ญี่ปุ่นุทุ่ม 1 แสนล้านดอลลาร์กระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ญี่ปุ่นได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งล่าสุดเป็นมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ภายหลังนายกรัฐมนตรีทาโร่ อาโซะ ได้แนะนำให้นายคาโอรุ โยซาโนะ กระตุ้นการใช้จ่ายสาธารณะอีก 2 % ของจีดีพี และนับเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นรอบที่ 3 นับตั้งแต่เดือนต.ค.ซึ่งย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และในรอบ 35 ปี หลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสล่าสุดของปี 2008
ทั้งนี้ สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้คาดว่าจะประกอบด้วยการช่วยเหลือพนักงานตก งาน,บริษัทที่ขาดเงินหมุนเวียน และกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสุริยะ
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
07 เมษายน 2552
ญี่ปุ่นุทุ่ม 1 แสนล้านดอลลาร์
โดย Mboy เวลา 10:23 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นทั่วโลก, แผนกู้วิกฤตการเงิน
02 เมษายน 2552
ควีนเอลิซาเบธที่ 2 G20
ควีนเอลิซาเบธที่ 2 พระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำผู้นำจี 20
ลอนดอน 2 เม.ย. - บรรดาผู้นำกลุ่มประเทศจี 20 พร้อมคู่สมรส เดินทางไปร่วมงานพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซา เบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ทรงเป็นเจ้าภาพ ที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม
ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ และนางมิเชล โอบามา ภริยา เป็นผู้นำกลุ่มประเทศจี 20 คนแรกที่เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ และเจ้าชายฟิลลิป พระสวามี ที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม ก่อนร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยง ถือเป็นครั้งแรกของผู้นำสหรัฐที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิ ซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษด้วย
นอกจากนี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ และพระสวามี ยังทรงให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของไทย ประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน ของอินโดนีเซีย ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ผู้นำฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี นายกรัฐมนตรีเควิน รัดด์ ผู้นำออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ของอิตาลี และนายกรัฐมนตรีทาโร อาโซะ ผู้นำญี่ปุ่น
ที่มา:นักข่าวไทย
โดย Mboy เวลา 08:52 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน, G20
01 เมษายน 2552
โอบามาเยือนยุโรป
โอบามาเยือนยุโรปครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง ปธน.
สหรัฐ 1 เม.ย. - ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐ ออกเดินทางเยือนหลายประเทศในยุโรปครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐเมื่อ 2 เดือนก่อน
ประธานาธิบดีโอบามาจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำจี 20 ที่กรุงลอนดอน อังกฤษ ในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบ ไปทั่วโลก โดยในการประชุมจี 20 ประธานาธิบดีโอบามายังจะได้พบหารือกับประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ผู้นำรัสเซีย เป็นครั้งแรกด้วย จากนั้นประธานาธิบดีโอบามาจะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดชาติสมาชิกนาโต ช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งผู้นำสหรัฐเตรียมจะนำเสนอแนวนโยบายใหม่ของการดำเนินยุทธศาสตร์ต่อ อัฟกานิสถาน
นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐและนางมิเชล ภริยา ยังจะเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐเช็ก และตุรกี ซึ่งจะเป็นการเดินทางเยือนชาติมุสลิมเป็นประเทศแรกด้วย.
ที่มา:สำนักข่าวไทย
โดย Mboy เวลา 09:04 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
30 มีนาคม 2552
คว่ำแผนช่วยเหลือจีเอ็ม-ไครส์เลอร์
คณะทำงาน"โอบามา"มีมติคว่ำแผนช่วยเหลือจีเอ็ม-ไครส์เลอร์
IQ ข่าวเศรษฐกิจ 30/03/2009 13:35:05
คณะทำงานเฉพาะกิจด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐมีมติคัดค้านแผนการปรับโครงสร้างของบริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) และบริษัทไครสเลอร์ โดยให้เหตุผลว่าค่ายรถยนต์ทั้งสองไม่ได้นำเสนอแผนปรับโครงสร้างที่น่าเชื่อถือถึงขนาดทำให้กิจการดำรงอยู่ต่อไปได้ และคาดว่าค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอาจดำเนินกิจการต่อไปได้เพียง 2 เดือนเท่นั้น
คณะทำงานระบุว่า ไครส์เลอร์ไม่สามารถดำเนินธุรกิจตามแผนการปัจจุบันได้ แม้รัฐบาลให้เวลา 30 วันในการควบรวมกิจการกับบริษัท เฟียต เอสพีเอของอิตาลี และเสนอว่าจะให้เงินช่วยเหลือ 6 พันล้านดอลลาร์หากบริษัทสามารถทำข้อตกลงกับเฟียตได้ก่อนเวลาที่กำหนด แต่หากไครสเลอร์ไม่สามารถควบรวมกิจการกับเฟียตได้ รัฐบาลก็จะตัดความช่วยเหลือทันที
