะกดดันราคาหุ้นของ BEC ในระยะสั้น




ที่มา บล.เคจีไอฯ


บมจ.ปตท.PTT

ซื้อ: ราคาพื้นฐาน 285 บ.



ราคาหุ้น PTT ที่ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมานับเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ หุ้นน่าจะมีการปรับมูลค่าในอนาคตจากแนวโน้มกำไรที่แน่นอนในปีหน้า ด้านมูลค่า PTT ซื้อขายในระดับต่ำกว่าคู่แข่งในภูมิภาคที่ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช) 11.3 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4.0% สำหรับปี 2552 เทียบกับค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 13.5 เท่า และ 2.8% ตามลำดับ

เพื่อสะท้อนแนวโน้มที่สดใสในปีหน้า และการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายหุ้นบมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP) ในช่วงที่ผ่านมาจึงเลื่อนไปใช้มูลค่าในปี 2553 แทนและปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 285 บาทจากเดิม 232 บาท คิดกลับเป็นราคาต่อมูลค่าตามบัญชี(PBV )1.5 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยระยะยาวของ PTT

มูลค่าธุรกิจก๊าซธรรมชาติของ PTT ในปัจจุบันถือว่าถูก จากการวิเคราะห์รายธุรกิจของฝ่ายวิเคราะห์บล.บัวหลวงฯ ชี้ว่าที่ราคาหุ้นในปัจจุบัน ธุรกิจก๊าซธรรมชาติซื้อขายที่มูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่าย(EV/EBITDA )เพียง 2.3 เท่าและพี/อี 7.0 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย EV/EBITDA สูง/ต่ำสุดในระยะยาวที่ 5.6/3.2 เท่า และพี/อี กลุ่มไฟฟ้าไทยที่ 8.2 เท่าอยู่มาก เนื่องจากเศรษฐกิจคาดว่าจะฟื้นตัวปีหน้า ธุรกิจก๊าซธรรมชาติจึงมีแนวโน้มที่ดี และอาจจะดีกว่าที่ประมาณการไว้ในปัจจุบัน

แนะนำ"ซื้อ"หุ้นPTT ให้ราคาเป้าหมาย 285 บาท



ที่มา บล.บัวหลวงฯ



บมจ. ทาทา สตีล : TSTH

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

คาดผลประกอบการไตรมาส 1/53 (งวด เม.ย. - มิ.ย. 2552) ของTSTH จะยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 18 ล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่ลดลงจากปีก่อนถึง 99% เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยในไตรมาส 1/53 คาดว่าจะลดลงเหลือ 17,000 บาท/ตัน เทียบกับ 17,800 บาท/ตัน ในไตรมาสก่อน

ผู้ผลิตเหล็กชั้นนำของโลกประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ ยุโรป ได้บรรลุข้อตกลงราคาสินแร่เหล็กใหม่กับบริษัท Rio Tinto ประเทศออสเตรเลีย สำหรับสัญญาระหว่าง เม.ย. 2552 - มี.ค. 2553 มีราคาปรับลดลง 33% ในขณะที่ผู้ผลิตเหล็กในจีนต้องการลดลงในระดับ 40-45% อย่างไรก็ตามคาดว่าในที่สุดประเทศจีนจะยอมรับราคาที่ปรับลดลงในระดับประมาณ 33% ซึ่งเป็นระดับที่ปรับลดลงน้อยกว่าราคาเหล็กที่ทรุดลงถึง 55-60% คาดแรงกดดันในด้านต้นทุนดังกล่าวจะผลักดันให้ราคาเหล็กค่อยๆฟื้นตัวต่อในครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากประเทศหลักๆของโลกได้ออกมาตรการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นที่โครงสร้างพื้นฐาน สำหรับไทยโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง และ สายสีม่วง ที่จะเริ่มก่อสร้างในครึ่งปีหลังนี้ จะเพิ่มความต้องการเหล็กเท่ากับ 24,500 ตัน และ 163,300 ตัน ตามลำดับในระยะ 4-5 ปีข้างหน้า

มองว่าหุ้น TSTH เป็นหุ้นที่มีศักยภาพจากเป็นผู้ผลิตเหล็กเส้นรายใหญ่สุดของประเทศ มีทั้งเตาหลอม และ โรงถลุงเหล็กขนาดย่อม ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 1.8 บาท/หุ้น จากเดิม 1.5 บาท/หุ้น แนะนำ "ซื้อเมื่ออ่อนตัว"



ที่มา บล.กิมเอ็งฯ



25 มิถุนายน 2552

โบรกฯลุ้น"JMART"ฝ่าตลาดร่วง

โบรกฯลุ้น"JMART"ฝ่าตลาดร่วง คาดปีนี้รายได้หดรอปี"53กำไรโต


นักวิเคราะห์ลุ้นหุ้น JMART เทรดวันแรก 25 เม.ย.นี้ ตั้งราคาเป้าหมายปี"53 สูงเหนือจองที่ 1.80 บาท ชี้ครึ่งปีแรกยอดขายมือถือร่วงตามภาวะ ศก. เร่งปั๊มยอดขาย "เจโฟน" ฟันมาร์จิ้นสูงในครึ่งหลัง หวังประคองกำไรไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน ส่วนปีหน้าฟื้นทั้งรายได้-กำไรโต



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART จะเข้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นวันแรกในตลาดเอ็มเอไอ ในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ โดยที่ผ่านมาได้กระจายหุ้นเสนอขายประชาชน (IPO) จำนวน 60 ล้านหุ้น, ผู้อุปการคุณ 7.5 ล้านหุ้น และพนักงาน และผู้บริหารบริษัทอีก 7.5 ล้านหุ้น ราคาจองหุ้นละ 1.80 บาท โดยเงินระดมทุนที่ได้ประมาณ 135 ล้านบาท จะใช้ขยายธุรกิจ รับซื้อหนี้มาบริหารมูลค่า 100 ล้านบาท ส่วนที่เหลือใช้ชำระคืนหนี้ระยะสั้นบางส่วน

นายถกล บรรจงรักษ์ นักวิเคราะห์ หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรีอยุธยา วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้น JMART ว่า ผลประกอบการในปีนี้ของ JMART ได้รับผลกระทบทั้งด้านยอดขายและกำไรลดลงเมื่อเทียบกับปี 2551 โดยเฉพาะในครึ่งปีแรกผลประกอบการจะลดลงค่อนข้างมาก เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านทำการตลาดโปรโมตแบรนด์โทรศัพท์ "J-PHONE" ของ JMART โดยคาดหวังว่าจะเริ่มเห็น ยอดขายกระเตื้องขึ้นในครึ่งปีหลังได้ และต่อเนื่องถึงยอดขายในปี 2553 เติบโต มากขึ้น โดยคาดรายได้ที่ 5,458 ล้านบาท และกำไร 114 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมเรื่อง 3G จะส่งผลบวกต่อการขาย

"ราคาหุ้นเป้าหมาย ณ สิ้นปี"52 ของ JMART อยู่ที่ 3.14 บาท จากการประเมิน ค่าพี/อี (อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ ต่อหุ้น) ที่ 10 เท่า ซึ่งสะท้อนอัตราการเติบโตของบริษัทในปี"53" นายถกลกล่าว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ JMART รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกที่ผ่านมามีรายได้ 1,231 ล้านบาท ลดลง 12.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน กำไร 20 ล้านบาท ลดลง 28% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่มีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นมาที่ 12.8% จากเดิม 11.6% และต้นทุนลดลงเหลือ 1,231 ล้านบาท จาก 1,412 ล้านบาท โดยคาดว่าทั้งปีนี้จะมีกำไรเกิน 100 ล้านบาท จากปีก่อนที่อยู่ 97 ล้านบาท แต่ยอดขายอาจลดลงจากที่คาดการณ์ ์ไว้ 6,600 ล้านบาท ส่วนอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) อยู่ระดับ 25% ซึ่งเป็นผลจากการขายโทรศัพท์มือถือแบรนด์ของบริษัทเอง พร้อมทั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) จะเพิ่มขึ้นเป็น 40% จากปัจจุบัน 8.5%

นายเมธี รัมภาสกุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.บีที กล่าวว่า JMART มีรายได้หลักจากการขายโทรศัพท์มือถือสัดส่วน 92% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าผลจากภาวะเศรษฐกิจจะกระทบต่อยอดขายในปีนี้ลดลง 6% จากปีก่อนอยู่ที่ 5,500 ล้านบาท และกำไรลดลง 4% จากปีก่อนที่อยู่ 97 ล้านบาท แต่คาดว่าในปีหน้าจะปรับตัวดีขึ้นจากยอดขาย์แบรนด์เจโฟนที่มีมาร์จิ้นสูง

สำหรับรายได้จากธุรกิจอื่น นายเมธีวิเคราะห์ว่า รายได้จากธุรกิจเร่งรัดหนี้สินมีสัดส่วน 4% ของรายได้รวม และธุรกิจบริหารพื้นที่ใช้เช่า 4% ซึ่งธุรกิจเร่งรัดหนี้สินมีมาร์จิ้นค่อนข้างสูงที่ 20-25% น่าจะส่งผลดีต่ออัตราการเติบโตในอนาคต

"เมื่อเทียบกับคู่แข่งในรายอุตสาหกรรมเดียวกันแล้ว JMART จะมีงบฯการเงินค่อนข้างแข็งแกร่ง เพราะมีการบริหารเงินสดและเงินกู้เพียง 40 วัน ทำให้ความเสี่ยงน้อยลง จึงประเมินราคาเหมาะสมสิ้นปีที่ 2.50-2.80 บาท ที่ค่าพี/อี 8 เท่า" นายเมธีกล่าว


16 มิถุนายน 2552

หุ้นร้อน TUF, SCC, TASCO

หุ้นร้อน



บมจ.ไทยยูเนี่ยน :TUF

ซื้อ:ราคาเป้าหมาย 23.70บ.


ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯปรับตัวเพิ่มขึ้น 24% นับจากต้นเดือนพฤษภาคมขณะที่ราคาหุ้น TUF ปรับตัวขึ้นเพียง 8% ซึ่งยังไม่สะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งของบริษัทจากยอดขายที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพมากกว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งต้นทุนที่ลดต่ำลงจากราคาวัตถุดิบปลาทูน่าและราคาน้ำมันที่ลดลง ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี เรโช ) ที่ 7.8 เท่า ซึ่งยังมีส่วนต่าง 15% เทียบกับราคาเป้าหมายที่ 27.30 บาท จากการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยพี/อี 9 เท่า ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" หุ้นTUF


หลังจากกำไรไตรมาส 1/52 เติบโตแข็งแกร่ง คาดว่าไตรมาส 2/52 TUF จะทำกำไรได้ดียิ่งขึ้นไปอีกและยังเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/51 การเติบโตของผลประกอบการคาดว่าจะถูกผลักดันจากยอดขายที่ยังขยายตัวต่อเนื่องแม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นแต่ TUF ยังมีการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นต้นทุนราคาวัตถุดิบปลาทูน่าก็คาดว่าจะลดลงถึง 36% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากราคาเฉลี่ย 1,798 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ในไตรมาส 2/51 มาอยู่ที่ประมาณ 1,150 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตันในไตรมาส 2/52
ประเมินว่ายอดขายของ TUF จะเพิ่มขึ้น 13% ในปีนี้จากสินค้าทูน่ากระป๋อง อาหารแมว อาหารทะเลกระป๋อง และซาร์ดีนกระป๋อง ขณะที่ต้นทุนลดลงจากการที่ราคาวัตถุดิบปลาทูน่าปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นคาดว่ากำไรปกติจะเพิ่มขึ้น 18% เป็น 2,676 ล้านบาท (3.03 บาท/หุ้น) โดยหากรวมรายการพิเศษคือ ค่าใช้จ่ายจากการปิดโรงงานซามัว 15.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ กำไรสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ 2,140 ล้านบาทซึ่งลดลงเพียง 3% จากปีก่อน


ที่มา บล.กิมเอ็งฯ


บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย:SCC


ซื้อเมื่ออ่อนตัว


ราคาหุ้นSCC ได้ทะยานพุ่งขึ้นนับจากต้นปีถึง 53% เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มปูนซีเมนต์ และ ปิโตรเคมี ของประเทศแถบเอเชีย ปรากฏว่าส่วนใหญ่ล้วนทะยานขึ้น โดยหุ้นกลุ่มปูนซีเมนต์ปรับตัวขึ้น 56% นับจากต้นปี และหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีปรับตัวขึ้น 54% นับจากต้นปี ดังนั้นหุ้น SCC จึงยังปรับขึ้นน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมของประเทศแถบเอเชียอยู่เล็กน้อย และเมื่อพิจารณาลักษณะกระแสเงินลงทุนต่างชาติ ก็ปรากฏว่ามีความสัมพันธ์กับราคาหุ้นของ SCC อย่างแนบแน่น


ราคาหุ้น SCC ปัจจุบันซื้อขายที่อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช)ปี 2552 เท่ากับ 10.6 เท่า หากเทียบกับพี/อี ตลาดปัจจุบัน 20.5 เท่า พี/อีกลุ่มปูนซีเมนต์ภูมิภาคนี้ 12.19 เท่า และพี/อี กลุ่มปิโตรเคมีภูมิภาคนี้ 23 เท่า ดังนั้นจึงปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 175 บาท บนฐานพี/อี ปี 2552 เท่ากับ 12 เท่า และถ้าหากรวมโครงการใหม่จะมีค่าสูงถึง 270 บาท มองแนวโน้มราคาหุ้นยังฟื้นตัวต่อเนื่อง จนถึงประกาศงบในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ เพราะกำไรไตรมาสสองจะชะลอตัวลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งนับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากปัจจัยแวดล้อมในด้านลบ จึงปรับคำแนะนำเป็น "ซื้อเมื่ออ่อนตัว" จากเดิม "ถือ" หลังจากที่ราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้พุ่งขึ้นแรง


คาดการณ์ไตรมาส 2/52 SCC มีกำไรเบื้องต้น 4,500-4,800 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี ชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่มีกำไรสุทธิเท่ากับ 5,188 ล้านบาท



ที่มา บล.กิมเอ็งฯ


บมจ. ทิปโก้แอสฟัลต์:TASCO


ลงทุนอย่างระมัดระวัง



คาดการณ์กำไรไตรมาส 2/52 ของTASCO ยังอยู่ในระดับดีเท่ากับ 80-100 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเท่ากับ 61 ล้านบาท แต่ชะลอตัวเทียบไตรมาส 1/52 ที่มีกำไรสุทธิ 133 ล้านบาท โดยยังเหลือสำรองการขาดทุนในสต๊อกที่จะบวกกลับ 247 ล้านบาท เทียบไตรมาสแรกมีการบวกกลับ 367 ล้านบาท และจะยังได้แรงหนุนจากราคาขายมีแนวโน้มที่ปรับเพิ่มขึ้น หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น รวมถึงได้แรงหนุนจากยอดขายในประเทศ และตลาดส่งออกที่ยังขยายตัวดี


นอกจากนี้โรงกลั่นที่มาเลเซียได้สั่งซื้อน้ำมันดิบหนักจำนวน 630,000 บาร์เรล ที่ราคาเทียบกับราคาน้ำมันดิบ WTI เท่ากับ 55 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ขณะที่ปัจจุบันได้พุ่งขึ้นมาเป็น 66-68 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล คาดจะส่งผลบวกในรูปของกำไรจากส่วนต่างของราคาซึ่งจะรับรู้ในไตรมาส 3 แต่โรงกลั่นยางมะตอยในมาเลเซียในไตรมาส 2/52 จะมีการหยุดซ่อมบำรุงประมาณ 1 เดือน คาดจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ประมาณ 20 ล้านบาท โดยประเมินยอดขาดทุนของโรงกลั่นยางมะตอยในมาเลเซีย ในไตรมาส 2/52 จะน้อยกว่ายอดขาดทุนในไตรมาส 1/52 ที่มียอดขาดทุนประมาณ 60 ล้านบาท


ปรับประมาณการยอดขายและกำไรปีนี้ขึ้น โดยประเมินมูลค่ายอดขายที่ 10,147 ล้านบาท ขยายตัว 8% และมีกำไรสุทธิ 271 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 1.78 บาท) ฟื้นตัวจากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิหนักถึง 1,089 ล้านบาท จึงปรับเพิ่มราคาหุ้นเหมาะสมขึ้นเป็น 14 บาท จาก 10 บาท บนฐานอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี เรโช) ปี 2552 เท่ากับ 8 เท่า และจากปัจจัยต่างๆที่ยังเอื้อประโยชน์ต่อ TASCO จึงปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น "ซื้อ" จากเดิม "ขาย" อย่างไรก็ตาม ขอเตือนความเสี่ยงในเรื่องยางมะตอยนับว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำมันดิบหนัก จึงยังมีความผันผวน และอาจเกิดการพลิกผันได้ตลอดเวลา และ โรงกลั่นยางมะตอยในมาเลเซียก็ยังขาดทุนต่อเนื่อง


ที่มา บล.กิมเอ็งฯ


15 มิถุนายน 2552

PTT สร้างจุดยอดสูงใหม่




10 เมษายน 2552

วิธีการอ่านงบดุล

วิธีการอ่านงบดุล(การลดพาร์และการแตกพาร์)

(บทความนี้มาจากเซ็ทเทรด เขียนโดยคุณ Red_devil)


