ดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 180 จุด
สหรัฐ 18 ส.ค. - ความวิตกกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับข้อมูลการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ฉุดให้ดัชนีหุ้นสหรัฐดิ่งลงกว่า 180 จุด ส่วนราคาน้ำมันลงมาเคลื่อนไหวที่ 66 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีปรับลดลง หลังจาก โลว์คอสต์ ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าปลีก
เผยยอดขายของบริษัทฯ ในไตรมาส 2 ของปีนี้ ลดลงถึง 19%
สาเหตุสำคัญเนื่องมาจากผู้บริโภคลดการใช้จ่าย เพราะไม่มั่นใจในสภาพเศรษฐกิจ
ชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอาจยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาดไว้
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ปรับลดลง 76 เซนต์ ไปปิดที่ 66.75 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.22 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 9 ต่อ 1
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 1.95 พันล้านหุ้น
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ปิดที่ 9,135.34 จุด ลดลง 186.06 จุด
แนสแดค ปิดที่ 1,930.84 จุด ลดลง 54.68 จุด
และเอสแอนด์พี ปิดที่ 979.73 จุด ลงไป 24.36 จุด
ที่มา :สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
18 สิงหาคม 2552
ดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 180 จุด
โดย Mboy เวลา 08:22 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
24 กรกฎาคม 2552
ดาวโจนส์ทะลุ 9,000 จุด
ดาวโจนส์ทะลุ 9,000 จุด ครั้งแรกนับตั้งแต่ ม.ค.52
นิวยอร์ก 24 ก.ค.-ดัชนีหุ้นสหรัฐพุ่งทะลุ 9,000 จุด ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีพุ่งขึ้นจากแรงซื้อของนักลงทุนที่เข้ามาอย่างคักคัก
หลังข้อมูลล่าสุดระบุ ยอดขายบ้านในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 3.6%
เช่นเดียวกับรายงานผลประกอบการไตรมาสสองของฟอร์ด มอเตอร์
บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ ที่มีผลกำไรถึง 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 1.76 ดอลลาร์สหรัฐ ไปปิดที่ 67.16 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.40 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 5 ต่อ 1
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 3.01 พันล้านหุ้น
คลาแร็ง โอเคลลี หัวหน้านักวิเคราะห์จาก Nomura Securities Intl ในกรุงนิวยอร์กกล่าวว่า
ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับแรงหนุนจากการที่นักลงทุนมีความหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด
การณ์การณ์ไว้ หลังจากสมาคมนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) รายงานว่า ยอด
ขายบ้านมือสองเดือนมิ.ย.พุ่งขึ้น 3.6% แตะระดับ 4.89 ล้านยูนิต สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า
จะอยู่ที่ 4.84 ล้านยูนิต เพราะได้แรงหนุนจากมาตรการช่วยเหลือด้านภาษี ดอกเบี้ยเงินกู้ระดับต่ำ และราคาบ้านที่ปรับตัวลดลง
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กคึกคักขึ้นอีกเมื่อบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ค่ายรถ "บิ๊กทรี"
รายเดียวที่ไม่ล้มละลาย รายงานผลกำไรสุทธิในไตรมาสสองที่ 2.3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 69 เซนต์ต่อหุ้น
ซึ่งเป็นผลมาจากการลดต้นทุน และการได้ส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐเพิ่มขึ้นแม้ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
โดยในไตรมาส 2/2551 ฟอร์ดขาดทุน 8.7 พันล้านดอลลาร์ หรือ 3.89 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งเป็นไตรมาส
ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟอร์ด
อลัน มูลัลลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฟอร์ด กล่าวว่า ฟอร์ดได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค
เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสสองปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเพราะแผนการปรับโครงสร้างมีความคืบหน้า นอกจากนี้
ฟอร์ดยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเรื่องการขายแบรนด์วอลโว่เพื่อเพิ่มเงินสดด้วย หลังจากที่ขายแบรนด์หรู
ในเครืออย่าง จากัวร์ และ แอสตัน มาร์ตินไปแล้วก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ หุ้นฟอร์ดปิดบวก 9.4% หุ้น 3M ซึ่งเป็นบริษัทผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในสำนักงาน
รวมถึง เทปกาว Scotch และ Post-it Notes พุ่งขึ้น 7.4%
ส่วนหุ้นอเมซอนดอทคอมปิดพุ่ง 5.7% หลังจากอเมซอนดอทคอม อิงค์ ผู้ค้าปลีกออนไลน์
รายใหญ่สุดของโลก บรรลุข้อตกลงซื้อกิจการของZappos.com Inc. ซึ่งเป็นการควบรวมกิจการครั้ง
ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โดยมีมูลค่าการทำธุรกรรมประมาณ 887.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้
อเมซอนมีแบรนด์รองเท้าและเสื้อผ้าในครอบครองกว่า 1,000 แบรนด์
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 9,069.29 จุด ปรับขึ้น 188.03 จุด หรือ 0.39%
เป็นการปิดเหนือเพดาน 9,000 จุดครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา
ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,973.60 จุด ปรับขึ้น 47.22 จุด หรือ 2.45%
และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 976.29 จุด ปรับขึ้น 22.22 จุด หรือ 2.33%
ตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,559.80 จุด ปรับขึ้น 66.07 จุด หรือ 1.47%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 5,247.28 จุด ปรับขึ้น 125.72 จุด หรือ 2.45%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,373.72 จุด ปรับขึ้น 68.65 จุด หรือ 2.08%
ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ปิดที่ 69.25 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปรับขึ้น 2.04 ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 954.50 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ปรับขึ้น 1.50 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนตลาดลอนดอน ปิดที่ 956.30 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ปรับขึ้น 2.30 ดอลลาร์สหรัฐ
โดย Mboy เวลา 09:36 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ, ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ, เศรษฐกิจสหรัฐ
03 กรกฎาคม 2552
ดาวโจนส์ดิ่งกว่า 220 จุด
ดาวโจนส์ดิ่งกว่า 220 จุด หลังอัตราว่างงานสูงสุดในรอบ 26 ปี
นิวยอร์ก 3 ก.ค.-ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดแรงงานที่น่าผิดหวังของสหรัฐ
ฉุดให้ดัชนีหุ้นสหรัฐดิ่งลงกว่า 220 จุด ส่วนราคาน้ำมันดิบลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีดิ่งลงอย่างหนัก จากข้อมูลกระทรวงแรงงานที่ระบุจำนวนแรงงาน
ในสหรัฐที่ถูกปลดออกจากงานในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อยู่ที่ 467,000 ตำแหน่ง
ฉุดให้อัตราว่างงานพุ่งขึ้นจาก 9.4% ในเดือนพฤษภาคม มาอยู่ที่ 9.5% สูงสุดในรอบ 26 ปี
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ดิ่งลง 2.58 ดอลลาร์สหรัฐ
ไปปิดที่ 66.73 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ต่ำที่สุดในรอบ 1 เดือน
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 733.6 ล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 4 ต่อ 1
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 1.96 พันล้านหุ้น
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า นักลงทุนกระหน่ำขายหุ้นหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfar payroll) ร่วงลงเกินคาด 467,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย.
และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 26 ปี
และบ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานยังคงเผชิญภาวะตึงตัวเพราะถูกกระทบจากเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง
ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือนมิ.ย.
จะร่วงลง 365,000 ตำแหน่ง หลังจากดิ่งลง 345,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค.
