แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แผนกู้วิกฤตการเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แผนกู้วิกฤตการเงิน แสดงบทความทั้งหมด

07 เมษายน 2552

ญี่ปุ่นุทุ่ม 1 แสนล้านดอลลาร์

ญี่ปุ่นุทุ่ม 1 แสนล้านดอลลาร์กระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ญี่ปุ่นได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งล่าสุดเป็นมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ภายหลังนายกรัฐมนตรีทาโร่ อาโซะ ได้แนะนำให้นายคาโอรุ โยซาโนะ กระตุ้นการใช้จ่ายสาธารณะอีก 2 % ของจีดีพี และนับเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นรอบที่ 3 นับตั้งแต่เดือนต.ค.ซึ่งย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และในรอบ 35 ปี หลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสล่าสุดของปี 2008

ทั้งนี้ สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้คาดว่าจะประกอบด้วยการช่วยเหลือพนักงานตก งาน,บริษัทที่ขาดเงินหมุนเวียน และกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสุริยะ



02 เมษายน 2552

ควีนเอลิซาเบธที่ 2 G20

ควีนเอลิซาเบธที่ 2 พระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำผู้นำจี 20



ลอนดอน 2 เม.ย. - บรรดาผู้นำกลุ่มประเทศจี 20 พร้อมคู่สมรส เดินทางไปร่วมงานพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซา เบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ทรงเป็นเจ้าภาพ ที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ และนางมิเชล โอบามา ภริยา เป็นผู้นำกลุ่มประเทศจี 20 คนแรกที่เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ และเจ้าชายฟิลลิป พระสวามี ที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม ก่อนร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยง ถือเป็นครั้งแรกของผู้นำสหรัฐที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิ ซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษด้วย

นอกจากนี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ และพระสวามี ยังทรงให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของไทย ประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน ของอินโดนีเซีย ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ผู้นำฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี นายกรัฐมนตรีเควิน รัดด์ ผู้นำออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ของอิตาลี และนายกรัฐมนตรีทาโร อาโซะ ผู้นำญี่ปุ่น

ที่มา:นักข่าวไทย

01 เมษายน 2552

โอบามาเยือนยุโรป

โอบามาเยือนยุโรปครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง ปธน.

สหรัฐ 1 เม.ย. - ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐ ออกเดินทางเยือนหลายประเทศในยุโรปครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐเมื่อ 2 เดือนก่อน

ประธานาธิบดีโอบามาจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำจี 20 ที่กรุงลอนดอน อังกฤษ ในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบ ไปทั่วโลก โดยในการประชุมจี 20 ประธานาธิบดีโอบามายังจะได้พบหารือกับประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ผู้นำรัสเซีย เป็นครั้งแรกด้วย จากนั้นประธานาธิบดีโอบามาจะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดชาติสมาชิกนาโต ช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งผู้นำสหรัฐเตรียมจะนำเสนอแนวนโยบายใหม่ของการดำเนินยุทธศาสตร์ต่อ อัฟกานิสถาน

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐและนางมิเชล ภริยา ยังจะเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐเช็ก และตุรกี ซึ่งจะเป็นการเดินทางเยือนชาติมุสลิมเป็นประเทศแรกด้วย.


ที่มา:สำนักข่าวไทย

30 มีนาคม 2552

คว่ำแผนช่วยเหลือจีเอ็ม-ไครส์เลอร์

คณะทำงาน"โอบามา"มีมติคว่ำแผนช่วยเหลือจีเอ็ม-ไครส์เลอร์

IQ ข่าวเศรษฐกิจ 30/03/2009 13:35:05

คณะทำงานเฉพาะกิจด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐมีมติคัดค้านแผนการปรับโครงสร้างของบริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) และบริษัทไครสเลอร์ โดยให้เหตุผลว่าค่ายรถยนต์ทั้งสองไม่ได้นำเสนอแผนปรับโครงสร้างที่น่าเชื่อถือถึงขนาดทำให้กิจการดำรงอยู่ต่อไปได้ และคาดว่าค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอาจดำเนินกิจการต่อไปได้เพียง 2 เดือนเท่นั้น

คณะทำงานระบุว่า ไครส์เลอร์ไม่สามารถดำเนินธุรกิจตามแผนการปัจจุบันได้ แม้รัฐบาลให้เวลา 30 วันในการควบรวมกิจการกับบริษัท เฟียต เอสพีเอของอิตาลี และเสนอว่าจะให้เงินช่วยเหลือ 6 พันล้านดอลลาร์หากบริษัทสามารถทำข้อตกลงกับเฟียตได้ก่อนเวลาที่กำหนด แต่หากไครสเลอร์ไม่สามารถควบรวมกิจการกับเฟียตได้ รัฐบาลก็จะตัดความช่วยเหลือทันที

ส่วนกรณีของจีเอ็มนั้น คณะทำงานให้เวลา 60 วันในการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อแลกกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน พร้อมกับวางเงื่อนว่าซีอีโอของจีเอ็มควรจะลาออกจากตำแหน่ง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา และคณะที่ปรึกษาระดับสูงระบุว่า บริษัทรถยนต์ในสหรัฐไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะผ่านการพิจารณาและประชาชนผู้เสียภาษีจะไม่ยอมจ่ายเงินภาษีอีกหลายพันล้านดอลลาร์เพื่ออุ้มบริษัทรถยนต์ไปตลอดกาล โดยเมื่อคืนนี้ตามเวลาประเทศไทย โอบามากล่าวให้สัมภาษณ์ทางรายการ "Face the Nation" ของสถานีโทรทัศน์ CBS ว่า "จีเอ็มและไครส์เลอร์ และบริษัทรถยนต์ทุกแห่งในสหรัฐต้องกล้าหาญที่จะใช้มาตรการเชิงรุก รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อให้บริษัทสามารถอยู่รอดได้ และบริษัทรถยนต์จะต้องเคลื่อนไหวมากกว่านี้จึงจะมีคุณสมบัติเพียงพอต่อการรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ปัจจุบัน พวกเขายังพยายามไม่มากพอ"