สิ่งที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม คือวิธีการอ่านงบการเงิน
โดยทั่วไปนักลงทุน(รวมทั้งผม)มักจะมุ่งเน้น ในการดู
งบกำไรขาดทุนเป็นหลัก แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคืองบ
ดุลซึ่งจะบอกถึงสถานะความแข็งแกร่งของธุรกิจได้หาก
เราเอามาดูถึงแนวโน้มของารเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์หรือ
การลดลงของหนี้สินหรือแม้แต่การเพิ่มขึ้นของกำไรสะสม
สิ่งที่เราควรจะทราบคือ งบดุลเป็นการ Balance ของ
ส่วนของสินทรัพย์เปรียบเทียบกับหนี้สินและส่วนของผู้
ถือหุ้นโดยมีสมการดังนี้


สินทรัพย์ = หนี้สิน+ส่วนของผู้ถือหุ้น


ในส่วนของสินทรัพย์ก็ประกอบด้วย เงินสด,ลูกหนี้,สินค้า
คงเหลือ,สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆรวมไปถึงที่ดิน,อาคาร
สิ่งปลูกสร้างและสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเป็นต้น


หนี้สิน หมายถึง หนี้สินจำพวกเงินเบิกเกินบัญชี,เงินกู้ระยะ
สั้น,เจ้าหนี้การค้า,หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆรวมไปถึงเงินกู้
ระยะยาวเป็นต้น



ส่วนของผู้ถือหุ้น = ทุนเรือนหุ้น+กำไร(ขาดทุน)สะสม



หากเราลองสมมุตว่าบริษัทAมีหุ้น1,000หุ้นราคาพาร์10
บาทมีสินทรัพย์ในขณะนั้น10,000บาทหนี้สิน300บาท
ขาดทุนสะสม 300 บาท
เมื่อเรานำมาใส่ในงบดุลจะได้ว่า
สินทรัพย์=หนี้สิน+ส่วนผู้ถือหุ้น จะได้
10,000 = 300 + (10,000-300)
เมื่อ ทุนเรือนหุ้น=1,000หุ้นx10บาท=10,000บาท

หากเราต้องการล้างขาดทุนสะสมทำได้โดยการลดทุน
(ลดพาร์) ตามตัวอย่างดังนี้
10,000 = 300 + (1,000x9.7)+[(1,000x0.3)-300)]
โดยกันตัดส่วนของในวงเล็บหลังสุดออก แล้วลดทุนลง
เหลือหุ้นละ9.7บาทก็จะได้เฉพาะ
10,000 = 300 + (1,000x9.7) เท่านั้น

จะเห็นได้ว่า จำนวนหุ้นเท่าเดิม แต่ราคาพาร์ลดลง
สรุปแล้วการจัดการแบบนี้เป็นการจัดการตัวเลข
ทางบัญชีในงบดุลเท่านั้นเอง ส่วนการจะเพิ่มทุน
ในลำดับต่อไปนั้นก็แล้วแต่ว่ากิจการจะต้องการเม็ด
เงินใหม่เข้ามาหรือไม่.........

ถ้างบดุลของแต่ละบริษัทฯที่ส่งให้ ตลท.
โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบบัญชีแล้ว
แต่ตัวเลขมีการแต่งขึ้น เช่น SECC
แบบนี้ ทำยังไงดี เราจะเชื่อใครได้อีก
ปล. เป็นคำถามวงกาแฟตอนเช้าที่ทำงานผมเอง

มาเพิ่มข้อมูลให้อีกนิดเรื่องการแตกพาร์ ซึ่งหลายคนอาจ
สับสนระหว่างการลดพาร์กับการแตกพาร์ จึงข้ออธิบาย
เรื่องการแตกพาร์ ไว้ดังนี้
การแตกพาร์หมายถึงการเปลี่ยนราคาพาร์ให้ต่ำลงและเพิ่ม
จำนวนหุ้นตามจำนวนที่เปลี่ยนไปด้วย
ตัวอย่างเช่น..........
บริษัท ABC มีราคาพาร์เท่ากับ100บาท มีจำนวนหุ้น
เท่ากับ1000หุ้นบริษัทนี้ได้เปลี่ยนราคาพาร์จาก 100บาท
ลงมาเหลือ 1 บาท ถามว่าจำนวนหุ้นจะเปลี่ยนเป็นเท่าไหร่?
วิธีหาจำนวนหุ้น ตามสมการดังนี้
ก่อนแตกพาร์ = หลังแตกพาร์
(ราคาพาร์ x จำนวนหุ้น)(ก่อน)=(ราคาพาร์xจำนวนหุ้น)(หลัง)
100 x 1000 = 1x จำนวนหุ้น(หลัง)
จำนวนหุ้น(หลังแตกพาร์) = 100,000 หุ้น

สรุป ความแตกต่าง ของการลดพาร์ และ การแตกพาร์
การลดพาร์ จำนวนหุ้นไม่เปลี่ยนราคาพาร์เปลี่ยนหากเป็น
ตามตัวอย่างคือการเอาส่วนทุนไปลดขาดทุนสะสม
การแตกพาร์คือการเปลี่ยนราคาพาร์ซึ่งส่งผลให้จำนวน
หุ้นแปรผันตามไปด้วย หากเป็นตามตัวอย่างกรณีแตกพาร์
ลงมา100 เท่าจะส่งผลให้จำนวนหุ้นหลังแตกพาร์เพิ่มขึ้น
100เท่าเช่นกัน ทั้งนี้หากเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดที่มีการ
แลกเปลี่ยนซื้อขายเช่นในตลาดหลักทรัพย์จะทำให้เพิ่ม
สภาพคล่องและราคาที่เหมาะแก่การซื้อขายได้ง่ายขึ้น


อ้างอิง http://www.settrade.com/actions/cust....jsp&tid=17197

24 มีนาคม 2552

บัญญัติ 10 ประการ เล่นหุ้นแบบ VI

บัญญัติ 10 ประการของการเล่นหุ้นแบบ Value Investor

Monday, 23 March 2009 โดย ดร.นิเวศ เหมวชิรวรากร settradeblog

พูดถึงเรื่องของการซื้อขายหุ้นแล้ว ผมคิดว่ามีเทคนิคหรือมีกฎต่าง ๆ มากมายที่มีการคิดค้นและนำเสนอ วิธีการหรือกลยุทธ์ที่ใช้ในแต่ละเรื่องนั้นมีหลากหลายแนวทางขึ้นอยู่กับว่าคนที่เสนอเป็นนักลงทุนแนวไหน กลยุทธ์เหล่านั้นบ่อยครั้งขัดกันเอง เช่น ถ้าเป็นนักเก็งกำไร พวกเขาอาจจะบอกว่าการเล่นหุ้นต้องเล่น “ตามกระแส” แต่ถ้าเป็นแบบ Value Investor บางพวกเขาจะให้ซื้อขาย “สวนกระแส”

วันนี้ผมขอนำเสนอหลักสำคัญบางประการของการซื้อขายหุ้นที่ผมเชื่อและใช้ เรียกให้เท่ว่า บัญญัติ 10 ประการของการเล่นหุ้น