ขณะที่อัตราว่างงานมีแนวโน้มไต่ขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปีที่ 9.6%
คาร์ล ริกคาดอนน่า นักวิเคราะห์จากบล.ดอยช์ แบงก์ ซีเคียวริตี้ อิงค์ในนิวยอร์กกล่าวว่า
อัตราว่างงานจะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ยอดจ้างงานของสหรัฐดิ่งลงถึง 6.3 ล้านตำแหน่ง
นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยที่เริ่มต้นขึ้นในเดือนธ.ค.2551 ขณะที่รายได้พนักงานลดลง
ซึ่งส่งผลลบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของกำลังซื้อภาคครัวเรือน ด้านบริษัทเอกชนหลายแห่งต่าง
ปรับลดต้นทุนค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม นโยบายการลดหย่อนภาษีและการจ่ายเงินประกันสังคมภายใต้แผน
กระตุ้นเศรษฐกิจนั้นได้ช่วยเพิ่มรายได้ประชาชนในไตรมาสที่แล้ว และยังมีส่วนช่วยเพิ่มกำลังซื้อ
ภาคครัวเรือน ขณะที่การใช้จ่ายผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นในเดือนพ.ค. โดยรายได้ประชาชนไต่ระดับ
ขึ้น 1.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบปี
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงอย่างหนัก โดยหุ้น IBM ดิ่งลง 3%
ขณะที่หุ้นแอปเปิลร่วง 2% และถ่วงดัชนี Nasdaq ลงมากที่สุด
ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหลังจากราคาน้ำมันดิบตลาด NYMEX ดิ่งลงกว่า 3%
โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิลร่วง 3%
ขณะที่ดัชนี S&P หุ้นกลุ่มพลังงานลดลง 3.6%
ตลาดหุ้นนิวยอร์กจะปิดทำการในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค.เนื่องในวันชาติสหรัฐ
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 8,280.74 จุด ลดลง 223.32 จุด หรือ 2.63%
ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,796.52 จุด ลดลง 49.20 จุด หรือ 2.67%
และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 896.42 จุด ลดลง 26.91 จุด หรือ 2.91%
ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,234.27 จุด ลดลง 106.44 จุด หรือ 2.45%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 4,718.49 จุด ลดลง 186.95 จุด หรือ 3.81%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,116.41 จุด ลดลง 100.59 จุด หรือ 3.13%
ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ปิดที่ 66.66 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ลดลง 2.14 ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 930.70 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 10.30 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนตลาดลอนดอน ปิดที่ 930.50 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 13.00 ดอลลาร์สหรัฐ
โดย Mboy เวลา 09:23 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ, เศรษฐกิจโลก, เศรษฐกิจสหรัฐ
30 มิถุนายน 2552
น้ำมันดิบปิดพุ่ง $2.33
ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX:
น้ำมันดิบปิดพุ่ง $2.33
หลังจีนประกาศเพิ่มน้ำมันในคลังสำรอง
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเหนือระดับ 71 ดอลลาร์/บาร์เรลเมื่อคืนนี้ (29 มิ.ย.) หลังจากรัฐบาลจีนประกาศว่าจะเพิ่มปริมาณน้ำมันในคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ และจากข่าวที่ว่ากลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในไนจีเรียปิดแท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัท รอยัล ดัทช์ เชลล์ ที่บริเวณชายฝั่งของไนจีเรีย
สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 2.33 ดอลลาร์ ปิดที่ 71.49 ดอลลาร์/บาร์เรล
ขณะที่สัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนก.ค.ปิดบวก 6.13 เซนต์ ปิดที่ 1.9358 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์เดือนก.ค.ปิดบวก 5.32 เซนต์ ปิดที่ 1.7835 ดอลลาร์/แกลลอน
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 2.07 ดอลลาร์ ปิดที่ 70.99 ดอลลาร์/บาร์เรล
ฟิล ไฟนน์ นักวิเคราะห์จากบริษัท อลารอน เทรดดิ้ง ในเมืองชิคาโก กล่าวว่า "สัญญาน้ำมันดิบทะยานขึ้นหลังจากรัฐบาลจีนประกาศว่าจะเพิ่มปริมาณน้ำมันในคลังสำรองทางยุทธศาสตร์อีก 60% ซึ่งคลังสำรองประเภทนี้แตกต่างจากคลังสำรองทั่วไปเพราะรัฐบาลต้องกักเก็บน้ำมันไว้ใช้ในยามที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติและเหตุวินาศกรรม นักลงทุนมองว่าการที่จีนเตรียมเพิ่มน้ำมันในคลังสำรองทางยุทธศาสตร์มากถึง 70% จะเป็นปัจจัยหนุนระยะยาวต่อตลาดน้ำมัน"
ภาวะการซื้อขายซื้อขายในตลาดน้ำมัน NYMEX คึกคักยิ่งขึ้นเมื่อนายพรีเชียส โอโคโลโบ โฆษกบริษัท เชลล์ ยืนยันว่ากลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนชาวไนจีเรียได้บุกโจมตีและปิดแท่นขุดเจาะน้ำมันบางส่วนของบริษัทที่บริเวณชายฝั่งไนจีเรีย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเหตุการณ์โจมจีแท่นขุดเจาะน้ำมันในไนจีเรียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ในทวีปแอฟริกา ปรับตัวลดลงไปแล้ว 25%
อย่างไรก็ตาม จิม ริทเทอร์บุช ประธานบริษัท ริทเทอร์บุช แอนด์ แอสโซซิเอทส์ คาดการณ์ว่า การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบจะเป็นเพียงสถานการณ์ในระยะสั้นๆ เนื่องจากนักลงทุนยังคงให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจ โดยเมื่อไม่นานมานี้ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างหนักหลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
นักลงทุนจับตาดูตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรและอัตราว่างงานประจำเดือนมิ.ย.ซึ่งกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยในวันศุกร์นี้ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าอัตราว่างงานประจำเดือนมิ.ย.จะขยับขึ้น 0.2% แตะที่ 9.6% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 26 ปี และคาดว่าตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือนมิ.ย.จะร่วงลง 350,000 ตำแหน่ง เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.ที่ลดลง 345,000 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูพายุโซนร้อน หลังจากศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐระบุว่า มีโอกาสถึง 50% ที่กระแสลมฝั่งตะวันออกเหนือทะเลแคริบเบียนฝั่งตะวันตกระหว่างฮอนดูรัสและคิวบามีจะกลายเป็นพายุหมุนเขตร้อนในไม่ช้านี้ ซึ่งพายุโซนร้อนดังกล่าวจะมีชื่อว่า "อานา"
โดย Mboy เวลา 09:16 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ, น้ำมัน, เศรษฐกิจสหรัฐ
23 มิถุนายน 2552
ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงกว่า 200 จุด
ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงกว่า 200 จุด น้ำมันดิบร่วง 2.62 ดอลลาร์
สหรัฐ 23 มิ.ย. - ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกส่งผลให้ดัชนีหุ้นสหรัฐดิ่งลงอย่างทะลุ 200 จุด
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีดิ่งลงอย่างหนักจากแรงเทขายของนักลงทุนที่วิตกกังวลหลังธนาคารโลก
(เวิลด์แบงก์) ปรับลดการพยากรณ์ภาวะการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงจากติดลบ 1.7% เป็นติดลบ
2.9% เช่นเดียวกับการค้าขายทั่วโลกในปีนี้ที่จะลดลงถึง 9.7% สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นตัวอย่าง
เต็มรูปแบบในระยะเวลาอันใกล้นี้
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.40 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 2,703 ต่อ 345
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.35 พันล้านหุ้น
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กซบเซาลงทันทีที่ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า
เศรษฐกิจโลกปีนี้จะหดตัว 2.9% เมื่อเปรียบเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่คาดว่า
จะหดตัวเพียง 1.7% นอกจากนี้ ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับมาฟื้นตัวขึ้น
อีกครั้งในปีหน้า โดยคาดว่าจะขยายตัวราว 2% แต่ลดลงจากระดับคาดการณ์เมื่อ 3 เดือน
ก่อนว่าจะขยายตัว 2.3%
ธนาคารโลกชี้ว่า แม้จะมีการคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวในช่วง
ครึ่งหลังของปีนี้ แต่ประเทศยากจนคงจะไม่ได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวเหมือนกับประเทศ
ร่ำรวย พร้อมกับเรียกร้องให้มีการใช้นโยบายที่แข็งกร้าวเพื่อเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับกระแสเงินทุนจากประเทศกำลัง
พัฒนาที่หดตัวลง หลังจากที่กระแสเงินทุนจากประเทศกำลังพัฒนาในปี 2550 มีสูงถึง 1.2
ล้านล้านดอลลาร์ แต่ในปีนี้คาดว่า กระแสเงินทุนจากประเทศกำลังพัฒนาจะหดตัวลงมาเหลือ
แค่ 3.63 แสนล้านดอลลาร์
ราคาน้ำมันดิบตลาด NYMEX ร่วงลงและฉุดหุ้นกลุ่มพลังงานดิ่งลงด้วย
โดยหุ้นเชฟรอน คอร์ป ปิดร่วง 3.4% หุ้นอัลโคปิดดิ่งลง 8.9%
ราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ดิ่งลง 2.62 ดอลลาร์สหรัฐ
ปิดที่ 66.93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ต่ำที่สุดในรอบ 2 สัปดาห์
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ดิ่งลง 200.72 จุด ไปปิดที่ 8,339.01 จุด
แนสแดคปิดที่ 1,766.19 จุด ลดลง 61.28 จุด
และเอสแอนด์พีปิดที่ 893.04 จุด ลดลง 28.19 จุด
ที่มา:สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 09:35 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ, น้ำมัน
19 มิถุนายน 2552
ยันศก.โลกฟื้นปลายปีนี้
