10 เดือนรัฐขาดดุล 3.7 แสนล้าน
คลังแจงฐานะช่วง 10 เดือนรัฐบาลขาดดุลเงินสดรวมทั้งสิ้น 378,103 ล้านบาท คิดเป็น 4.3% ของจีดีพี สะท้อนถึงบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ภาคเอกชนชะลอการใช้จ่าย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด ว่า ในเดือน ก.ค. 2552 รัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณจำนวน 62,661 ล้านบาท ส่งผลให้ช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 รัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณจำนวนรวมทั้งสิ้น 449,241 ล้านบาท และเมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่เกินดุล 71,138 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวมทั้งสิ้น 378,103 ล้านบาท คิดเป็น 4.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สะท้อนถึงบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ภาคเอกชนชะลอการใช้จ่าย
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ชดเชยการขาดดุลเงินสดด้วยการออกพันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลัง ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนก.ค.2552 เท่ากับ 278,987 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่มีความมั่นคงต่อฐานะการคลังของรัฐบาล
โดยฐานะการคลังในช่วง 10 เดือนแรกปีงบประมาณ 2552 หรือ ต.ค.2551-ก.ค.2552 นั้นรายได้นำส่งคลัง รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1,128,844 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 107,150 ล้านบาท คิดเป็น 8.7% เนื่องจากการจัดเก็บภาษีของ 3 กรมหลักที่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และภาษีธุรกิจเฉพาะ นอกจากนั้นการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจก็ลดลงด้วยเช่นเดียวกัน
ส่วนรายจ่ายรัฐบาล การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลมีจำนวนทั้งสิ้น 1,578,085 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 219,165 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.1% ประกอบด้วยรายจ่ายปีปัจจุบัน 1,467,057 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว15.6% คิดเป็นอัตราการเบิกจ่าย 75.2% ของวงเงินงบประมาณ 1,951,700 ล้านบาท และรายจ่ายปีก่อน 111,028 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้ว 22.9%
โดยรายจ่ายปีปัจจุบันจำนวน 1,467,057 ล้านบาท แบ่งออกเป็นรายจ่ายประจำ 1,228,648 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 19.1% และรายจ่ายลงทุน 238,409 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 0.8%
นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับดุลการคลังรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด ขาดดุล 378,103 ล้านบาท โดยเป็นการขาดดุลเงินงบประมาณ 449,241 ล้านบาท ส่วนดุลเงินนอกงบประมาณเกินดุลจำนวน 71,138 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการออกพันธบัตรตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังฯ จำนวน 50,000 ล้านบาท และการได้รับรายได้จากการชดใช้เงินคงคลังจำนวน 27,540 ล้านบาท ทั้งนี้ รัฐบาลได้บริหารเงินสดให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงิน รวมทั้งสร้างความมั่นคงของฐานะการคลัง จึงได้ชดเชยการขาดดุลดังกล่าวด้วยการออกพันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลังรวม 428,030 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินสด เกินดุล 49,927 ล้านบาท และเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ก.ค.2552 มีจำนวน 278,987 ล้านบาท
สำหรับฐานะการคลังเดือน ก.ค.นั้นรัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง 101,457 ล้านบาท ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 2,677 ล้านบาท คิดเป็น 2.6% โดยมีสาเหตุสำคัญจากการจัดเก็บรายได้ที่ลดลงในช่วงเศรษฐกิจหดตัว ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และอากรขาเข้าลดลงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
20 สิงหาคม 2552
10 เดือนรัฐขาดดุล 3.7 แสนล้าน
โดย Mboy เวลา 08:40 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
18 สิงหาคม 2552
คาดได้ข้อสรุปปรับโครงสร้างการรถไฟฯ
| คาดได้ข้อสรุปปรับโครงสร้างการรถไฟฯ ในอีก 2 สัปดาห์ |
| นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) บอกว่า แนวทางการปรับโครงสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สหภาพแรงงาน รฟท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ และสามารถรายงานต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรี ภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนการเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ น่าจะเริ่มทดลองวิ่งรถได้ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ หากขั้นตอนการเจรจาสามารถตกลงกันได้ โดยไม่เกิดการประท้วงขึ้น ผู้อำนวยการ สคร. ย้ำว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงโครงสร้าง รฟท. เพื่อรองรับเม็ดเงินกระตุ้นการลงทุนตามแผนไทยเข็มแข็ง ซึ่งหากยังไม่ดำเนินการก็จะทำให้แผนการลงทุนล่าช้าออกไป นอกจากนี้ยังจะส่งผลต่อเจ้าของเงินกู้ที่จะปล่อยให้แก่ รฟท. ด้วย ทั้งนี้ในการปรับโครงสร้าง รฟท. ยังมีความขัดแย้งภายใน โดยเฉพาะในส่วนการดำเนินการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ที่ทาง ผู้บริหารต้องการให้มีการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดำเนินการ เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญมาเดินรถ แต่ทางสหภาพ ต้องการที่จะให้ตั้งเป็นหน่วยธุรกิจและให้พนักงาน รฟท. เป็นผู้เดินรถ |
โดย Mboy เวลา 08:29 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจไทย
03 สิงหาคม 2552
เวิลด์แบงก์ยันศก.โลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว
เวิลด์แบงก์ยันศก.โลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว
กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)
เวิลด์แบงก์ยืนยันเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ระบุผ่านจุดต่ำสุดแล้ว คาดปีนี้เศรษฐกิจโลกติดลบ 2.9% ปี"53 พลิกกลับมาเป็นบวก 2%
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะหดตัว 2.9% และจะขยายตัวเป็นบวก 2% ในปีหน้า ขณะที่เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวก 1.8% ในไตรมาส 4 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2552 จะติดลบ 2.7%
"หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนแปลงไป การบริโภคของสหรัฐจะลดลง การแข่งขันทางการค้าจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยลดลง"
นอกจากนี้ สภาพคล่องของโลกจะเพิ่มขึ้นตามการออมที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนมาสู่ภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้นและทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น
โดย Mboy เวลา 09:43 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจไทย, เศรษฐกิจโลก
30 กรกฎาคม 2552
Q4 ส่งออกบวกแรง 2 หลัก
| รมช.พาณิชย์เชื่อ Q4 ส่งออกบวกแรง 2 หลัก |
| นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มั่นใจว่า การส่งออกในไตรมาส 4/52 จะฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกในระดับตัวเลข 2 หลัก เนื่องจากประเทศคู่ค้าหลักของไทย อย่าง สหรัฐ และจีน เริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับในไตรมาส 4 เป็นช่วงเทศกาล และการส่งมอบสินค้า ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกในครึ่งปีหลังปรับตัวดีขึ้น จากครึ่งปีแรกที่ติดลบกว่า 20% และทั้งปีคาดว่าการส่งออกจะติดลบ 15-20 % รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกอีกว่า ได้ร่วมกับกระทรวงการคลัง และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ ในการสนับสนุนสินเชื่อวงเงิน 2,000-3,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ที่รายได้หดตัวลง 30-50 % จากการขาดสภาพคล่อง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้เพื่อรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีหน้า นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาภาษีมุมน้ำเงิน ทั้งวงเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ รวมไปถึงต้องให้ความช่วยเหลือครอบคลุมในทุกกลุ่มทุกอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาได้ในสัปดาห์นี้ ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรีต่อไป นายประดิษฐ์บอกอีกว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทำให้ธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจมากขึ้น เพราะกังวลหนี้เสียจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่รัฐบาลจะพยายามช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ด้วยการเพิ่มวงเงินสินเชื่อให้กับธนาคารของรัฐจาก 600,000 ล้านบาท เป็น 900,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาการแบ่งสัดส่วนให้แต่ละธนาคารอยู่ |
โดย Mboy เวลา 09:07 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจไทย
ตั้งรับสัปดาห์นี้ที่ 600 จุด
| บล. เกียรตินาคินมองกรอบตั้งรับสัปดาห์นี้ที่ 600 จุด |
| วิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บล.เกียรตินาคิน กล่าวในรายการ Trading Hour (Afternoon) ว่า ดัชนีตลาดหุ้นในภูมิภาคปรับลดลงตามตลาดหุ้นฮ่องกงและจีน ที่ธนาคารกลางจะเข้มงวดเรื่องการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนตามด้วยเช่นกัน หลังจากในต้นสัปดาห์นี้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นจากการ Rebound ของสินค้าโภคภัณฑ์ และตัวเลขเศรษฐกิจตลอดจนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯที่ออกมาดีเกินคาด อย่างไรก็ตาม วิริยาเชื่อว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสอ่อนตัวใกล้แนวรับที่ 600 จุดได้ในสัปดาห์นี้ ถ้าไม่มีปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามา โดยนักลงทุนอาจเก็งกำไรในระยะสั้นเป็นรายตัว จากการประกาศผลประกอบการที่จะทยอยออกมา โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่สำหรับผู้ที่มีต้นทุนสูง อาจขายทำกำไรหุ้นในพอร์ตออกมาก่อน ถือเงินสดในมือเพิ่มเติมแล้ว ค่อยมองหาต้นทุนใหม่ ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงมีแรงซื้อเข้ามาพยุงช่วยให้ดัชนีไม่หลุดจากระดับ 550 จุด สำหรับประเด็นที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอย่างมากในขณะนี้คือ เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และกระแสเงินมักไหลไปหาบริเวณที่มีสภาพคล่อง เนื่องจากหวังผลตอบแทนในระดับสูง ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 614.88 จุด ลดลง 7.08 จุด มูลค่าการซื้อขาย 20,431.425 ล้านบาท - นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 2,850.43 ล้านบาท - นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 3,379.23 ล้านบาท - นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 528.80 ล้านบาท |
โดย Mboy เวลา 09:06 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
27 กรกฎาคม 2552
คอลัมน์ เกาะติดหุ้นร้อน
คอลัมน์ เกาะติดหุ้นร้อน
- เกาะติดกระแสร้อนของ หุ้นสยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) ที่ราคาพุ่งแค่สัปดาห์เดียว 64% จาก 5.55 บาท มาอยู่ที่ 9.15 บาท เป็นผลจากข่าวหลุดที่เป็นจริงขึ้นมา จากการที่ SGP ขออนุมัติ คณะกรรมการเข้าโครงการซื้อหุ้นคืนในตลาด 90 ล้านหุ้น วงเงิน 720 ล้านบาท เลยทำให้บรรดาขาใหญ่เข้ามาร่วมดันราคาหุ้น ร้อนถึงตลาดหลักทรัพยสั่งให้ชี้แจงด่วน
- บล.กิมเอ็งให้สัญญาณทางเทคนิคหุ้น SGP ระยะสั้นมีโอกาสปรับฐาน แต่หาก นักลงทุนสนใจยังสามารถเก็งกำไรได้ โดยประเมินแนวรับที่ 8.50-8.30 บาท แนวต้านที่ 9.25-9.45 บาท และแนวต้านถัดไป 9.60 บาท และ 9.90 บาท อย่างไรก็ตาม หากราคาหุ้น SGP หลุดต่ำกว่า 8.25 บาท แนะนำให้ "ขายตัดขาดทุน"
- กระแสควบรวมธุรกิจหลักทรัพย์ยังมีให้ได้ลุ้นตลอด ล่าสุด หุ้นโกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ (GBX) ก็ปูดข่าวไม่ต้องการควบรวมกับใคร แต่จะเข็นบริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก ซึ่งเป็นบริษัทลูกเข้าตลาดหุ้นแทน และได้หารือกับทางการเรียบร้อยแล้ว ราคาหุ้น GBX เลยพุ่งขึ้นรับข่าวจาก 0.57 บาท มาอยู่ที่ 0.90 บาท ส่วน GBX-W1 ก็ขยับจาก 0.25 บาท ขึ้นมาที่ 0.36 บาท
- ข้ามมาดูกลุ่มอสังหาฯ ช่วงนี้คงไม่มีใครเกิน หุ้นพฤกษาเรียลเอสเตท (PS) ที่ราคาเด้งจาก 8.10 บาท อยู่ที่ 9.55 บาท ซึ่งเป็นผลจากรายงานของนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2/52 โดดเด่นสุดๆ ซึ่ง บล.ซิกโก้ ระบุว่า PS ได้ทำลายสถิติยอดขายบ้านในไตรมาส 2 ทำ ให้ยอดขายครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 41.67% จาก ปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 50% ของเป้าหมายรายได้ปีนี้ที่ตั้งไว้ 18,000 ล้านบาท ส่วน บล.ซีมิโก้ ปรับประมาณการกำไรปี"52 และปี"53 เพิ่มขึ้น สะท้อนแนวโน้มธุรกิจ ที่ดีขึ้น ให้ราคาเป้าหมายที่ 12.10 บาท
โดย Mboy เวลา 10:41 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: คอลัมน์หุ้น, ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
24 กรกฎาคม 2552
เศรษฐีนักธุรกิจจีนเยือนไทย
เศรษฐีนักธุรกิจจีนเยือนไทย นำร่องลงทุน 2 หมื่นล.