ส่วนกรณีของจีเอ็มนั้น คณะทำงานให้เวลา 60 วันในการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อแลกกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน พร้อมกับวางเงื่อนว่าซีอีโอของจีเอ็มควรจะลาออกจากตำแหน่ง
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา และคณะที่ปรึกษาระดับสูงระบุว่า บริษัทรถยนต์ในสหรัฐไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะผ่านการพิจารณาและประชาชนผู้เสียภาษีจะไม่ยอมจ่ายเงินภาษีอีกหลายพันล้านดอลลาร์เพื่ออุ้มบริษัทรถยนต์ไปตลอดกาล โดยเมื่อคืนนี้ตามเวลาประเทศไทย โอบามากล่าวให้สัมภาษณ์ทางรายการ "Face the Nation" ของสถานีโทรทัศน์ CBS ว่า "จีเอ็มและไครส์เลอร์ และบริษัทรถยนต์ทุกแห่งในสหรัฐต้องกล้าหาญที่จะใช้มาตรการเชิงรุก รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อให้บริษัทสามารถอยู่รอดได้ และบริษัทรถยนต์จะต้องเคลื่อนไหวมากกว่านี้จึงจะมีคุณสมบัติเพียงพอต่อการรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ปัจจุบัน พวกเขายังพยายามไม่มากพอ"
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาจะแถลงการณ์เรื่องการตัดสินใจดังกล่าวอย่างเป็นทางการในเวลา 22.00 น.คืนนี้ตามเวลาประเทศไทย
ด้านจีเอ็มประกาศในวันนี้ว่า ริค วาโกเนอร์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ได้ลาออกจากตำแหน่งตามคำขอของคณะทำงานประธานาธิบดีบารัค โอบามา โดยเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ต้องทำก่อนการปรับโครงสร้างภายในบริษัท พร้อมกันนี้ จีเอ็มได้แต่งตั้ง ฟริทซ์ เฮนเดอร์สัน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดำเนินงานคนปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ โดยจะมีผลในทันที สำนักข่าวเอพีรายงาน
โดย Mboy เวลา 13:40 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
แผนกระตุ้นศก.ต้องใช้เวลา
รองประธานาธิบดีสหรัฐแจงแผนกระตุ้นศก.ต้องใช้เวลา
วอนปชช.อดกลั้นมากขึ้น
นายโจเซฟ ไบเดน รองประธานาธิบดีของสหรัฐเรียกร้องให้ประชาชนใช้ความอดทนอดกลั้นท่ามกลางภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำ พร้อมทั้งชี้แจงว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ที่นายบา รัค โอบามา ได้ลงนามใช้เป็นกฏหมายไปเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมานั้นจำเป็นต้องใช้เวลา ก่อนที่จะเห็นผล
ไบเดนยอมรับว่า "ภารกิจในการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้นนับเป็นงานที่ยากมาก แต่ผมคิดว่าเราไม่ควรประเมินความสามารถในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจต่ำเกินไป ขณะเดียวกันตลาดจำเป็นต้องอาศัยเวลาในการเยียวยาตัวเองก่อนที่สถานการณ์ ต่างๆจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ"
ทั้งนี้ คำกล่าวของนายไบเดนมีขึ้นหลังจากที่ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ ของอังกฤษเพื่อพูดคุยถึงวาระการประชุมสุดยอดประเทศ G20 ที่จะมีขึ้นในกรุงลอนดอนวันที่ 2 เมษายนนี้ นอกจากนี้ เขายังได้เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีโฮเซ่ ลูอิส โรดริเกซ ซาปาเตโร ของสเปนเรื่องการถอนกองกำลังรักษาสันติภาพของสเปนออกจากโคโซโว สำนักข่าวซินหัวรายงาน
--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย อรษา สงค์พูล
โดย Mboy เวลา 10:12 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
25 มีนาคม 2552
นักวิชาการสหรัฐเสียงแตกแผนขจัดหนี้เน่า
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์พอล ครุกแมน เจ้าของโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คนล่าสุดปี 2551
กู รูเศรษฐศาสตร์ การเงินสหรัฐ เสียงแตกแผนแก้หนี้เสีย โดยครุกแมนฟันธง "ไกธ์เนอร์" ต้องผิดหวังทำงานล้มเหลว สวนทางสเปนซ์เชื่อมั่นขุนคลัง
สำนักข่าวบลูมเบิร์กและรอย เตอร์ได้รวบรวมความเห็นของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของสหรัฐ ที่มีต่อแผนขจัดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ หรือหนี้เสีย ออกจากงบบัญชีสถาบันการเงินสหรัฐ จากการนำเสนอของนายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐวานนี้ (24 มี.ค.) โดยมีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยเชิงบวกและฝ่ายคัดค้านเป็นมุมมองแง่ลบ
โดยนายพอล ครุกแมน เจ้าของโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คนล่าสุดปี 2551 มั่นใจและแน่ใจอย่างมากว่า นายไกธ์เนอร์จะเผชิญความล้มเหลว และประสบความผิดหวังอย่างมาก