| ยันศก.โลกฟื้นปลายปีนี้ |
อีกหนึ่งเสียงย้ำจากองค์กรเศรษฐกิจระดับโลก มีวี่แววพ้นบ่วงภาวะถดถอยภายในปีนี้ ขณะที่โอบามาเดินเครื่องปฏิรูปภาคการเงินครั้งใหญ่
| บารัก โอบามา |
อังเฮล กูร์เรีย เลขาธิการองค์กรความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ (โออีซีดี) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จะเริ่มฟื้นตัวในราวปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า โดยที่สหรัฐจะเป็นประเทศแรก ที่หลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่
ทั้งนี้ ในส่วนของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของกลุ่มประเทศโออีซีดี จะยังคงปรับลดลงที่ 4.6% ในปีนี้ ซึ่งนับเป็นภาวะถดถอยที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี และยังเป็นครั้งแรกที่สมาชิกทั้งหมดของกลุ่มประเทศโออีซีดี เข้าสู่ภาวะถดถอยพร้อมๆ กัน
ก่อนหน้านี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าสหรัฐจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งภายในช่วงกลางปี 2553 อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์และการจ้างงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักของการฟื้นตัวและเสถียรภาพของเศรษฐกิจ
ด้านประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ประกาศจัดตั้งสภาตรวจสอบระบบการเงิน (เอฟเอสโอซี) ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง โดยสภาแห่งนี้มีหน้าที่จับตาความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการเงินซ้ำรอย ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะรับหน้าที่ดูแลสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โดยจะมีการกำหนดมาตรฐานทุนสำรองของสถาบันการเงินขึ้นมาใหม่
โอบามา ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี ก่อนประกาศจัดตั้งสภาเอฟเอสโอซี ว่า สภาแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปสถาบันการเงิน โดยจะเน้นที่สถาบันการเงินและธนาคารแห่งหลัก ส่วนธนาคารระดับรองลงมาจะ ยังอยู่ภายใต้การดูแลของบรรษัทประกันเงินฝากแห่งสหรัฐ (เอฟ ดีไอซี) ต่อไป
“สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ข้อเสนอปฏิรูปครั้งนี้จัดอยู่ในสถาบันชั้น 1 ซึ่งก็คือสถาบันการเงินขนาดใหญ่ หากสถาบันเหล่านี้ล้มละลายเราจะต้องรีบเข้าประคอง แต่นับจากนี้จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานเดียว” โอบามา กล่าว
นอกจากนี้ โอบามายังจัดตั้งสำนักงานปกป้องผู้บริโภคแห่งสหรัฐ (ซีเอฟพีเอ) เพื่อปกป้อง ผู้บริโภคจากการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมของบริษัทบัตรเครดิต ธนาคาร และตลาดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ โดยหน่วยงานนี้จะมุ่งเน้นที่ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ความสะดวก ความเป็นธรรม และการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลของสถาบันการเงินต่างๆ เป็นหลัก
โดย Mboy เวลา 09:10 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ, เศรษฐกิจโลก
11 มิถุนายน 2552
หุ้นสหรัฐปิดลบหวั่นเรื่องดอกเบี้ย
หุ้นสหรัฐปิดลบหวั่นเรื่องดอกเบี้ย
น้ำมันดิบพุ่งทะลุ 71 ดอลลาร์สหรัฐ
นิวยอร์ก 11 มิ.ย.-ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลดลงจากความหวาดวิตกเรื่องอัตราดอกเบี้ย
ส่วนราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 71 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีเคลื่อนไหวเบาบางในแดนลบต่อเนื่องเป็นวันที่ 2
หลังจากรัฐบาลประกาศขายพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีด้วยมูลค่า 19,000 ล้านบาท
ทำให้เกรงว่าอาจมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรือกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อ
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.22 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 1,635 ต่อ 1,376
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด 2.35 พันล้านหุ้น
เจฟฟรีย์ แฟรงเคล ประธานบริษัท Stuart Frankel & Co กล่าวว่า
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นไปอย่างซบเซา แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
เปิดเผยรายงาน Beige Book ซึ่งระบุว่าเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคฟื้นตัวขึ้นปานกลาง
โดยตลาดได้รับแรงกดดันจากข่าวที่ว่ารัฐบาลสหรัฐได้นำพันธบัตรประเภท 10 มูลค่ารวม
1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ออกประมูลขายและมีผู้ซื้อจำนวนมาก ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้เกิด
ความกังวลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้นอาจก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
"ภาวะเงินเฟ้อที่ส่อเค้าว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ใน
ระดับสูงนั้น อาจกดดันเฟดให้ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น
ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายและจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าลง"
แฟรงเคลกล่าว
กระแสความวิตกกังวลเรื่องดอกเบี้ยได้ฉุดหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย รวมถึง
หุ้นกลุ่มก่อสร้างบ้านและกลุ่มการเงิน ร่วงลงโดยดัชนีดาวโจนส์กลุ่มก่อสร้างบ้านร่วงลง
1.5% และดัชนี S&P หุ้นกลุ่มการเงินลดลง 1.6%
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 71 ดอลลาร์ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน
โดยหุ้นอ็กซอน โมบิลบวก 1% และเป็นปัจจัยสำคัญที่พยุงดาวโจนส์ไม่ให้ติดลบมากนัก
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ พุ่งทะยานแตะ 71.79 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
สูงสุดตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก่อนขยับลงมาปิดที่ 71.33 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
เพิ่มขึ้นจากวานนี้ 1.32 ดอลลาร์สหรฐ
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 8,739.02 จุด ลดลง 24.04 จุด หรือ 0.27%
ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,853.08 จุด ลดลง 7.05 จุด หรือ 0.38%
และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 939.15 จุด ลดลง 3.28 จุด หรือ 0.35%
ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป ตลาดหุ้นยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,436.75 จุด ปรับขึ้น 31.96 จุด หรือ 0.73%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 5,051.18 จุด ปรับขึ้น 53.32 จุด หรือ 1.07%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,315.27 จุด ปรับขึ้น 18.54 จุด หรือ 0.56%
ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ปิดที่ 70.80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปรับขึ้น 1.58 ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 954.00 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
ส่วนตลาดลอนดอน ปิดที่ 953.20 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 3.05 ดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา : สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 09:09 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ, ทองคำ, น้ำมัน, เศรษฐกิจโลก
08 มิถุนายน 2552
หลังตัวเลขจ้างงานลดลงน้อยเกินคาด
นักวิเคราะห์คาดตลาดหุ้นนิวยอร์กเดินหน้าต่อสัปดาห์นี้ หลังตัวเลขจ้างงานลดลงน้อยเกินคาด
นักวิเคราะห์ในย่านวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กจะยังคงเคลื่อนไหวในแดนบวกสัปดาห์นี้ เนื่องจากนักลงทุนคลายความวิตกกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร (nonfarm payroll) ประจำเดือพ.ค.ปรับตัวลดลง 345,000 ตำแหน่ง ซึ่งน้อยกว่าที่คาดว่าจะร่วงลง 520,000 ตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐกำลังทุเลาลง
อย่างไรก็ตาม อัตราว่างงานเดือนพ.ค.ของสหรัฐที่พุ่งขึ้น 9.4% มากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 9.2% ทำให้นักวิเคราะห์บางคนมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะชี้ชัดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นในเร็วๆนี้ และอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับสูงเช่นนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
จอห์น ซิลเวีย หัวหน้านักวิเคราะห์จากวาโชเวีย คอร์ป กล่าวว่า "แม้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐเริ่มบรรเทาลงเนื่องจากจำนวนคนตกงานในสหรัฐเริ่มลดน้อยลง ประกอบกับตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาคอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่ชาวอเมริกันก็ยังคงจับจ่ายน้อยลงและออมเงินมากขึ้น นอกจากนี้ มูลค่าบ้านหดตัวลงและบริษัทหลายแห่งรวมถึงเจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) และอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ปลดพนักงานจำนวน ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะทำให้กระบวนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้าลง"
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน
โดย Mboy เวลา 08:31 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ, เศรษฐกิจโลก
04 มิถุนายน 2552
ประธานเฟดคาดเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวปลายปีนี้
ประธานเฟดคาดเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวปลายปีนี้
สหรัฐ 4 มิ.ย. - ประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ระบุเศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัวได้ช่วงปลายปีนี้
นายเบน เบอร์นานกี เข้าให้ปากคำต่อกรรมาธิการงบประมาณของวุฒิสภา ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งตลาดการเงินและภาวะตลาดหุ้น ทำให้เขามั่นใจว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความพยายามของเฟด ที่ดำเนินมาตรการให้สถาบันการเงินกลับมาปล่อยกู้อีกครั้ง แต่รัฐบาลมีภาระจะต้องรักษาความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเอาไว้ ด้วยการแก้ไขปัญหาขาดดุลงบประมาณให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากจะยิ่งส่งผลกระทบทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวเพิ่มสูงขึ้น
โดย Mboy เวลา 11:19 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ, เศรษฐกิจโลก
27 พฤษภาคม 2552
ดาวโจนส์ปิดพุ่งกว่า 190 จุด
ดาวโจนส์ปิดพุ่งกว่า 190 จุด
สหรัฐ 27 พ.ค. - ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น
ช่วยให้ดัชนีหุ้นสหรัฐกลับมาพุ่งขึ้นกว่า 190 จุด
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีพุ่งขึ้นอย่างคึกคักจากแรงซื้อหนาแน่นในหุ้นกลุ่มบลูชิพ
หลังข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนที่ผ่านมา
พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 54.9 มากกว่าที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
ทำให้เชื่อว่าผู้บริโภคเริ่มจะเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศ และกลับมาจับจ่ายซื้อสินค้ากันอีกครั้ง
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.38 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 5 ต่อ 1
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.11 พันล้านหุ้น
ข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์และดัชนีราคาผู้บริโภคที่ดีเกินคาด
ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มบริษัทสร้างบ้านและบริษัทค้าปลีกดีดตัวขึ้น
โดยหุ้นเจซี เพนนี ปิดบวก 6.5%
หุ้นเบสท์ บาย ปิดบวก 5.3%
ส่วนหุ้นเคบี โฮม ปิดบวก 5.9%
หุ้นดีอาร์ ฮอร์ตัน ปิดพุ่ง 5.1%
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้นหลังจากนักวิเคราะห์ปรับเพิ่มน้ำหนักความน่าลงทุนของหุ้นแอปเปิล
โดยหุ้นแอปเปิลปิดบวก 6.8%
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 78 เซนต์ ไปปิดที่ 62.45 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย.ปีที่แล้ว
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ปิดที่ระดับ 8,473.49 จุด เพิ่มขึ้น 196.17 จุด
แนสแดค ปิดที่ระดับ 1,750.43 จุด เพิ่มขึ้น 58.42 จุด
และ เอสแอนด์พี ปิดที่ระดับ 910.33 จุด เพิ่มขึ้น 23.33 จุด
ที่มา สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 09:01 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ, น้ำมัน
22 พฤษภาคม 2552
ตัวเลขตกงานฉุดดัชนีดาวโจนส์
ตัวเลขตกงานฉุดดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงเกือบ 130 จุด
นิวยอร์ก 22 พ.ค.-ข้อมูลล่าสุดที่ระบุมีแรงงานตกงานเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้
ฉุดให้ดัชนีหุ้นร่วงลงเกือบ 130 จุด
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีปรับลดลงหลังข้อมูลของกระทรวงแรงงานล่าสุดชี้ว่า
มีแรงงานที่ถูกเลิกจ้างยื่นเอกสารขอรับความช่วยเหลือจากทางการ 631,000 คน
ทำให้นักลงทุนกลับมาวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศอีกครั้ง
ขณะที่สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือเอสแอนด์พี ยังเตรียมปรับลดความน่าเชื่อถือของอังกฤษ
ที่มีระดับหนี้สินเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้มีแรงขายออกมาเพิ่มขึ้นอีก
ปริมาณซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.44 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 2 ต่อ 1
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.25 พันล้านหุ้น
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ปรับลดลง 99 เซนต์ ไปปิดที่ 61.05 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 8,292.13 จุด ลดลง 129.91 จุด หรือ 1.54%
ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,695.25 จุด ลดลง 32.59 จุด หรือ 1.89%
และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 888.33 จุด ลดลง 15.14 จุด หรือ 1.68%
ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,345.47 จุด ลดลง 119.77 จุด หรือ 2.68%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 4,900.67 จุด ลดลง 138.27 จุด หรือ 2.74%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,217.41 จุด ลดลง 85.96 จุด หรือ 2.60%
ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ปิดที่ 59.93 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ลดลง 66 เซนต์
ขณะที่ราคาทองคำ
ตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 950.80 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ปรับขึ้น 13.80 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนตลาดลอนดอน ปิดที่ 949.85 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ปรับขึ้น 14.10 ดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา :สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 08:36 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
21 พฤษภาคม 2552
ดาวโจนส์ปิดลบ 52.81 จุด
ดาวโจนส์ปิดลบ 52.81 จุด หลัง FED หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจ
นิวยอร์ก 21 พ.ค.-ตลาดหุ้นสหรัฐเคลื่อนไหวขาลง หลังเฟดปรับลดการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจในปีนี้ลง
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ นักลงทุนผิดหวังหลังจากแถลงการณ์ของบอร์ดเฟด ระบุว่าแม้ภาคเศรษฐกิจหลายส่วนของประเทศอาจจะเริ่มฟื้นตัวได้ในปีนี้ แต่โดยรวมแล้วเศรษฐกิจสหรัฐตลอดทั้งปีจะยังเคลื่อนไหวในแดนลบ และอัตราว่างงานอาจพุ่งแตะหลัก 10% ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นออกมา แม้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายอย่าง ทั้งทองคำ โลหะมีค่า จะปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ที่บวกเพิ่ม 1.94 ดอลลาร์สหรัฐ ไปปิดที่ 62.04 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล สูงที่สุดในรอบ 6 เดือน
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.65 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1,591 ต่อ 1,452
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.30 พันล้านหุ้น
ด็อจ โรเบิร์ตส์ นักวิเคราะห์จากบริษัท ChannelCapitalResearch.com กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กซบเซาลงทันทีที่เฟดประกาศลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐปีนี้จะหดตัวลง 1.3-2% ซึ่งมากกว่าก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะหดตัวเพียง 0.5-1.3% และคาดว่าอัตราว่างงานจะพุ่งขึ้นเกือบแตะระดับ 10% จากเดิมที่คาดว่าไว้ที่ 8.8%
การปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของเฟดส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายย่ำแย่ลงกว่าเดิม หลังจากเมื่อวันอังคาร ตลาดได้รับแรงกดดันอย่างหนักหลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านในเดือนเม.ย.ร่วงลง 12.8% แตะระดับ 458,000 ยูนิต ซึ่ง เป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จากเดือนมี.ค.ที่ระดับ 525,000 ยูนิต ส่วนตัวเลขการอนุญาตก่อสร้างในเดือนเม.ย.ร่วงลง 3.3% แตะระดับ 494,000 ยูนิต ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จากเดือนมี.ค.ที่ระดับ 511,000 ยูนิต
หุ้นกลุ่มธนาคารถูกกระหน่ำขายอย่างหนักหลังจากแบงก์ ออฟ อเมริกา สถาบันการเงินรายใหญ่สุดของสหรัฐในแง่สินทรัพย์ ประกาศเดินหน้าระดมทุนจำนวน 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการขายหุ้นสามัญ หวังกระตุ้นฐานเงินทุนให้พร้อมรับมือในกรณีที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยยังยืดเยื้อต่อไป
แบงก์ ออฟ อเมริกา มีความจำเป็นต้องระดมทุนมากที่สุดในบรรดาธนาคารทั้ง 19 แห่งที่ได้ทำการทดสอบภาวะวิกฤติ (stress test) โดยธนาคารต้องระดมทุนเพิ่มขึ้น 3.39 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมาเวลส์ ฟาร์โก แอนด์ โค ได้ระดมทุนเพิ่ม 8.6 พันล้านดอลลาร์ ส่วนมอร์แกนสแตนลีย์เพิ่มทุนไป 4 พันล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ หุ้นเจพีมอร์แกนปิดร่วง 3.5% หุ้นซิตี้กรุ๊ปปิดลบ 2.1% หุ้นรีเจียนส์ ไฟแนนเชียล ปิดร่วง 6.7% แต่หุ้นแบงค์ ออฟ อเมริกา ปิดบวก 2.1%
ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบตลาด NYMEX โดยหุ้นมาราธอน ออยล์ ปิดบวก 2.3% และหุ้นชลัมเบอร์เกอร์ปิดพุ่ง 10.3 ดอลลาร์
นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญๆของสหรัฐซึ่งจะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ โดยในวันพฤหัสบดี กระทรวงแรงงานสหรัฐเตรียมเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และสำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด เตรียมเปิดเผยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนเม.ย.