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาจะแถลงการณ์เรื่องการตัดสินใจดังกล่าวอย่างเป็นทางการในเวลา 22.00 น.คืนนี้ตามเวลาประเทศไทย

ด้านจีเอ็มประกาศในวันนี้ว่า ริค วาโกเนอร์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ได้ลาออกจากตำแหน่งตามคำขอของคณะทำงานประธานาธิบดีบารัค โอบามา โดยเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ต้องทำก่อนการปรับโครงสร้างภายในบริษัท พร้อมกันนี้ จีเอ็มได้แต่งตั้ง ฟริทซ์ เฮนเดอร์สัน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดำเนินงานคนปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ โดยจะมีผลในทันที สำนักข่าวเอพีรายงาน

แผนกระตุ้นศก.ต้องใช้เวลา

รองประธานาธิบดีสหรัฐแจงแผนกระตุ้นศก.ต้องใช้เวลา
วอนปชช.อดกลั้นมากขึ้น

นายโจเซฟ ไบเดน รองประธานาธิบดีของสหรัฐเรียกร้องให้ประชาชนใช้ความอดทนอดกลั้นท่ามกลางภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำ พร้อมทั้งชี้แจงว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ที่นายบา รัค โอบามา ได้ลงนามใช้เป็นกฏหมายไปเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมานั้นจำเป็นต้องใช้เวลา ก่อนที่จะเห็นผล

ไบเดนยอมรับว่า "ภารกิจในการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้นนับเป็นงานที่ยากมาก แต่ผมคิดว่าเราไม่ควรประเมินความสามารถในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจต่ำเกินไป ขณะเดียวกันตลาดจำเป็นต้องอาศัยเวลาในการเยียวยาตัวเองก่อนที่สถานการณ์ ต่างๆจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ"

ทั้งนี้ คำกล่าวของนายไบเดนมีขึ้นหลังจากที่ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ ของอังกฤษเพื่อพูดคุยถึงวาระการประชุมสุดยอดประเทศ G20 ที่จะมีขึ้นในกรุงลอนดอนวันที่ 2 เมษายนนี้ นอกจากนี้ เขายังได้เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีโฮเซ่ ลูอิส โรดริเกซ ซาปาเตโร ของสเปนเรื่องการถอนกองกำลังรักษาสันติภาพของสเปนออกจากโคโซโว สำนักข่าวซินหัวรายงาน


--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย อรษา สงค์พูล

25 มีนาคม 2552

นักวิชาการสหรัฐเสียงแตกแผนขจัดหนี้เน่า

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

พอล ครุกแมน เจ้าของโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คนล่าสุดปี 2551

พอล ครุกแมน เจ้าของโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คนล่าสุดปี 2551

กู รูเศรษฐศาสตร์ การเงินสหรัฐ เสียงแตกแผนแก้หนี้เสีย โดยครุกแมนฟันธง "ไกธ์เนอร์" ต้องผิดหวังทำงานล้มเหลว สวนทางสเปนซ์เชื่อมั่นขุนคลัง

สำนักข่าวบลูมเบิร์กและรอย เตอร์ได้รวบรวมความเห็นของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของสหรัฐ ที่มีต่อแผนขจัดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ หรือหนี้เสีย ออกจากงบบัญชีสถาบันการเงินสหรัฐ จากการนำเสนอของนายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐวานนี้ (24 มี.ค.) โดยมีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยเชิงบวกและฝ่ายคัดค้านเป็นมุมมองแง่ลบ

โดยนายพอล ครุกแมน เจ้าของโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คนล่าสุดปี 2551 มั่นใจและแน่ใจอย่างมากว่า นายไกธ์เนอร์จะเผชิญความล้มเหลว และประสบความผิดหวังอย่างมาก

"ปัญหาแท้จริงที่มาจากแผนขจัดหนี้เสียของนายไกธ์เนอร์ อยู่ที่แผนดังกล่าวจะใช้ไม่ได้ผล และมีแนวโน้มว่าไกธ์เนอร์กำลังกลับไปหา วิธีการที่เรียกว่า "ทำเงินสดให้กลายเป็นเศษขยะ" อย่างที่นายเฮนรี พอลสัน อดีต รมว.คลังคนก่อนได้ทำไว้ ส่วนนี้เป็นมากกว่าความผิดหวัง และทำให้ผมเกิดความรู้สึกสิ้นหวัง " นายครุกแมนวัย 56 ปี แสดงความเห็นใน นสพ.นิวยอร์ก ไทมส์เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้นายครุกแมนแนะนำว่า แทนที่จะให้ทุนอุดหนุนการซื้อสินทรัพย์ขาดสภาพคล่อง รัฐบาลควรรับประกันหนี้ของสถาบันการเงินต่างๆ และควรเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทล้มละลาย พร้อมกับสะสางงบบัญชีบริษัท ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายคลึงกับสิ่งที่รัฐบาลสวีเดนได้ดำเนินการไปแล้วช่วง ทศวรรษหลังปี 2533

ทั้งนี้ความเห็นของนายครุกแมนตรงข้ามกับนายเอ. ไมเคิล สเปนเซอร์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ร่วมประจำปี 2544 เชื่อว่าเป็นโอกาสดีที่นายไกธ์เนอร์จะทำแผนสะสางสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่กลาย เป็นหนี้เสียภาคธนาคารสหรัฐให้ประสบผลสำเร็จได้