"ปัญหาแท้จริงที่มาจากแผนขจัดหนี้เสียของนายไกธ์เนอร์ อยู่ที่แผนดังกล่าวจะใช้ไม่ได้ผล และมีแนวโน้มว่าไกธ์เนอร์กำลังกลับไปหา วิธีการที่เรียกว่า "ทำเงินสดให้กลายเป็นเศษขยะ" อย่างที่นายเฮนรี พอลสัน อดีต รมว.คลังคนก่อนได้ทำไว้ ส่วนนี้เป็นมากกว่าความผิดหวัง และทำให้ผมเกิดความรู้สึกสิ้นหวัง " นายครุกแมนวัย 56 ปี แสดงความเห็นใน นสพ.นิวยอร์ก ไทมส์เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้นายครุกแมนแนะนำว่า แทนที่จะให้ทุนอุดหนุนการซื้อสินทรัพย์ขาดสภาพคล่อง รัฐบาลควรรับประกันหนี้ของสถาบันการเงินต่างๆ และควรเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทล้มละลาย พร้อมกับสะสางงบบัญชีบริษัท ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายคลึงกับสิ่งที่รัฐบาลสวีเดนได้ดำเนินการไปแล้วช่วง ทศวรรษหลังปี 2533
ทั้งนี้ความเห็นของนายครุกแมนตรงข้ามกับนายเอ. ไมเคิล สเปนเซอร์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ร่วมประจำปี 2544 เชื่อว่าเป็นโอกาสดีที่นายไกธ์เนอร์จะทำแผนสะสางสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่กลาย เป็นหนี้เสียภาคธนาคารสหรัฐให้ประสบผลสำเร็จได้
"แผนขจัดหนี้เสียนั้น ที่สำคัญขึ้นอยู่กับภาคเอกชน ในฐานะผู้มีส่วนร่วมและเป็นผู้กำหนดราคา การแทรกแซงของรัฐบาลบางครั้งสามารถทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการแทรกแซงอาจได้ผล แผนของกระทรวงคลังมีความซับซ้อนน้อย ซึ่งทำให้ผลในทางปฏิบัติสำเร็จได้ ผมคาดว่ากระทรวงคลังได้ทำการบ้านแล้ว และมีเอกชนรอเซ็นสัญญาอัดฉีดเงินเป็นหุ้นส่วนกับไกธ์เนอร์แล้ว" นายสเปนซ์วัย 65 ปีกล่าว
ขณะที่นายอัลลัน เมลท์เซอร์ วัย 81 ปี เจ้าของงานเขียนประวัติศาสตร์ธนาคารกลางสหรัฐ เห็นว่าแผนของนายไกธ์เนอร์จะช่วยได้อย่างแน่นอน แต่คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า ภาคเอกชนสามารถยอมรับภัยคุกคามและการตรวจสอบจากสภาคองเกรสได้หรือไม่ ซึ่งทำให้ผลที่ตามมาในอนาคตนั้นน่าสะพรึงกลัว
ด้านนายไบรอน เวียน นักวิเคราะห์กองทุนบริหารความเสี่ยง พีโคท แคปิตอล แมเนจเมนท์ กล่าวในการประชุมสุดยอดหลักทรัพย์เอกชนและกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่รอยเตอร์จัด ขึ้นว่า แผนของกระทรวงการคลังสหรัฐในการขจัดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกจากงบบัญชีสถาบัน การเงินนั้น เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล และแม้แผนนี้จะไม่ขจัดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกจากงบบัญชีได้ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างมาก
"บริษัทจัดการสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพล ซึ่งตกลงที่จะเข้าร่วมโครงการซึ่งรวมถึงแบล็คร็อค อิงค์ และแปซิฟิก อินเวสท์เมนต์ แมเนจเมนท์ คอมปะนี หรือพิมโค เป็นหุ้นส่วนเอกชนที่เหมาะสมสำหรับรัฐบาล ขณะที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ก็มีแนวโน้มที่จะมีบทบาทน้อยกว่าในแผนดังกล่าว" นายเวียนให้ความเห็น
อย่างไรก็ดีความเห็นแตกต่างของนักวิชาการกับนักเศรษฐศาสตร์ข้างต้น ยังทำให้ดัชนีดาวโจนส์เปิดตลาดวันแรกสัปดาห์นี้ปรับขึ้นแรง 497.48 จุด หรือ 6.8% ปิดที่ระดับ 7,775.86 จุด ทำสถิติสูงสุดนับจากวันที่ 13 ก.พ.ปีนี้ ส่วนดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ปรับขึ้น 54.38 จุด หรือ 7.1% ปิดที่ 822.92 จุด และดัชนีแนสแดกปรับขึ้นเช่นกัน 98.50 จุด หรือ 6.8% ปิดที่ 1,555.77 จุด
ด้านสำนักข่าวซินหัวอ้างความเห็นของนายมาร์ติน เฟลด์สไตน์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของสหรัฐจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ และเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐจัดตั้งขึ้นในเดือนก.พ.ปีนี้ ให้ความเห็นว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งชี้ว่าสหรัฐจะฟื้นตัวในระยะเวลา 2 ปี และเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวเมื่อใด และเชื่อว่ามาตรการของรัฐบาลยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ และกล่าวว่า เศรษฐกิจยุโรปน่าจะย่ำแย่กว่าสหรัฐ
ขณะเดียวกันธนาคารกลาง (เฟด) และกระทรวงคลังสหรัฐ มีแถลงการณ์ร่วมให้เฟดควรเพิ่มบทบาทการเป็นศูนย์กลางเพื่อประสานความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการป้องกันวิกฤติการเงินในอนาคต โดยแถลงการณ์ร่วมครั้งนี้มีขึ้นขณะที่คณะทำงานของนายโอบามาและสภาคองเกรส กำลังหามาตรการปรับโครงสร้างตลาดเงินในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการล่มสลายทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐในการยุติวิกฤติเลวร้าย และหวังจะนำพาประเทศให้รอดพ้นจากภาวะถดถอย
นอกจากนี้ กระทรวงคลังและเฟดได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสกำหนดนโยบายให้เฟด มีอำนาจในการบริหารสถาบันการเงินรายใหญ่ที่ล้มละลาย เพื่อดูแลเศรษฐกิจของประเทศให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ที่มา:กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โดย Mboy เวลา 06:31 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
24 มีนาคม 2552
Operation Twist 2
เจาะลึก "Operation Twist 2" เฟด "นอกกรอบ" อัดฉีด 1.2 ล้านล้าน อุ้มศก.
ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (federal reserve : FED) ปิดฉากลงเมื่อ 18 มีนาคม 2552 ด้วยการประกาศแผนปฏิบัติการใหม่ ภายใต้รหัส Operation Twist ซึ่งหมายถึงการปรับรูปแบบการดำเนินการในตลาดเงินของธนาคารกลางใหม่ทิศทางที่ ตรงกันข้าม โดยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 3 แสนล้านดอลลาร์
พร้อมกันนี้ยังประกาศซื้อตราสารหนี้ที่มีสัญญาจำนอง โดยเฉพาะเงินกู้ซื้อบ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่มอีก 8.50 แสนล้านดอลลาร์
การดำเนินการของธนาคารกลางสหรัฐครั้งนี้ ถือมีผลเท่ากับเป็นการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเชิงปริมาณ (quantitative easing) ในลักษณะเดียวกับที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเคยนำมาปรับใช้ในทศวรรษ 1990 เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาเป็นเวลานานต่อเนื่องถึง 10 ปี และมีลักษณะเดียวกับที่ธนาคารกลางอังกฤษนำมาใช้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ผ่านการซื้อพันธบัตรรัฐบาล 1.50 แสนล้านปอนด์ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของอังกฤษลดลงอย่างฮวบฮาบ
แม้แต่ญี่ปุ่นเองก็ประกาศว่าจะเพิ่มปริมาณการซื้อพันธบัตรรัฐบาลในแต่ละเดือน เพิ่มจาก 1.4 ล้านล้านเยน เป็น 1.8 ล้านล้านเยน
การเคลื่อนไหวของเฟดส่งผลทันทีต่อตลาดพันธบัตร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงมาตรฐานในตลาดเงินปรับตัวลงมากที่สุดในวันเดียว ทำสถิตินับจากเกิดวิกฤตตลาดหุ้นตกต่ำในปี 2530 โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 2.50%
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย 30 ปี ดิ่งลงมาอยู่ใกล้ระดับต่ำสุด 5%
นักเศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุกของนายเบน เบอร์นันเก้ และคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเขา แม้ทางหนึ่งจะเป็นมาตรการที่จำเป็นในช่วงที่แนวโน้มทางเศรษฐกิจเลวร้ายลง แต่ขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงของภาวะเงินเฟ้อในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้น ตัวแล้ว หากธนาคารกลางสหรัฐไม่ดำเนินการอย่างระมัดระวัง
สหรัฐเคยนำแนวทาง Operation Twist มาใช้แล้วครั้งหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1960 ระหว่างปี 2504-2508 ซึ่งในช่วงเวลานั้น ธนาคารกลางสหรัฐได้เข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและขายตั๋วเงินคลังระยะ สั้น โดยเป้าหมายของการดำเนินการใน ครั้งนั้น เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินผ่านการจัดการปริมาณเงินในระบบ
แต่การแทรกแซงตลาดเงินของเฟด ครั้งนี้ไม่ได้เน้นไปที่การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน แต่ต้องการทำให้ปัจจัยแวดล้อมในระบบการเงินที่ตึงตัวอยู่ ผ่อนคลายลง
อีธาน แฮร์ริส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งของบาร์เคลย์ส แคปิตอล ในนิวยอร์ก ประเมินการตัดสินใจดำเนินนโยบายดังกล่าวว่ามีผลเท่ากับการดึงอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ชั่วข้ามคืน (federal fund rate) ลดลงมาถึง 0.75%
แฮร์ริสยังระบุด้วยว่า การประสานการผ่อนนโยบายทั้งทางการเงิน การคลัง และสินเชื่อไปพร้อมๆ กันจะช่วยชะลอภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 และนำไปสู่การฟื้นตัวเล็กน้อยในสิ้นปี 2552
ในทางทฤษฎี การดำเนินการของเฟดจะช่วยลดต้นทุนในการกู้ยืมให้กับผู้บริโภค ภาคธุรกิจเอกชน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าชั้นดี (prime rate) จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับอัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้ชั่วข้ามคืน และขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีจะมีอิทธิพลต่อทิศทางของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อ รถ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา และอัตราดอกบัตรเครดิต รวมถึงหนี้ประเภทอื่นๆ ด้วย
ทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าชั้นดีน่าจะลดลงจาก 4% มาอยู่ที่ ระดับราว 3.0%-3.25%
อย่างไรก็ตาม บิล กรอสส์ ประธาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของบริษัท แปซิฟิก อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ หรือ PIMCO ได้แสดงความประหลาดใจต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ โดยระบุว่า ไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัดของการตัดสินใจ ดังกล่าว โดยเฉพาะการปรับนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมาได้มีการประสานกับกระทรวงการคลังหรือไม่ รวมถึงจุดข้อกังขาได้ว่า โครงการต่างๆ ที่เฟดนำออกมาใช้ก่อนหน้านี้ไม่สามารถที่จะปรับสภาพตลาดสินเชื่อให้ดีขึ้น ได้เร็ว ดังที่คาดหวัง ใช่หรือไม่