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 8,422.04 จุด ลดลง 52.81 จุด หรือ 0.62% ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,727.84 จุด ลดลง 6.70 จุด หรือ 0.39% และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 903.47 จุด ลดลง 4.66 จุด หรือ 0.51%
ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบสำรองของสหรัฐสัปดาห์ล่าสุดสำรวจโดย ก.พลังงาน ถึง 15 พ.ค. ลดลง 2.1 ล้านบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซินสำรองลดลง 4.3 ล้านบาร์เรล
ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,468.41 จุด ลดลง 13.84 จุด หรือ 0.31%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 5,038.94 จุด ปรับขึ้น 79.32 จุด หรือ 1.60%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,303.37 จุด ปรับขึ้น 28.41 จุด หรือ 0.87%
ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน
ปิดที่ 60.59 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปรับขึ้น 1.67 ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก
ปิดที่ 937.00 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ปรับขึ้น 10.70 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนตลาดลอนดอนปิดที่ 935.75 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ปรับขึ้น 9.85 ดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา : สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 08:15 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
20 พฤษภาคม 2552
ข้อมูลสร้างบ้านใหม่ดิ่งต่ำสุด
ตลาดหุ้นสหรัฐผันผวนหนัก หลังข้อมูลสร้างบ้านใหม่ดิ่งต่ำสุด
นิวยอร์ก 20 พ.ค.-ตลาดหุ้นสหรัฐผันผวนหนัก หลังข้อมูลล่าสุดชี้การสร้างบ้านและอพาร์ตเมนต์ใหม่ในเดือนที่ผ่านมาดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีพุ่งขึ้นต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ ในช่วงแรกของการซื้อขาย ก่อนที่ดัชนีจะปรับลดลง หลังข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ล่าสุด ระบุปริมาณการสร้างบ้านและอพาร์ตเมนต์หลังใหม่ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ลดลง 12.8%
ทำให้นักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ซึ่งหมายถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมด้วย
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.35 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1,806 ต่อ 1,219 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.13 พันล้านหุ้น
ฮิวจ์ จอห์นสัน นักวิเคราะห์ชื่อดังจาก Johnson Illington Advisors กล่าวว่า นักลงทุนกระหน่ำขายหุ้นอย่างหนักหลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านในเดือนเม.ย.ร่วงลง 12.8% แตะระดับ 458,000 ยูนิต ซึ่ง เป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จากเดือนมี.ค.ที่ระดับ 525,000 ยูนิต ส่วนตัวเลขการอนุญาตก่อสร้างในเดือนเม.ย.ร่วงลง 3.3% แตะระดับ 494,000 ยูนิต
ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จากเดือนมี.ค.ที่ระดับ 511,000 ยูนิต
ข้อมูลดังกล่าวสวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านจะดีดตัว 2% แตะ 520,000 ยูนิตในเดือนเม.ย. ส่วนการอนุมัติสร้างบ้านอาจดีดตัวขึ้น 2.7% แตะที่ 530,000 ยูนิต
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากรายงานของ ABC News ที่ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 17 พ.ค.ร่วงลงสู่ระดับ -45 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้ว จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่ระดับ -42 จุด และสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ -41 จุด
อย่างไรก็ตาม ดาวโจนส์สามารถไต่ขึ้นจากระดับต่ำสุดของวันได้ หลังจากบริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด รายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาด โดยหุ้นฮิวเลตต์ แพคการ์ดพุ่งขึ้นกว่า 2% ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีชั้นนำ อาทิ แอปเปิล อิงค์ ปิดบวกบวก 0.6%
ส่วนการพุ่งขึ้นของสัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นด้วย โดยหุ้นเพบอดี้ เอนเนอร์จี ปิดพุ่ง 2.9% หุ้นพีพีแอล คอร์ป ปิดบวก 3.8%
หุ้นอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ปิดร่วง 5.1% หลังจากบริษัทประกาศปลดพนักงานราว 4,000 ตำแหน่งหรือ 6% ของพนักงานทั้งหมด เพราะได้รับผลกระทบจากอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นจนส่งผลให้ผู้ถือบัตรมีอัตราการผิดนัด
ชำระหนี้ โดยการประกาศลอยแพพนักงานครั้งล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากที่บริษัทได้ประกาศปลดพนักงานไปแล้ว 7,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. ซึ่งจะช่วยให้บริษัทประหยัดต้นทุนการใช้จ่ายได้ราว 2 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ปรับเพิ่ม 62 เซนต์ ไปปิดที่ 59.65 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 8,474.85 จุด ลดลง 29.23 จุด หรือ 0.34% ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,734.54 จุด เพิ่มขึ้น 2.18 จุด หรือ 0.13% ดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 908.13 จุด ลดลง 1.58 จุด หรือ 0.17%
ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,482.25 จุด เพิ่มขึ้น 35.80 จุด หรือ 0.81%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 3,274.96 จุด ปรับขึ้น 29.57 จุด หรือ 0.91%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 4,959.62 จุด เพิ่มขึ้น 107.66 จุด หรือ 2.22%
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน เพิ่มขึ้น 45 เซนต์ ปิดที่ 58.92 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ขณะที่ราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 926.30 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์
เพิ่มขึ้น 5 ดอลลาร์สหรัฐ จากเมื่อวันจันทร์ซึ่งปิดที่ 921.30 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์
ที่มา :สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 08:49 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
19 พฤษภาคม 2552
ดาวโจนส์ปิดเพิ่มกว่า 235 จุด
หุ้นอสังหาฯ ดันดาวโจนส์ปิดเพิ่มกว่า 235 จุด
นิวยอร์ก 19 พ.ค.-ผลประกอบการน่าพอใจของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์
ช่วยให้ดัชนีหุ้นสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่า 235 จุด
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีพุ่งขึ้นหลังนักลงทุนพอใจรายงานผลประกอบการ
ไตรมาสแรกของโลเว คอส เครือบริษัทพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ที่ออกมาเป็นไปตามเป้า
ทำให้เชื่อว่าสถานการณ์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในเร็ว ๆ นี้
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.42 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 2,722 ต่อ 361
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.02 พันล้านหุ้น
เจมส์ ค็อกซ์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Harris Financial Group กล่าวว่า
ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่ดีเกินคาดของบริษัท โลว์ส คอส
และหลังจากนายจอห์น ลิพสกี้ รองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะเริ่มขยายตัวขึ้นในปีหน้า
แต่คาดว่าจะเป็นการขยายตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
ซึ่งดีกว่าการถดถอยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ผลประกอบการที่สดใสของโลว์ส คอส ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มธุรกิจสร้างบ้านดีดตัวขึ้น
และแรงซื้อส่งเข้าหนุนตลาดหนาแน่นขึ้นเมื่อสมาคมนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์แห่งสหรัฐ
รายงานว่า ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยพุ่งขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคมีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นในการซื้อบ้าน
ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยหนุนดัชนีห้นกลุ่มสร้างบ้านพุ่งขึ้น 7.4%
และหุ้นโลว์ส คอส ปิดบวก 6.6%
หุ้นเบเซอร์ โฮมส์ ยูเอสเอ ปิดบวก 20%
และหุ้นเลนนาร์ คอร์ป พุ่งขึ้น 13.7%
สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นของผู้สร้างบ้านในสหรัฐ
พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือนในเดือนพ.ค. ซึ่งสนับสนุนมุมมองที่ว่าภาวะตกต่ำของ
ตลาดบ้านที่ดำเนินมา 3 ปีอาจใกล้สิ้นสุดลง
โดยดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยของ NAHB/เวลส์ ฟาร์โก พุ่งขึ้นสู่ระดับ 16จุด ในเดือนพ.ค.
จากระดับ 14 จุด ในเดือนเม.ย. ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ส่วนหุ้นกลุ่มการเงินทะยานขึ้นเนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นว่าตลาดการเงินจะฟื้นตัวขึ้นเร็วๆนี้
โดยหุ้นแบงค์ ออฟ อเมริกา ปิดพุ่ง 9.9%
หุ้นสเตท สตรีท ปิดบวก 8.5%
ดัชนี S&P หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 3.1% โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล ปิดบวก 2%
หุ้นโคโนโคฟิลลิป ปิดบวก 3.6%
หลังจากราคาน้ำมันดิบตลาด NYMEX พุ่ง 2.69 ดอลลาร์ หรือ 4.8%
แตะที่ 59.03 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย.เป็นต้นมา
ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์พุ่งขึ้น 3.7%
หลังจากนักวิเคราะห์แสดงความคิดเห็นในด้านบวกต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์
โดยหุ้นควอลคอมม์ อิงค์ ปิดบวก 3.1%
และหุ้นไอบีเอ็มปิดบวก 3.2%
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 2.69 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ระดับ 59.03 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 8,504.08 จุด เพิ่มขึ้น 235.44 จุด หรือ 2.85%
ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,732.36 จุด เพิ่มขึ้น 52.22 จุด หรือ 3.11%
ดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 909.71 จุด เพิ่มขึ้น 26.83 จุด หรือ 3.04%
ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,446.45 จุด เพิ่มขึ้น 98.34 จุด หรือ 2.26%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 4,851.96 จุด ปรับขึ้น 114.46 จุด หรือ 2.42%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,245.39 จุด เพิ่มขึ้น 76.34 จุด หรือ 2.41%
ส่วนราคาน้ำมันดิบแหล่งเบรนต์ ตลาดลอนดอน
ปิดที่ 58.47 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.47 ดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก
ปิดที่ 921.30 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 9.60 ดอลลาร์สหรัฐ
จากราคาปิดเมื่อวันศุกร์ ที่ 930.90 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์
โดย Mboy เวลา 08:29 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
11 พฤษภาคม 2552
ผลทดสอบภาวะวิกฤต 19 แบงค์ยักษ์ใหญ่
สหรัฐเผยผลทดสอบภาวะวิกฤต 19 แบงค์ยักษ์ใหญ่ ชี้มี 10 แบงค์แห่งต้องเพิ่มทุน $7.46 หมื่นล้าน
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยผลทดสอบภาวะวิกฤต (stress test) ของ 19 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าในจำนวนธนาคารทั้ง 19 แห่งที่เข้ารับการทดสอบครั้งนี้ มีธนาคาร 10 แห่งที่ต้องระดมทุนเพิ่มเป็นวงเงินรวมทั้งสิ้น 7.46 หมื่นล้านดอลลาร์
การทดสอบ stress test มีเป้าหมายที่จะประเมินว่าสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีเงินทุนเพียงพอที่จะรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ รายชื่อธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้ง 19 แห่งที่จะเข้ารับการตรวจสอบ stress test มีดังนี้ อเมริกัน เอ็กซ์เพรส, แบงค์ ออฟ อเมริกา คอร์ป, แบงค์ ออฟ นิวยอร์ก เมลลอน คอร์ป, ซิตี้กรุ๊ป อิงค์, โกลด์แมน แซคส์, เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค, มอร์แกน สแตนลีย์, บีบีแอนด์ที คอร์ป, แคปิตอล วัน ไฟแนนเชียล คอร์ป, ฟิทช์ เธิร์ด แบงคอร์ป, จีเอ็มเอซี แอลแอลซี, เมทไลฟ์ อิงค์, คีย์คอร์ป, พีเอ็นซี ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส กรุ๊ป, รีเจียนส์ ไฟแนนเชียล คอร์ป, สเตท สตรีท คอร์ป, ซัน ทรัสต์ แบงค์ อิงค์, ยู.เอส.แบงคอร์ป และเวลล์ส ฟาร์โก แอนด์ โค
รายงานระบุว่าธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา จำเป็นต้องเพิ่มทุนมากที่สุดที่ระดับ 3.39 หมื่น ล้านดอลลาร์ ธนาคารเวลส์ ฟาร์โกต้องเพิ่มทุน 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์ บริษัท GMAC ต้องเพิ่มทุน 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์ ซิตีกรุ๊ป อิงก์ ต้องเพิ่มทุน 5.5 พันล้านดอลลาร์ และมอร์แกน สแตนลีย์ ต้องเพิ่มทุน 1.8 พันล้านดอลลาร์
ส่วนธนาคารอีก 5 แห่งที่ต้องเพิ่มทุนได้แก่ รีเจียนส์ ไฟแนนเชียล เพิ่มทุน 2.5 พันล้านดอลลาร์ ซันทรัสต์ แบงค์ 2.2 พันล้านดอลลาร์ คีย์คอร์ป 1.8 พันล้านดอลลาร์ ฟิทธ์ เธิร์ด แบงคอร์ป 1.1 พันล้านดอลลาร์ และพีเอ็นซี ไฟแนนเชียล 600 ล้านดอลลาร์
ผลการทดสอบ stess test สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตการณ์ในภาคการธนาคารของสหรัฐยังไม่จบสิ้นลง แม้นายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐเปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 19 รายใหญ่ของสหรัฐ ไม่มีรายได้ที่อยู่ในสภาพล้มละลายก็ตาม
"ผมคิดว่าผล stress test จะช่วยสร้างความมั่นใจต่อระบบการเงิน และขอยืนยันว่าไม่มีธนาคารใดสุ่มเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะล้มละลาย และการรายงานผลทดสอบสถานะทางการเงินจะช่วยบรรเทาความวิตกกังวลในภาคสถาบันการเงินได้อย่างมากและจะช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นชาวอเมริกาว่าสถาบันการเงินจะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยรัฐบาลจะถือหุ้นในธนาคารเหล่านี้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มเงินทุนหรือแปลงหลักทรัพย์บุริมสิทธิ์ หากมีความจำเป็น" ไกธ์เนอร์กล่าว สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน
อินโฟเควสท์
แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช
โดย Mboy เวลา 09:06 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
30 เมษายน 2552
ดาวโจนส์พุ่งกว่า 160 จุด
ดาวโจนส์พุ่งกว่า 160 จุด หลังเฟดระบุ ศก.สหรัฐชะลอตัวน้อยลง
นิวยอร์ก 30 เม.ย.-ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นกว่า 160 จุด หลังเฟดระบุเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มที่จะผ่อนคลายลงแล้ว
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีพุ่งขึ้นต่อเนื่อง หลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ออกแถลงการณ์ในการประชุมสองวันที่ระบุว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐโดยรวมจะยังคงชะลอตัว แต่ทิศทางถือว่าน้อยลงมากกว่าเมื่อเดือนที่แล้ว ชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น ประกอบกับนักลงทุนเลือกที่จะมองข้ามปัจจัยลบอย่างตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกของปีนี้ ที่ดิ่งลงถึง 6.1%
Fed Holds Steady On Interest Rates
NEW YORK - APRIL 29: Traders work on the floor of the New York Stock Exchange moments before the Federal Reserve announcement on interest rates April 29, 2009 in New York City. The Fed left the federal funds rate unchanged at at 0% to 0.25%.
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.48 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 2,560 ต่อ 484
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.40 พันล้านหุ้น
ริชาร์ด คลิปส์ นักวิเคราะห์จาก Stifel Nicolaus ในกรุงนิวยอร์กกล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กคึกคักขึ้นทันทีหลังจากคณะกรรมการเฟดออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมเมื่อคืนนี้ว่า มีสัญญาณบ่งชี้บางอย่างที่บ่งชี้ว่าภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอาจจะทุเลาลง โดยเฟดระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวขึ้นปานกลางตั้งแต่เดือนมี.ค. ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาวะตึงตัวในตลาดการเงินเริ่มบรรเทาลงแล้ว นอกจากนี้ เฟดเชื่อว่าตลาดการเงินจะเริ่มมีเสถียรภาพขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลและเฟดร่วมมือกันใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและระบบการคลังภายในประเทศ
การแสดงความคิดเห็นในด้านบวกของเฟดช่วยให้ตลาดคลายความวิตกกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก (swine flu) และในการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0-0.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.ปีพ.ศ.2497 โดยมีเป้าหมายที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาะถดถอยนับตั้งแต่เดือนก.ย.ปีพ.ศ.2550
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ หลังจากเฟดคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวประมาณ 0.5-1.3% ในปีนี้ มากกว่าที่ได้มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะหดตัวเพียง 0.2-1.1% โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวตลอดทั้งปี 2552 ซึ่งเป็นสถิติที่หดตัวทั้งปีเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีและคาดว่าอัตราว่างงานในสหรัฐจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 8.5-8.8% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 7.1-7.6%
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกหดตัวลง 6.1% ต่อปี แต่รายงานระบุว่าการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น และสต็อกสินค้าคงคลังลดลง
ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกจำเป็นต้องเก็บสต็อกสินค้าเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ หุ้นแบงค์ ออฟ อเมริกาปิดบวก 6.5% หุ้นซิตี้กรุ๊ปิดบวก 8%
หุ้นโบอิ้งพุ่งขึ้น 4.4% ยูไนเต็ด เทคโนโลยีส์ปิดบวก 2%
ส่วนหุ้นวอล-มาร์ท ปิดพุ่งขึ้น 4.1% หลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาด
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์
เพิ่มขึ้น 1.05 ดอลลาร์สหรัฐ ไปปิดที่ 50.97 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 8,185.73 จุด ปรับขึ้น 168.78 จุด หรือ 2.11%
ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,711.94 จุด ปรับขึ้น 38.13 จุด หรือ 2.28%
และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 873.64 จุด ปรับขึ้น 18.48 จุด หรือ 2.16%
ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,189.59 จุด ปรับขึ้น 93.19 จุด หรือ 2.27%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 4,704.56 จุด ปรับขึ้น 97.14 จุด หรือ 2.11%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,116.94 จุด ปรับขึ้น 65.92 จุด หรือ 2.16%
ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ปิดที่ 50.78 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปรับขึ้น 79 เซนต์
ขณะที่ราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก
ปิดที่ 899.80 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ปรับขึ้น 7 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนตลาดลอนดอน ปิดที่ 897.90 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ปรับขึ้น 4.30 ดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา:สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 09:03 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
24 เมษายน 2552
ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก
ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: แรงซื้อหุ้นแบงค์ หนุนดาวโจนส์ปิดบวก 70.49 จุด
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (23 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังจากพีเอ็นซี ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส กรุ๊ป รายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาด ซึ่งช่วยให้ตลาดคลายความกังวลจากปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคการธนาคาร หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดถูกดดันอย่างหนักหลังจากมอร์แกน สแตนลีย์รายงานการขาดทุนติดต่อกัน 2 ไตรมาส
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 70.49 จุดหรือ 0.89% แตะที่ 7,957.06 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 8.37 จุด หรือ 0.99% แตะที่ 851.92 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 6.09 จุด หรือ 0.37% แตะที่ 1,652.21 จุด
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.57 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 8 ต่อ 5 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.49 พันล้านหุ้น
ชาร์ลส์ ออร์เทล นักวิเคราะห์จาก Newport Value Partners กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กฟื้นตัวขึ้นเนื่องจากนักลงทุนเริ่มคลายความกังวลจากปัญหาในภาคการเงิน หลังจากพีเอ็นซี ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส รายงานตัวเลขกำไรที่พุ่งขึ้นเกินคาด 22% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการเนชั่นแนล ซิตี้ คอร์ป และต้นทุนการกู้ยืมที่ปรับตัวลดลง
ผลประกอบการที่ดีเกินคาดของพีเอ็นซี ไฟแนนเชียล ถือเป็นปัจจัยบวกที่สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อธนาคาร เวลส์ ฟารโกเผยกำไรสุทธิไตรมาสแรกของปีนี้พุ่งขึ้น 50% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 3 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยโกลด์แมน แซคส์ ที่รายงานผลกำไรไตรมาส 1 ปี 2552 ที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์ หรือ 3.39 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ธนาคารรายใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐในแง่สินทรัพย์ รายงานว่าธนาคารมีกำไร 2.14 พันล้านดอลลาร์ หรือ 40 เซนต์ต่อหุ้น ลดลง 10% จากระดับ 2.37 พันล้านดอลลาร์ หรือ 68 เซนต์ต่อหุ้นในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่ากำไรต่อหุ้นจะอยู่ที่ 32 เซนต์
เมื่อวันพุธที่ผ่านมาตลาดหุ้นนิวยอร์กถูกดันอย่างหนักหลังจากมอร์แกน สแตนลีย์ รายงานการขาดทุน 578 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นสถิติที่ขาดทุนติดต่อกัน 2 ไตรมาส พร้อมกับประกาศลดจ่ายเงินปันผล เพราะถูกกระทบอย่างหนักจากภาวะตกต่ำในตลาดอสังหาริมทรัพย์
สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติรายงานยอดขายบ้านมือสองร่วงลง 3.0% ในเดือนมี.ค. สู่ระดับ 4.57 ล้านยูนิต ซึ่งลดลงน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ 4.70 ล้านยูนิตในเดือน
ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้นมากเกินคาด 27,000 ราย แตะระดับ 640,000 รายในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 18 เม.ย.จาก 613,000 รายในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยก่อนหน้านี้นักวิเคราะคาดว่าจำนวนผู้ขอ รับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะอยู่ที่ 635,000 ราย
ทั้งนี้ หุ้นพีเอ็นซี ไฟแนนเชียลปิดพุ่ง 7.5% หุ้นแอปเปิลปิดบวก 3.2% หลังจากแอปเปิล อิงค์ เผยกำไรสุทธิไตรมาสแรกพุ่งขึ้น 15% จากระดับปีที่แล้ว แตะ 1,205 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากยอดขายที่สดใสของไอโฟน ซึ่งเข้ามาช่วยชดเชยความต้องการพีซีที่อ่อนตัวลงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย
ส่วนหุ้นยูพีเอสร่วงลง 2.6% หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการลดลง 55%
ที่มา : IQ ข่าวหุ้น
โดย Mboy เวลา 08:04 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
23 เมษายน 2552
ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก
ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ข่าวมอร์แกน สแตนลีย์ขาดทุน ฉุดดาวโจนส์ปิดร่วง 82.99 จุด
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (22 เม.ย.) หลังจากมอร์แกน สแตนลีย์เปิดเผยตัวเลขขาดทุนเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันและลดการจ่ายเงินปันผล ซึ่งจุดปะทุให้เกิดความกังวลเรื่องปัญหาในภาคการเงินของสหรัฐอีกครั้ง
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 82.99 จุด หรือ 1.04% แตะที่ 7,886.57 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 6.53 จุด หรือ 0.77% แตะที่ 843.55 จุด อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ปิดบวก 2.27 จุด หรือ 0.14% แตะที่1,646.12 จุด
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.77 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 8 ต่อ 7 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.69 พันล้านหุ้น
แฟรงค์ อิงการ์รา นักวิเคราะห์จาก Hennessy Funds กล่าวว่า หุ้นกลุ่มการเงินถูกกระหน่ำขายหลังจากมอร์แกน สแตนลีย์ รายงานว่าบริษัทขาดทุน 578 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นสถิติที่ขาดทุนติดต่อกัน 2 ไตรมาส พร้อมกับประกาศลดจ่ายเงินปันผล เพราะถูกกระทบอย่างหนักจากภาวะตกต่ำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่แคปิตอล วัน ไฟแนนเชียล รายงานประกอบการที่ย่ำแย่เช่นกัน ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเรื่องงบดุลของภาคการธนาคาร
อิงการ์รากล่าวว่า ตัวเลขขาดทุนของมอร์แกน สแตนลีย์ บั่นทอนบรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กอย่างมาก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ตลาดได้รับแรงหนุนจากทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐที่แถลงต่อคณะกรรมาธิการด้านการธนาคารแห่งสภาคองเกรสว่า ธนาคารส่วนใหญ่มีทุนสำรองเพียงพอที่จะปกป้องการขาดทุนได้
ภาวะการซื้อขายซบเซาลงเมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกรายงาน Global Financial Stability Report (GFFSR) ซึ่งระบุว่าเศรษฐกิจโลกปี 2552 มีแนวโน้มหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี และคาดการณ์ว่าสถาบันการเงินทั่วโลกจะขาดทุนรวมกันราว 2.7 ล้านล้านดอลลาร์เนื่องจากวิกฤตการณ์ในตลาดการเงินซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาในตลาดซับไพรม์ของสหรัฐ ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลทั่วโลกใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลายครั้งก็ตาม
นักลงทุนจับตาดู IMF ที่เตรียมเปิดเผยรายงาน World Economic Outlook ในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า IMF จะปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้า
หุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ร่วงลง 9% หลังจากบริษัทเผยตัวเลขขาดทุน 578 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นสถิติที่ขาดทุนติดต่อกัน 2 ไตรมาส ขณะที่หุ้นเวลส์ ฟาร์โก ปิดร่วง 3.4% และหุ้นแบงค์ ออฟ อเมริกา ปิดลบ 5.7%
ส่วนหุ้นโบอิ้งปิดบวก 65 เซนต์ แตะที่ 37.30 ดอลลาร์ หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกร่วงลง 50% เนื่องจากการปรับลดการผลิตและเลื่อนการส่งมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ ส่งผลให้บริษัทปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการตลอดปี 2552
หุ้นยาฮูปิดบวก 10 เซนต์ แตะที่ 14.48 ดอลลาร์ หลังจากบริษัทประกาศเลย์ออฟพนักงานเกือบ 700 คน ภายหลังจากผลประกอบการไตรมาสแรกดิ่งลง 78% เหลือเพียง 118 ล้านดอลลาร์ ขณะที่หุ้นอีเบย์ดิ่งลง 3.4% ก่อนที่บริษัทจะเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกในสัปดาห์นี้
ที่มา : IQ ข่าวหุ้น 23/04/2009 06:29:00
โดย Mboy เวลา 06:50 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
22 เมษายน 2552
หุ้นสหรัฐกระเตื้องขึ้น
หุ้นสหรัฐกระเตื้องขึ้น น้ำมันดิบเพิ่ม 63 เซนต์
สหรัฐ 22 เม.ย. - ตลาดหุ้นสหรัฐปรับเพิ่มขึ้น หลังรัฐมนตรีคลังสหรัฐแสดงความเห็นที่ดีต่อภาคธนาคารและสถาบันการเงิน
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีพุ่งขึ้นจากแรงซื้อหนาแน่นในหุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน หลังจากนายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุระหว่างให้ปากคำต่อกรรมาธิการสภาคองเกรส ว่า ธนาคารหลายแห่งสามารถจ่ายคืนเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากรัฐบาลได้
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.67 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 2,409 ต่อ 634 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.45 พันล้านหุ้น
จอห์น นิโคล นักวิเคราะห์จาก Federated Investors กล่าวว่า
นักลงทุนแห่เข้าซื้อหุ้นอย่างคึกคัก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารที่ได้รับแรงซื้อหนาแน่นที่สุด
หลังจากทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐแถลงต่อคณะกรรมาธิการด้านการธนาคารแห่งสภาคองเกรสเมื่อคืนนี้ว่า
ธนาคารส่วนใหญ่มีทุนสำรองเพียงพอที่จะปกป้องการขาดทุนได้ และธนาคารบางแห่งมีศักยภาพสูงพอที่จะจ่ายเงินต้นคืนให้กับรัฐบาล
"การแสดงความคิดเห็นของไกธ์เนอร์ช่วยผ่อนคลายกระแสความวิตกกังวลในตลาด หลังจากดาวโจนส์ดิ่งลงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์เมื่อแบงค์ ออฟ อเมริกา เปิดเผยว่าจำนวนลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารต้องตั้งบัญชีสำรองหนี้สูญมูลค่า 1.34 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังช่วยให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้นไม่ว่าผลการตรวจสอบความสามารถในการรักษาฐานะทางการเงิน (stress test) ของ 19 ธนาคารพาณิชย์ในเดือนหน้าจะออกมาเป็นเช่นไรก็ตาม" นิโคลกล่าว
กระทรวงการคลังสหรัฐกำลังดำเนินการตรวจสอบ stress tes ของ 19 ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ภายในประเทศ เพื่อประเมินว่าสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีเงินทุนเพียงพอที่จะรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่
โดยสถาบันการเงินเหล่านี้รวมถึง ซิตี้กรุ๊ป, อเมริกัน เอ็กซ์เพรส, แบงค์ ออฟ อเมริกา, โกลด์แมน แซคส์,
เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค, มอร์แกน สแตนลีย์ และธนาคารเวลล์ส ฟาร์โก ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเปิดเผยผลการตรวจสอบ stress test ในวันที่ 4 พ.ค.นี้
นอกจากนี้ นักลงทุนยังขานรับนายโดนัลด์ โคห์น รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดการณ์ว่า
เศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มมีเสถียรภาพในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และจากนั้นจะเริ่มดีดตัวขึ้นหลังจากตลาดการเงิน
ซึ่งตกอยู่ในภาวะเปราะบางมาโดยตลอดนั้น แข็งแรงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับที่เบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ระยะแรกของการฟื้นตัว หลังจากเฟดอัดฉีดเม็ดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์เข้าสู่ตลาดการเงิน
หุ้นกลุ่มธนาคารทะยานขึ้นแข็งแกร่ง โดยหุ้นเจพีมอร์แกนพุ่งขึ้น 9.6% หุ้นซิตี้กรุ๊ปพุ่งขึ้น 10.2% หุ้นโกลด์แมน แซคส์ปิดบวก 4.7% และหุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ ปิดบวก 4.8%
การพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคารช่วยชดเชยการร่วงลงของหุ้นโคคา-โคลา โดยหุ้นดังกล่าวดิ่งลง 2.8%
หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกลดลง 10% เนื่องจากการปรับโครงสร้างองค์กรและมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีที่ลดลง
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์
เพิ่มขึ้น 63 เซนต์ ไปปิดที่ระดับ 46.51 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์บวกเพิ่ม 127.83 จุด ปิดที่ระดับ 7,969.56 จุด
แนสแดคปิดที่ระดับ 1,643.85 จุด เพิ่มขึ้น 35.64 จุด
และเอสแอนด์พี ปิดที่ระดับ 850.08 จุด เพิ่มขึ้น 17.69 จุด
ที่มา :สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 09:04 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
17 เมษายน 2552
ดาวโจนส์ปิดเหนือ 8,100 จุด
ดาวโจนส์ปิดบวกเหนือ 8,100 จุด "ครั้งแรกนับแต่ ก.พ."
สหรัฐ 17 เม.ย. - ตลาดหุ้นสหรัฐปิดในแดนบวกเหนือ 8,100 จุดได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือน ก.พ.
หลังนักลงทุนเชื่อว่า เศรษฐกิจในประเทศส่งสัญญาณฟื้นตัวแล้ว
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีบวกเพิ่มขึ้น โดยมีแรงซื้อเข้าในหุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน
หลังจาก เจพี มอร์แกน เชส ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้ออกมาดีกว่าที่คาดไว้
หลังจากสัปดาห์ก่อน เวลส์ ฟาร์โก และ โกลด์แมน แซคส์ เป็นสถาบันการเงินอีก 2 แห่ง
ที่ประกาศผลประกอบเป็นที่น่าพอใจ ขณะที่หุ้นของ โนเกีย มีผู้ซื้อหนาแน่น
หลังข้อมูลชี้ว่า สามารถขายโทรศัพท์มือถือได้มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ช่วยให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.61 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 4 ต่อ 1
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.37 พันล้านหุ้น
ฟิล โอแลนโด นักวิเคราะห์จาก Federated Investors ในกรุงนิวยอร์กกล่าวว่า
รายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาดของเจพีมอร์แกน กูเกิล และโนเกีย
ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าภาคธุรกิจในสหรัฐเริ่มมีเสถียรภาพแล้ว
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลว่าผลประกอบการของซิตี้กรุ๊ปและเจนเนอรัล อิเล็กทริก
จะออกมาย่ำแย่ เพราะทั้งสองบริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตการณ์การเงินโลก
เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ธนาคารรายใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐในแง่สินทรัพย์
รายงานว่าบริษัทมีกำไร 2.14 พันล้านดอลลาร์ หรือ 40 เซนต์ต่อหุ้น
ลดลง 10% จากระดับ 2.37 พันล้านดอลลาร์ หรือ 68 เซนต์ต่อหุ้นในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
แต่ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่บลูมเบิร์กสำรวจความคิดเห็นว่า
กำไรต่อหุ้นน่าจะอยู่ที่ 32 เซนต์
เจมี ไดมอน ซีอีโอเจพีมอร์แกนซึ่งนำเจพีมอร์แกนเข้าขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ
เป็นจำนวนเงิน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยให้ธนาคารสามารถฝ่าฟันวิกฤตการเงินในช่วงไตรมาสสี่ปีที่แล้ว
ด้วยการลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี ตัวเลขขาดทุน และการจัดหาสินเชื่อ รวมมูลค่า 3.33 หมื่นล้านดอลลาร์
ซึ่งถือว่าดีกว่าคู่แข่งหลายราย อาทิ ซิตี้กรุ๊ปที่มีตัวเลขดังกล่าวสูงถึง 8.83 หมื่นล้านดอลลาร์
และดีกว่าตัวเลข 5.59 หมื่นล้านดอลลาร์ของเมอร์ริล ลินช์ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ
แบงก์ ออฟ อเมริกา ธนาคารรายใหญ่สุดของสหรัฐ
ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังคงขานรับโกลด์แมน แซคส์ รายงานผลกำไรไตรมาส 1 ปี 2552 ที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์
หรือ 3.39 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
เนื่องจากกำไรจากการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ได้ช่วยชดเชยการขาดทุนจากการปล่อยกู้ในภาคอสังหาริมทรัพย์
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟียเปิดเผยว่า ภาคการผลิตในเขตมิด-แอตแลนติกหดตัวลงในเดือนเม.ย.
แต่เป็นสถิติที่หดตัวในอัตราที่ช้าลง โดยดัชนีกิจกรรมภาคการผลิตอยู่ที่ -24.4 จุดในเดือนเม.ย.
กระเตื้องขึ้นจาก -35.0 จุด ในเดือนมี.ค. และดีกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าดัชนีจะอยู่ที่ -32.0 จุด
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังคงถูกปกคลุมด้วยความวิตกกังวลเรื่องภาวะซบเซาในตลาดอสังหาริมทรัพย์
หลังจาก RealtyTrac Inc. ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยชื่อดังในด้านอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐเปิดเผยว่า
จำนวนบ้านที่ถูกยึดเนื่องจากถูกบังคับจำนอง (foreclosure) ในสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ที่ 803,489 หลังในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ พุ่งขึ้น 24%
เนื่องจากภาคเอกชนลดการจ้างงานในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญภาวะถดถอยและโครงการก่อสร้างบ้านหลายแห่ง
ถูกเลื่อนออกไปเพราะถูกกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ
หุ้นเจพีมอร์แกนพุ่งขึ้น 2.1% หลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาด
ขณะที่หุ้นซิตี้กรุ๊ปปิดบวก 1.01% ก่อนการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสในวันศุกร์นี้
ส่วนหุ้นกูเกิลพุ่งขึ้น 5% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งเกินคาด
ขณะที่หุ้นฮิวเลตต์-แพคการ์ด หุ้นไอบีเอ็ม และหุ้นแอปเปิลดีดตัวขึ้นด้วย
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์
บวกเพิ่ม 73 เซนต์ ไปปิดที่ระดับ 49.98 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ พุ่งขึ้น 95.81 จุด ไปปิดที่ระดับ 8,125.43 จุด
เป็นการปิดเหนือ 8,100 จุด ครั้งแรก นับตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.
แนสแดค ปิดที่ระดับ 1,670.44 จุด เพิ่มขึ้น 43.64 จุด
และ เอสแอนด์พี ปิดที่ระดับ 865.30 จุด บวกเพิ่ม 13.24 จุด
ที่มา:สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 09:51 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