"แผนขจัดหนี้เสียนั้น ที่สำคัญขึ้นอยู่กับภาคเอกชน ในฐานะผู้มีส่วนร่วมและเป็นผู้กำหนดราคา การแทรกแซงของรัฐบาลบางครั้งสามารถทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการแทรกแซงอาจได้ผล แผนของกระทรวงคลังมีความซับซ้อนน้อย ซึ่งทำให้ผลในทางปฏิบัติสำเร็จได้ ผมคาดว่ากระทรวงคลังได้ทำการบ้านแล้ว และมีเอกชนรอเซ็นสัญญาอัดฉีดเงินเป็นหุ้นส่วนกับไกธ์เนอร์แล้ว" นายสเปนซ์วัย 65 ปีกล่าว

ขณะที่นายอัลลัน เมลท์เซอร์ วัย 81 ปี เจ้าของงานเขียนประวัติศาสตร์ธนาคารกลางสหรัฐ เห็นว่าแผนของนายไกธ์เนอร์จะช่วยได้อย่างแน่นอน แต่คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า ภาคเอกชนสามารถยอมรับภัยคุกคามและการตรวจสอบจากสภาคองเกรสได้หรือไม่ ซึ่งทำให้ผลที่ตามมาในอนาคตนั้นน่าสะพรึงกลัว

ด้านนายไบรอน เวียน นักวิเคราะห์กองทุนบริหารความเสี่ยง พีโคท แคปิตอล แมเนจเมนท์ กล่าวในการประชุมสุดยอดหลักทรัพย์เอกชนและกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่รอยเตอร์จัด ขึ้นว่า แผนของกระทรวงการคลังสหรัฐในการขจัดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกจากงบบัญชีสถาบัน การเงินนั้น เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล และแม้แผนนี้จะไม่ขจัดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกจากงบบัญชีได้ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างมาก

"บริษัทจัดการสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพล ซึ่งตกลงที่จะเข้าร่วมโครงการซึ่งรวมถึงแบล็คร็อค อิงค์ และแปซิฟิก อินเวสท์เมนต์ แมเนจเมนท์ คอมปะนี หรือพิมโค เป็นหุ้นส่วนเอกชนที่เหมาะสมสำหรับรัฐบาล ขณะที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ก็มีแนวโน้มที่จะมีบทบาทน้อยกว่าในแผนดังกล่าว" นายเวียนให้ความเห็น

อย่างไรก็ดีความเห็นแตกต่างของนักวิชาการกับนักเศรษฐศาสตร์ข้างต้น ยังทำให้ดัชนีดาวโจนส์เปิดตลาดวันแรกสัปดาห์นี้ปรับขึ้นแรง 497.48 จุด หรือ 6.8% ปิดที่ระดับ 7,775.86 จุด ทำสถิติสูงสุดนับจากวันที่ 13 ก.พ.ปีนี้ ส่วนดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ปรับขึ้น 54.38 จุด หรือ 7.1% ปิดที่ 822.92 จุด และดัชนีแนสแดกปรับขึ้นเช่นกัน 98.50 จุด หรือ 6.8% ปิดที่ 1,555.77 จุด

ด้านสำนักข่าวซินหัวอ้างความเห็นของนายมาร์ติน เฟลด์สไตน์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของสหรัฐจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ และเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐจัดตั้งขึ้นในเดือนก.พ.ปีนี้ ให้ความเห็นว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งชี้ว่าสหรัฐจะฟื้นตัวในระยะเวลา 2 ปี และเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวเมื่อใด และเชื่อว่ามาตรการของรัฐบาลยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ และกล่าวว่า เศรษฐกิจยุโรปน่าจะย่ำแย่กว่าสหรัฐ

ขณะเดียวกันธนาคารกลาง (เฟด) และกระทรวงคลังสหรัฐ มีแถลงการณ์ร่วมให้เฟดควรเพิ่มบทบาทการเป็นศูนย์กลางเพื่อประสานความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการป้องกันวิกฤติการเงินในอนาคต โดยแถลงการณ์ร่วมครั้งนี้มีขึ้นขณะที่คณะทำงานของนายโอบามาและสภาคองเกรส กำลังหามาตรการปรับโครงสร้างตลาดเงินในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการล่มสลายทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐในการยุติวิกฤติเลวร้าย และหวังจะนำพาประเทศให้รอดพ้นจากภาวะถดถอย

นอกจากนี้ กระทรวงคลังและเฟดได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสกำหนดนโยบายให้เฟด มีอำนาจในการบริหารสถาบันการเงินรายใหญ่ที่ล้มละลาย เพื่อดูแลเศรษฐกิจของประเทศให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ที่มา:กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

24 มีนาคม 2552

Operation Twist 2

เจาะลึก "Operation Twist 2" เฟด "นอกกรอบ" อัดฉีด 1.2 ล้านล้าน อุ้มศก.



ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (federal reserve : FED) ปิดฉากลงเมื่อ 18 มีนาคม 2552 ด้วยการประกาศแผนปฏิบัติการใหม่ ภายใต้รหัส Operation Twist ซึ่งหมายถึงการปรับรูปแบบการดำเนินการในตลาดเงินของธนาคารกลางใหม่ทิศทางที่ ตรงกันข้าม โดยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 3 แสนล้านดอลลาร์

พร้อมกันนี้ยังประกาศซื้อตราสารหนี้ที่มีสัญญาจำนอง โดยเฉพาะเงินกู้ซื้อบ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่มอีก 8.50 แสนล้านดอลลาร์

การดำเนินการของธนาคารกลางสหรัฐครั้งนี้ ถือมีผลเท่ากับเป็นการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเชิงปริมาณ (quantitative easing) ในลักษณะเดียวกับที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเคยนำมาปรับใช้ในทศวรรษ 1990 เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาเป็นเวลานานต่อเนื่องถึง 10 ปี และมีลักษณะเดียวกับที่ธนาคารกลางอังกฤษนำมาใช้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ผ่านการซื้อพันธบัตรรัฐบาล 1.50 แสนล้านปอนด์ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของอังกฤษลดลงอย่างฮวบฮาบ

แม้แต่ญี่ปุ่นเองก็ประกาศว่าจะเพิ่มปริมาณการซื้อพันธบัตรรัฐบาลในแต่ละเดือน เพิ่มจาก 1.4 ล้านล้านเยน เป็น 1.8 ล้านล้านเยน

การเคลื่อนไหวของเฟดส่งผลทันทีต่อตลาดพันธบัตร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงมาตรฐานในตลาดเงินปรับตัวลงมากที่สุดในวันเดียว ทำสถิตินับจากเกิดวิกฤตตลาดหุ้นตกต่ำในปี 2530 โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 2.50%

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย 30 ปี ดิ่งลงมาอยู่ใกล้ระดับต่ำสุด 5%

นักเศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุกของนายเบน เบอร์นันเก้ และคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเขา แม้ทางหนึ่งจะเป็นมาตรการที่จำเป็นในช่วงที่แนวโน้มทางเศรษฐกิจเลวร้ายลง แต่ขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงของภาวะเงินเฟ้อในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้น ตัวแล้ว หากธนาคารกลางสหรัฐไม่ดำเนินการอย่างระมัดระวัง

สหรัฐเคยนำแนวทาง Operation Twist มาใช้แล้วครั้งหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1960 ระหว่างปี 2504-2508 ซึ่งในช่วงเวลานั้น ธนาคารกลางสหรัฐได้เข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและขายตั๋วเงินคลังระยะ สั้น โดยเป้าหมายของการดำเนินการใน ครั้งนั้น เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินผ่านการจัดการปริมาณเงินในระบบ

แต่การแทรกแซงตลาดเงินของเฟด ครั้งนี้ไม่ได้เน้นไปที่การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน แต่ต้องการทำให้ปัจจัยแวดล้อมในระบบการเงินที่ตึงตัวอยู่ ผ่อนคลายลง

อีธาน แฮร์ริส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งของบาร์เคลย์ส แคปิตอล ในนิวยอร์ก ประเมินการตัดสินใจดำเนินนโยบายดังกล่าวว่ามีผลเท่ากับการดึงอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ชั่วข้ามคืน (federal fund rate) ลดลงมาถึง 0.75%

แฮร์ริสยังระบุด้วยว่า การประสานการผ่อนนโยบายทั้งทางการเงิน การคลัง และสินเชื่อไปพร้อมๆ กันจะช่วยชะลอภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 และนำไปสู่การฟื้นตัวเล็กน้อยในสิ้นปี 2552

ในทางทฤษฎี การดำเนินการของเฟดจะช่วยลดต้นทุนในการกู้ยืมให้กับผู้บริโภค ภาคธุรกิจเอกชน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าชั้นดี (prime rate) จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับอัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้ชั่วข้ามคืน และขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีจะมีอิทธิพลต่อทิศทางของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อ รถ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา และอัตราดอกบัตรเครดิต รวมถึงหนี้ประเภทอื่นๆ ด้วย

ทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าชั้นดีน่าจะลดลงจาก 4% มาอยู่ที่ ระดับราว 3.0%-3.25%

อย่างไรก็ตาม บิล กรอสส์ ประธาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของบริษัท แปซิฟิก อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ หรือ PIMCO ได้แสดงความประหลาดใจต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ โดยระบุว่า ไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัดของการตัดสินใจ ดังกล่าว โดยเฉพาะการปรับนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมาได้มีการประสานกับกระทรวงการคลังหรือไม่ รวมถึงจุดข้อกังขาได้ว่า โครงการต่างๆ ที่เฟดนำออกมาใช้ก่อนหน้านี้ไม่สามารถที่จะปรับสภาพตลาดสินเชื่อให้ดีขึ้น ได้เร็ว ดังที่คาดหวัง ใช่หรือไม่

ในอีกด้านหนึ่ง ผลกระทบจากการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐได้กระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ ให้อ่อนลงทันทีและมีผลต่อเนื่องให้อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศ คู่ค้าต่างๆ แข็งค่าขึ้นสวนทาง โดยเฉพาะ เงินหลายสกุลในเอเชีย ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

อาทิ เงินเยนของญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้นอีกในตลาดค้าเงินเอเชียเป็น 96.03 เยนต่อดอลลาร์ จากระดับปิดตลาด 96.22 เยนต่อดอลลาร์ในนิวยอร์ก หรือแข็งค่าขึ้น 2.5% นับจาก 1 ธันวาคมปีที่แล้ว เช่นเดียวกับรูเปียห์ของอินโดนีเซีย และเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้นรับข่าว 0.5% และ 0.4% ตามลำดับ ขณะที่หยวนของจีนแข็งค่าขึ้นมาที่ 6.8313 หยวนต่อดอลลาร์ จาก 6.8347 หยวนต่อดอลลาร์

การแข็งค่าขึ้นอย่างฉับพลันของเงินสกุลท้องถิ่นส่งผลให้หุ้นบริษัทส่งออกใน เอเชีย โดยเฉพาะของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ปรับตัวลงเนื่องจากนักลงทุนวิตกผลกระทบ โดยเฉพาะต่อความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคา อาทิ หุ้นโซนี่ที่ราคาหุ้นลดลง 0.9% โตโยต้าลดลง 1.3% เช่นเดียวกับ ฮุนได มอเตอร์ของเกาหลีใต้ที่ทรุดฮวบลง 4.4% และปอสโก -1.4%