ในอีกด้านหนึ่ง ผลกระทบจากการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐได้กระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ ให้อ่อนลงทันทีและมีผลต่อเนื่องให้อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศ คู่ค้าต่างๆ แข็งค่าขึ้นสวนทาง โดยเฉพาะ เงินหลายสกุลในเอเชีย ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
อาทิ เงินเยนของญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้นอีกในตลาดค้าเงินเอเชียเป็น 96.03 เยนต่อดอลลาร์ จากระดับปิดตลาด 96.22 เยนต่อดอลลาร์ในนิวยอร์ก หรือแข็งค่าขึ้น 2.5% นับจาก 1 ธันวาคมปีที่แล้ว เช่นเดียวกับรูเปียห์ของอินโดนีเซีย และเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้นรับข่าว 0.5% และ 0.4% ตามลำดับ ขณะที่หยวนของจีนแข็งค่าขึ้นมาที่ 6.8313 หยวนต่อดอลลาร์ จาก 6.8347 หยวนต่อดอลลาร์
การแข็งค่าขึ้นอย่างฉับพลันของเงินสกุลท้องถิ่นส่งผลให้หุ้นบริษัทส่งออกใน เอเชีย โดยเฉพาะของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ปรับตัวลงเนื่องจากนักลงทุนวิตกผลกระทบ โดยเฉพาะต่อความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคา อาทิ หุ้นโซนี่ที่ราคาหุ้นลดลง 0.9% โตโยต้าลดลง 1.3% เช่นเดียวกับ ฮุนได มอเตอร์ของเกาหลีใต้ที่ทรุดฮวบลง 4.4% และปอสโก -1.4%
โดย Mboy เวลา 09:32 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
16 มีนาคม 2552
โอบามา ยืนยันการลงทุน
โอบามา ยืนยันการลงทุนในสหรัฐปลอดภัยแน่นอนแม้วิกฤตศก.ถาโถมหนัก
ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐ ออกโรงเรียกร้องให้นักลงทุนจากจีนและประเทศอื่นมั่นใจว่าการลงทุนในสหรัฐมี ความมั่นคงปลอดภัยอย่างแน่นอน
"รัฐบาลและนักลงทุนจีนสามารถมั่นใจได้เลยว่าการลงทุนในสหรัฐจะมีความมั่นคง อย่างแน่นอน" โอบามากล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า ของจีน กล่าวว่า จีนรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจำนวนมหาศาล และต้องการให้สหรัฐยืนยันว่าการลงทุนในสหรัฐยังมีความปลอดภัยท่ามกลางสภาพ เศรษฐกิจที่ย่ำแย่เช่นนี้
"เราพิสูจน์ได้จากการที่มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาในสหรัฐอย่างต่อเนื่องทั้ง ที่สภาพเศรษฐกิจยังย่ำแย่" โอบามากล่าวยืนยัน "เห็นได้ชัดว่านอกจากระบบเศรษฐกิจของเราจะมีเสถียรภาพแล้ว ระบบการเมืองของเรายังมีเสถียรภาพด้วยเช่นกัน" สำนักข่าวเกียวโดรายงาน
ที่มา:สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 10:03 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
05 มีนาคม 2552
ผู้นำอังกฤษ
เสียงปรบมือกึกก้องรับผู้นำอังกฤษกล่าวปราศรัยต่อสภาคองเกรสสหรัฐ สหรัฐ 5 มี.ค. - ผู้นำอังกฤษ ได้รับเสียงปรบมือกึกก้องจากสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐ หลังเรียกร้องให้สานต่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง 2 ประเทศไปอีกนานเท่านาน
นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ ถือเป็นผู้นำอังกฤษ คนที่ 5 ที่ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐ ที่อาคารรัฐสภา เขาระบุว่า สหรัฐและอังกฤษควรร่วมมือกันอย่างแข็งขัน เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางเศรษฐกิจ และว่า ทั้งสองประเทศไม่ควรดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า
นายบราวน์ ยังยกย่องสหรัฐที่เป็นแกนนำทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน และว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายจะไม่สามารถทำลายความฝันและจิตวิญญาณของชาวอเมริกันได้ พร้อมกับยกย่องความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับสหรัฐ ว่าแนบแน่นมั่นคง ไม่สามารถทำลายได้ และไม่มีพลังอำนาจใดในโลกที่จะแยกสหรัฐและอังกฤษออกจากกันได้ เรียกเสียงปรบมือกึกก้องจากสมาชิกสภาคองเกรส
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีบราวน์ ยังเปิดเผยว่า วุฒิสมาชิกเท็ด เคนเนดี ยังจะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นอัศวินจากอังกฤษด้วย
ที่มา: สำนักข่าวไทย
โดย Mboy เวลา 09:35 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
04 มีนาคม 2552
พล่านสกัดวิกฤติลาม
คลัง-ธปท.พล่านสกัดวิกฤติลาม
[4 มี.ค. 52 - 05:21]
บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล กรุ๊ป อิงค์ (เอไอจี) และบริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด (เอไอเอ) ได้เปิดเผยภาพรวมแผนปรับโครงสร้างธุรกิจที่ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการ คลังและธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาโครงสร้างของเงินทุนปกป้องและเพิ่มมูลค่าของธุรกิจหลักพร้อม เตรียมปรับให้บริษัทในเครือเป็นองค์กรที่มีอิสระในการบริหารธุรกิจด้วยความ โปร่งใสในอนาคต โดยบางธุรกิจจะยังรักษาไว้เพื่อเสนอขายในอนาคต ส่วนบางธุรกิจ เช่น เอไอเอ และบริษัทอเมริกันไลฟ์อินชัวรันส์ จำกัด (อลิโก) กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาทางเลือกต่างๆ และอาจรวมถึงการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเสนอขายให้ประชาชน
ทั้งนี้ เอไอจีจะโอนหุ้นทุนของเอไอเอและอลิโกเข้าไปในนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) เพื่อแลกกับหุ้นบุริมสิทธิ์และหุ้นสามัญของนิติบุคคลเฉพาะกิจดังกล่าว ซึ่งแผนการปรับโครงสร้างนี้จะส่งผลให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯได้รับหุ้นบุริมสิทธิ์เพื่อเป็นการชำระคืนเงินสินเชื่อบาง ส่วนที่ได้อนุมัติให้แก่ เอไอจี โดยนายมาร์ค วิลสัน ประธานเอไอเอ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจดังกล่าวและการแยกเอไอเอ ออกเป็นนิติบุคคลเฉพาะกิจจากเอไอจีนับเป็นก้าวสำคัญยิ่งสำหรับเอไอเออันจะ ช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งของเอไอเอให้คงฐานะบริษัทประกันชีวิตอันดับหนึ่ง ในภูมิภาคเอเชียต่อไป
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯได้อัดฉีดเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมให้กับเอ ไอจีของสหรัฐฯอีกกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯหลังจากบริษัทต้องประสบกับการขาดทุนครั้งมโหฬารนั้นว่าถือเป็นสัญญาณ ที่ดีที่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าประเทศต่างๆ พยายามแก้ไขปัญหาอย่างถาวรและยั่งยืนโดยมีมาตรการที่เข้มข้นเพื่อจำกัดไม่ ให้ปัญหาขยายไปในวงกว้าง
นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายกำกับสถาบันการเงินกล่าวถึงการลุกลามของปัญหาความอ่อนแอของสถาบันการเงิน ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของซิตี้กรุ๊ป เอไอจีกรุ๊ป และเอชเอสบีซี กรุ๊ปซึ่งอยู่ระหว่างการรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯและรัฐบาลอังกฤษว่า เท่าที่มีการตรวจสอบแล้วไม่ กระทบกับสาขาของธนาคารต่างประเทศในไทยและเชื่อว่าจะไม่มีการปิดสาขาของซิ ตี้แบงก์และเอชเอสบีซีในไทยเพราะมีเพียงสาขาเดียวเท่านั้น ไม่เหมือนในสหรัฐฯหรือในหลายประเทศที่มีสาขากระจายอยู่จำนวนมาก
ส่วนที่เป็นห่วงกันว่าธนาคารเหล่านี้จะส่งเงินกลับธนาคารแม่จนเกิดปัญหานั้น ธปท.ตรวจสอบแล้วไม่เกิดขึ้น การโอนเงินกลับอาจจะมีบ้างแต่ไม่มาก และหากพิจารณาจำนวนเงินทุนยังอยู่ตามเกณฑ์มาตรฐานของ ธปท. รวมทั้งขณะนี้ทั้ง 3 แห่งยังทำธุรกรรมการเงิน ดังนั้นลูกค้าของธนาคารดังกล่าว ยังสามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ
นายสมพล เกียรติไพบูลย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงคนที่ทำประกันชีวิตไว้กับเอไอเอมีการตื่นตัวต่อข่าวที่เกิดขึ้นกับ เอไอจี กรุ๊ป ว่า ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะมีการตื่นตัวต่อข่าวที่เกิดขึ้น ในทางตรงข้ามหากคนที่ถือกรมธรรม์ นิ่งเฉยไม่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นจะถือว่าเป็นสิ่งที่อันตรายต่อระบบ อย่างไรก็ตามในส่วนของฐานะทางการเงินของเอไอเอประเทศไทยนั้นต้องยอมรับว่า แข็งแกร่ง มีกำไรสะสมกว่า 70,000 ล้านบาท มีเงินสำรองประกันภัย 286,674 ล้านบาท และมีเงินกองทุน 69,241 ล้านบาท คิดเป็น 1,107.67% ของเงินทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย ซึ่งเพียงพอต่อการจ่ายคืนให้กับผู้ถือกรมธรรม์ทุกราย
ด้านนายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ กล่าว ถึงกรณีที่เอไอจี กรุ๊ปต้องขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯอีกคำรบและอาจทำให้บริษัท ขายสินทรัพย์ที่อยู่นอกประเทศออกมาว่าเป็นสิ่งที่แสดงถึงความรุนแรงของปัญหา และการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาไม่เบ็ดเสร็จ แม้ทางการสหรัฐฯจะเข้าไปช่วยเหลือบริษัทอย่างรวดเร็วถึง 2 รอบแล้วก็ยังไม่สามารถประคองฐานะอยู่ได้
“ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศหลายคนได้ประเมินว่า วิกฤติสถาบันการเงินและเศรษฐกิจรอบนี้ยังไปไม่ถึงครึ่งทางและต้องใช้เวลาอีก นาน ดังนั้นตราบใดที่ปัญหาต่างๆเหล่านี้ยังไม่คลี่คลายเม็ดเงินในโลกที่จะเข้ามา ลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคนี้จะหายไปทำให้ราคาหุ้นทั่วเอเชียยังคงตกต่ำ นักลงทุนไทยต้องทำใจสถานการณ์ตลาดหุ้นจะยังตกต่ำย่ำแย่จนกว่าเศรษฐกิจโลกและ สหรัฐฯมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกนาน”.