  • ข้อ 1 ศึกษาข้อมูลหุ้นให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อหุ้น อย่าซื้อหุ้นโดยใช้อารมณ์ อย่าโลภ อย่ารีบด่วนตัดสินใจซื้อหุ้นโดยเฉพาะในกรณีที่หุ้นกำลังวิ่ง อย่าลืมว่ามีหุ้นที่กำลัง “วิ่ง” ทุกวัน ถ้าเราซื้อ เราก็จะเป็นนักเล่นหุ้นรายวันที่มีโอกาสถูกผิด 50-50 ถ้าเราทำแบบนี้ในระยะยาวเราจะขาดทุนเสมอ
  • ข้อ 2 อย่าสนใจข่าวลือหรือ “หุ้นเด็ด” ที่เราได้ยินมาไม่ว่าจะมาจากเซียน คนในหรือ Insider ของบริษัท หรือจากคนแปลกหน้าในงานเลี้ยง เชื่อเถอะว่าถ้าเราได้ยินก็คงมีคนอีกไม่น้อยที่ได้ยิน ข่าวหรือข้อมูลแบบนี้ไม่มีความหมายอะไรนอกจากจะทำให้เราเสียเงิน
  • ข้อ 3 ให้ความสำคัญกับตัวกิจการหรือตัวหุ้นมากกว่าสภาพตลาดหรือเศรษฐกิจโดยทั่วไป เพราะถึงแม้ว่าสภาพทางเศรษฐกิจอาจจะไม่ดีแต่ตัวบริษัทก็อาจจะดีได้ นอกจากนั้น ถึงกิจการอาจจะไม่ดีนักแต่ราคาหุ้นก็อาจจะต่ำกว่าพื้นฐานมาก ดังนั้น อย่าให้ภาพของตลาดหรือเศรษฐกิจมาหันเหการตัดสินใจซื้อหุ้นของเรา
  • ข้อ 4 หุ้นนั้นมักจะดูแย่กว่าที่คิดในช่วงที่ตลาดตกต่ำถึงพื้นในช่วงตลาดหมี และดูดีกว่าที่คิดในช่วงที่ตลาดวิ่งถึงจุดสูงสุดในช่วงตลาดกระทิง มีความกล้าหาญที่จะซื้อเมื่อทุกอย่างดูเลวร้าย และขายเมื่อทุกอย่างดูดีจนไม่น่าเชื่อ
  • ข้อ 5 จำไว้ว่า มันเป็นเรื่องยากที่เราจะสามารถซื้อหุ้นที่พื้นพอดีและขายหุ้นได้ที่จุดสูงสุด ในยามที่ตลาดเลวร้ายมาก ๆ นั้น หุ้นอาจจะตกต่ำลงไปเกินกว่ามูลค่าพื้นฐานจริงได้มาก เช่นเดียวกัน ในยามที่ทุกคนกำลังมองโลกในแง่ดีมาก ๆ หุ้นอาจจะขึ้นไปเกินพื้นฐานได้มากเหมือนกัน ดังนั้น อย่าคาดหวังว่าเมื่อซื้อหุ้นแล้วราคาจะต้องขึ้นทันที หรือขายหุ้นแล้วก็หวังว่ามันจะลงถึงแม้ว่าเราจะเชื่อมั่นกับการวิเคราะห์หามูลค่าของเรา
  • ข้อ 6 ถ้ามั่นใจว่าบริษัทที่เราลงทุนมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีอนาคตในการเติบโตที่ดีมาก อย่าขายเพียงเพราะว่าราคาหุ้นอาจจะดูเหมือนว่าสูงเกินไปหรือหุ้นวิ่งขึ้นมาเร็วเกินไปชั่วคราว เพราะถ้าเราพลาด เราอาจจะไม่สามารถซื้อมันกลับมาและทำให้เราพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมในอนาคต
  • ข้อ 7 อย่า “หลงรักหุ้น” จน “ตาบอด” เพราะมันจะทำให้เราไม่สามารถวิเคราะห์กิจการได้อย่างเป็นกลางไม่มีความลำเอียง หุ้นนั้นรักได้แต่อย่าหลง เราจะต้องตรวจสอบและประเมินดูฐานะและความคุ้มค่าอยู่ตลอดเวลา และเมื่อถึงเวลาเราก็อาจจะต้องมีความ “โหดร้าย” พอที่จะ “ตัดรัก” หรือขายทิ้งได้ถ้าพิจารณาดูแล้วว่ามัน “หมดเสน่ห์” แล้ว
  • ข้อ 8 อย่าสนใจว่าหุ้นเคยอยู่ที่จุดไหนมาก่อน จงสนใจว่าหุ้นจะไปที่ไหน กิจการอาจจะเคยกำไร 100 ล้านบาท ราคาหุ้นอาจจะเคยอยู่ที่ 10 บาทต่อหุ้น แต่ขณะนี้กำไรเหลือเพียงหลัก 10-20 ล้านบาท ราคาหุ้นตกลงมาเหลือเพียง 2 บาทต่อหุ้น อย่าไปคิดว่ากิจการและหุ้นจะต้องกลับไปที่เดิมหรือใกล้ ๆ กับที่เดิม อย่าลืมว่าของเดิมอาจจะเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติก็ได้ ตัวเลขใหม่คือของจริง ดังนั้น ลืมตัวเลขเก่าแล้วมองไปข้างหน้า หุ้นราคา 2 บาทอาจจะยังแพงเกินไปก็ได้
  • ข้อ 9 เน้นการลงทุนในหุ้นคุณภาพสูง หุ้นคุณภาพต่ำนั้นบางครั้งอาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีและเร็วมาก แต่ความสำเร็จในระยะยาวนั้นมีโอกาสสูงกว่าที่จะเกิดกับพอร์ตของหุ้นที่เน้นการลงทุนในหุ้นคุณภาพสูงเป็นหลัก Value Investor จำนวนมากหลีกเลี่ยงหุ้นดีประเภทซุปเปอร์สต็อกและชอบเล่นหุ้นคุณภาพต่ำที่มีโอกาสทำกำไรหวือหวารวดเร็ว การทำแบบนี้ถ้าทำเป็นครั้งคราวก็คงไม่เสียหายอะไรนัก แต่ถ้าเริ่มต้นก็ทำแล้วจนในที่สุดติดเป็นนิสัย โอกาสที่เขาจะประสบความสำเร็จในระยะยาวก็จะยาก พอร์ตที่ประกอบไปด้วยหุ้นของกิจการที่มีคุณภาพต่ำนั้นยากที่จะทำให้เรารวย ตรงกันข้าม พอร์ตของกิจการที่มีคุณภาพสูงนั้น สามารถทำให้เรารวยได้และด้วยความเสี่ยงที่ต่ำกว่ามาก
  • ข้อ 10 ใช้เวลากับการลงทุน ตรวจสอบกิจการและหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไป เราต้องปรับการลงทุนเพื่อให้สะท้อนกับการเปลี่ยนแปลง ตัดหุ้นที่อ่อนแอลงออก ซื้อหุ้นที่ดีกว่าเข้ามา แต่นี่ไม่ใช่การเทรดหรือซื้อขายหุ้นรายวัน รายเดือน หรือแม้แต่รายปี มันขึ้นกับสถานการณ์และตัวหุ้น โดยเฉลี่ยแล้วถ้าเราซื้อหุ้นแล้วถือไม่ถึงปี วิธีการลงทุนของเราคงไม่ใช่การเน้นหุ้นคุณภาพในการลงทุนเป็นหลัก

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงบางส่วนของกฎในการซื้อขายหุ้นลงทุนที่ผมคิดว่าดีและสอดคล้องกันเป็นชุด แน่นอน มีกฎอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วนและอาจจะตรงกันข้ามกับที่ผมพูดถึง นักลงทุนคงต้องเลือกเองว่าจะเชื่อแนวความคิดหรือวิธีไหน แต่ขอบอกว่านี่คือวิธีการที่นักลงทุนเอกของโลก อาทิ วอเร็น บัฟเฟตต์ ใช้อยู่และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

03 มีนาคม 2552

Perfect Storm-Perfect Stock



โลกในมุมมองของ Value Investor : Perfect Storm-Perfect Stock

ข่าวร้ายในตลาดสำหรับคนเล่นหุ้นแล้ว มันคือเวลาของการขายหุ้น ยิ่งร้ายเท่าไรก็ต้องรีบขายเร็วเท่านั้น ผลของการขายทำให้ราคาหุ้นที่เจอกับข่าวร้ายตกลงมาอย่างหนัก หลายๆ ครั้งหนักเกินความเป็นจริง และนั่นคือโอกาสของนักลงทุนระยะยาวที่จะเข้ามาเก็บหุ้น

ประเด็นสำคัญ คือ คุณจะต้องมั่นใจจริงๆ ว่า ข่าวร้ายนั้น เป็นเรื่องชั่วคราว มันไม่ได้ทำให้พื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนไป และไม่ช้าก็เร็วบริษัทก็จะสามารถกลับมาทำกำไรได้อย่างที่มันเคยเป็น และด้วยราคาหุ้นที่ตกลงมามาก การลงทุนจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะไม่เกิน 3-5 ปีข้างหน้า

ข่าวร้ายในตลาดที่ส่งผลต่อหุ้นอย่างแรง อาจแบ่งได้เป็น 3 แบบด้วยกันคือ

หนึ่ง ข่าวร้ายจากภาพรวมของเศรษฐกิจ หรือตลาด ข่าวนี้ทำให้ตลาดเกิด Panic หรือตกใจ เกิดการขายหุ้นทั่วทั้งตลาด สิ่งนี้มักจะเกิดขึ้นจากภาวะการเงินหรือเศรษฐกิจที่ขาดความสมดุลอย่างแรง เช่น เกิดภาวะเงินตึงตัว เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูง หรือการที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างแรงอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

ข่าวร้ายประเภทนี้ มักทำให้หุ้นเกือบทั้งหมดตกลง แม้ว่าหุ้นบางตัว หรือบางกลุ่ม อาจจะไม่ได้รับผลกระทบจริงหรือถูกกระทบน้อย หน้าที่ของ Value Investor ก็คือ มองหาหุ้นที่ถูกกระทบน้อยแต่ราคาหุ้นตกลงมามากพอๆ กับดัชนีตลาดที่ประมาณ 50% นับตั้งแต่เกิดวิกฤติ

ข่าวร้ายแบบที่สอง ก็คือ ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ หรืออุตสาหกรรม ความตกต่ำ หรือถดถอยของอุตสาหกรรมทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นในกลุ่มทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่แข็งแกร่ง หรืออ่อนแอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทที่แข็งแกร่งจะฟื้นตัวกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม ในขณะที่บริษัทที่อ่อนแอจะล้มหายตายจาก หรือลดระดับของการดำเนินงานลง กระบวนการนี้ อาจจะใช้เวลาบ้างขึ้นอยู่กับแต่ละอุตสาหกรรม หน้าที่ของเรา คือ ต้องวิเคราะห์ว่า อุตสาหกรรมจะใช้เวลาเท่าไรที่จะฟื้นตัว แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือ ต้องหาว่าบริษัทไหนจะถูกกระทบน้อย และกลับมายิ่งใหญ่และทำกำไรได้มากแค่ไหน เมื่ออุตสาหกรรมฟื้นตัว

ข่าวร้ายแบบสุดท้าย ก็คือ ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวบริษัทเอง นี่คือข่าวร้ายที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวบริษัทเองที่อาจจะทำอะไรบางอย่างผิดพลาดอย่างร้ายแรง หรือถูกกระทบโดยความโชคร้าย แต่ความผิดพลาดนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและเป็นเรื่องชั่วคราวที่บริษัทน่าจะแก้ไขได้ เมื่อเกิดเรื่องขึ้น นักลงทุนมักจะเทขายหุ้นกันอย่างหนักทำให้ราคาหุ้นตกลงมามาก อย่างที่ "ไม่เคยปรากฏ" มาก่อน

หน้าที่ของ VI ก็คือ พิจารณาว่า เหตุการณ์นั้น ไม่ได้กระทบกับธุรกิจหลักของบริษัท ที่ยังสามารถทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง เมื่อเหตุการณ์ชั่วคราวผ่านพ้นไป หรือบริษัทได้แก้ไขไปแล้ว และราคาหุ้นที่ตกลงมานั้น จะทำให้การลงทุนของเราให้ผลตอบแทนสูงในช่วงเวลา 3-5 ปีข้างหน้า นั่นก็คือ อย่างน้อยถ้าเราซื้อหุ้นแล้วถือไว้ 5 ปี ราคาหุ้นน่าจะปรับขึ้นไปหนึ่งเท่าตัวจากราคาที่เราซื้อ

หุ้นที่เราจะซื้อนั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด เราต้องมั่นใจว่ามันจะต้อง "ฝ่าวิกฤติ" ไปได้ไม่ว่าจะด้วยอะไร เช่น เป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินดีมีเงินสดมาก และมีหนี้น้อย เป็นกิจการที่จำเป็นและมีผู้ให้บริการที่จำกัด เป็นกิจการที่มีผู้ถือหุ้นที่แข็งแกร่งสนับสนุนอย่างหุ้นรัฐวิสาหกิจบางแห่ง หรือแม้แต่เป็นกิจการที่ "ใหญ่เกินไปที่จะล้ม" นี่จะเป็นเครื่องค้ำประกันว่า เหตุร้ายแรงที่อาจจะดำเนินไปหลายปีนั้น ไม่ทำให้บริษัทต้องล้มละลายไปก่อนที่สถานการณ์จะฟื้นตัว

บางที สำหรับบางบริษัท ข่าวร้ายนั้นเกิดเป็นชุดอย่างต่อเนื่องพร้อมกัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่อย่างในปัจจุบันนั้น โอกาสที่บริษัทจะเจอ "2 เด้ง" คือ ภาวะตลาดแพนิค และภาวะอุตสาหกรรมตกต่ำเกิดขึ้นพร้อมกันมีสูง บางครั้งซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก บางบริษัทอาจจะเจอกับข่าวร้ายทั้งด้านของภาวะตลาดหุ้น ภาวะอุตสาหกรรม และบริษัทเองก็เจอกับข่าวร้ายเฉพาะตัวเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

ถ้าจะพูดให้เห็นภาพ ก็คือ บริษัทประสบกับ "Perfect Storm" ความร้ายแรงประดังกันเข้ามาอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญขนาดนั้น

หุ้นที่ประสบกับข่าวร้ายมาก ๆ หลายเรื่องหรือทุกเรื่องอย่างหุ้น Perfect Storm นั้น ราคาหุ้นจะตกลงไปมากจนแทบจะไม่เหลือค่าเมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจ หุ้นเหล่านี้ส่วนใหญ่อาจจะไม่น่าสนใจ โดยเฉพาะถ้าเราไม่มั่นใจว่ามันจะไปรอดหรือไม่ หรือรอดได้แต่ก็ไม่กลับมาเป็นอย่างเดิม หรือรอดและกลับมาทำกำไรได้ แต่ต้องมีการเพิ่มทุนมหาศาล ซึ่งทำลายมูลค่าหรือความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นเดิมไปหมด ถ้าเป็นแบบนั้น การลงทุนในหุ้น Perfect Storm ก็จะเป็นความเสี่ยงมหาศาล

ตรงกันข้าม ถ้าเราเจอหุ้น Perfect Storm และราคาหุ้นสะท้อนข่าวนั้นแล้ว โดยที่ราคาตกลงไปต่ำกว่าที่เคยเป็นในภาวะปกติมาก ในขณะเดียวกัน พื้นฐานของกิจการของบริษัทไม่เปลี่ยน และเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งทางการตลาดมาก ประกอบกับความเชื่อมั่นว่า บริษัทจะไม่ล้มละลายและไม่ต้องเพิ่มทุนมหาศาล และสุดท้าย เราเชื่อว่าข่าวร้ายทุกอย่าง จะต้องหมดไปเมื่อเวลาผ่านไป 3-5 ปี และเมื่อนั้นกิจการของบริษัทก็จะกลับมาเหมือนเดิมก่อนที่ข่าวร้ายจะเกิดขึ้น ในสถานการณ์แบบนี้

การลงทุนในหุ้น Perfect Storm อาจจะเป็นโอกาสยิ่งใหญ่ ที่จะได้ผลตอบแทนสูงกว่าปกติและหุ้นนั้นกลายเป็น "Perfect Stock" หรือเป็นโอกาสทองของการลงทุนในหุ้นตัวนั้น

แน่นอน การลงทุนในหุ้นที่มีข่าวร้ายมากๆ ย่อมมีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะในระยะสั้นเพียงปี หรือสองปี คนที่สามารถลงทุนในหุ้นแบบนี้ จะต้องมีจิตใจที่มั่นคงมาก นั่นคือ จะต้องทนดูหุ้นที่อาจจะตกลงไปต่ออีกมากได้ หรือต้องสามารถถือหุ้นที่อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนเป็นเวลานานพร้อมๆ กับผลการดำเนินงาน ที่อาจจะไม่น่าประทับใจของบริษัท และถ้าทนไม่ได้ขายหุ้นทิ้งก่อนที่หุ้นจะฟื้น การขาดทุนจะกลายเป็นเรื่อง "ฝันร้าย" ที่จะต้องจดจำไปอีกนาน แต่ถ้าคิดถูกต้อง และมีจิตใจที่เข้มแข็งพอ นี่คือ Perfect Stock ที่เราจะไม่ลืมเลย

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

12 กุมภาพันธ์ 2552

ปั่นหุ้น" เขาทำกันอย่างไร

ปั่นหุ้น" เขาทำกันอย่างไร
บรรยง วิทยวีรศักดิ์

  • แมลงเม่า หมายถึง ปลวกในวัยเจริญพันธุ์ มีปีก ชอบบินเข้าเล่นแสงไฟในยามค่ำคืน และมักจบชีวิตในเปลวไฟ
  • นักลงทุนรายย่อย หมายถึง ผู้คนซึ่งพอจะมีสตางค์ ที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น เพราะทนต่อความยั่วยวนของราคาหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวาไม่ได้ สุดท้ายมักจะหมดตัวไปกับหุ้นปั่น
  • ส่วนนิยามโดยสรุปของ การปั่นหุ้น คือ การล่อ และลวงนักลงทุนรายย่อยให้เข้าไปซื้อหรือขายหุ้น ที่มีราคาสูงหรือต่ำกว่าสภาวะปกติ โดยเจตนาไม่สุจริต การเปรียบนักลงทุนรายย่อยว่าเป็นแมลงเม่า จึงเหมาะสมด้วยประการฉะนี้