สมาคมวัฒนธรรมไทย-จีน ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และ บีโอไอ รวมทั้ง หอการค้าไทย เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะนักธุรกิจจากสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลก 250-300 คน เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 24-29 ก.ค.นี้ ...
นายเทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นามยืนยง จำกัด ในฐานะอุปนายกสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีน เปิดเผยว่า สมาคมได้ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตลอดจนถึงหอการค้าไทย เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะนักธุรกิจจากสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลกจำนวน 250-300 คน ที่จะเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 24-29 ก.ค.นี้ ถือเป็นคณะแรกและคณะใหญ่ที่สุดที่นักธุรกิจฝ่ายไทยในสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีนเชื้อเชิญให้เดินทางเข้ามา ขณะที่หลายคนในจำนวนนี้ประสงค์จะเดินทางเข้ามาดูลู่ทางการค้าการลงทุน ตลอดจนถึงการท่องเที่ยวของไทยโดยตรง หลังจากที่ปฏิเสธการเดินทางเยือนไทยมาหลายครั้งจากเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มคนเสื้อเหลือง เหตุการณ์ก่อความไม่สงบในเดือน เม.ย.ของกลุ่มคนเสื้อแดง กระทั่งถึงวิกฤติ เศรษฐกิจโลก และการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009
"ความสำเร็จจากการเดินทางไปเชิญชวนนักธุรกิจจีนให้เข้าร่วมสัมมนาในงานเปิดสำนักงานการลงทุนของบีโอไอ ณ กรุงปักกิ่ง ช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาของสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีน และสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลก ปรากฏว่า มีนักธุรกิจจีนกว่าพันคนเข้าร่วม ทำให้มีนักธุรกิจจีนจำนวนมากสนใจเข้ามาลงทุนในไทย และแต่ละรายที่เดินทางมานี้เป็นนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของจีน คาดว่าน่าจะมีเงินทุนจากจีนไหลเข้ามาในไทยไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาทด้วยกัน"
อุปนายกสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีน กล่าวด้วยว่า นักธุรกิจจีนกลุ่มนี้ได้แจ้งความจำนงในการที่จะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ โรงงานเครื่องหนัง โรงงานปูนซีเมนต์ อู่ ต่อเรือ ตลอดจนถึงธุรกิจอัญมณี และธุรกิจท่องเที่ยว และบริการ เช่น โรงแรม เป็นต้น โดยรวมแล้วมีความสนใจด้วยกันถึง 15 หมวด ส่วนที่ถามว่า นักธุรกิจจีนกลุ่มนี้มีศักยภาพมากขนาดไหน นายเทพรักษ์ ตอบว่า ผู้ที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลกแห่งนี้ได้ ต้องมีทุนทรัพย์ อย่างต่ำ 1,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท ที่สำคัญสมาคมนี้มีเครือข่ายนักธุรกิจที่มีเชื้อสายจีนทั่วโลกเป็นสมาชิกถึง 300,000 คน กระจายอยู่ทั่วโลก ในจำนวนนี้มีบริษัทจีนที่ติดอันดับ 500 บริษัทแรกของโลกอยู่หลายราย
"รายที่ร่ำรวยที่สุดที่เดินทางเข้ามาไทยในครั้งนี้ด้วยเห็นจะเป็น นายหลิว หย่ง เห่า ประธานกลุ่มบริษัท นิว โฮป (NEW HOPE) นักธุรกิจใหญ่จากปักกิ่งซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ 4 กลุ่มคือ กลุ่มพลังงาน การเงิน-ธนาคาร เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ซึ่งมีสินทรัพย์รวม 300,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 1.65 ล้านล้านบาท (5.52 บาทต่อหยวน) คุณหลิวอยากจะเข้ามาหาลู่ทางลงทุนในไทยด้วย"
นายเทพรักษ์กล่าวด้วยว่า การเดินทางมาเยือนไทยของนักธุรกิจชั้นแนวหน้าจากจีนครั้งนี้ 150 คน เดินทางมาจากปักกิ่งและหลายมณฑลในจีน ขณะที่อีก 50 คนมาจากฮ่องกง และมาเก๊า ส่วนอีก 100 คนมาจากประเทศต่างๆทั่วโลก และทั้งหมดจะพำนักอยู่ ณ โรงแรมดุสิตรีสอร์ท พัทยา เพื่อเข้าร่วมสัมมนาลู่ทางการค้า และการลงทุนร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การเจรจาจับคู่การลงทุนกัน โดยมีนักธุรกิจฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมกว่า 400 ราย ขณะเดียวกันฝ่ายไทยโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ยังเตรียมการจะลงนามในข้อตกลงร่วมกับสมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน (China Association of Small and Medium Enterprise) ซึ่งมีสมาชิกมากถึง 43 ล้านราย เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยที่มีอยู่ 2 ล้านรายให้มีโอกาสเพิ่มขึ้น
โดย Mboy เวลา 09:41 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจไทย, เศรษฐกิจโลก
อัศวิน’ขาใหญ่โผล่เก็บหุ้น‘GBX’
| อัศวิน’ขาใหญ่โผล่เก็บหุ้น‘GBX’ ปัดไม่ได้ทำหุ้นวิ่ง-ยันอนาคตดี |
| วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 |
โพสต์ทูเดย์ — “อัศวิน ลีลายนะ” รายใหญ่ซุ่มเก็บหุ้น GBX ปัดไม่ได้เป็นเหตุไล่หุ้นวิ่ง เชื่อบริษัทมีอนาคตดี มาร์เก็ตแชร์พุ่ง
นายอัศวิน ลีลายนะ นักลงทุนรายใหญ่ รายงานสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า วันที่ 20 ก.ค. 2552 ได้ซื้อหุ้นบริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ (GBX) จำนวน 24 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.23% รวมกับหุ้นเดิม 35.086 ล้านหุ้น หรือ 3.26% ส่งผลให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 59.086 ล้านหุ้น หรือ 5.49%
นายอัศวิน กล่าวว่า การซื้อหุ้นจำนวนนี้เป็นการซื้อครั้งเดียว และไม่เชื่อว่าจะเป็นสาเหตุให้ราคาหุ้น GBX ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นการซื้อเพียงครั้งเดียว และหลังจากนั้นไม่ได้เข้าไปซื้อเพิ่มอีก
สำหรับการซื้อหุ้นเนื่องจากเห็นว่าเป็นหุ้นที่มีอนาคตทางธุรกิจดี โดยรายได้ไม่ได้มาจากธุรกิจหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งขณะนี้บริษัทได้เสริมธุรกิจค้าทองคำเข้ามา และด้านธุรกิจหลักทรัพย์ได้เสริมทีมการตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ดีขึ้น
นอกจากนี้ ราคาหุ้น GBX ในตลาดถือว่าต่ำกว่าราคาหุ้นที่เสนอขายประชาชนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก (IPO) ที่ 2 บาท จึงสนใจเข้ามาลงทุน
“การซื้อหุ้นของผมไม่เกี่ยวกับข่าวการควบรวมกิจการกับโบรกเกอร์อื่นและคิดว่าไม่น่าจะควบรวมกับใคร เพราะ GBX ได้ทำธุรกิจค้าทองคำและยังจะนำบริษัทลูกคือธุรกิจหลักทรัพย์เข้าตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่คิดว่าจะควบรวมกับใคร” นายอัศวิน กล่าว
สำหรับนักลงทุนรายนี้ซึ่งมีข่าวว่าเป็นนักลงทุนรายใหญ่ เป็นญาติของผู้ถือหุ้นใหญ่ GBX และมีมูลค่าซื้อขายร่วม 1 หมื่นล้านบาท/เดือน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งนักลงทุนรายนี้ยอมรับว่า ช่วงตลาดหุ้นดีเคยทำวอลุมขึ้นไปถึงขนาดนั้น แต่การลงทุนช่วงนี้ได้ชะลอลง และมุ่งหันไปทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งเป็นธุรกิจค้าทองคำ ขณะเดียวกันหุ้นที่ลงทุนจะถือลงทุนระยะยาว ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ถือหุ้นบริษัทไหนที่มีนัยสำคัญ
“การซื้อขายหุ้นของผมปัจจุบันน้อย เน้นการทำธุรกิจส่วนตัวมากกว่า” นายอัศวิน กล่าว
โดย Mboy เวลา 09:39 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าที่สุดในภูมิภาค
| ADB มองเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าที่สุดในภูมิภาค |