โดย Mboy เวลา 09:33 1 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
ผู้นำอังกฤษ-สหรัฐ
ผู้นำอังกฤษ-สหรัฐเตรียมถกปัญหาเศรษฐกิจโลก
สหรัฐ 4 มี.ค. - นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐ เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจโลกและมาตรการรับมือวิกฤติการเงิน
นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ ของอังกฤษ จะเป็นผู้นำชาติยุโรปตะวันตกคนแรกที่ได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ ที่ทำเนียบขาว คาดว่าการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นวิกฤติการเงินโลก สถานการณ์ในอิรักและอัฟกานิสถาน รวมถึงประเด็นอื่น ๆ จะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
ก่อนหน้าเดินทางถึงสหรัฐ ผู้นำอังกฤษ ยอมรับว่า วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งหากสหรัฐและอังกฤษร่วมมือกันอย่างแข็งขัน จะสามารถแก้ไขวิกฤติการเงินโลกและความท้าทายอื่น ๆ ให้ลุล่วงไปได้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีบราวน์ ยังจะเป็นผู้นำอังกฤษ คนที่ 5 ที่จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐ ในวันพุธด้วย
ที่มา : สำนักข่าวไทย
โดย Mboy เวลา 09:15 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
27 กุมภาพันธ์ 2552
โอบามา เตรียมส่งร่างงบฯ
โอบามา เตรียมส่งร่างงบฯ ประจำปีให้สภาคองเกรส วันนี้
สหรัฐ 26 ก.พ.-ผู้นำสหรัฐเตรียมส่งร่างงบประมาณประจำปีจำนวน 3.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่สภาคองเกรสเพื่อพิจารณาในวันนี้
ร่างงบประมาณมูลค่า 3.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 124 ล้านล้านบาท นอกจากจะนำไปใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานแล้ว ยังเน้นไปที่การใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และลดการใช้จ่ายด้านกลาโหมและทางทหารลง
ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ระบุว่าร่างงบประมาณฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยคำนวณสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของประเทศแล้ว คาดว่าจะทำให้ประเทศต้องขาดดุลเพิ่มขึ้นจากจำนวน 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ คิดเป็น 12.3% ของจีดีพีของประเทศ มากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐย้ำว่า เขาจะพยายามลดตัวเลขงบประมาณขาดดุลด้วยการตัดลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของภาครัฐให้ได้มากที่สุด ขณะที่ประชาชนร้อยละ 95 ของประเทศ จะได้รับการลดภาษี แต่จะไปขึ้นภาษีกับคนร่ำรวยแทน.
ที่มา : สำนักข่าวไทย
โดย Mboy เวลา 10:00 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
25 กุมภาพันธ์ 2552
3 บริษัทยักษ์สหรัฐส่อล้มละลาย
นักวิเคราะห์ชี้สองยักษ์ยานยนต์สหรัฐ จีเอ็ม-ไครสเลอร์ ขาดสภาพคล่องหนักเสี่ยงสูงล้มละลาย ผสมข่าววงในห่วงเอไอจีไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาขาดทุนหนัก 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2 ล้านล้านบาท อาจยื่นล้มละลายหากดีลขอทุนเพิ่มจากรัฐบาลล่ม ส่งผลนักลงทุนยิ่งผิดหวังแผนกู้ภาคการเงินของโอบามา ฉุดดาวโจนส์ร่วงทำสถิติต่ำสุดในรอบ 12 ปี
ทั้งนี้แหล่งข่าวยังคาดการณ์ด้วยว่า เอไอจีจะขาดทุนราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.1 ล้านล้านบาทในไตรมาส 4 ซึ่งจะถือเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนของสหรัฐ ที่ขาดทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แซงหน้าบริษัทไทม์ วอเนอร์ ซึ่งเคยขาดทุนสูงถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2545 และมากกว่าการขาดทุนในไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมาของเอไอจีเอง ที่ระดับ 2.45 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยช่วงนั้นรัฐบาลสหรัฐได้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือเอไอจีอยู่ที่ประมาณ 1.5 แสนล้านดอลลาร์
แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยว่า การเจรจาระหว่างรัฐบาลกับเอไอจีรอบล่าสุดนั้น รวมถึงความเป็นไปได้ในการให้เงินทุนเพิ่มเติมกับเอไอจี และการแปลงหนี้เป็นทุน รวมทั้งหารือทางเลือกอื่นๆ ด้วย ส่วนสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีรายงานว่า เอไอจีจะประกาศตัวเลขขาดทุนวันจันทร์ (2 มี.ค.) โดยจะปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และสินทรัพย์อื่นๆ และเปิดเผยว่าคณะกรรมการของเอไอจีจะประชุมกันในวันอาทิตย์นี้ (1 มี.ค.) เพื่อทำข้อตกลงกับรัฐบาล
ทั้งนี้รอยเตอร์รายงานด้วยว่า ข่าววงในระบุเอไอจีอาจยื่นล้มละลาย และสองบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐเสี่ยงสูงที่จะล้มละลาย เป็นปัจจัยลบอย่างหนึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ฉุดดัชนีดาวโจนส์ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปีวานนี้ เพราะนักลงทุนไม่มั่นใจแผนกอบกู้เศรษฐกิจ สร้างเสถียรภาพให้กับภาคการเงินครั้งล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐ
โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดทรุดลง 250.89 จุด หรือ 3.41% นิ่งที่ระดับ 7,114.78 จุด ส่วนตลาดหุ้นเอเชียสำคัญกอดคอกันติดอยู่ในแดนลบตามดาวโจนส์ นำโดยดัชนีหุ้นที่ตลาดเซี่ยงไฮ้ทั้งกระดานเอและบี ลดลง 4.56% หรือลดลง 105.12 จุด ปิดที่ 2,200.65 จุด ดัชนีหั่งเส็งของฮ่องกงลดลง 2.9% หรือตกลง 376.58 จุด ปิดที่ระดับ 12,798.52 จุด ดัชนีนิกเคอิ ลดลง 1.46% หรือลดลง 107.60 จุด ปิดที่ 7,268.56 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นไทยดัชนีลดลง 3.68 จุด หรือ 0.84% ปิดที่ 431.32 จุด