    ลักษณะของหุ้นที่นิยมปั่น
  • 1) มีมูลค่าทางตลาด ( MARKET CAPITALISATION ) ต่ำ จะได้ไม่ต้องใช้จำนวนเงินมากในการไล่ราคา
  • 2) ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ดี เพื่อที่นักลงทุนสถาบันจะไม่เข้ามาซื้อขายด้วย ซึ่งจะทำให้ยากต่อการควบคุมปริมาณ และราคาหุ้น
  • 3) มีราคาต่อหุ้น ( MARKET PRICE ) ต่ำ ถ้าราคาต่ำกว่า 10 บาทยิ่งดี ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งเป็นผลทางจิตวิทยา เช่น หุ้นถูกไล่ราคา จาก 3 บาท เป็น 6 บาท ถึงแม้ราคาจะปรับขึ้นมา 100% แล้ว แต่คนยังรู้สึกว่าไม่แพง เพราะยังถูกกว่าราคาพาร์ ( PAR )
  • 4) ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นนักลงทุนสถาบัน มักมีต้นทุนที่ราคาพาร์ หรือสูงกว่า แม้หุ้นจะขึ้นมามาก แต่ถ้าเขาเชื่อว่าแนวโน้มของธุรกิจดี เขามักจะไม่ขาย ( ถ้าแนวโน้มธุรกิจไม่ดี เขาก็ขายทิ้งไปนานแล้ว ) ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลว่านักลงทุนสถาบันจะเข้ามาแทรกแซงในการซื้อขาย
  • 5) มีจำนวนหุ้นหมุนเวียนน้อย เพื่อความมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมปริมาณหุ้นได้ตามที่ต้องการ
  • 6) ผู้ถือหุ้นใหญ่รู้เห็นเป็นใจ หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาว จึงไม่สนใจเมื่อราคาหุ้นขึ้น หรือลงหวือหวามีข่าวดีมารองรับ ระยะหลังเริ่มมีการใช้ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นมาเป็นตัวล่อใจนักลงทุนรายย่อย เพื่อให้ตายใจว่าราคาหุ้นถูกไล่ขึ้นมาสมเหตุสมผล เช่น ข่าวการปรับโครงสร้างหนี้ ,ข่าวการร่วมกิจการ , กำไรรายไตรมาสที่พุ่งขึ้นสูงเป็นต้น

ขั้นตอนในการปั่นหุ้น

1) การเลือกตัวหุ้น นอกจากจะต้องเลือกตัวหุ้นที่มีลักษณะตามที่กล่าวไว้เบื้องต้นแล้ว ยังต้องมีการนับหุ้นด้วยว่าหุ้นตัวนี้ตอนนี้มีใครถืออยู่ในสัดส่วนเท่าไร หากจะเข้ามาปั่นหุ้น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือนักลงทุนสถาบันจะเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ ถ้าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้ความร่วมมือด้วยก็จะง่ายขึ้น

2) การกระจายเปิดพอร์ตการลงทุน จะเปิดพอร์ตกระจายไว้สัก 4 - 5 โบรกเกอร์ ในชื่อที่แตกต่างกัน มักจะใช้ชื่อคนอื่นที่ไว้ใจได้เช่น คนขับรถ , เสมียน , คนสวน เพื่อป้องกันไม่ให้โยงใยมาถึงตนได้

3) การเก็บสะสมหุ้น มีหลายวิธีทั้งวิธีสุจริต และผิดกฎหมายในลักษณะการลวงให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ราคาหุ้นตัวนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยทั่วไปการเก็บสะสมหุ้น มีวิธีดังต่อไปนี้

  1. * การทยอยรับหุ้น เมื่อเห็นว่าราคาหุ้นลงมามากแล้ว ก็ใช้วิธีทยอยซื้อหุ้นแบบไม่รีบร้อนวันละหมื่น วันละแสนหุ้น ขึ้นกับว่าหุ้นตัวนั้นมีสภาพคล่องมากน้อยขนาดไหน วิธีนี้เป็นวิธีสุจริตไม่ผิดกฎหมาย จะใช้เวลาในการเก็บหุ้นตั้งแต่ 2 สัปดาห์ถึง 2 เดือน การกดราคาหุ้น ถ้าระหว่างที่กำลังเก็บสะสมหุ้น ยังไม่ได้ปริมาณที่ต้องการ เกิดมีข่าวดีเข้ามาหรือตลาดหุ้นเปลี่ยนเป็นขาขึ้น เริ่มมีรายย่อยเข้ามาซื้อหุ้นตัวนี้ ก็จะใช้วิธีขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ออกมาเป็นการข่มขวัญนักลงทุนรายย่อย ถือเป็นการวัดใจ นักลงทุนรายย่อยมักมีอารมณ์อ่อนไหว เห็นว่าถือหุ้นตัวนี้อยู่ 2 - 3 วันแล้วหุ้นยังไม่ไปไหน แถมยังมีการขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ออกมา ก็จะขายหุ้นทิ้งแล้วเปลี่ยนไปเล่นตัวอื่นแทน สุดท้ายหุ้นก็ตกอยู่ในมือรายใหญ่หมด วิธีนี้จะใช้เวลา 5 - 10 วัน การเก็บแล้วกด วิธีนี้มักใช้เมื่อมีข่าววงใน ( INSIDE NEWS ) ว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะมีข่าวดีเข้ามาหนุน ถ้าหุ้นตัวนั้นไม่มีสภาพคล่อง จะใช้วิธีโยนหุ้นไปมาระหว่างพอร์ตของตนที่เปิดทิ้งไว้รายย่อยเมื่อเห็นว่าเริ่มมีการซื้อขายคึกคัก ก็จะเข้าผสมโรงด้วย คนที่ถือหุ้นอยู่แล้ว ก่อนนี้ไม่มีสภาพคล่อง จะขายหุ้นก็ขายไม่ได้ไม่มีคนซื้อ พอมีปริมาณซื้อขายมากขึ้นก็รีบขายหุ้นออก บางคนถือหุ้นมาตั้งแต่บาทหุ้นตกลงมาถึง 5 บาท พอเห็นหุ้นตีกลับขึ้นไป 5.5 บาท ก็รีบขายออก คิดว่าอย่างน้อยตนก็ไม่ได้ขายที่ราคาต่ำสุด ช่วงนี้รายใหญ่จะเก็บสะสมหุ้นให้ได้มากที่สุด โดยใช้เวลาประมาณ 5 วันทำการ

    ขณะเดียวกันต้องคอยดูแลไม่ให้หุ้นมีราคาขึ้นไปเกิน 10 % เพื่อไม่ให้ต้นทุนของตนสูงเกินไปถ้าเกิดราคาสูงขึ้นมากจะใช้วิธีโยนขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ออกมา โดยให้พวกเดียวกันที่ตั้งซื้อ ( BID ) อยู่แล้วเป็นคนรับเมื่อได้จำนวนหุ้นตามที่ต้องการแล้ว สุดท้ายจะกดราคาหุ้นให้ต่ำลงมายังจุดเดิม โดยใช้วิธีโยนขายหุ้นโดยให้พวกเดียวกันตั้งซื้อเหมือนเดิม แต่จะทำอย่างหนักหน่วง และรวดเร็วกว่า ทำให้ราคาหุ้นลดอย่างรวดเร็ว ช่วงนี้จะใช้เวลา 3 - 5 วัน รายย่อยบางคนคิดว่าหมดรอบแล้ว จะรีบขายหุ้นออกมาด้วย

    รายใหญ่ก็จะมาตั้งรับที่ราคาต่ำอีกครั้ง ช่วงนี้จะตั้งรับอย่างเดียว ไม่มีการไล่ซื้อ หรือไม่ก็หยุดการซื้อขายไปเลยให้เรื่องเงียบสัก 4 - 5 วันเป็นการสร้างภาพว่าก่อนข่าวดีจะออกมา ไม่มีใครได้ข่าววงในมาก่อนเลย รอจนวันข่าวดีประกาศเป็นทางการ จึงค่อยเข้ามาไล่ราคาหุ้น วิธีสังเกตว่าในขณะนั้นเริ่มมีการสะสมหุ้นแล้วคือ ปริมาณซื้อขายจะเริ่มมากขึ้นผิดปกติ จากวันละไม่กี่หมื่นหุ้น เป็นวันละหลายแสนหุ้น ราคาเริ่มจะขยับแต่ไปไม่ไกลประมาณ 5-10% มองดูเหมือนการโยนหุ้นกันมากกว่า กดราคาหุ้นจนกว่าจะเก็บได้มากพอ แล้วค่อยไล่ราคาหุ้น

    ข้อระวังอย่างหนึ่ง คือ มีหุ้นบางตัวโดยเฉพาะหุ้นตัวเล็กๆ นักลงทุนรายใหญ่มีข่าวอินไซด์ว่า ผลประกอบการงวดใหม่ที่จะประกาศออกมาแย่มาก หากภาวะการซื้อขายหุ้นตอนนั้นซึมเซา เขาจะเข้ามาไล่ซื้อ โยนหุ้นกันระหว่าง 2-3 พอร์ตที่เขาเปิดไว้ ให้ดูเหมือนรายใหญ่เริ่มเข้ามาเก็บสะสมหุ้นรายย่อยจะแห่ตาม รุ่งขึ้นรายใหญ่จะเทขายหุ้นขนานใหญ่ รายย่อยเริ่มลังเลใจ ขอดูเหตุการณ์อีกวัน พอผลประกอบการประกาศออกมา ราคาก็หุ้นดิ่งเหวแล้ว รายย่อยจึงถูกดึงเข้าติดหุ้นราคาสูงในที่สุด
  2. * การไล่ราคาหุ้น เมื่อได้ปริมาณหุ้นมากพอ ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการไล่ราคา แต่การไล่ราคาต้องหาจังหวะที่เหมาะสมเหมือนกัน หากจังหวะนั้น ไม่มีเหตุผลเพียงพอ รายย่อยก็จะขายหุ้นทิ้งเมื่อราคาหุ้นขึ้นไปสูงพอประมาณ แต่หากหาเหตุผลมารองรับได้ รายย่อยจะยังถือหุ้นไว้อยู่ เพราะเชื่อว่าราคาหุ้น น่าจะสูงกว่านี้อีก กว่าจะรู้สึกตัว ปรากฏว่ารายใหญ่ขายหุ้นทิ้งหมดแล้ว เหตุผลหรือจังหวะที่ใช้ในการไล่ราคา มักจะใช้ 3 เรื่องนี้
  3. ภาวะตลาดรวมเริ่มเป็นขาขึ้น กราฟทางเทคนิคของราคาหุ้นเริ่มดูดี มีข่าวลือ ซึ่งปล่อยโดยนักปั่นหุ้นว่า หุ้นตัวนี้กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานไปในทางที่ดีขึ้น

    การไล่ราคา คือ การทำให้ราคาปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว วิธีการคือ จะมีการเคาะซื้อครั้งละมากๆ แบบยกแถว แล้วตามด้วยการเสนอซื้อ ( BID ) ยันครั้งละหลายๆ แสนหุ้นจนถึงล้านหุ้น เพื่อข่มขวัญไม่ให้รายย่อยขายสวนลงมา รายย่อยเห็นว่าแรงซื้อแน่น จะถือหุ้นรอขายที่ราคาสูงกว่านี้ รายใหญ่บางคนอาจจะแหย่รายย่อยด้วยการเทขายหุ้นครั้งละหลายแสนหุ้น เหมือนแลกหมัดกับหุ้นที่ตนเองตั้งซื้อไว้เอง รายย่อยอาจเริ่มสับสนว่ามีคนเข้ามาซื้อแต่เจอรายใหญ่ขายสวน ราคาจึงไม่ไปไหน สู้ขายทิ้งไปเสียดีกว่า รายใหญ่จะโยนหุ้นแหย่รายย่อยอยู่สัก 1-2 ชั่วโมง จากนั้นจะตามมาด้วยการไล่ราคาอย่างจริงจังทีละขั้นราคา ( STEP )

    ถ้าหุ้นที่ปั่นเป็นหุ้นตลาด คนชอบซื้อขายกัน การไล่ราคาจะไล่แบบช้าๆ แต่ปริมาณ ( VALUME ) จะสูง ราคาเป้าหมายมักจะสูงขึ้นประมาณ 20-25% หากภาวะตลาดกระทิง ราคาเป้าหมายอาจจะสูงถึง 50% แต่ถ้าหุ้นที่ปั่นเป็นหุ้นตัวเล็กพื้นฐานไม่ค่อยดี ปริมาณการซื้อในช่วงเวลาปกติมีไม่มาก การไล่ราคาจะทำอย่างรวดเร็ว ราคาเป้าหมายมักจะสูงถึง 40-50% ถ้าเป็นภาวะกระทิง ราคาเป้าหมายอาจขยับสูงถึง 100%

    ช่วงไล่ราคานี้อาจจะกินเวลา3 วันถึง1 เดือนขึ้นกับว่าเป็นหุ้นอะไรภาวะตลาดอย่างไรเช่นถ้าเป็นหุ้นเก็งกำไรที่ไม่มีพื้นฐานจะกินเวลาสั้นแต่ถ้าเป็นหุ้นพื้นฐานดีจะใช้เวลานานกว่าและถ้าเป็นภาวะกระทิงนักปั่นหุ้นจะยิ่งทอดเวลาออกไปเพื่อให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงที่สุดเท่าที่ตั้งเป้าเอาไว้

    ในช่วงต้นของการไล่ราคานักลงทุนรายใหญ่อาจยังคงมีการสะสมหุ้นเพิ่มอยู่บ้างแต่รวมกันต้องไม่เกิน5% ของทุนจดทะเบียนในแต่ละพอร์ตที่ใช้ปั่นหุ้นอยู่พอปลายๆมือจะใช้วิธีไล่ราคาแบบไม่เก็บของคือตั้งขายเองเคาะซื้อเองเมื่อซื้อได้ก็จะนำหุ้นจำนวนนี้ย้อนไปตั้งขายอีกในราคาที่สูงขึ้นและเคาะซื้อตามอีกทำเช่นนี้หลายๆรอบสลับกันไปมาระหว่างพอร์ตต่างๆของตนเองค่อยๆดันราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆหากมีหุ้นของรายย่อยถูกซื้อติดเข้ามาจนรู้สึกว่าเป็นภาระมากเกินไปก็อาจมีการเทขายระบายของออกไปบ้างแต่เป็นการขายไม้เล็กๆในลักษณะค่อยๆรินออกไปเพื่อไม่ให้นักลงทุนรายย่อยตกใจเทขายตามมากเกินไปตัวหุ้นเองจะได้มีการปรับฐานตามหลักเทคนิคเพื่อจูงใจนักลงทุนรายใหม่ที่ยังไม่ได้ซื้อจะได้กล้าเข้ามาซื้อ
  4. การปล่อยหุ้น เมื่อหุ้นขึ้นมาได้80% ของราคาเป้าหมายแล้วระยะทางที่เหลืออีก20% ของราคาคือช่วงของการทยอยปล่อยหุ้นช่วงนี้จะเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตายการลงทุนของนักปั่นหุ้นถ้าทำพลาดนักลงทุนรายย่อยรู้เท่าทันหรือตลาดไม่เป็นใจเช่นเกิดสงครามโดยไม่คาดฝันนักปั่นหุ้นเองที่จะเป็นผู้ติดหุ้นอยู่บนยอดไม้จะขายก็ไม่มีใครมารับซื้ออาจต้องรออีก6 เดือนถึง1 ปีกว่าจะมีภาวะกระทิงเป็นจังหวะให้ออกของได้อีกครั้งอีกทั้งอาจจะไม่ได้ราคาดีเท่าเดิมหรือถึงกับขาดทุนก็ได้
  5. วิธีการปล่อยหุ้นเริ่มจากการรอจังหวะที่ข่าวดีจะประกาศออกมาเป็นทางการนักปั่นหุ้นซึ่งรู้มาก่อนแล้วจะเริ่มไล่ราคาอย่างรุนแรง4-5 ช่วงราคามีการโยนหุ้นเคาะซื้อเคาะขายกันเองครั้งละหลายแสนหุ้นปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพื่อดึงดูดความสนใจของรายย่อยเมื่อรายย่อยเริ่มเข้าผสมโรงนักลงทุนรายใหญ่จะตั้งขายหุ้นในแต่ละช่วงราคาไว้หลายๆแสนหุ้นและจะเริ่มเคาะนำส่งสัญญาณไล่ซื้อครั้งละ100 หุ้นบ้าง3,000 หุ้นบ้างหรือแม้แต่ครั้งละ100,000 หุ้นหลายๆครั้งเมื่อหุ้นที่ตั้งขายใกล้หมดเขาจะเคาะซื้อยกแถวพร้อมกับตั้งซื้อยันรับที่ราคานั้นทันทีครั้งละหลายแสนหุ้นถามว่าเขาตั้งซื้อครั้งละหลายแสนหุ้นเขากลัวไหมว่าจะมีคนหรือนักลงทุนสถาบันขายสวนลงมาคำตอบคือกลัวแต่เขาก็ต้องวัดใจดูเหมือนกันหากมีการขายสวนก็ต้องใช้วิธีเคาะซื้อแต่ไม่ใช้วิธีตั้งซื้อนักลงทุนรายย่อยเมื่อสังเกตว่ามีการไล่ซื้อจะเข้ามาซื้อตามนักลงทุนรายใหญ่ซึ่งคอยนับหุ้นอยู่พอเห็นมีเหยื่อมาติดจะเคาะนำที่ราคาใหม่ที่สูงขึ้นอีกแต่เพื่อให้ไม่ต้องซื้อหุ้นเข้ามาเพิ่มเขาจะเคาะซื้อไม้หนักๆก็ต่อเมื่อหุ้นที่ตั้งขายอยู่เป็นหุ้นในกลุ่มของตนเองสมมติตนเองตั้งขายไว้500,000 หุ้นเมื่อได้รับการยืนยันจากเทรดเดอร์ว่าเริ่มมีการเคาะซื้อจากนักลงทุนอื่นถึงคิวหุ้นของตนแล้วเช่นอาจมีคนเคาะซื้อเข้ามา10,000 หุ้นเขาจะทำทีเคาะซื้อเองตามอีก200,000 หุ้นเพื่อให้รายย่อยฮึกเหิมเมื่อซื้อแล้วเขาก็จะเอาหุ้น200,000 หุ้นนี้มาตั้งขายใหม่ยอมเสียค่านายหน้าซื้อมาขายไปเพียง0.5% แต่ถ้าสำเร็จจะได้กำไรตั้ง50-100% เพราะฉะนั้นการไล่ซื้อช่วงนี้จึงเป็นการซื้อหนักก็ต่อเมื่อซื้อหุ้นตนเองตบตารายย่อยขณะที่ค่อยๆเติมหุ้นขายไปทีละแสนสองแสนหุ้น