16 มีนาคม 2552

โอบามา ยืนยันการลงทุน

โอบามา ยืนยันการลงทุนในสหรัฐปลอดภัยแน่นอนแม้วิกฤตศก.ถาโถมหนัก

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐ ออกโรงเรียกร้องให้นักลงทุนจากจีนและประเทศอื่นมั่นใจว่าการลงทุนในสหรัฐมี ความมั่นคงปลอดภัยอย่างแน่นอน

"รัฐบาลและนักลงทุนจีนสามารถมั่นใจได้เลยว่าการลงทุนในสหรัฐจะมีความมั่นคง อย่างแน่นอน" โอบามากล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า ของจีน กล่าวว่า จีนรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจำนวนมหาศาล และต้องการให้สหรัฐยืนยันว่าการลงทุนในสหรัฐยังมีความปลอดภัยท่ามกลางสภาพ เศรษฐกิจที่ย่ำแย่เช่นนี้

"เราพิสูจน์ได้จากการที่มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาในสหรัฐอย่างต่อเนื่องทั้ง ที่สภาพเศรษฐกิจยังย่ำแย่" โอบามากล่าวยืนยัน "เห็นได้ชัดว่านอกจากระบบเศรษฐกิจของเราจะมีเสถียรภาพแล้ว ระบบการเมืองของเรายังมีเสถียรภาพด้วยเช่นกัน" สำนักข่าวเกียวโดรายงาน

ที่มา:สำนักข่าวอินโฟเควสท์

05 มีนาคม 2552

ผู้นำอังกฤษ

เสียงปรบมือกึกก้องรับผู้นำอังกฤษกล่าวปราศรัยต่อสภาคองเกรสสหรัฐ

สหรัฐ 5 มี.ค. - ผู้นำอังกฤษ ได้รับเสียงปรบมือกึกก้องจากสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐ หลังเรียกร้องให้สานต่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง 2 ประเทศไปอีกนานเท่านาน

นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ ถือเป็นผู้นำอังกฤษ คนที่ 5 ที่ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐ ที่อาคารรัฐสภา เขาระบุว่า สหรัฐและอังกฤษควรร่วมมือกันอย่างแข็งขัน เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางเศรษฐกิจ และว่า ทั้งสองประเทศไม่ควรดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า

นายบราวน์ ยังยกย่องสหรัฐที่เป็นแกนนำทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน และว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายจะไม่สามารถทำลายความฝันและจิตวิญญาณของชาวอเมริกันได้ พร้อมกับยกย่องความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับสหรัฐ ว่าแนบแน่นมั่นคง ไม่สามารถทำลายได้ และไม่มีพลังอำนาจใดในโลกที่จะแยกสหรัฐและอังกฤษออกจากกันได้ เรียกเสียงปรบมือกึกก้องจากสมาชิกสภาคองเกรส

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีบราวน์ ยังเปิดเผยว่า วุฒิสมาชิกเท็ด เคนเนดี ยังจะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นอัศวินจากอังกฤษด้วย


ที่มา: สำนักข่าวไทย

04 มีนาคม 2552

พล่านสกัดวิกฤติลาม

คลัง-ธปท.พล่านสกัดวิกฤติลาม
[4 มี.ค. 52 - 05:21]


บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล กรุ๊ป อิงค์ (เอไอจี) และบริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด (เอไอเอ) ได้เปิดเผยภาพรวมแผนปรับโครงสร้างธุรกิจที่ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการ คลังและธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาโครงสร้างของเงินทุนปกป้องและเพิ่มมูลค่าของธุรกิจหลักพร้อม เตรียมปรับให้บริษัทในเครือเป็นองค์กรที่มีอิสระในการบริหารธุรกิจด้วยความ โปร่งใสในอนาคต โดยบางธุรกิจจะยังรักษาไว้เพื่อเสนอขายในอนาคต ส่วนบางธุรกิจ เช่น เอไอเอ และบริษัทอเมริกันไลฟ์อินชัวรันส์ จำกัด (อลิโก) กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาทางเลือกต่างๆ และอาจรวมถึงการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเสนอขายให้ประชาชน

ทั้งนี้ เอไอจีจะโอนหุ้นทุนของเอไอเอและอลิโกเข้าไปในนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) เพื่อแลกกับหุ้นบุริมสิทธิ์และหุ้นสามัญของนิติบุคคลเฉพาะกิจดังกล่าว ซึ่งแผนการปรับโครงสร้างนี้จะส่งผลให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯได้รับหุ้นบุริมสิทธิ์เพื่อเป็นการชำระคืนเงินสินเชื่อบาง ส่วนที่ได้อนุมัติให้แก่ เอไอจี โดยนายมาร์ค วิลสัน ประธานเอไอเอ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจดังกล่าวและการแยกเอไอเอ ออกเป็นนิติบุคคลเฉพาะกิจจากเอไอจีนับเป็นก้าวสำคัญยิ่งสำหรับเอไอเออันจะ ช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งของเอไอเอให้คงฐานะบริษัทประกันชีวิตอันดับหนึ่ง ในภูมิภาคเอเชียต่อไป

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯได้อัดฉีดเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมให้กับเอ ไอจีของสหรัฐฯอีกกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯหลังจากบริษัทต้องประสบกับการขาดทุนครั้งมโหฬารนั้นว่าถือเป็นสัญญาณ ที่ดีที่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าประเทศต่างๆ พยายามแก้ไขปัญหาอย่างถาวรและยั่งยืนโดยมีมาตรการที่เข้มข้นเพื่อจำกัดไม่ ให้ปัญหาขยายไปในวงกว้าง

นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายกำกับสถาบันการเงินกล่าวถึงการลุกลามของปัญหาความอ่อนแอของสถาบันการเงิน ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของซิตี้กรุ๊ป เอไอจีกรุ๊ป และเอชเอสบีซี กรุ๊ปซึ่งอยู่ระหว่างการรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯและรัฐบาลอังกฤษว่า เท่าที่มีการตรวจสอบแล้วไม่ กระทบกับสาขาของธนาคารต่างประเทศในไทยและเชื่อว่าจะไม่มีการปิดสาขาของซิ ตี้แบงก์และเอชเอสบีซีในไทยเพราะมีเพียงสาขาเดียวเท่านั้น ไม่เหมือนในสหรัฐฯหรือในหลายประเทศที่มีสาขากระจายอยู่จำนวนมาก
ส่วนที่เป็นห่วงกันว่าธนาคารเหล่านี้จะส่งเงินกลับธนาคารแม่จนเกิดปัญหานั้น ธปท.ตรวจสอบแล้วไม่เกิดขึ้น การโอนเงินกลับอาจจะมีบ้างแต่ไม่มาก และหากพิจารณาจำนวนเงินทุนยังอยู่ตามเกณฑ์มาตรฐานของ ธปท. รวมทั้งขณะนี้ทั้ง 3 แห่งยังทำธุรกรรมการเงิน ดังนั้นลูกค้าของธนาคารดังกล่าว ยังสามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ

นายสมพล เกียรติไพบูลย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงคนที่ทำประกันชีวิตไว้กับเอไอเอมีการตื่นตัวต่อข่าวที่เกิดขึ้นกับ เอไอจี กรุ๊ป ว่า ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะมีการตื่นตัวต่อข่าวที่เกิดขึ้น ในทางตรงข้ามหากคนที่ถือกรมธรรม์ นิ่งเฉยไม่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นจะถือว่าเป็นสิ่งที่อันตรายต่อระบบ อย่างไรก็ตามในส่วนของฐานะทางการเงินของเอไอเอประเทศไทยนั้นต้องยอมรับว่า แข็งแกร่ง มีกำไรสะสมกว่า 70,000 ล้านบาท มีเงินสำรองประกันภัย 286,674 ล้านบาท และมีเงินกองทุน 69,241 ล้านบาท คิดเป็น 1,107.67% ของเงินทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย ซึ่งเพียงพอต่อการจ่ายคืนให้กับผู้ถือกรมธรรม์ทุกราย

ด้านนายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ กล่าว ถึงกรณีที่เอไอจี กรุ๊ปต้องขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯอีกคำรบและอาจทำให้บริษัท ขายสินทรัพย์ที่อยู่นอกประเทศออกมาว่าเป็นสิ่งที่แสดงถึงความรุนแรงของปัญหา และการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาไม่เบ็ดเสร็จ แม้ทางการสหรัฐฯจะเข้าไปช่วยเหลือบริษัทอย่างรวดเร็วถึง 2 รอบแล้วก็ยังไม่สามารถประคองฐานะอยู่ได้


“ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศหลายคนได้ประเมินว่า วิกฤติสถาบันการเงินและเศรษฐกิจรอบนี้ยังไปไม่ถึงครึ่งทางและต้องใช้เวลาอีก นาน ดังนั้นตราบใดที่ปัญหาต่างๆเหล่านี้ยังไม่คลี่คลายเม็ดเงินในโลกที่จะเข้ามา ลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคนี้จะหายไปทำให้ราคาหุ้นทั่วเอเชียยังคงตกต่ำ นักลงทุนไทยต้องทำใจสถานการณ์ตลาดหุ้นจะยังตกต่ำย่ำแย่จนกว่าเศรษฐกิจโลกและ สหรัฐฯมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกนาน”.



ผู้นำอังกฤษ-สหรัฐ

ผู้นำอังกฤษ-สหรัฐเตรียมถกปัญหาเศรษฐกิจโลก

สหรัฐ 4 มี.ค. - นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐ เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจโลกและมาตรการรับมือวิกฤติการเงิน

นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ ของอังกฤษ จะเป็นผู้นำชาติยุโรปตะวันตกคนแรกที่ได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ ที่ทำเนียบขาว คาดว่าการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นวิกฤติการเงินโลก สถานการณ์ในอิรักและอัฟกานิสถาน รวมถึงประเด็นอื่น ๆ จะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง

ก่อนหน้าเดินทางถึงสหรัฐ ผู้นำอังกฤษ ยอมรับว่า วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งหากสหรัฐและอังกฤษร่วมมือกันอย่างแข็งขัน จะสามารถแก้ไขวิกฤติการเงินโลกและความท้าทายอื่น ๆ ให้ลุล่วงไปได้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีบราวน์ ยังจะเป็นผู้นำอังกฤษ คนที่ 5 ที่จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐ ในวันพุธด้วย

ที่มา : สำนักข่าวไทย

27 กุมภาพันธ์ 2552

โอบามา เตรียมส่งร่างงบฯ

โอบามา เตรียมส่งร่างงบฯ ประจำปีให้สภาคองเกรส วันนี้

สหรัฐ 26 ก.พ.-ผู้นำสหรัฐเตรียมส่งร่างงบประมาณประจำปีจำนวน 3.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่สภาคองเกรสเพื่อพิจารณาในวันนี้

ร่างงบประมาณมูลค่า 3.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 124 ล้านล้านบาท นอกจากจะนำไปใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานแล้ว ยังเน้นไปที่การใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และลดการใช้จ่ายด้านกลาโหมและทางทหารลง

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ระบุว่าร่างงบประมาณฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยคำนวณสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของประเทศแล้ว คาดว่าจะทำให้ประเทศต้องขาดดุลเพิ่มขึ้นจากจำนวน 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ คิดเป็น 12.3% ของจีดีพีของประเทศ มากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐย้ำว่า เขาจะพยายามลดตัวเลขงบประมาณขาดดุลด้วยการตัดลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของภาครัฐให้ได้มากที่สุด ขณะที่ประชาชนร้อยละ 95 ของประเทศ จะได้รับการลดภาษี แต่จะไปขึ้นภาษีกับคนร่ำรวยแทน.