| นายจอง หวา ลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประจำธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) บอกว่า เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียตะวันออก ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และพบสัญญาณว่ากำลังฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอย เนื่องจากตัวเลขค้าปลีกและคำสั่งซื้อจากภาคอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ ประเมินว่า เศรษฐกิจเอเชียจะฟื้นตัวเป็นรูปตัว V โดยในปี 2553 จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกหลังจากถดถอยอย่างแรงในปีนี้ โดยประเทศจีนจะเป็นผู้นำการฟื้นตัว ที่เป็นผลจากใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจจีนปีหน้าจะขยายตัว 8 % จากปีนี้ที่โตเพียง 7 % ซึ่งต่ำสุดในรอบ 20 ปี ส่วนเศรษฐกิจอาเซียน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซียและฟิลิปปินส์ จะมีอัตราการเติบโตที่แตกต่างกัน โดยเศรษฐกิจไทยปีนี้จะติดลบ 2 % และปีหน้าจะขยายตัว 3 % ซึ่ง ADB จะปรับประมาณการณ์อีกครั้งเดือนกันยายนนี้ ทั้งนี้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ถือว่าฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอินโดนีเซีย ที่คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัว 5% มาเลเซีย 4.5 % และฟิลิปปินส์ 3.5 % เนื่องจากไทยพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่มาก ประกอบกับขนาดของเศรษฐกิจในประเทศน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ซึ่งการฟื้นตัวครั้งนี้ ก็จะต้องพึ่งพิงเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก ADB ยังเสนอแนะว่า แม้เศรษฐกิจเอเชียจะเริ่มฟื้นตัว แต่ประเทศต่าง ๆ ยังจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ทั้งนี้ ยอมรับว่า แม้เศรษฐกิจจีนและเอเชียจะฟื้นตัว แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ซึ่งยังต้องพึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลัก คือ สหรัฐ ยุโรป เพราะเป็นตลาดหลักของการส่งออก สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ได้แก่ สถานการณ์การเมืองของแต่ละประเทศ การระบาดโรคหวัดใหญ่ 2009 และ ภาวะเงินฝืด นอกจากนี้เอดีบียังเป็นห่วงปัญหาคนยากจน ที่ปัจจุบันในเอเชียมีถึง 60 ล้านคน และหากปีหน้าเศรษฐกิจไม่ฟื้น จำนวนคนยากจนก็จะเพิ่มเป็น 100 ล้านคน |
โดย Mboy เวลา 09:38 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
23 กรกฎาคม 2552
คาดอสังหาริมทรัพย์ไทยฟื้นต้นปีหน้า
| คาดอสังหาริมทรัพย์ไทยฟื้นต้นปีหน้า แต่ปีนี้ยอดขายลด 10% |
| นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เห็นด้วยกับแนวทางที่รัฐบาลเตรียมนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาบังคับใช้ และเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่น่าจะให้การตอบรับ เนื่องจากร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว จะนำมาใช้แทน พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และพ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องถิ่น ซึ่งมีการจัดเก็บที่ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน อีกทั้งยังทำให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีความกระตือรือล้นในการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมด้วย เพราะรายได้จะเข้าสู่ระบบท้องถิ่นโดยตรง นอกจากนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าว น่าจะทำให้มีการกักตุนที่ดินน้อยลง และทำให้การเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น เนื่องจากที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จะมีการจัดเก็บภาษีในระดับที่สูง นอกจากนี้ยังทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงที่ดินได้ง่ายขึ้น และน่าจะทำให้ราคาที่ดินถูกลง สำหรับแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เชื่อว่า จะเริ่มกระเตื้องขึ้นในช่วงไตรมาส 4/52 และจะฟิ้นตัวชัดเจนในช่วงไตรมาส 1/53 ส่วนการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่งผลให้คนไม่กล้าเข้าร่วมงานมหกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมืองนั้น ส่งผลให้ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ลดลง โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ราคาแพงในเมืองท่องเที่ยวที่เจาะตลาดชาวต่างชาติ เช่น ภูเก็ต สมุย คาดว่ายอดขายจะลดลงจากปีที่ผ่านมากว่า 30% ขณะที่ยอดขายในกรุงเทพและปริมาณฑลซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าชาวไทยนั้น คาดว่า ยอดขายในปีนี้จะลดลงจากปีที่ผ่านมากว่า 120,000 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 10 % และมียอดจดทะเบียนบ้านใหม่อยู่ที่ 70,000 หน่วย |
โดย Mboy เวลา 09:16 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจไทย, หุ้น
หุ้นไทยวันสุริยคราสติดลบ 11.61 จุด
| หุ้นไทยวันสุริยคราสติดลบ 11.61 จุด จากแรงขายทำกำไรจากตลาดหุ้นต่างประเทศ |
| วิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บล.เกียรตินาคิน กล่าวในรายการ Trading Hour (Afternoon) ว่า ความกังวลที่นักลงทุนมีต่อการขายทำกำไร หลังดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกัน 7 วันทำการ จากการขานรับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีเกินคาด ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในตลาดหุ้นหั่งเส็งของฮ่องกง และส่งผลต่อเนื่องมายังตลาดหุ้นไทยในที่สุด วิริยามองว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะนี้ยังไร้ทิศทาง ขาดปัจจัยหนุนนำไม่ว่าจะเป็นในด้านบวกหรือลบ จึงผันผวนตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนและกระแสการลงทุนของโลก จึงแกว่งตัวแบบ Sideway แต่ค่อนข้างกว้าง โดยมองกรอบการเคลื่อนไหวที่ 580-620 จุด ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 598.22 จุด ลดลง 11.61 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 22,032.08 ล้านบาท - นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 583.58 ล้านบาท - นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 668.68 ล้านบาท - นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 85.10 ล้านบาท |
โดย Mboy เวลา 09:09 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
ขายทำกำไรกลุ่ม ปตท.!!
ขายทำกำไรกลุ่ม ปตท.!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 22 ก.ค. 52 ปิดที่ 598.22 จุด ลดลง 11.61 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 22,056 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 674.10 ล้านบาท
หุ้นกลุ่ม ปตท.เดี้ยงยกแผง หลังช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นเด้งเกินหน้าเกินตาชาวบ้าน จนนักลงทุนที่เข้าไปซื้อก่อนหน้านี้ฟันกำไรตุงกระเป๋าไปหลายเปอร์เซ็นต์
หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด PTT ปิด 226 บาท ลดลง 7 บาท, PTTEP ปิด 134 บาท ลบ 4 บาท, PTTAR ปิด 19 บาทลบ 0.70 บาท, TOP ปิด 34.75 บาท ร่วง 1.50 บาท และ TTA ปิด 21.70 บาท ลดลง 0.90 บาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง มองดัชนีปรับตัวลดลงหลุด 600 จุด ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยนักลงทุนกลับมาเทขายทำกำไรหลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องถึง 7 วันทำการ
ขณะที่มองแนวโน้มตลาดระยะสั้นว่า มีโอกาศรีบาวด์ขึ้นได้จากปัจจัยภายนอกประเทศที่ยังแกร่ง โดยแนะให้นักลงทุนติดตามปัจจัยจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะ "เบน เบอร์นันกี" ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟด จะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจรอบ 2 ต่อกับสภาฯคองเกรส
ขณะที่ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากเม็ดเงินไหลเข้าในตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้น
แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้เข้าซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวในหุ้น PTTEP, BANPU, QH, SPALI และ HANA คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2 จะดีขึ้น
ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.บัวหลวง คาดว่าตลาดจะยังคงได้รับผลกระทบจากแรงขายต่อและอาจมีการพักฐาน จากนั้นจะแกว่งตัวในกรอบ 580-620 จุด
ขณะที่มองว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 560 จุด หากแนวโน้มตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่สามารถฟื้นตัวได้จริง ซึ่งผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่มีความชัดเจน
แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้ขายทำกำไรและมารอซื้อในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลง โดยหุ้นกลุ่มที่มีความโดดเด่นยกให้หุ้นอสังหาริมทรัพย์!!
โดย Mboy เวลา 09:08 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
22 กรกฎาคม 2552
แนวโน้มปรับฐาน ขายทำกำไรบ้าง
แนวโน้มปรับฐาน ขายทำกำไรบ้าง
สภาพตลาดวันวาน :
ภาคเช้า : การปรับลงของดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้า และตลาดหุ้นในภูมิภาคบางแห่ง ทำให้มีแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มหลักออกมาบ้าง ในช่วงเริ่มเปิดซื้อขาย ส่งผลให้ดัชนีเปิดลดลงบ้างเล็กน้อย ก่อนที่จะผันผวนในกรอบ 610-616 จุด ในช่วง 30 นาทีแรก
หลังจากนั้นจึงมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มหลักกลับเข้ามาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน หนุนให้ดัชนีแกว่งขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่บริเวณ 618 จุด จากนั้นจึงมีแรงขายทำกำไร กดดันให้ดัชนีปรับตัวลดลงมาทดสอบแนวรับบริเวณ 612 จุดอีกครั้ง และปิดภาคเช้าที่ 613 จุด ลดลงจากวันก่อน 0.63 จุด โดยมีปริมาณซื้อขายค่อนข้างหนาแน่นเกือบ 1.3 หมื่นล้านบาท
ภาคบ่าย : บรรยากาศการซื้อขายยังคงผันผวนต่อเนื่องจากภาคเช้า แรงกดดันจากการปรับฐานของตลาดหุ้นหลักๆ ในเอเชีย รวมทั้งการลดลงเล็กน้อยของดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้า และราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า ส่งผลให้มีแรงขายหุ้นกลุ่มหลักออกมาบ้างในช่วง 15 นาทีแรก ทำให้ดัชนีลดลงไปทดสอบแนวรับบริเวณ 610 จุดอีกครั้ง ก่อนที่จะมีแรงซื้อเก็งกำไร หนุนให้ดัชนีกระเตื้องขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 615 จุดได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี เมื่อเข้าช่วง 1 ชั่วโมงสุดท้ายได้มีแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มหลักออกมาอย่างต่อเนื่อง กดดันให้ดัชนีอ่อนตัวลงจนมาปิดตลาดที่ 609.83 จุด ลดลง 3.84 จุด (-0.63%) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของวัน โดยมีปริมาณซื้อขายลดลงเหลือ 2 หมื่นล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่อง
แนวโน้มตลาด : ขึ้นอยู่กับผลกระทบจากปัจจัยสำคัญ ต่อไปนี้
1.ทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังจากดัชนีดาวโจนส์แกว่งตัวขึ้นติดต่อกัน 6 วันทำการ จากปัจจัยหนุนเรื่องผลประกอบการที่ดีเกินคาดของกลุ่มหลักๆ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มเทคโนโลยี ในระยะสั้นตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดแกนนำ อาจจะมีแนวโน้มปรับฐานบ้าง จากการขายทำกำไรระยะสั้นของนักลงทุนบางกลุ่ม เพื่อรอดูสัญญาณแนวโน้มทางเศรษฐกิจ และโอกาสในการยุติมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน จากคำแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ ที่จะมีต่อสภาคองเกรส ในช่วงวันที่ 21-22 ก.ค. นี้ ซึ่งคงจะส่งผลกระทบทำให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับฐานตามบ้างเช่นกัน
2.ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ เช่นเดียวกับทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐ ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ส.ค.อาจจะปรับฐานบ้าง ก่อนที่จะครบกำหนดส่งมอบในวันอังคารที่ 21 ก.ค. หลังจากแกว่งตัวขึ้นต่อเนื่อง 4 วันทำการ ตามแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และการแกว่งขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐ ในขณะที่ปริมาณสต็อกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ทั้งน้ำมันเบนซิน และน้ำมันกลั่น ในสัปดาห์ที่ผ่านมาของสหรัฐ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจจะเป็นปัจจัยกดดันให้มีแรงขายทำกำไรสัญญาส่งมอบน้ำมันดิบออกมาบ้างเช่นกัน
3.ปัจจัยในประเทศ ตลาดหุ้นไทยได้ตอบรับปัจจัยบวกต่างๆ ไปพอสมควรแล้ว ไม่ว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2552 ที่ดีเกินคาดของกลุ่มธนาคาร ความสงบเรียบร้อยในการจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ภูเก็ต รวมทั้งตัวเลขการส่งออกเดือน มิ.ย.ที่กระเตื้องขึ้นจากเดือนก่อน แม้ว่าจะลดลงจากเดือน มิ.ย.ปีก่อน ส่งผลทำให้ดุลการค้ายังคงมียอดเกินดุลต่อเนื่อง โดยมียอดเกินดุลถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วง ม.ค.-มิ.ย.2552 ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยจึงมีแนวโน้มจะปรับฐานบ้าง ก่อนจะมีการเริ่มประกาศผลประกอบการของกลุ่มพลังงาน และ ปิโตรเคมี ในสัปดาห์หน้า
จากปัจจัยข้างต้น คาดว่าตลาดหุ้นวันนี้ยังคงมีแนวโน้มปรับฐานต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศ และราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า รวมถึงแรงขายทำกำไรระยะสั้นของนักลงทุนประเภทสถาบัน
คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวผันผวนภายในกรอบแนวรับ 597-600 จุด กับแนวต้าน 615-618 จุด
นักลงทุนระยะสั้น - แกว่งขึ้น ขายทำกำไรบ้าง รอซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มหลักที่แนวรับ
นักลงทุนระยะยาว - ถือต่อ หรือ Short Port บ้าง หากดัชนีไม่ผ่านแนวต้าน
โกสินทร์ ศรีไพบูลย์
โดย Mboy เวลา 08:46 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
21 กรกฎาคม 2552
ส่งออกเดือนมิ.ย.ติดลบ 25.9%
| ส่งออกเดือนมิ.ย.ติดลบ 25.9% แต่แนวโน้มดีขึ้น |
| นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า การส่งออกการไทยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีมูลค่า 12,334 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 25.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการส่งออกสินค้าเกษตรปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตามความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง การแข่งขันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น รวมทั้งประเทศคู่ค้าที่ชะลอการสั่งซื้อ แต่หากเทียบกับเดือนพฤษภาคม การส่งออกปรับเพิ่มขึ้น 5.8% และมีมูลค่าสูงสุดในรอบ 7 เดือน ขณะที่การส่งออกในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่า 68,207 ล้านดอลลาร์ลดลง 23.5% แต่มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าการส่งออกปีนี้จะติดลบเพียง 10% จากเป้าหมายติดลบ 15-19% นายศิริพล ยังบอกถึงแนวโน้มการส่งออกในปีหน้า เชื่อว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ 12-15% จากฐานการส่งออกในปีนี้ ที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดแล้ว ทำให้ออเดอร์จากการส่งออกเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนการนำเข้าเดือนมิถุนายน มีมูลค่า 11,397 ล้านดอลลาร์ติดลบ 29.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ส่วนการนำเข้าในช่วง 6 เดือนแรกของปีมีมูลค่า 57,215 ล้านดอลลาร์ ลดลง 35.4% ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนมิถุนายนเกินดุลอยู่ที่ 936 ล้านดอลลาร์และ 6 เดือนแรกเกินดุลการค้าอยู่ที่ 10,991 ล้านดอลลาร์ |
โดย Mboy เวลา 09:57 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
ค่าเงินบาทหลุด34
ค่าเงินบาทหลุด34 เงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น
ค่าเงินบาทหลุด 34 บาท/ดอลลาร์ หลังดอลลาร์ร่วงหนัก นักลงทุนโยกเงินเข้าตลาดหุ้น ปิดตลาดอยู่ที่ 33.99/34.04 บาท/ดอลลาร์
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเมื่อวานนี้ (20 ก.ค.) ว่า เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 33.99/34.04 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 34.04/05 บาท/ดอลลาร์
"วานนี้มีหลายปัจจัยที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เช่น การประกาศผลประกอบการของสถาบันการเงินในสหรัฐฯ เช่น ซิตี้กรุ๊ป รวมทั้งยอดการเริ่มสร้างบ้านและอนุญาตก่อสร้างเดือน มิ.ย.2552 ที่ออกมาดีขึ้นกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จึงทำให้นักลงทุนเริ่มมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น จึงหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และลงทุนในเงินสกุลที่ให้ผลตอบแทนสูง"
ส่วนปัจจัยในประเทศจะมาจากยังมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่ยังไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในวันนี้ (21 ก.ค.) คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.90-34.05 บาท/ดอลลาร์
โดย Mboy เวลา 09:55 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ค่าเงิน, เศรษฐกิจไทย
14 กรกฎาคม 2552
นลท.โยกเงินฝาก-หุ้น รับ ดบ.ยวนใจ
บอนด์ออมทรัพย์ขายเกลี้ยง
*นลท.โยกเงินฝาก-หุ้น รับ ดบ.ยวนใจ
นักลงทุนแห่ซื้อบอนด์ไทยเข้มแข็งหมดเกลี้ยงงวดแรก 3 หมื่นล้านบาท จับตางวดที่ 2 และ 3 วงเงินที่เหลืออีก 2 หมื่นล้านบาทกระแสตอบรับดีหรือไม่ หลังให้ผลตอบแทนเยี่ยม ดอกเบี้ยจูงใจ 5% แถมความเสี่ยงยังต่ำ กระทรวงคลังเตรียมพิจารณาคลอดงวดสอง วงเงินราว 4 หมื่นล้านบาท ด้านนายแบงก์ประสานเสียงมั่นใจไม่มีเงินโยกจากระบบเงินฝากไปซื้อพันธบัตรฯ แต่เข็นผลิตภัณฑ์การเงินสารพัดรูปแบบดึงลูกค้ากลับ ฟากตลาดหุ้นบรรยากาศซบเซา หุ้นแบงก์ถูกเทกระจาดเดี้ยงยกแผง นำทีมโดย BBL-KBANK--KTB-SCB
และแล้วพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งที่ออกจำหน่ายงวดแรกจำนวน 3 หมื่นล้านบาทก็จำหน่ายได้หมดเกลี้ยงในพริบตา เพียงแค่เปิดจำหน่ายวันแรกเมื่อวานนี้ (13กรกฎาคม 52) โดยเดิมทีกระทรวงการคลังมอบหมายให้ 7 สถาบันการเงินจำหน่ายงวดแรกให้กับผู้สูงอายุในวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท แต่จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของนักลงทุน ส่งผลให้กระทรวงการคลังตัดสินใจเข็นพันธบัตรฯ งวดที่เตรียมขายในวันที่ 17, 20 - 21 กรกฎาคม 2552 อีกจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาทออกจำหน่ายทันที จากจำนวนที่เตรียมจำหน่ายรวม 2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เหลือพันธบัตรฯ ออกจำหน่ายตามกำหนด 5 พันล้านบาท และทำให้พันธบัตรออมทรัพย์ฯ วานนี้จำหน่ายรวดเดียวหมดในจำนวน 3 หมื่นล้านบาท ส่วนงวดที่จำหน่ายวันที่ 15 - 16 กรกฎาคม 2552 ให้กับนักลงทุนทั่วไปยังคงเดิมที่ 1.5 หมื่นล้านบาท
จากการสำรวจสถาบันการเงิน 3 แห่ง จากทั้งหมด 7 แห่ง พบว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK จำหน่ายพันธบัตรฯ 4.7 พันล้านบาทได้หมดรวดเร็ว โดยมีผู้ได้รับการจัดสรร 6 พันราย ขณะที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดจำหน่ายพันธบัตรฯ จำนวน 7.1 พันล้านบาทได้หมดภายใน 1ชั่วโมง ส่วนธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB ได้เปิดจำหน่ายพันธบัตรฯ จำนวน 2.4 พันล้านบาทได้หมดในเวลาไม่ถึงชั่วโมง และมีผู้จอง 3.45 พันคน
ทั้งนี้ หากการจำหน่ายพันธบัตรฯ ดังกล่าวจำหน่ายได้หมดทั้งจำนวน 5 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังเตรียมพิจารณาออกพันธบัตรฯ รอบที่ 2 วงเงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาทเพื่อจำหน่ายให้นักลงทุนอีกในเดือนสิงหาคม 2552 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ศึกษา
พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งดังกล่าวถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากมีความเสี่ยงน้อยจากการที่รัฐบาลเป็นผู้จัดจำหน่าย ขณะเดียวกันให้ผลตอบแทนสูง มีอัตราดอกเบี้ยจูงใจถึง 5% เทียบจากผลตอบแทนจากการลงทุนรูปแบบอื่นที่ยังต่ำ ฉะนั้นหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินจากระบบเงินฝากของสถาบันการเงิน รวมถึงเม็ดเงินจากตลาดหลักทรัพย์ฯ โยกไปซื้อลงทุนในพันธบัตรฯ
โดยในส่วนของสถาบันการเงินต่างๆ แม้นายแบงก์ส่วนใหญ่ออกมาระบุว่าการออกพันธบัตรฯ จะไม่กระทบกับฐานลูกค้าเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากสภาพคล่องยังล้นระบบ แต่ดูเหมือนว่าสถาบันการเงินหลายแห่งได้ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายรูปแบบเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้โยกกลับมาเข้ามาลงทุนในสถาบันการเงินมากขึ้น
ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษเงินฝากประจำเพื่อผู้สูงอายุ (Happy Senior Fixed Deposit) ระยะเวลาการออมนาน 30 เดือนสำหรับลูกค้าผู้มีอายุ 55 ปีขึ้นไปในอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจากปกติอีก 0.50% เป็น 2.15% ต่อปี ระหว่างวันที่ 13-21 กรกฎาคม นี้ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวสูงที่สุดของธนาคารฯ ขณะนี้
ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB จะออกกองทุนรวมตราสารหนี้เพื่อจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป ภายหลังรัฐบาลออกพันธบัตรฯ เสร็จสิ้น โดยกองทุนรวมตราสารหนี้ดังกล่วมีอายุแค่ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.1% แต่ยังไม่กำหนดวงเงินซื้อขั้นต่ำ ฟากธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KK ออกเงินฝากประจำ 2 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.75% ฝากขั้นต่ำ 1 แสนบาท สูงสุด 400 ล้านบาท เพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้าเงินฝากของธนาคารไม่ให้ไหลออก ส่วนธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย จำกัด ได้ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากอัตราดอกเบี้ยก้าวหน้าระยะเวลา 18 เดือน และ 24 เดือน เป็นเงินฝากประจำ โดยอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้น 0.25-0.50% ทุกๆ 6 เดือน ฝากขั้นต่ำ 5 พันบาท และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP จะเปิดจำหน่ายหู้นกู้อ้อยสิทธิของธนาคาร 2 ชุด โดยหุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 10 ปี และชุดที่ 2 อายุ 15 ปี เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเงินกองทุนธนาคาร เปิดจองซื้อวันที่ 20-23 กรกฎาคม 2552 กำหนดวงเงินขั้นต่ำ 1 แสนบาท และทวีคูณ 1 แสนบาท
สำหรับภาวะตลาดหลักทรัพย์ฯวานนี้ ดัชนีฯ ปรับลดลงและเคลื่อนไหวแดนลบตลอดทั้งวัน SET Index ปรับลดลงต่ำสุดที่ 556.11 จุด ก่อนจะมาปิดที่ 562.55 จุด ลดลง 3.48 จุด หรือ 0.61% มูลค่าการซื้อขาย 10,564.32 ล้านบาท
โดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่นำทีมกดดัชนีฯ โดยเฉพาะธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ราคาปิดที่ 96.50 บาท ลดลง 3.50 บาท หรือ 3.50% มูลค่าการซื้อขาย 430.19 ล้านบาท, ราคาหุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK อยู่ที่ 62.00 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 2.36% มูลค่าการซื้อขาย 318.28 ล้านบาท ส่วนราคาหุ้นธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB อยู่ที่ 8.10 บาท ลดลง 0.30 บาท หรือ 3.57% มูลค่าการซื้อขาย 309.95 ล้านบาท และราคาหุ้นธนาคารไทยพาณิชย ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB อยู่ที่ 64.25 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 1.91% มูลค่าการซื้อขาย 668.85 ล้านบาท
แรงเทขายจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ฉุดราคาหุ้นทั้งกลุ่มปรับลดลงอย่างแรง และส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซบเซา โดยแม้หลายฝ่ายจะออกมาระบุว่าการออกพันธบัตรฯ ดังกล่าวจะไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญกดดันดัชนีฯ แต่ต้องยอมรับว่ามีผลต่อจิตวิทยาการลงทุนบางส่วน เนื่องจากถูกมองว่ามีการโยกเงินลงทุนบางส่วนในตลาดหลักทรัพย์ฯไปซื้อพันธบัตรฯ ดังกล่าว
จากนี้ต่อไปคงต้องจับตาดูการออกจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งในช่วงงวดที่ 2 และ 3 ว่าจะส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเงียบเหงาต่อไปหรือไม่ รวมถึงต้องติดตามต่อไปถึงปัจจัยต่างประเทศต่างๆ ที่มีผลต่อการลงทุน โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ล่าสุดต่ำกว่า 60ดอลลาร์/บาร์เรล รวมถึงตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงผลประกอบการไตรมาส 2/2552 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งไทยและต่างประเทศ เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวล้วนส่งผลต่อภาวะตลาดฯ
****รมว.คลัง เล็งเพิ่มวงเงินพันธบัตรออมทรัพย์ หลังงวดแรก 3 หมื่นลบ.ขายเกลี้ยงแล้ว
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าได้รับรายงานจากสถาบันการเงินทั้ง 7 แห่งที่เปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง งวดแรกวันนี้ 1.5หมื่นล้านบาทว่า ประชาชนให้ความสนใจเข้ามาลงทุนซื้อพันธบัตรจำนวนมากส่งผลให้ กระทรวงการคลังเพิ่มวงเงินให้กับผู้สูงอายุจากเดิม 1.5 หมื่นล้านบาทเป็น 3 หมื่นล้านบาท โดยโอนวงเงินจากงวดสุดท้าย (17-21 ก.ค.)มา 1.5 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้จำหน่ายหมดแล้ว โดยเฉลี่ยมีผู้สูงอายุมาซื้อประมาณ 4 หมื่นรายทั่วประเทศ หรือตกประมาณ 6-7 แสนบาทต่อคน
'เหตุที่กระทรวงการคลังไม่ได้จัดสรรวงเงินเพิ่ม 1.5 หมื่นล้านบาท เป็น 3 หมื่นล้านบาทก่อนหน้านี้นั้น เนื่องจากเป็นการลดความเสี่ยงในกรณีที่ธนาคารอาจจะขายพันธบัตรล่วงหน้าให้กับประชาชน ซึ่งรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะขายพันธบัตรให้กับผู้สูงอายุอยู่แล้ว เพราะผู้สูงอายุมีความจำเป็นที่ต้องใช้รายได้ดอกเบี้ยเป็นส่วนใหญ่' รมว.คลังกล่าว
อย่างไรก็ดี หากการเปิดขายพันธบัตรงวดที่สองวันที่ 15 ก.ค.นี้ ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน กระทรวงการคลังเตรียมเพิ่มวงเงินจากเดิมอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยจะนำสัดส่วนวงเงินที่เหลือในงวดสุดท้าย 5 พันล้านบาท นำมาจัดสรรเพิ่มให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม หากความต้องการประชาชนมีจำนวนมาก อาจจะมีการพิจารณาเพิ่มวงเงิน โดยจะต้องรอผลสรุปทั้งหมดในวันพุธนี้
****ส.โบรกนอกฯ ห่วงเงินฝากจากแบงก์โยกไปลงทุนพันธบัตรรัฐ
มล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ กรรมการผู้จัดการ บล.ซิตี้ คอร์ป (ประเทศไทย) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ถึงกรณีที่รัฐบาลออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง 5 หมื่นล้านบาท และขายได้หมดเกลี้ยงในงวดแรก 3 หมื่นล้านบาทว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก เนื่องจากวงเงินพันธบัตรมีมูลค่าไม่มากนัก และไม่ทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นกังวลจากประเด็นดังกล่าว คือเม็ดเงินอาจไหลออกจากเงินฝากหรือส่งผลต่อต้นทุนของบริษัทในการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นมากกว่า
ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งรอบ 2 อีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยเช่นกัน โดยตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ยังคงปรับฐานต่อเนื่อง ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าตลาดฯ ยังซึมต่อ 1-2 เดือน จากความกังวลภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่ราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้นเกินมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง โดยให้ติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยและสหรัฐฯ ในไตรมาส 2/52 ที่เตรียมประกาศ
"หุ้นไทยสัปดาห์นี้น่าจะปรับตัวลดลงและตลาดฯ น่าจะเงียบ แต่คงไม่ลงแรง ทั้งนี้ต้องดูผลประกอบการไตรมาส 2/52 ด้วย ซึ่งหากออกมาไม่ดีก็จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ขณะที่นักลงทุนยังติดตามว่าเศรษฐกิจว่าจะฟื้นตัวหรือไม่" มล.ทองมกุฎ กล่าว
****บล.ฟินันเซียไซรัส คาดกำไรกลุ่มแบงก์ Q2/52 หด 13% จาก Q1/51 แต่แนะซื้อ BBL-KBANK-SCB - BAY
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินกลุ่มธนาคารพาณิชย์(ศึกษา 7 ธนาคาร)ว่ากำไรสุทธิประจำไตรมาส 2/2552 รวมที่ 1.8 หมื่นลบ. ลดลง 13% yoy และลดลง 5% qoq สาเหตุที่ทำให้กำไรสุทธิลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนเกิดจาก
1. คาดรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงราว 5% yoy เป็นผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก ทำให้รายได้ดอกเบี้ยรับจากเงินให้กู้ลดลงทันทีทั้งจำนวน ขณะที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะปรับลงช้ากว่า ทำให้คาดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ลดลงราว 0.40% จากงวดเดียวกันในปีก่อนที่อยู่ที่ค่าเฉลี่ยที่ราว 3.5% มาอยู่ที่ค่าเฉลี่ยที่ราว 3.1% ในไตรมาสนี้
2. คาดการณ์ค่าเผื่อสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นราว 40% yoy ตามความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ทำให้การผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น และ NPL ที่เพิ่มขึ้น คาด TMB จะมีการตั้งค่าเผื่อสำรองหนี้สูญในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นสูงสุด เนื่องจากจะรับรู้กำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ราว 3 พันลบ. ซึ่งจะนำไปใช้เพื่อสำรองหนี้สูญทั้งหมด
3. คาดรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นราว 5% yoy จากธุรกรรมด้าน Trade Finance ที่เพิ่มขึ้นตามการส่งออกที่ฟื้นตัว
สาเหตุที่ทำให้กำไรสุทธิ 2Q2009 ลดลงราว 5% จากไตรมาสก่อนเกิดจากการตั้งค่าเผื่อสำรองหนี้สูญฯ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 70% qoq ส่วนใหญ่เกิดขึ้นใน KTB และ TMB หากไม่รวมรายการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯ คาดกำไรจากการดำเนินงาน (PPOP) จะทรงตัวจากไตรมาสก่อน โดยคาดการณ์รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิจะลดลงเล็กน้อยราว 0.5%qoq แต่ชดเชยจากค่าใช้จ่ายพนักงานในส่วนของการจ่ายโบนัสที่ลดลง
ทั้งนี้ จากรายงาน ธ.พ. 1.1 สินเชื่อ 5 เดือนแรกของปีลดลงราว 2.7% จากปี 08 ในขณะที่จากการสอบถามผู้บริหารธนาคารเกี่ยวกับสินเชื่อในเดือนมิ.ย. พบว่ามีสัญญาณที่ดีขึ้นในสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและรายย่อย (สินเชื่อเคหะ) อย่างไรก็ตามคาดว่าสินเชื่อ 6 เดือนแรกของปีน่าจะยังคงหดตัวอยู่ราว 2.3% จากปี 08 และเป็นอัตราการหดตัวที่เพิ่มขึ้นจาก 3 เดือนแรกของปีที่ลดลงที่ราว 2.2% YTD สาเหตุของการหดตัวของสินเชื่อเกิดจากการจ่ายชำระคืนสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ และการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นจากธนาคารพาณิชย์เอง ธนาคารที่มีสินเชื่อปรับลดลงมากที่สุดคือ TMB ( คาดลด 9.9% YTD มีสาเหตุจากการปรับโครงสร้างการปล่อยสินเชื่อภายใน) และ BBL (คาดลด 5.2% YTD มีสาเหตุจากการจ่ายชำระคืนสินเชื่อของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่) มีเพียง KTB ที่คาดว่าจะมีสินเชื่อขยายตัวที่ราว 4.8% YTD ด้านเงินฝากในช่วง 6 เดือนแรกคาดว่าจะขยายตัวราว 0.8% YTD แต่ลดลงจากที่ขยายตัวที่ราว 1.3% ในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งเกิดจากการเร่งระดมทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนผ่านตราสารทางการเงินอื่นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า อย่างไรก็ตามสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารยังไม่น่ามีปัญหา โดยคาดว่าอัตราส่วน LDR ใน 2Q09 อยู่ที่ 92% ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 08 ที่อยู่ที่ 95%
ด้าน NPL ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน 2Q2009 อีกราว 1-1.5 หมื่นลบ.จากปีก่อน หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 7.3% ในปี2008 มาอยู่ที่ราว 7.4% ใน 1Q2009 ส่วนใหญ่เกิดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้และการประสบปัญหาสภาพคล่องในกลุ่มส่งออก และกลุ่มโรงแรมท่องเที่ยว เป็นต้น อย่างไรก็ตามโดยรวมปัญหา NPL ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ TMB น่าจะแสดงการอัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อลดลงจากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ราว 16% มาอยู่ที่ราว 15% เนื่องจากการจำหน่ายออกราว 2 หมื่นลบ. ในช่วงต้นปี และหลายธนาคารมีแผนที่จะจำหน่าย NPL ให้กับบสก. อีกในช่วงครึ่งปีหลัง อาทิ BAY (ราว 1.5 หมื่นลบ.) , SCIB (ราว 7 พันลบ.) และ TMB เป็นต้น
BBL คาดว่ากำไรสุทธิ 2Q09 จะอยู่ที่ 4.45 พันลบ.ลดลง 12%yoy และ 8.6%qoq คาดสินเชื่อจะหดตัวลง 5.2%YTD เนื่องจากการจ่ายชำระคืนสินเชื่อภาคธุรกิจรายใหญ่ ประกอบกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากทำให้คาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 0.48%yoy และราว 10%qoq และน่าจะเห็นการฟื้นตัวของ NIM ใน4Q เป็นต้นไป จึงคาดรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะลดลง 8.3%yoy และ 1%qoq รายได้ค่าธรรมเนียมคาดว่าจะขยายตัวราว 3-5%yoy ตามเป้าหมายของธนาคาร ขณะที่คาดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวมอยู่ที่ 53% จาก 50% ในงวดเดียวกันของปีก่อนและ 52.5% ในไตรมาสก่อน ถึงแม้ BBL จะพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายพนักงานและขยายสาขาลดลงแต่มีรายได้รับน้อยลง
KBANK คาดกำไรสุทธิ 2Q09 ที่ 3,494 ลบ. ลดลง 18%yoy เนื่องจากคาดการณ์การตั้งค่าเผื่อสำรองหนี้สูญที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 2 พันลบ. เป็น 2.5 พันลบ. หรือเพิ่มขึ้น 25%yoy และ 6%qoq และคาดว่าค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 8%yoy และ 3%qoq ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายพนักงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 17%yoyและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่และอุปกรณ์เพิ่มขึ้น 14%yoy ตามการลงทุนระบบเครือข่ายสาขาและสารสนเทศ ทำให้คาดสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวมจะสูงขึ้นมาอยู่ที่ 54%จาก 52% ใน 2Q08 คาดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิจะขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.75% จาก 3.66% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงจากการหมดอายุโครงการเงินฝากประจำดอกเบี้ยสูง(เงินฝากอุ่นรัก) และผลการปรับลดดอกเบี้ยออมทรัพย์ แต่เนื่องจากคาดว่าสินเชื่อ 6 เดือนแรกจะหดตัวลงราว 4%YTD ทำให้รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิโดยรวมน่าจะทำได้แค่ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
SCB คาดกำไรสุทธิ 2Q09 ที่ 4.9 พันลบ. ลดลง 16%yoy และ12%qoq โดยคาดรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะทรงตัวจากไตรมาสก่อนแต่จะลดลง 6%yoy เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ที่ลดลง และคาดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 0.60%yoy และ 0.15%qoq คาดรายได้ค่าธรรมเนียมทรงตัว YoY และ QoQ ทำให้ PPOP ลดลงราว 10%yoy และคาดอัตราภาษีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 30% เทียบกับ 27% ใน 2Q08 และ 23% ในไตรมาสก่อน
KTB คาดกำไรสุทธิ 2Q09 ที่2.3 พันลบ. เพิ่มขึ้น 29%yoy แต่ลดลง 13%qoq สาเหตุที่ทำกำไรโตขึ้นมากเมื่อเทียบ YoY เนื่องจากไม่มีค่าเผื่อด้อยค่า CDO ที่บันทึกใน 2Q08 ที่ 1 พันลบ. อย่างไรก็ตาม PPOP จะลดลงราว 8%yoy เกิดจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงาน 8%yoy ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จะอยู่ที่ราว 55% ในงวดนี้ เพิ่มขึ้นจาก 50% ในงวดเดียวกันของปีก่อน สาเหตุที่คาดว่ากำไรสุทธิจะลดลงราว 13%qoq เนื่องจากค่าเผื่อสำรองหนี้สูญที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 พันลบ. จาก 1.5 พันลบ. ในไตรมาสก่อน แต่คาด PPOP จะเพิ่มขึ้นราว 25%qoq เนื่องจากค่าใช้จ่ายพนักงานเกี่ยวกับโบนัสที่ลดลง
SCIB คาดกำไร 2Q09 ที่ 781 ลบ. ลดลง 5%yoy แต่เพิ่มขึ้น 20%qoq กำไรที่คาดว่าลดลง YoY เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยรับจะลดลงราว 3%yoy ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่หากเทียบกบไตรมาสก่อนกำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นราว 20% เนื่องจากคาดรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่เพิ่มขึ้นราว 18%qoq ส่วนมากเกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่านายหน้าในบริษัทหลักทรัพย์ ผลการดำเนินงานหลักในส่วนธนาคารถือว่ายังอ่อนแอ คาด PPOP ลดลงราว 20%yoy โดยคาดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยใน 2Q จะทรงตัวจาก 1Q ที่ 3% (เทียบค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 3.5%) และสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ยังอยู่ในระดับสูงที่ 64%(เทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ราว 55%)
BAY คาดจะมีกำไรสุทธิ 2Q ที่ราว 1.5 พันลบ. เพิ่มขึ้น 50%qoq เนื่องจากมีรายการพิเศษรับสุทธิราว 500 ลบ. จาก Negative Goodwill ซึ่งเกิดจากการเข้าซื้อ AIG ในตอนต้นปี แต่คาดการณ์กำไรสุทธิ 2Q09 จะลดลงราว 25%yoy เนื่องจากค่าใช้จ่ายภาษีและการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯที่เพิ่มขึ้น
TMB คาดกำไรสุทธิ 2Q ที่ 703 ลบ. ลดลง 40%yoy แต่เพิ่มขึ้น 61%qoq ถึงแม้ว่า TMB จะบันทึกกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ Hybrid Tier 1 เข้ามาราว 3 พันลบ. ในไตรมาสนี้ แต่คาดว่าจะนำไปใช้ในการตั้งค่าเผื่อสำรองหนี้สูญทั้งจำนวนเพื่อเพิ่มอัตราส่วนเงินสำรองหนี้สูญต่อ NPL ให้สูงขึ้น ผลการดำเนินงานหลักของ TMB คาดว่ายังคงอ่อนแอคาดลดลงราว 53%yoy เนื่องจากการหดตัวของสินเชื่อท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้คาดรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิลดลง 20%yoy ขณะที่ค่าใช้จ่ายพนักงานสูงขึ้นราว 14%yoy และ 5%qoq จากการเพิ่มจำนวนพนักงานและปรับเพิ่มเงินเดือน Overweight; แนะนำ BBL KBANK SCB และ BAY
อย่างไรก็ดี คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของสินเชื่อและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยใน 2H2009 และมีมุมมองที่ดีมากต่อการขยายตัวของสินเชื่อในปี 10 ซึ่งคาดว่าน่าจะเติบโตได้ในระดับ 10% ขึ้นไป เนื่องจากอานิสงส์การกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐฯส่งผลต่อความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุนในภาคเอกชน รวมถึงเงินกู้จากภาครัฐที่เบิกจ่ายอย่างต่อเนื่องในปีหน้าเพื่อใช้ในโครงการเชิงพื้นฐานหลายรายการ ขณะเดียวกันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปใน 2Q2009 แล้ว จากนี้อัตราดอกเบี้ยกำลังเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น ยิ่งจะเป็นบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ในเชิงความแข็งแกร่งนั้น ธนาคารพาณิชย์ไทยมีความแข็งแกร่งด้านเงินกองทุนซึ่งที่ระดับค่าเฉลี่ยราว 15% สามารถต้านทานต่อภาวะเศรษฐกิจผันผวนและพร้อมที่จะขยายธุรกิจได้อีกมาก NPL อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ขณะที่เศรษฐกิจได้ผ่านช่วงเลวร้ายที่สุดไปแล้ว และธนาคารยังมีอัตราดตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่ค่าเฉลี่ย 70% ช่วยลดความกังวลความเสี่ยงที่เกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ได้ในระดับหนึ่ง เราแนะนำ ซื้อ ใน BBL,KBANK,SCB และ BAY
โดย Mboy เวลา 09:15 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
ต่างชาติสนใจลงทุนหุ้นไทยเพิ่ม
| ประธานบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ยืนยันต่างชาติสนใจลงทุนหุ้นไทยเพิ่ม |
| นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บอกว่า การเดินทางโรดโชว์ที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษรวมกับ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ และดอยซ์แบงก์ ช่วงวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี มีผู้ลงทุนสถาบันเข้ารับฟังข้อมูลจำนวน 25 แห่ง ซึ่งได้ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ได้นำบริษัทจดทะเบียน 5 ราย ประกอบด้วย บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา บมจ.ไออาร์พีซี บมจ.ปตท.เคมิคอล และ บมจ.ซีพี ออลล์ รวมมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดกว่า 300,000 ล้านบาท ไปร่วมให้ข้อมูลด้วย ซึ่งนอกจากข้อมูลผลประกอบการบริษัทที่ดีขึ้นแล้ว ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจไทย สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่มีเสถียรภาพมากขึ้น รวมทั้งนโยบายของภาครัฐในการลงทุนผ่านโครงการลงทุนภาครัฐภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 นอกจากนี้ยังมีการแนะนำผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ เช่น ETF โครงการระบบอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมโยงการซื้อขายหลักทรัพย์ของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์อาเซียน รวมไปถึงการแปรสภาพตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นบริษัทมหาชนและทิศทางการพัฒนาตลาดในอนาคต ซึ่งผู้ลงทุนสถาบันต่างสนับสนุนเพราะ เป็นไปตามแนวทางเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์ในหลายประเทศทั่วโลก และเชื่อว่าจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้ามากขึ้น ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด บอกว่า ผู้ลงทุนสถาบันที่เข้ารับฟังข้อมูลส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ หรือ Emerging Market ซึ่งทั้งหมดก็ลงทุนในไทยอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่มีความเห็นว่าบริษัทจดทะเบียนไทยมีศักยภาพในการเติบโต อันเนื่องมาจากความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่าไทยจะได้รับผลกระทบตามภาวะเศรษฐกิจโลก |
โดย Mboy เวลา 09:09 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
13 กรกฎาคม 2552
ทองคำปิดร่วง $3.70
ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก:
ทองคำปิดร่วง $3.70
ระหว่างนลท.รอดูผลประกอบการภาคเอกชน
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนวันศุกร์ (10 ก.ค.) หลังนักลงทุนเลี่ยงซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงระหว่างรอดูผลประกอบการของภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถบ่งชี้ทิศทางของเศรษฐกิจได้
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. ร่วง 3.70 ดอลลาร์ ปิดที่ 912.50 ดอลลาร์/ออนซ์ และลดลงรวม 2% สำหรับสัปดาห์นี้
ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 29 เซนต์ ปิดที่ 12.6450 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 2.6 เซนต์ ปิดที่ 2.2115 ดอลลาร์/ปอนด์
นักลงทุนค่อนข้างเป็นกังวลกับผลประกอบการของภาคเอกชนที่กำลังจะได้รับการเปิดเผยในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เจเนอรัล อิเล็กทริค โค, แบงค์ ออฟ อเมริกา คอร์ป และ กูเกิล อิงค์ โดยพวกเขาหวังว่าผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้จะบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยใกล้สิ้นสุดลงแล้ว
ในขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าเมื่อเทียบอีกหลายสกุลเงินหลักก็ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติหลีกเลี่ยงที่จะซื้อทองคำ เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะมีราคาแพงสำหรับนักลงทุนต่างชาติหากดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบสกุลเงินอื่น
โดย Mboy เวลา 10:07 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ทองคำ, เศรษฐกิจไทย, เศรษฐกิจโลก, เศรษฐกิจสหรัฐ
คอลัมน์ เกาะติดหุ้นร้อน
คอลัมน์ เกาะติดหุ้นร้อน
- เปิดตลาดปลายสัปดาห์หลังปิดวันหยุดเทศกาล แม้จะยังไม่คึกคัก แต่ก็มีหุ้นเก็งกำไรอย่าง หุ้นสาลี่อุตสาหกรรม (SALEE) วิ่งรับข่าว ผู้ถือหุ้นรายใหม่ในบริษัทลูกที่ใกล้จะ สรุปผลแล้ว โดยราคาปรับขึ้นถึง 68% จากราคา 1.57 บาท มาที่ 2.64 บาท ส่วน SALEE-W1 บวก 90% จาก 0.43 บาทอยู่ที่ 0.82 บาท ซึ่ง บล.เคทีซีมิโก้ มองว่า หากราคาหุ้น SALEE สามารถยืนเหนือระดับราคา 2.50 บาทได้ แข็งแกร่งก็สามารถเล่น "เก็งกำไร" ได้ แต่ถ้าหลุดแนวรับดังกล่าว "ไม่แนะนำลงทุน" โดยให้แนวต้านที่ 2.80 บาท และถัดไปที่ 3 บาท ขณะที่ SALEE-W1 แนวรับ 0.60 บาท และแนวต้าน 0.82 บาท
- ส่วนหุ้นกระแสแรงได้ใจต้อง ยกให้ หุ้นไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม (TIES) วิ่งขึ้นรวดเดียว 27% หลังมีรายชื่อนักลงทุนขาใหญ่ เข้าไปถือหุ้น หลังมีการใช้สิทธิ หลักทรัพย์แปรสภาพหรือวอร์แรนต์ ที่บริษัทแจกฟรีก่อนหน้านี้ โดยนายรัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ถือหุ้น 9.3% นางอังศนา มาสะกิ 6.38% นางโฉมพิศ บุนนาค 6.61% และ นายฉาย บุนนาค 6.94% แต่ราคาหุ้นขึ้นได้ไม่นานก็ร่วงมาติดฟลอร์ ที่ 1.01 บาท ทำให้ลูกค้าต้องใช้เงินสดวางไว้ ล่วงหน้าเต็มจำนวนก่อนการซื้อ (cash balance) ตั้งแต่วันที่ 8-24 กรกฎาคม 2552
- เปิดตัวผู้บริหารคนใหม่ "ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ" ไปพร้อมๆ กับพาหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) คันทรี กรุ๊ป (CGS) เด้งขึ้นแรงอีกครั้ง ซึ่งขนทีมงานมาซบอกร่วม 70 ชีวิต เป็นฝ่ายมาร์เก็ตติ้ง 50-60 คน ฝ่ายปฏิบัติการแบ็กออฟฟิศ 10 กว่าคน และฟรอนต์ออฟฟิศ 10 คน ตั้งเป้าเดินหน้าขึ้นแท่นอันดับ 3 มาร์เก็ตแชร์ 6% ภายในสิ้นปีนี้ สวนทางกับ บล.บีฟิท ที่ดูท่าจะแย่ลง ราคาหุ้นร่วง จาก 2.10 บาท อยู่ที่ 1.37 บาท มาร์เก็ตแชร์จาก 4% เหลือ 2% คงต้องติดตามกันต่อไป
โดย Mboy เวลา 09:51 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
จับตาโยกเงินลงบอนด์ออมทรัพย์
สัปดาห์นี้หุ้นปรับฐาน
* จับตาโยกเงินลงบอนด์ออมทรัพย์
กูรู ฟันธง สัปดาห์นี้ คลัง ขาย พันธบัตรออมทรัพย์ 5หมื่นลบ.ไม่กระทบบรรยากาศการลงทุน เหตุนักลงทุนคนละกลุ่ม ชี้ อยู่ในช่วงปรับฐาน บล.ฟาร์อีสท์ มองกรอบดัชนี สัปดาห์นี้ 585-560 จุด แนะ ให้ถือหุ้นเพียง 15% ของพอร์ต ที่เหลือถือเงินสด ด้านDBSV แนะ ทยอยซื้อสะสมเมื่อดัชนีฯอ่อนตัวลง ส่วน FSS แนะ เก็งกำไร ที่แนวรับ560 จุด แนวต้านอยู่ที่ 575-585 จุด ด้านนายแบงก์ประสานเสียงพร้อมขายพันธบัตรออมทรัพย์ 5 หมื่นลบ. ลั่นงานนี้ไม่มีกั๊ก
สัปดาห์นี้ กระทรวงการคลังจะประเดิมขาย พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ล็อตแรก วงเงิน 50,000 ล้านบาท เริ่มกันในวันที่ 13 -21 กรกฎาคมนี้ ผ่าน 7 สถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย ธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลัง เตรียมเข็นพันธบัตรออมทรัพย์ ล็อต 2 วงเงิน 3หมื่นล้านบาท ออกมาอีก หากความต้องการของประชาชนในการซื้อล็อตแรกล้นหลาม
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการซื้อขายเพียง 3 วัน หลังปิดทำการเนื่องจากวันหยุดยาว ส่งผลให้ วันแรกของการซื้อขาย(8ก.ค. 52 )ดัชนีฯรูดลงไปถึง 15 จุด ก่อนจะมาปิดตลาด 575.87 จุด ลดลง 7.61 จุด
หรือ -1.30%แม้วันที่ 9 ก.ค. 2552 ดัชนีฯจะรีบาวน์ขึ้นมาปิดตลาดที่ 581.99 จุด เพิ่มขึ้น 6.12 จุดแต่สุดท้าย ก็ต้องเผชิญแรงขายทำกำไรจนทำให้ดัชนีฯ มาอยู่ที่ 566.03 จุด ลดลง 15.96 จุด (10 ก.ค.52) ขณะที่ปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ในช่วงระหว่างวันที่ 8-10 ก.ค.2552 พบว่า นักลงทุนสถาบัน ขายสุทธิ 3,151.3 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,806.8 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 6,958.1 ล้านบาท
*ผจก.ตลท.ยอมรับ อาจมีเม็ดเงินในตลาดหุ้นโยกไปลงพันธบัตรออมทรัพย์*
ด้าน นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ออกมายอมรับว่า อาจมีเม็ดเงินตลาดหุ้นโยกไปลงทุน พันธบัตรออมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ตลท.ไม่ได้มีความกังวลในเรื่องดังกล่าวเพราะมองว่าพันธบัตรที่เสนอขายออกมาน่าจะช่วยเกื้อหนุนและเสริมกันมากกว่า โดยผู้ที่เข้าไปลงทุนคงพิจารณาผลตอบแทนและอัตราดอกเบี้ย
*เชื่อ ไม่กระทบการลงทุน แต่ดัชนีฯร่วงต่อ แนะจับตาการประกาศตัวเลขศก.สหรัฐ*
นายจักรกริช เจริญเมธาชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ เปิดเผยว่า การเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลในสัปดาห์นี้อาจส่งผลให้มีเงินบางส่วนโยกจากตลาดหุ้นไปลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบบรรยากาศการลงทุน โดยมองแนวโน้มดัชนีฯสัปดาห์นี้มีโอกาสจะปรับตัวลดลง และต้องติดตามปัจจัยจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งน่าจะมีผลกับตลาดหุ้น ประกอบด้วยตัวเลข ยอดค้าปลีกดัชนีราคาผู้ผลิต ,ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม,ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย(จำนวน) การสร้างบ้านใหม่
ขณะเดียวกันในสัปดาห์นี้ ยังมีประเด็นสำคัญต้องติดตาม ประกอบด้วยการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 14 ก.ค.นี้ ที่จะมีการพิจารณาขยายอายุ 5 มาตรการ 6 เดือนซึ่งจะครบกำหนดสิ้น ก.ค. รวมทั้งการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง. เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 15 ก.ค.นี้ขณะเดียวกัน วันที่ 17-23 ก.ค. จะมีการประชุมรมต.ต่างประเทศอาเซียนที่ จ. ภูเก็ต โดยครม.จะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ภูเก็ตและพื้นที่โดยรอบ ปิดท้ายด้วย การวินิจฉัยสมาชิกภาพสส.ที่ถือหุ้นสัปทานของรัฐในวันที่ 23 ก.ค.จึงแนะนำให้ถือหุ้นเพียง 15% ของพอร์ต ที่เหลือถือเงินสด มองกรอบดัชนีฯที่ 585-560 จุด
* ฟันธง! พันธบัตรไม่กระทบตลาดหุ้น แนะทยอยซื้อเมื่อดัชนีฯอ่อนตัวลง*
ขณะที่นางสาวอาภาภรณ์ แสวงพรรค รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส DBSV กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้จะยังคงอยู่ในช่วงการปรับฐาน และมีโอกาสแกว่งตัวลงได้อีก โดยที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับการเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งล็อตแรกของธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใด
นอกจากนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่มีการโยกเงินลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อไปซื้อพันธบัตรอย่างแน่นอน เนื่องจากลักษณะของนักลงทุนมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้นักลงทุนในส่วนของพันธบัตร ย่อมมีความต้องในรูปแบบเงินออมระยะยาว ประกอบกับมีความเสี่ยงต่ำ ดังนั้นเม็ดเงินที่จำนวนไปใช้ในการซื้อพันธบัตรจึงเกิดจากเม็ดเงินคนละสัดส่วนกัน
อย่างไรก็ตาม การเปิดขายพันธบัตรฯอาจส่งผลกระทบต่อเงินฝากระยะยาวของธนาคารพาณิชย์ แต่เป็นการกระทบเพียงทางอ้อมเท่านั้น โดยไม่มีนัยสำคัญ ซึ่งในสัปดาห์นี้จะเป็นการประกาศผลประกอบการของธนาคาร รวมทั้งทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. อีกด้วย
ทั้งนี้ภาพรวมของตลาดฯจะปรับตัวลง โดยได้รับปัจจัยกดดันจากวามเชื่อมั่นที่ลดลงด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และอาจมีสัญญาณการรีบาวน์แทรกสลับกัน ทั้งนี้แนะนำให้ทยอยซื้อสะสมเมื่อดัชนีฯอ่อนตัวลง ทั้งนี้ประเมินแนวรับอยู่ที่ 560 จุดและ 550 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 580 จุด และ 590 จุด
* บ่ยั่น!พันธบัตร ชี้ นลท.คนละกลุ่ม มองตลาดร่วง เหตุกังวลศก.-หวัด 2009 *
ด้านนายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส (FSS)กล่าวถึงการเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งล็อตแรกในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ว่า จะไม่กระทบต่อบรรยากาศการลงทุนอย่างแน่นอน โดยการปรับตัวลดลงของดัชนีฯเนื่องจากมีความกังวลด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ขณะเดียวกันนักลงทุนจะไม่โยกย้ายเงินลงทุนไปยังตลาดพันธบัตรฯ เนื่องจากเป็นนักลงทุนคนละกลุ่ม
ทั้งนี้ สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ที่ผ่านมามีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก แต่เรื่องที่จะกระทบต่อธนาคารคาดว่าจะเป็นเรื่องการเติบโตของสินเชื่อที่ช้าลง ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออมเงินในรูปแบบเงินฝาก
โดยภาพรวมของตลาดฯในสัปดาห์หน้าจะยังคงอยู่ในช่วงการปรับฐาน จากความกังวลของสภาพเศรษฐกิจโลก การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 รวมทั้งเสถียรภาพของรัฐบาล ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะก่อนบริเวณแนวรับที่ 540 จุด แต่หากต้องการซื้อเก็งกำไร สามารถทำได้บริเวณแนวรับที่ 560 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 575-585 จุด
* นายแบงก์ประสานเสียงพร้อมขายพันธบัตร ลั่นงานนี้ไม่มีกั๊ก*
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวว่า ธนาคารได้เตรียมความพร้อมไปยังพนักงานประจำสาขาของธนาคารแล้วในการจำหน่ายพันธบัตรดังกล่าว รวมทั้งได้ปฏิบัติตามกติกาที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งไม่ให้รับจองล่วงหน้าอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับนางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวถึงความพร้อมในการจำหน่ายพันธบัตรว่า ธนาคารมีความพร้อมอย่างมาก
โดยมั่นใจว่าจะไม่มีการรับจองพันธบัตรล่วงหน้าอย่างแน่นอน และจะทำตามกฎของกระทรวงการคลังได้กำหนดไว้
สำหรับการดูแลพนักงานของธนาคารได้เตรียมการล่วงหน้าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว ซึ่งมีการทำความสะอาดวันละหลายครั้ง โดยเฉพาะตู้ ATM ซึ่งจะมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก
ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวว่า
การออกพันธบัตรของรัฐบาลจะไม่กระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารอย่างแน่นอน เนื่องจากมีสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนมาก
รวมทั้งระยะเวลาของการถือครองพันธบัตร 3-5 ปีนั้น จะไม่กระทบต่อทิศทางดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคาร โดยมองว่า
ทั้งการฝากเงินกับธนาคารและการออกพันธบัตรเป็นเพียงทางเลือกในการออมของประชาชนที่แตกต่างกัน
จึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อกันและกัน ซึ่งขณะนี้ธนาคารมีความพร้อมในการจำหน่ายพันธบัตรฯแล้ว
ขณะที่นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCIB กล่าวว่า
ธนาคารมีความพร้อมที่จะจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งล็อตแรก แต่ธนาคารได้รับโควต้าประมาณ 3 พันล้านบาท
ทั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก และคาดว่าจะมียอดผู้ที่ต้องการซื้อพันธบัตรมากกว่าจำนวนที่ได้รับมา
พร้อมสั่งห้าม พนักงานประจำสาขาต่างๆจองพันธบัตรฯ ล่วงหน้า
โดย Mboy เวลา 09:48 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