    ส่วนการตั้งซื้อ( BID ) ที่ตบตารายย่อยว่าแรงซื้อแน่นนั้นหากสังเกตดีๆจะพบว่าเมื่อตั้งซื้อเข้ามาสองแสนหุ้นสามแสนหุ้นสักพักจะมีการถอนคำสั่งซื้อออกแล้วเติมเข้ามาใหม่เพื่อให้การซื้อนั้นไปเข้าคิวใหม่อยู่คิวสุดท้ายและจะทำอย่างนี้หลายๆครั้งนักลงทุนรายย่อยที่ตั้งซื้อเข้ามาจะถูกดันไปอยู่คิวแรกๆหมดและถ้าเขาเห็นว่านักลงทุนอื่นมีการตั้งซื้อเข้ามามากพอสมควรแล้วนักลงทุนรายใหญ่ก็จะมีการเทขายสลับเป็นบางครั้งเรียกได้ว่ามีทั้งการตั้งขายและเคาะขายพร้อนกันเลยทีเดียว

    หากจะสรุปวิธีการที่ใช้ในช่วงปล่อยหุ้นนี้สามารถแบ่งออกได้4 วิธีการย่อย

    1. มีการตั้งขายหุ้น( OFFER ) ไว้ล่วงหน้าหลายแสนหุ้นในแต่ละขั้นเวลาเริ่มเคาะซื้อนำครั้งละ100 หุ้น2-3 ครั้ง
    2. จะเคาะซื้อหนักๆก็ต่อเมื่อหุ้นที่ตั้งขาย( OFFER ) เป็นหุ้นในกลุ่มของตนเมื่อซื้อได้จะรีบนำมาตั้งขายต่อ
    3. จะมีการเติมขายหุ้นตลอดเวลาเมื่อหุ้นที่เสนอขาย( OFFER ) ใกล้หมดจะเคาะซื้อยกแถวแล้วตั้งเสนอขาย( BID )เข้ามายันหลายแสนหุ้นแต่จะทยอยถอนออกแล้วเติมเข้าตลอดเวลา
    4. เมื่อหุ้นของคนอื่นที่ตั้งซื้อ( BID ) มีจำนวนมากพอจะมีการเทขายสวนลงมาเป็นจังหวะๆเขาจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆหุ้นในพอร์ตของตนเองจะค่อยๆถูกระบายออกไปและในสุดท้ายเมื่อข่าวดีได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้นเขาจะทำทีเคาะไล่ซื้อหุ้นตนเองอย่างหนักแต่จะไม่ตั้งซื้อแล้วเพราะกลัวถูกขายดังนั้นจึงเป็นภาพเหมือนมีคนมาไล่ซื้ออย่างรุนแรงแล้วอยู่ๆก็หยุดไปเฉยๆถามว่าแล้วเขาปล่อยหุ้นไปตอนไหนคำตอบคือเขาทยอยตั้งขายไปในระหว่างที่เขาทำทีซื้อนั่นเองผู้เคราะห์ร้ายคือรายย่อยที่ไปเคาะซื้อตามแต่รีรอที่จะขายเพราะเห็นว่ายังมีแรงซื้อแน่นอยู่สุดท้ายต้องติดหุ้นในที่สุด

บทสรุป ตลาดหลักทรัพย์ถือเป็นแหล่งระดมทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและความเจริญของประเทศชาติประชาชนทุกคนได้รับโอกาสให้นำเงินออมเข้ามาลงทุนกับบริษัทชั้นดีในตลาดหลักทรัพย์หากเขาเหล่านั้นลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจย่อมสามารถสร้างผลกำไรและความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัวแต่ถ้าเข้ามาลงทุนด้วยวิธีเก็งกำไรโดยปราศจากความรู้ย่อมมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของนักปั่นหุ้นที่มีอยู่มากมายในตลาดหุ้นได้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวเปรียบได้ดั่งสายฝนซู่ใหญ่ที่พัดสาดเข้ามาอีกครั้งแสงระยิบระยับของกระดานหุ้นเร้าใจแมลงเม่าไม่แพ้แสงไฟในฤดูฝนเหล่าแมลงเม่าน้อยใหญ่พากันโบยบินเข้าตลาดหุ้นและแล้วตำนานเรื่องเดิมของเหล่าแมลงเม่าก็เริ่มต้นอีกครั้ง

11 กุมภาพันธ์ 2552

หุ้นคืออะไร

หุ้นคืออะไร เป็นที่สงสัยของหลายคนที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นหลายคนพยายามค้นหาความหมายคำต่างๆ เราได้รวบรวม คำจำกัดความ และ ตราสารอื่นที่เกี่ยวข้องในธุรกรรมการเงิน หรือตลาดทุนมาให้ศึกษา
เชิญตามรายละเอียดต่อไปครับ

ตราสารทุน (Equity Instruments)
เป็นตราสารที่กิจการออกให้แก่ผู้ถือ (Holder) เพื่อระดมเงินทุนไปใช้ในกิจการ โดยผู้ถือตราสารทุนจะมีฐานะเป็น “เจ้าของกิจการ” รวมทั้งมีส่วนได้เสียหรือมีสิทธิในทรัพย์สินและรายได้ของกิจการ และมีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล (Dividend) อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีข้อผูกพันว่ากิจการที่ออกตราสารทุนจะต้องจ่ายเงินปันผลเสมอไป ทั้งนี้ การตัดสินใจจ่ายเงินปันผลจะขึ้นอยู่กับผลกำไรและข้อตกลงของธุรกิจนั้นๆ
นักลงทุนสามารถซื้อขายตราสารทุนได้ในตลาดหลักทรัพย์ 2 แห่งคือ
- ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET)
- ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - mai)

ทั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับบริษัทจดทะเบียนว่าจะเลือกเข้ามาระดมทุนและจดทะเบียนซื้อขายในตลาดใด
โดยทั่วไปแล้ว ตราสารทุนที่พร้อมจะให้นักลงทุนเข้ามาซื้อขายจะมีหลากหลายประเภทดังต่อไปนี้

ประเภทตราสารทุน

  • หุ้นสามัญ (Common Stock)
    เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัดที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน โดยผู้ถือหุ้นสามัญจะมีสิทธิร่วมเป็นเจ้าของบริษัท มีสิทธิในการออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนของหุ้นที่ถือครองอยู่
  • หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)
    เป็นตราสารประเภทหุ้นทุนที่ผู้ถือมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญคือ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ
  • ใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือวอแรนท์ (Warrant)
    เป็นตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อหลักทรัพย์ที่ใบสำคัญแสดงสิทธินั้นอ้างอิงอยู่ (Underlying Asset) ตามราคาใช้สิทธิ ( Exercise Price) จำนวนที่ให้ใช้สิทธิ (นิยมใช้เป็นอัตราส่วน) และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
  • หน่วยลงทุน (Unit Trust)
    หลักทรัพย์ที่ออกขายโดยบริษัทจัดการลงทุนเพื่อระดมเงินเข้ากองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้น แล้วจัดสรรเงินในกองทุนนั้นลงทุนในตลาดการเงินตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวน ผู้ถือหน่วยลงทุนมีฐานะร่วมเป็นเจ้าของกองทุนนั้น ๆ และมีสิทธิได้รับเงินปันผลตอบแทนจากผลกำไรที่เกิดขึ้น
  • ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย หรือ เอ็นวีดีอาร์ (Non - Voting Depositary Receipt : NVDR)
    เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด มีสถานะเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนโดยอัตโนมัติ ( Automatic List) และมีหลักทรัพย์อ้างอิง ( Underlying Asset ) เป็นหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
  • ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง (Depository Receipt : DR)
    เป็นตราสารที่ออกและเสนอขายโดยบริษัท สยามดีอาร์ จำกัด เป็นหลักทรัพย์ที่ให้สิทธิอ้างอิงอาจเป็นได้ทั้งหุ้นสามัญ หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ ผู้ลงทุนที่ถือ DR จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่นเดียวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนทุกประการ


    หลักทรัพย์ที่สามารถซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ SET และ mai (ณ วันที่ 1 พ.ย. 2550)

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย www.set.or.th

Template by - Abdul Munir | Blogging4