ที่มา : สำนักข่าวไทย

25 กุมภาพันธ์ 2552

3 บริษัทยักษ์สหรัฐส่อล้มละลาย

นักวิเคราะห์ชี้สองยักษ์ยานยนต์สหรัฐ จีเอ็ม-ไครสเลอร์ ขาดสภาพคล่องหนักเสี่ยงสูงล้มละลาย ผสมข่าววงในห่วงเอไอจีไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาขาดทุนหนัก 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2 ล้านล้านบาท อาจยื่นล้มละลายหากดีลขอทุนเพิ่มจากรัฐบาลล่ม ส่งผลนักลงทุนยิ่งผิดหวังแผนกู้ภาคการเงินของโอบามา ฉุดดาวโจนส์ร่วงทำสถิติต่ำสุดในรอบ 12 ปี

ทั้งนี้แหล่งข่าวยังคาดการณ์ด้วยว่า เอไอจีจะขาดทุนราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.1 ล้านล้านบาทในไตรมาส 4 ซึ่งจะถือเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนของสหรัฐ ที่ขาดทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แซงหน้าบริษัทไทม์ วอเนอร์ ซึ่งเคยขาดทุนสูงถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2545 และมากกว่าการขาดทุนในไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมาของเอไอจีเอง ที่ระดับ 2.45 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยช่วงนั้นรัฐบาลสหรัฐได้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือเอไอจีอยู่ที่ประมาณ 1.5 แสนล้านดอลลาร์

แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยว่า การเจรจาระหว่างรัฐบาลกับเอไอจีรอบล่าสุดนั้น รวมถึงความเป็นไปได้ในการให้เงินทุนเพิ่มเติมกับเอไอจี และการแปลงหนี้เป็นทุน รวมทั้งหารือทางเลือกอื่นๆ ด้วย ส่วนสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีรายงานว่า เอไอจีจะประกาศตัวเลขขาดทุนวันจันทร์ (2 มี.ค.) โดยจะปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และสินทรัพย์อื่นๆ และเปิดเผยว่าคณะกรรมการของเอไอจีจะประชุมกันในวันอาทิตย์นี้ (1 มี.ค.) เพื่อทำข้อตกลงกับรัฐบาล

ทั้งนี้รอยเตอร์รายงานด้วยว่า ข่าววงในระบุเอไอจีอาจยื่นล้มละลาย และสองบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐเสี่ยงสูงที่จะล้มละลาย เป็นปัจจัยลบอย่างหนึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ฉุดดัชนีดาวโจนส์ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปีวานนี้ เพราะนักลงทุนไม่มั่นใจแผนกอบกู้เศรษฐกิจ สร้างเสถียรภาพให้กับภาคการเงินครั้งล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐ

โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดทรุดลง 250.89 จุด หรือ 3.41% นิ่งที่ระดับ 7,114.78 จุด ส่วนตลาดหุ้นเอเชียสำคัญกอดคอกันติดอยู่ในแดนลบตามดาวโจนส์ นำโดยดัชนีหุ้นที่ตลาดเซี่ยงไฮ้ทั้งกระดานเอและบี ลดลง 4.56% หรือลดลง 105.12 จุด ปิดที่ 2,200.65 จุด ดัชนีหั่งเส็งของฮ่องกงลดลง 2.9% หรือตกลง 376.58 จุด ปิดที่ระดับ 12,798.52 จุด ดัชนีนิกเคอิ ลดลง 1.46% หรือลดลง 107.60 จุด ปิดที่ 7,268.56 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นไทยดัชนีลดลง 3.68 จุด หรือ 0.84% ปิดที่ 431.32 จุด

ที่มา: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

AIG เข้าเจรจากับรัฐบาล

AIG เข้าเจรจากับรัฐบาล หลังคาดขาดทุนหนัก

บริษัท American International Group กำลังอยู่ในช่วงการเจรจาขอความช่วยเหลือรอบใหม่จากรัฐบาลสหรัฐฯหลังคาดว่าตนจะต้องรับมือกับภาวะขาดทุนรายไตรมาสก้อนใหญ่ที่สุด ถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง AIG เคยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลมาแล้วถึง 2 ครั้งในปีที่ผ่านมา

ตัวเลขขาดทุนที่ประเมินไว้สำหรับไตรมาส 4/51 นี้ ยังถือว่าเป็นจำนวนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการธุรกิจของสหรัฐฯ และทำลายสถิติการขาดทุน 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของ Time Warner ในปี 2545 รวมทั้งตัวเลขการขาดทุนกว่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของ AIG เองในไตรมาส 3/51 ด้วย

แหล่งข่าววงในบอกว่า นอกเหนือจากเรื่องของเงินอัดฉีดก้อนใหม่แล้ว การพูดคุยเจรจารอบล่าสุดนี้ยังจะมีการถกกันเกี่ยวกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนพันธบัตรและหลักทรัพย์ด้วย

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า หากการเจรจาครั้งนี้ไม่สำเร็จ AIG ก็เตรียมใจประกาศล้มละลายไว้แล้ว ขณะที่ก็มีแหล่งข่าวอื่นที่ปฏิเสธความน่าจะเป็นนี้

18 กุมภาพันธ์ 2552

signs the American Recovery



US Vice President Joe Biden (R) stands with US President Barack Obama (C) as he signs the American Recovery and Reinvestment Act at the Denver Museum of Nature and Science in Denver, Colorado, on February 17, 2009. Obama signed into law his 787-billion-dollar stimulus bill, designed to create or save 3.5 million jobs and end the worst US economic crisis since the 1930s.


AFP PHOTO/Jim WATSON


(Photo credit should read JIM WATSON/AFP/Getty Images)

Obama Signs


Obama Signs Stilumus Package, As Stocks Near Novemember Low


NEW YORK - FEBRUARY 17: Traders work on the floor of the New York Stock Exchange during afternoon trading as President Barack Obama is seen on television at the economic stimulus bill signing ceremony February 17, 2009 in New York City. Stocks were down in afternoon trading after President Barack Obama signed the massive economic stimulus bill in Denver.


(Photo by Mario Tama/Getty Images)

16 กุมภาพันธ์ 2552

โอบามาเร่งใช้งบแก้วิกฤติ



สหรัฐ 15 พ.ย. - ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงความสำเร็จของการผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ หวังใช้เงินแก้ปัญหาให้เร็วที่สุดประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐ กล่าวระหว่างรายการประจำสัปดาห์ผ่านเว็บไซต์ยูทูบ ระบุถึงชัยชนะครั้งสำคัญจากการได้รับอนุมัติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ มูลค่า 787,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังสหรัฐเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจเลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปีประธานาธิบดีโอบามา ระบุว่า จะลงนามกฎหมายฉบับนี้ภายในสัปดาห์หน้า และจะเริ่มใช้เงินเพื่อผลประโยชน์ของชาติ ฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด จะต้องมีการลงทุนในสิ่งที่จำเป็นทันที และนำชาวอเมริกันกลับสู่การทำงานสร้างชาติ ธุรกิจต่าง ๆ จะได้รับการช่วยเหลือ ชนชั้นกลางจะได้รับประโยชน์โดยเร็ว.
ที่มา : สำนักข่าวไทย

11 กุมภาพันธ์ 2552

US Senate approves

The moment when President Obama learns the Senate has passed the stimulus plan.
US Senate approves stimulus plan.
The US Senate has passed an economic stimulus plan expected to cost some $838bn (£573bn).
The Democratic-controlled Senate voted 61-37 to approve the measure, with few Republicans opting to back it. Tough negotiations are now expected in order to reconcile the Senate bill with the House of Representatives's version. President Barack Obama welcomed the vote as a good start. It came as the US Treasury Secretary unveiled a bank bail-out plan worth some $1.5 trillion.
Source:BBC

วุฒิสหรัฐผ่านร่างกม.กระตุ้นศก.

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 06:59

วุฒิผ่านร่างกม.กระตุ้นศก. ลงนาม16ก.พ.โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 06:59วุฒิสภาสหรัฐฯผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ขณะที่โอบามาผู้นำสหรัฐฯสั่งการให้ร่างกฎหมายพร้อมลงนามภายใน 16 กุมภาพันธ์ 2552 นี้


ในที่สุดวุฒิสภาสหรัฐฯก็ผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับของตนซึ่งมีมูลค่า 838,000 ล้านดอลลาร์แล้วเมื่อวันอังคาร วุฒิสภาซึ่งเดโมแครตครองเสียงข้างมากอยู่ ได้ลงมติ 61 ต่อ 37 เสียงรับรองร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกันสนับสนุนเพียงสามคน คือ ซูซาน คอลลิน กับโอลิมเปีย สโนว์จากรัฐเมน และอาร์เลน สเปคเตอร์จากรัฐเพนซิลเวเนีย ขั้นตอนต่อไปคือการเจรจาเพื่อปรองดองกับทางสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับของตนไปแล้วก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีบารัค โอบามาผู้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความจำเป็นมาก เพื่อช่วยสร้างงาน 4 ล้านตำแหน่งและทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ได้กล่าวว่า ต้องการให้มีร่างกฎหมายฉบับสมบูรณ์ส่งไปถึงโต๊ะทำงานของเขาภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ขณะที่โฆษกทำเนียบขาวแถลงว่า นายโอบาม่าจะกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมร่วมสองสภาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์เพื่อเปิดเผยแผนการต่างๆของเขาการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ของวุฒิสภา มีขึ้นในช่วงเดียวกับที่นายธิมอที่ ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เปิดเผยแผนช่วยไม่ให้ธนาคารล้มละลาย มูลค่ารวม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ประกอบด้วยการขยายวงเงินให้กู้ของธนาคารกลางสหรัฐฯจาก 2 แสนล้านดอลลาร์เป็น1 ล้านล้านดอลลาร์ กับจะสร้างกองทุนที่ลงทุนโดยภาครัฐและเอกชนมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับหนี้เสียของธนาคาร และอาจขยายเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ได้ด้วยแฮรี่ เรด ผู้นำเสียงข้างมากของเดโมแครตในวุฒิสภาบอกว่า จะส่งร่างกฎหมายฉบับสมบูรณ์ให้นายโอบาม่าโดยเร็วที่สุด ขณะที่มิตช์ แมคคอนเนลส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยของรีพับลิกันในวุฒิสภาบ่นว่า ร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มไปด้วยความสูญเปล่า ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าช่วยสร้างงานหรือกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรกับของวุฒิสภามีความคล้ายคลึงกับเป็นส่วนใหญ่ แตกต่างตรงวิธีขยายแผนการทางการแพทย์ ระบบประกันสุขภาพ (เมดิแคร์) และการจัดลำดับความเร่งด่วนของการใช้เงิน ฉบับของสภาผู้แทนราษฎรเน้นให้เงินมากกว่าแก่โรงเรียนรัฐบาลและรัฐต่างๆ ด้วย ส่วนฉบับของวุฒิสภาเน้นเรื่องการตัดลดภาษี


ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ www.bangkokbisnews.com

Template by - Abdul Munir | Blogging4