ที่มา: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ
โดย Mboy เวลา 08:56 1 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
AIG เข้าเจรจากับรัฐบาล
AIG เข้าเจรจากับรัฐบาล หลังคาดขาดทุนหนัก
บริษัท American International Group กำลังอยู่ในช่วงการเจรจาขอความช่วยเหลือรอบใหม่จากรัฐบาลสหรัฐฯหลังคาดว่าตนจะต้องรับมือกับภาวะขาดทุนรายไตรมาสก้อนใหญ่ที่สุด ถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง AIG เคยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลมาแล้วถึง 2 ครั้งในปีที่ผ่านมา
ตัวเลขขาดทุนที่ประเมินไว้สำหรับไตรมาส 4/51 นี้ ยังถือว่าเป็นจำนวนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการธุรกิจของสหรัฐฯ และทำลายสถิติการขาดทุน 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของ Time Warner ในปี 2545 รวมทั้งตัวเลขการขาดทุนกว่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของ AIG เองในไตรมาส 3/51 ด้วย
แหล่งข่าววงในบอกว่า นอกเหนือจากเรื่องของเงินอัดฉีดก้อนใหม่แล้ว การพูดคุยเจรจารอบล่าสุดนี้ยังจะมีการถกกันเกี่ยวกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนพันธบัตรและหลักทรัพย์ด้วย
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า หากการเจรจาครั้งนี้ไม่สำเร็จ AIG ก็เตรียมใจประกาศล้มละลายไว้แล้ว ขณะที่ก็มีแหล่งข่าวอื่นที่ปฏิเสธความน่าจะเป็นนี้
โดย Mboy เวลา 08:48 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
18 กุมภาพันธ์ 2552
signs the American Recovery
โดย Mboy เวลา 11:07 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
Obama Signs
โดย Mboy เวลา 11:02 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
16 กุมภาพันธ์ 2552
โอบามาเร่งใช้งบแก้วิกฤติ
โดย Mboy เวลา 08:45 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
11 กุมภาพันธ์ 2552
US Senate approves
โดย Mboy เวลา 11:23 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
วุฒิสหรัฐผ่านร่างกม.กระตุ้นศก.
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 06:59
วุฒิผ่านร่างกม.กระตุ้นศก. ลงนาม16ก.พ.โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 06:59วุฒิสภาสหรัฐฯผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ขณะที่โอบามาผู้นำสหรัฐฯสั่งการให้ร่างกฎหมายพร้อมลงนามภายใน 16 กุมภาพันธ์ 2552 นี้
ในที่สุดวุฒิสภาสหรัฐฯก็ผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับของตนซึ่งมีมูลค่า 838,000 ล้านดอลลาร์แล้วเมื่อวันอังคาร วุฒิสภาซึ่งเดโมแครตครองเสียงข้างมากอยู่ ได้ลงมติ 61 ต่อ 37 เสียงรับรองร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกันสนับสนุนเพียงสามคน คือ ซูซาน คอลลิน กับโอลิมเปีย สโนว์จากรัฐเมน และอาร์เลน สเปคเตอร์จากรัฐเพนซิลเวเนีย ขั้นตอนต่อไปคือการเจรจาเพื่อปรองดองกับทางสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับของตนไปแล้วก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีบารัค โอบามาผู้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความจำเป็นมาก เพื่อช่วยสร้างงาน 4 ล้านตำแหน่งและทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ได้กล่าวว่า ต้องการให้มีร่างกฎหมายฉบับสมบูรณ์ส่งไปถึงโต๊ะทำงานของเขาภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ขณะที่โฆษกทำเนียบขาวแถลงว่า นายโอบาม่าจะกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมร่วมสองสภาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์เพื่อเปิดเผยแผนการต่างๆของเขาการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ของวุฒิสภา มีขึ้นในช่วงเดียวกับที่นายธิมอที่ ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เปิดเผยแผนช่วยไม่ให้ธนาคารล้มละลาย มูลค่ารวม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ประกอบด้วยการขยายวงเงินให้กู้ของธนาคารกลางสหรัฐฯจาก 2 แสนล้านดอลลาร์เป็น1 ล้านล้านดอลลาร์ กับจะสร้างกองทุนที่ลงทุนโดยภาครัฐและเอกชนมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับหนี้เสียของธนาคาร และอาจขยายเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ได้ด้วยแฮรี่ เรด ผู้นำเสียงข้างมากของเดโมแครตในวุฒิสภาบอกว่า จะส่งร่างกฎหมายฉบับสมบูรณ์ให้นายโอบาม่าโดยเร็วที่สุด ขณะที่มิตช์ แมคคอนเนลส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยของรีพับลิกันในวุฒิสภาบ่นว่า ร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มไปด้วยความสูญเปล่า ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าช่วยสร้างงานหรือกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรกับของวุฒิสภามีความคล้ายคลึงกับเป็นส่วนใหญ่ แตกต่างตรงวิธีขยายแผนการทางการแพทย์ ระบบประกันสุขภาพ (เมดิแคร์) และการจัดลำดับความเร่งด่วนของการใช้เงิน ฉบับของสภาผู้แทนราษฎรเน้นให้เงินมากกว่าแก่โรงเรียนรัฐบาลและรัฐต่างๆ ด้วย ส่วนฉบับของวุฒิสภาเน้นเรื่องการตัดลดภาษี
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ www.bangkokbisnews.com
โดย Mboy เวลา 11:16 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน




