เศรษฐกิจมาเลเซียเข้าสู่ภาวะถดถอย
กัวลาลัมเปอร์ 26 ส.ค.- ธนาคารกลางมาเลเซียเปิดเผยว่า เศรษฐกิจมาเลเซียซึ่งพึ่งพาการส่งออกดำดิ่งสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคแล้ว หลังจากหดตัวถึงร้อยละ 3.9 ในช่วงไตรมาสที่ 2 นับเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2
ธนาคารกลางมาเลเซียระบุว่า เศรษฐกิจมาเลเซียกำลังได้รับผลกระทบจากภาคการส่งออกที่ซบเซา เนื่องจากความต้องการสินค้าลดลงอันเป็นผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ก่อนหน้านี้ ในช่วงไตรมาสแรก เศรษฐกิจมาเลเซียหดตัวถึงร้อยละ 6.2 นับเป็นการหดตัวครั้วแรกในรอบเกือบ 8 ปี
รัฐบาลมาเลเซียออกแถลงการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจมาเลเซียมีแนวโน้มหดตัวร้อยละ 4-5 ในปีนี้ เนื่องจากอุตสาหกรมการส่งออกและการผลิตดิ่งลงอย่างหนัก.
ภาคการผลิตสิงคโปร์พุ่งขึ้นในเดือนกรกฎาคม
สิงคโปร์ 26 ส.ค.- กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์แถลงว่า ภาคการผลิตของสิงคโปร์ทะยานขึ้นร้อยละ 12.4 เมื่อเดือน ก.ค.ในช่วงที่สิงคโปร์เริ่มฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง
กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ แถลงว่า ภาคเภสัชกรรมในเดือน ก.ค.เพิ่มขึ้นถึง 139% จากปีก่อน ขณะที่ภาคอิเล็กทรอนิกส์ดิ่งลงร้อยละ 5.6 การทะยานขึ้นของภาคการผลิตแสดงว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์เริ่มเติบโตเป็นไตรมาส 2 ติดต่อกันในเดือน ก.ค. - ก.ย. ส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ร้อยละ 20.7 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งนับเป็นการเติบโตครั้งแรกในรอบปี
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
27 สิงหาคม 2552
เศรษฐกิจมาเลเซียเข้าสู่ภาวะถดถอย
โดย Mboy เวลา 11:10 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจโลก
10 สิงหาคม 2552
ผ่านกฎหมายสกัดปั่นราคาน้ำมัน
มะกันผ่านกฎหมายสกัดปั่นราคาน้ำมัน
โทษปรับ1ล้านเหรียญ/วัน
เอเอฟพี รายงานว่า คณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐ (Federal Trade Commision-FTC) เพิ่งอนุมัติกฎระเบียบใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงาน โดยห้ามไม่ให้ผู้เล่นในตลาดใช้ข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องราคาน้ำมัน
โดยแถลงการณ์ของเอฟทีซี ระบุว่า กฎใหม่นี้จะห้ามการฉ้อโกง หรือหลอกลวงในตลาดพลังงาน และการใช้ข้อมูลเพื่อบิดเบือนตลาด
หากใครฝ่าฝืนกฎระเบียบดังกล่าวจะต้องถูกปรับสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งกฎใหม่นี้จะเริ่มมีผลในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552
"จอน ไลโบวิตซ์" ประธานเอฟทีซี ระบุในแถลงการณ์ว่า กฎระเบียบใหม่นี้จะให้อำนาจเอฟทีซีในการจัดการกับพฤติกรรมฉ้อโกงและปั่นราคาให้สูงขึ้น
กฎระเบียบใหม่นี้ห้ามการกระทำที่เข้าข่ายความผิด อาทิ การประกาศแผนที่เกี่ยวกับราคา หรือการตัดสินใจเกี่ยวกับการผลิตที่เป็นเท็จ รวมถึงตัวเลขสถิติ หรือข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง
โดย Mboy เวลา 09:07 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: น้ำมัน, เศรษฐกิจโลก
03 สิงหาคม 2552
เวิลด์แบงก์ยันศก.โลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว
เวิลด์แบงก์ยันศก.โลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว
กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)
เวิลด์แบงก์ยืนยันเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ระบุผ่านจุดต่ำสุดแล้ว คาดปีนี้เศรษฐกิจโลกติดลบ 2.9% ปี"53 พลิกกลับมาเป็นบวก 2%
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะหดตัว 2.9% และจะขยายตัวเป็นบวก 2% ในปีหน้า ขณะที่เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวก 1.8% ในไตรมาส 4 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2552 จะติดลบ 2.7%
"หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนแปลงไป การบริโภคของสหรัฐจะลดลง การแข่งขันทางการค้าจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยลดลง"
นอกจากนี้ สภาพคล่องของโลกจะเพิ่มขึ้นตามการออมที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนมาสู่ภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้นและทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น
โดย Mboy เวลา 09:43 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจไทย, เศรษฐกิจโลก
24 กรกฎาคม 2552
เศรษฐีนักธุรกิจจีนเยือนไทย
เศรษฐีนักธุรกิจจีนเยือนไทย นำร่องลงทุน 2 หมื่นล.
สมาคมวัฒนธรรมไทย-จีน ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และ บีโอไอ รวมทั้ง หอการค้าไทย เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะนักธุรกิจจากสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลก 250-300 คน เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 24-29 ก.ค.นี้ ...
นายเทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นามยืนยง จำกัด ในฐานะอุปนายกสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีน เปิดเผยว่า สมาคมได้ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตลอดจนถึงหอการค้าไทย เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะนักธุรกิจจากสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลกจำนวน 250-300 คน ที่จะเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 24-29 ก.ค.นี้ ถือเป็นคณะแรกและคณะใหญ่ที่สุดที่นักธุรกิจฝ่ายไทยในสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีนเชื้อเชิญให้เดินทางเข้ามา ขณะที่หลายคนในจำนวนนี้ประสงค์จะเดินทางเข้ามาดูลู่ทางการค้าการลงทุน ตลอดจนถึงการท่องเที่ยวของไทยโดยตรง หลังจากที่ปฏิเสธการเดินทางเยือนไทยมาหลายครั้งจากเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มคนเสื้อเหลือง เหตุการณ์ก่อความไม่สงบในเดือน เม.ย.ของกลุ่มคนเสื้อแดง กระทั่งถึงวิกฤติ เศรษฐกิจโลก และการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009
"ความสำเร็จจากการเดินทางไปเชิญชวนนักธุรกิจจีนให้เข้าร่วมสัมมนาในงานเปิดสำนักงานการลงทุนของบีโอไอ ณ กรุงปักกิ่ง ช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาของสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีน และสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลก ปรากฏว่า มีนักธุรกิจจีนกว่าพันคนเข้าร่วม ทำให้มีนักธุรกิจจีนจำนวนมากสนใจเข้ามาลงทุนในไทย และแต่ละรายที่เดินทางมานี้เป็นนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของจีน คาดว่าน่าจะมีเงินทุนจากจีนไหลเข้ามาในไทยไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาทด้วยกัน"
อุปนายกสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีน กล่าวด้วยว่า นักธุรกิจจีนกลุ่มนี้ได้แจ้งความจำนงในการที่จะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ โรงงานเครื่องหนัง โรงงานปูนซีเมนต์ อู่ ต่อเรือ ตลอดจนถึงธุรกิจอัญมณี และธุรกิจท่องเที่ยว และบริการ เช่น โรงแรม เป็นต้น โดยรวมแล้วมีความสนใจด้วยกันถึง 15 หมวด ส่วนที่ถามว่า นักธุรกิจจีนกลุ่มนี้มีศักยภาพมากขนาดไหน นายเทพรักษ์ ตอบว่า ผู้ที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลกแห่งนี้ได้ ต้องมีทุนทรัพย์ อย่างต่ำ 1,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท ที่สำคัญสมาคมนี้มีเครือข่ายนักธุรกิจที่มีเชื้อสายจีนทั่วโลกเป็นสมาชิกถึง 300,000 คน กระจายอยู่ทั่วโลก ในจำนวนนี้มีบริษัทจีนที่ติดอันดับ 500 บริษัทแรกของโลกอยู่หลายราย
"รายที่ร่ำรวยที่สุดที่เดินทางเข้ามาไทยในครั้งนี้ด้วยเห็นจะเป็น นายหลิว หย่ง เห่า ประธานกลุ่มบริษัท นิว โฮป (NEW HOPE) นักธุรกิจใหญ่จากปักกิ่งซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ 4 กลุ่มคือ กลุ่มพลังงาน การเงิน-ธนาคาร เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ซึ่งมีสินทรัพย์รวม 300,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 1.65 ล้านล้านบาท (5.52 บาทต่อหยวน) คุณหลิวอยากจะเข้ามาหาลู่ทางลงทุนในไทยด้วย"
นายเทพรักษ์กล่าวด้วยว่า การเดินทางมาเยือนไทยของนักธุรกิจชั้นแนวหน้าจากจีนครั้งนี้ 150 คน เดินทางมาจากปักกิ่งและหลายมณฑลในจีน ขณะที่อีก 50 คนมาจากฮ่องกง และมาเก๊า ส่วนอีก 100 คนมาจากประเทศต่างๆทั่วโลก และทั้งหมดจะพำนักอยู่ ณ โรงแรมดุสิตรีสอร์ท พัทยา เพื่อเข้าร่วมสัมมนาลู่ทางการค้า และการลงทุนร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การเจรจาจับคู่การลงทุนกัน โดยมีนักธุรกิจฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมกว่า 400 ราย ขณะเดียวกันฝ่ายไทยโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ยังเตรียมการจะลงนามในข้อตกลงร่วมกับสมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน (China Association of Small and Medium Enterprise) ซึ่งมีสมาชิกมากถึง 43 ล้านราย เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยที่มีอยู่ 2 ล้านรายให้มีโอกาสเพิ่มขึ้น
โดย Mboy เวลา 09:41 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจไทย, เศรษฐกิจโลก
23 กรกฎาคม 2552
คาดใช้เวลา 5 ปี กว่า ศก. อังกฤษจะฟื้น
คาดใช้เวลา 5 ปี กว่า ศก. อังกฤษจะฟื้น
บีบีซี รายงานว่า สถาบันวิจัยเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของอังกฤษ (NIESR) คาดการณ์ว่า
อาจต้องใช้เวลาอีก 5 ปี กว่าที่รายได้ต่อหัวของคนอังกฤษจะฟื้นกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับก่อน
เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2551
โดย NIESR คาดว่า ในปี 2555 เศรษฐกิจของอังกฤษจะฟื้นกลับมาสู่ระดับเดียวกับไตรมาสแรก
ของปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
NIESR ประเมินว่า ในปี 2552 จีดีพีของอังกฤษจะลดลง 4.3% ก่อนที่จะกลับมาโต 1%
ในปี 2553 และ 1.8% ในปี 2554
นอกจากนี้ อาจต้องใช้เวลาถึงเดือนมีนาคม 2557 กว่าที่รายได้ต่อหัว (GDP per capita)
จะฟื้นกลับมาสู่ระดับเดียวกับไตรมาสแรกของปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ขณะที่ประเมินว่ารัฐบาลอังกฤษจะกู้ยืมเงินคิดเป็นมูลค่า 165.7 พันล้านปอนด์ในปีนี้
หรือราว 12% ของจีดีพี ลดลงจาก 175 พันล้านปอนด์
และจะลดลงมาอยู่ที่ 121.6 พันล้านปอนด์ในปี 2556-2557
ทั้งนี้ หนี้ของรัฐบาลอยู่ที่ระดับ 799 พันล้านปอนด์ หรือ 56.6% ของจีดีพีอังกฤษ
ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับจากปี 2517
โดย Mboy เวลา 09:10 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจโลก
17 กรกฎาคม 2552
เศรษฐกิจจีนขยายตัวเพิ่มขึ้น
เศรษฐกิจจีนขยายตัวเพิ่มขึ้น
จุดความหวังโลกฟื้นตัว
ปักกิ่ง 16 ก.ค.-เศรษฐกิจจีนไตรมาส 2 ของปีนี้ขยายตัวมากกว่าไตรมาสแรก อันเป็นผลจากการที่ทางการเพิ่มการใช้จ่ายและธนาคารเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ ก่อให้เกิดความหวังว่าจีนจะช่วยนำพาเศรษฐกิจโลกให้พ้นจากภาวะถดถอยได้
ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในไตรมาส 2 ของปีนี้ขยายตัวร้อยละ 7.9 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.1 ในไตรมาสแรก และสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 7.5 ถือว่าขยายตัวมากที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจใหญ่ ส่วนยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายนปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากเดือนเดียวกันปีก่อน แม้สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนออกตัวว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แต่รัฐบาลและเศรษฐกรหลายคนเชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวได้ร้อยละ 8 ตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นเกณฑ์ต่ำสุดที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำหนดไว้เพื่อคงอัตราว่างงานไม่ให้เพิ่มขึ้น
เศรษฐกิจจีนขยายตัวหลังจากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 4 ล้านล้านหยวน (ราว 20 ล้านล้านบาท) และส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากเป็นประวัติการณ์
โดย Mboy เวลา 08:57 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจโลก
14 กรกฎาคม 2552
เตือน‘วิกฤตศก’ ยังไม่จบเกมง่ายๆ
| เตือน‘วิกฤตศก’ ยังไม่จบเกมง่ายๆ |
| วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 |
ผอ.การค้าโลกบอกวิกฤตเศรษฐกิจยังไม่จบลงง่ายๆ หนำซ้ำทั่วโลกยังใช้มาตรการกีดกันทางการค้าไม่ต่างจากเดิม
| ปาสกาล ลามี |
ปาสกาล ลามี ผู้อำนวยการ องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เปิดเผยว่า วิกฤตเศรษฐกิจโลกยังไม่จบลงง่ายๆ หนำซ้ำยังแทบจะไม่มีประเทศใดในโลกที่ยอมลดการกีดกันทางการค้าอย่างจริงจังอีกด้วย
ลามี กล่าวที่ผู้แทนสมาชิกจาก 153 ประเทศทั่วโลก ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า ยังคงมีการกีดกันทางการค้าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดภาษีนำเข้า หรือความเข้มงวดทางศุลกากร ซึ่งจะทำให้ตลาดการค้าปิดตัวลง และจะทำให้สถานการณ์ยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โลกประสบกับปัญหาความต้องการสินค้าน้อยลงอยู่แล้ว
“ยังแทบไม่เห็นสิ่งบ่งชี้ได้ว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ เต็มใจที่จะเปลี่ยนแนวโน้มหรือกำจัดกำแพงทางการค้า หรือแก้ไขกฎเกณฑ์ที่พวกเขาเคยใช้เมื่อครั้งก่อนวิกฤต” ผู้อำนวยการการค้าโลกกล่าว และย้ำว่า การกีดกันทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรมนั้นยังคงมีอยู่
อย่างไรก็ตาม ลามี กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้ว่า นโยบายการอุดหนุนทางการค้า และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประเทศต่างๆ ได้ประกาศใช้นั้นได้เข้าข่ายการละเมิดกฎหมายการค้าโลกหรือไม่ เนื่องจากยังไม่สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างเพียงพอ
โดย Mboy เวลา 09:10 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจโลก
13 กรกฎาคม 2552
ทองคำปิดร่วง $3.70
ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก:
ทองคำปิดร่วง $3.70
ระหว่างนลท.รอดูผลประกอบการภาคเอกชน
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนวันศุกร์ (10 ก.ค.) หลังนักลงทุนเลี่ยงซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงระหว่างรอดูผลประกอบการของภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถบ่งชี้ทิศทางของเศรษฐกิจได้
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. ร่วง 3.70 ดอลลาร์ ปิดที่ 912.50 ดอลลาร์/ออนซ์ และลดลงรวม 2% สำหรับสัปดาห์นี้
ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 29 เซนต์ ปิดที่ 12.6450 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 2.6 เซนต์ ปิดที่ 2.2115 ดอลลาร์/ปอนด์
นักลงทุนค่อนข้างเป็นกังวลกับผลประกอบการของภาคเอกชนที่กำลังจะได้รับการเปิดเผยในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เจเนอรัล อิเล็กทริค โค, แบงค์ ออฟ อเมริกา คอร์ป และ กูเกิล อิงค์ โดยพวกเขาหวังว่าผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้จะบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยใกล้สิ้นสุดลงแล้ว
ในขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าเมื่อเทียบอีกหลายสกุลเงินหลักก็ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติหลีกเลี่ยงที่จะซื้อทองคำ เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะมีราคาแพงสำหรับนักลงทุนต่างชาติหากดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบสกุลเงินอื่น
โดย Mboy เวลา 10:07 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ทองคำ, เศรษฐกิจไทย, เศรษฐกิจโลก, เศรษฐกิจสหรัฐ
10 กรกฎาคม 2552
ผู้นำจี 8-จี 5
ผู้นำจี 8-จี 5 เห็นพ้องผลักดันระบบการเงินให้มีเสถียรภาพ
อิตาลี 10 ก.ค. - ผู้นำจี 8 และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจโตเร็ว 5 ชาติ (จี 5) เห็นพ้องที่จะชะลอการลดค่าเงินสกุลต่าง ๆ รวมถึงผลักดันระบบการเงินระหว่างประเทศให้มีเสถียรภาพ
ในวันที่ 2 ของการประชุมผู้นำกลุ่มจี 8 เป็นการหารือกับประเทศเศรษฐกิจโตเร็ว 5 ชาติ (จี 5) ได้แก่ บราซิล จีน อินเดีย เม็กซิโก และแอฟริกาใต้ ในหลายประเด็น ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และการค้ากับกลุ่มจี 8 ซึ่งทั้งหมดนี้ ที่ประชุมจี 8 ได้หารือกันไปในการประชุมวันแรก โดยร่างคำประกาศของที่ประชุมระบุว่า กลุ่มประเทศจี 8 และจี 5 ซึ่งรวมถึงอียิปต์ จะชะลอการลดค่าเงินสกุลต่าง ๆ ของแต่ละชาติ รวมถึงผลักดันระบบการเงินระหว่างประเทศให้มีเสถียรภาพ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้คำมั่นที่จะผลักดันการเจรจาการค้าโลกรอบโดฮาให้ประสบผลสำเร็จในปีหน้า และจะให้รัฐมนตรีการค้าของแต่ละชาติได้พบหารือกัน ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี 20 ที่เมืองพิตต์สเบิร์ก ประเทศสหรัฐ ในเดือน ก.ย.นี้
โดย Mboy เวลา 09:17 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจโลก
09 กรกฎาคม 2552
ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX
น้ำมันดิบปิดร่วง $2.79 หลังสต็อกเบนซิน,น้ำมันกลั่นพุ่ง
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงอีกเมื่อคืนนี้ (8 ก.ค.) หลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานว่าสต็อกน้ำมันเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินความคาดหมาย และจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจหลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก
สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค.ร่วงลง 2.79 ดอลลาร์ หรือ 4.43% ปิดที่ 60.14 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.ปีนี้ โดยในระหว่างวันราคาน้ำมันดิบเคลื่อนตัวในช่วง 60.01-62.68 ดอลลาร์
ขณะที่สัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนส.ค.ดิ่งลง 6.28 เซนต์ หรือ 3.92% ปิดที่ 1.5379 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 9.95 เซนต์ ปิดที่ 1.6333 ดอลลาร์/แกลลอน
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนส.ค.ดิ่งลง 2.80 ดอลลาร์ ปิดที่ 60.43 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.เป็นต้นมา โดยในระหว่างวันสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนตัวในช่วง 60.30-63.13 ดอลลาร์
สตีเฟ่น ชอร์ค นักวิเคราะห์ด้านพลังงานชื่อดังในสหรัฐเปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีว่า นักลงทุนยังคงกระหน่ำขายสัญญาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องเพราะความกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยปัจจัยที่สร้างความกังวลล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่ไอเอ็มเอฟคาดากรณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะหดตัวลง 1.4% ในปีนี้ ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะหดตัว 1.3%
นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบร่วงลงหลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานว่า สต็อกน้ำมันกลั่นในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 3 ก.ค.เพิ่มขึ้น 3.7 ล้านบาร์เรล แตะที่ 158.7 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 2.0 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรล แตะที่ 213.1 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 0.6 ล้านบาร์เรล
ส่วนสต็อกน้ำมันดิบร่วงลง 2.9 ล้านบาร์เรล แตะที่ 347.3 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลง 2.4 ล้านบาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 0.2 % สู่ 86.8%
นอกจากนี้ ชอร์ค คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในช่วงขาลงอาจดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดที่ระดับ 50 ดอลลาร์/บาร์เรลเมื่อพิจารณาจากปัจจัยทางเทคนิค โดยชี้ว่าตลาดน้ำมันเข้าสู่ "ภาวะหมี"
ทั้งนี้ ชอร์คยังกล่าวด้วยว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง 12% นับตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่แล้วได้กดดันให้ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในช่วงขาลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสังเกตส่วนต่างระหว่างราคาต่ำสุดของวันที่ 2 ก.ค.กับระดับสูงสุดของวันที่ 6 ก.ค.สามารถสะท้อนให้เห็นว่า เป็นเรื่องยากที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นในสัปดาห์ต่อๆไป
โดย Mboy เวลา 08:57 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: น้ำมัน, เศรษฐกิจไทย, เศรษฐกิจโลก
03 กรกฎาคม 2552
ดาวโจนส์ดิ่งกว่า 220 จุด
ดาวโจนส์ดิ่งกว่า 220 จุด หลังอัตราว่างงานสูงสุดในรอบ 26 ปี
นิวยอร์ก 3 ก.ค.-ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดแรงงานที่น่าผิดหวังของสหรัฐ
ฉุดให้ดัชนีหุ้นสหรัฐดิ่งลงกว่า 220 จุด ส่วนราคาน้ำมันดิบลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีดิ่งลงอย่างหนัก จากข้อมูลกระทรวงแรงงานที่ระบุจำนวนแรงงาน
ในสหรัฐที่ถูกปลดออกจากงานในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อยู่ที่ 467,000 ตำแหน่ง
ฉุดให้อัตราว่างงานพุ่งขึ้นจาก 9.4% ในเดือนพฤษภาคม มาอยู่ที่ 9.5% สูงสุดในรอบ 26 ปี
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ดิ่งลง 2.58 ดอลลาร์สหรัฐ
ไปปิดที่ 66.73 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ต่ำที่สุดในรอบ 1 เดือน
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 733.6 ล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 4 ต่อ 1
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 1.96 พันล้านหุ้น
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า นักลงทุนกระหน่ำขายหุ้นหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfar payroll) ร่วงลงเกินคาด 467,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย.
และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 26 ปี
และบ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานยังคงเผชิญภาวะตึงตัวเพราะถูกกระทบจากเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง
ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือนมิ.ย.
จะร่วงลง 365,000 ตำแหน่ง หลังจากดิ่งลง 345,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค.
ขณะที่อัตราว่างงานมีแนวโน้มไต่ขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปีที่ 9.6%
คาร์ล ริกคาดอนน่า นักวิเคราะห์จากบล.ดอยช์ แบงก์ ซีเคียวริตี้ อิงค์ในนิวยอร์กกล่าวว่า
อัตราว่างงานจะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ยอดจ้างงานของสหรัฐดิ่งลงถึง 6.3 ล้านตำแหน่ง
นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยที่เริ่มต้นขึ้นในเดือนธ.ค.2551 ขณะที่รายได้พนักงานลดลง
ซึ่งส่งผลลบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของกำลังซื้อภาคครัวเรือน ด้านบริษัทเอกชนหลายแห่งต่าง
ปรับลดต้นทุนค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม นโยบายการลดหย่อนภาษีและการจ่ายเงินประกันสังคมภายใต้แผน
กระตุ้นเศรษฐกิจนั้นได้ช่วยเพิ่มรายได้ประชาชนในไตรมาสที่แล้ว และยังมีส่วนช่วยเพิ่มกำลังซื้อ
ภาคครัวเรือน ขณะที่การใช้จ่ายผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นในเดือนพ.ค. โดยรายได้ประชาชนไต่ระดับ
ขึ้น 1.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบปี
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงอย่างหนัก โดยหุ้น IBM ดิ่งลง 3%
ขณะที่หุ้นแอปเปิลร่วง 2% และถ่วงดัชนี Nasdaq ลงมากที่สุด
ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหลังจากราคาน้ำมันดิบตลาด NYMEX ดิ่งลงกว่า 3%
โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิลร่วง 3%
ขณะที่ดัชนี S&P หุ้นกลุ่มพลังงานลดลง 3.6%
ตลาดหุ้นนิวยอร์กจะปิดทำการในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค.เนื่องในวันชาติสหรัฐ
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 8,280.74 จุด ลดลง 223.32 จุด หรือ 2.63%
ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,796.52 จุด ลดลง 49.20 จุด หรือ 2.67%
และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 896.42 จุด ลดลง 26.91 จุด หรือ 2.91%
ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,234.27 จุด ลดลง 106.44 จุด หรือ 2.45%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 4,718.49 จุด ลดลง 186.95 จุด หรือ 3.81%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,116.41 จุด ลดลง 100.59 จุด หรือ 3.13%
ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ปิดที่ 66.66 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ลดลง 2.14 ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 930.70 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 10.30 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนตลาดลอนดอน ปิดที่ 930.50 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 13.00 ดอลลาร์สหรัฐ
โดย Mboy เวลา 09:23 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ, เศรษฐกิจโลก, เศรษฐกิจสหรัฐ
25 มิถุนายน 2552
FED มีมติคงดอกเบี้ย 0-0.25% ตามคาด
FED มีมติคงดอกเบี้ย 0-0.25% ตามคาด
มุ่งพยุงเศรษฐกิจขยายตัว-ส่งสัญญาณหนุนดอกเบี้ยระดับต่ำ
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ 0-0.25% โดยมีเป้าหมายที่จะพยุงเศรษฐกิจสหรัฐให้กลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง หลังจากเศรษกิจตกอยู่ในภาวะถดถอยนับตั้งแต่เดือนธ.ค.ปีพ.ศ.2550 พร้อมกับส่งสัญญาณว่าเฟดจะยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง
เฟดได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมซึ่งระบุว่า "จากข้อมูลเศรษฐกิจที่เฟดได้รับเมื่อไม่นานมานี้บ่งชี้ว่า การหดตัวของเศรษฐกิจกำลังทุเลาลง ขณะที่สภาวะในตลาดการเงินก็เริ่มฟื้นตัวขึ้น ส่วนตัวเลขการใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังคงมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ภาคเอกชนได้เพิ่มปริมาณสต็อกสินค้าเนื่องจากมียอดขายที่เพิ่มขึ้น"
"อย่างไรก็ตาม เฟดมองว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมยังคงอ่อนตัวในบางภูมิภาค ขณะที่ภาคเอกชนได้ลดการลงทุนด้านสินทรัพย์คงที่และลดการจ้างงาน ซึ่งเป็นเหตุให้อัตราว่างงานยังคงพุ่งสูงขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและสกัดกั้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้น แต่เฟดเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซาในขณะนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สกัดกั้นเงินเฟ้อได้อีกทางหนึ่ง "
"ทั้งนี้ เมื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว เฟดจึงมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 0-0.25% เมื่อพยุงเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง และเฟดอาจจะรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเป็นพิเศษเช่นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ เฟดยังคงเห็นชอบให้ดำเนินนโยบายฟื้นฟูตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดปล่อยกู้เพื่อการซื้อบ้านต่อไป อีกทั้งจะยังคงนโยบายกระตุ้นการไหลเวียนสภาพคล่องในตลาดสินเชื่อต่อไปด้วย โดยเฟดจะใช้มาตการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ครอบคลุมถึงการเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ และเพิ่มการรับซื้อตราสารที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับ (MBS) อีก 7.50 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้มูลค่าการเข้าซื้อตราสารประเภทดังกล่าวของเฟดในปีนี้พุ่งขึ้นเป็นกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์"
"การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะคลี่คลายภาวะตึงตัวในตลาดสินเชื่อ เฟดยืนยันว่าจะใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพด้านราคา นอกจากนี้ เฟดจะเข้าซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดย หรือ รับประกันโดยสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้เพื่อการซื้อบ้านรายใหญ่ 2 แห่ง คือ แฟนนี เม และเฟรดดี แมค ในปีนี้ เป็นวงเงินสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์"
"เฟดเชื่อว่าการดำเนินการเช่นนี้จะช่วยยับยั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ อีกทั้งยังจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายผู้บริโภคและกระตุ้นอัตราการปล่อยกู้ให้กับภาคเอกชน นอกจากนี้ เฟดเชื่อว่ามาตรการใหม่จะช่วยให้สภาพคล่องในระบบหมุนเวียนดีและจะเพิ่มอัตราการจ้างงาน ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในอีกทางหนึ่ง" เฟดกล่าวในแถลงการณ์"
นอกจากนี้ เฟดกล่าวว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟดจะจับตาดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างงบดุลให้แข็งแกร่ง
ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed fund rate) ไว้ที่ 0-0.25% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่าเฟดสามารถรักษาอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ไว้ได้โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจถูกกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ สำนักข่าวซินหัวรายงาน
อินโฟเควสท์
แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช
โดย Mboy เวลา 09:08 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ดอกเบี้ย, เศรษฐกิจโลก, เศรษฐกิจสหรัฐ
24 มิถุนายน 2552
ตลาดหุ้นดิ่ง ค่าเงินบาทผันผวน
"ตลาดหุ้นดิ่ง ค่าเงินบาทผันผวน"
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 ในช่วงการซื้อขายของตลาดนิวยอร์กเมื่อวันจันทร์ ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับคาเงินสกุลหลัก เนื่องจากนักลงทุนกลับเข้าซื้อสกุลเงินดอลลาร์ในฐานะแหล่งเงินทุนที่ปลอดภัย หลังจากที่มีแถลงการณ์จากธนาคารโลก (World bank) ว่า ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเห็นได้จากรายงานแนวโน้มที่ซบเซาทางเศรษฐกิจของธนาคารโลก
โดยธนาคารโลกได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ประจำปี 2009 เช่น ยูโรโซน ได้มีการปรับลดการคาดการณ์จาก -2.7% เป็น -4.5% ประเทศญี่ปุ่น ปรับลดการคาดการณ์จาก -5.3% เป็น -6.3% ประเทศสหรัฐอเมริกา ปรับลดคาดการณ์จาก -2.4% เป็น -3%
ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาด นอกจากนี้นักลงทุนยังมุ่งความสนใจไปที่ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.04 แสนล้านดอลาร์ในสัปดาห์นี้ด้วย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ อาทิ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติรายงานยอดขายบ้านมือสองเดือนพฤษภาคม (23/6), กระทรวงพาณิชย์รายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนและยอดขายบ้านใหม่เดือนพฤษภาคม (24/6), กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (25/6), กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 1 (25/6) โดยคาดว่า จีดีพีสหรัฐจะติดลบ 5.7% ในไตรมาสแรก ปี 2009
ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์
ด้านการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันอังคาร (23/6) ที่ระดับ 34.15/17 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวจากระดับปิดวันจันทร์ (22/6) ที่ระดับ 34.15/16 บาท/ดอลลาร์ ในการซื้อขายระหว่างวันค่าเงินบาทมีการปรับตัวผันผวนโดยอ่อนค่าในช่วงเช้าจากการแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐ จนไปแตะระดับ 34.13 อย่างไรก็ตามในช่วงบ่าย ค่าเงินบาทมีการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เนื่องจาก มีแรงขายดอลลาร์สหรัฐจากผู้ส่งออกอีกครั้ง โดยได้รับแรงหนุนจากที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 34.16-34.21 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 34.13/15 บาท/ดอลลาร์
ตลาดยังรอดูผลการซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 ปี ครั้งแรกของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพุธนี้ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ภาคธนาคารปล่อยกู้อีกครั้ง และปรับลดต้นทุนในการกู้ยืมสำหรับภาคธนาคาร ภาคเอกชน และผู้บริโภค ทั้งนี้ตลอดทั้งวันคาเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ระหว่าง 1.3829-1.3939 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนปิดตลาดวันนี้ที่ระดับ 1.3929/27 ดอลลาร์/ยูโร
อนึ่ง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประกาศมติการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินในวันพรุ่งนี้ (24/6) โดยคาดว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 0.25%
โดย Mboy เวลา 09:06 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ค่าเงิน, ดอกเบี้ย, ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจโลก
23 มิถุนายน 2552
ปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯในสัปดาห์นี้
ปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯในสัปดาห์นี้
นักลงทุนจับตาดูการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ซึ่งจะมีขึ้นในคืนวันอังคารและจะเสร็จสิ้นในคืนวันพุธนี้
โดยมีกระแสคาดการณ์ว่าเฟดจะตรึงดอกเบี้ยที่ระดับ 0.0.25%
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญๆของสหรัฐในสัปดาห์นี้
โดยวันอังคาร ABC News จะเปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 21 มิ.ย.
วันพุธ กระทรวงพาณิชย์จะรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ค.และยอดขายบ้านใหม่เดือนพ.ค.
ส่วนในวันพฤหัสบดี กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
และตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่แท้จริงขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 1
และในวันศุกร์มหาวิทยาลัยมิชิแกนจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายเดือนมิ.ย.
ที่มา:อินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 09:38 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ดอกเบี้ย, ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ, เศรษฐกิจโลก
22 มิถุนายน 2552
เศรษฐกิจโลกใกล้ฟื้น
ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ เศรษฐกิจโลกใกล้ฟื้น
โพสต์ทูเดย์ — ไอเอ็มเอฟตอบรับเสัญญาณบวก เล็งปรับตัวเลขเศรษฐกิจปีหน้า
จอห์น ลิปสกี รองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า อาจมีการปรับตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้า เนื่องจากภาวะชะลอตัวเริ่มอ่อนแรงลง คาดว่าในปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ลิปสกี เตือนว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประกาศชัยชนะเหนือวิกฤตเศรษฐกิจโลก เนื่องจากระบบการเงินยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ และเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะถดถอย และเสี่ยงกับภาวะไร้เสถียรภาพ แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดจะบ่งชี้ถึงแนวโน้มด้านบวกก็ตาม
ด้านตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐล่าสุดตอกย้ำถึงแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะหลุดพ้นจากภาวะถดถอย หลังตัวเลขคนว่างงานที่รับสวัสดิการจากรัฐประจำสัปดาห์ปรับลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนม.ค. และลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2544 ขณะที่ดัชนีภาคการผลิตปรับขึ้นมามากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2546 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สหรัฐเพิ่งฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยคราวที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐหนุนให้ตลาดหุ้นเอเชียเกือบทั้งหมดเทเข้าสู่แดนบวก หลังจากติดอยู่ในแดนลบเกือบตลอดทั้งสัปดาห์ โดยดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นบวกขึ้นมา 82.54 จุด ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับขึ้นมา 144.27 จุด และดัชนีสเตรตไทม์ของสิงคโปร์บวก 35.98 จุด
โดย Mboy เวลา 08:43 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: บทความหุ้น, เศรษฐกิจโลก
จอร์จ โซรอสเชื่อทั่วโลกผ่านวิกฤตการเงิน
จอร์จ โซรอสเชื่อทั่วโลกผ่านวิกฤตการเงินเลวร้ายสุดไปแล้ว
22 มิถุนายน 2552
จอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดังระดับโลก แสดงความเห็นว่า วิกฤตการณ์การเงินที่เลวร้ายที่สุดของโลกได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกออกกฎข้อบังคับระหว่างประเทศฉบับใหม่เพื่อรักษานโยบายการเปิดตลาด
นายจอร์จ โซรอส
"ผมยอมรับว่าวิกฤตการณ์การเงินรอบนี้จะรุนแรงที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าเราได้ผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว สิ่งที่เราควรจะทำในเวลานี้คือรัฐบาลทั่วโลกต้องใช้กฎข้อบังคับระหว่างประเทศฉบับใหม่เพื่อรักษานโยบายการเปิดตลาด เพราะหากปราศจากกฏข้อบังคับเหล่านี้แล้วการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นช้ามากและอาจกระทบทั้งระบบ" โซรอสกล่าวให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ TVN24 ของโปแลนด์
นอกจากนี้ โซรอสกล่าวว่า จีนซึ่งมีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง เพราะจีนแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินโลก สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน
อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช
ภาพ เนชั่น
โดย Mboy เวลา 08:40 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: บทความหุ้น, เศรษฐกิจโลก
19 มิถุนายน 2552
ยันศก.โลกฟื้นปลายปีนี้
| ยันศก.โลกฟื้นปลายปีนี้ |
อีกหนึ่งเสียงย้ำจากองค์กรเศรษฐกิจระดับโลก มีวี่แววพ้นบ่วงภาวะถดถอยภายในปีนี้ ขณะที่โอบามาเดินเครื่องปฏิรูปภาคการเงินครั้งใหญ่
| บารัก โอบามา |
อังเฮล กูร์เรีย เลขาธิการองค์กรความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ (โออีซีดี) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จะเริ่มฟื้นตัวในราวปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า โดยที่สหรัฐจะเป็นประเทศแรก ที่หลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่
ทั้งนี้ ในส่วนของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของกลุ่มประเทศโออีซีดี จะยังคงปรับลดลงที่ 4.6% ในปีนี้ ซึ่งนับเป็นภาวะถดถอยที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี และยังเป็นครั้งแรกที่สมาชิกทั้งหมดของกลุ่มประเทศโออีซีดี เข้าสู่ภาวะถดถอยพร้อมๆ กัน
ก่อนหน้านี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าสหรัฐจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งภายในช่วงกลางปี 2553 อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์และการจ้างงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักของการฟื้นตัวและเสถียรภาพของเศรษฐกิจ
ด้านประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ประกาศจัดตั้งสภาตรวจสอบระบบการเงิน (เอฟเอสโอซี) ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง โดยสภาแห่งนี้มีหน้าที่จับตาความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการเงินซ้ำรอย ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะรับหน้าที่ดูแลสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โดยจะมีการกำหนดมาตรฐานทุนสำรองของสถาบันการเงินขึ้นมาใหม่
โอบามา ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี ก่อนประกาศจัดตั้งสภาเอฟเอสโอซี ว่า สภาแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปสถาบันการเงิน โดยจะเน้นที่สถาบันการเงินและธนาคารแห่งหลัก ส่วนธนาคารระดับรองลงมาจะ ยังอยู่ภายใต้การดูแลของบรรษัทประกันเงินฝากแห่งสหรัฐ (เอฟ ดีไอซี) ต่อไป
“สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ข้อเสนอปฏิรูปครั้งนี้จัดอยู่ในสถาบันชั้น 1 ซึ่งก็คือสถาบันการเงินขนาดใหญ่ หากสถาบันเหล่านี้ล้มละลายเราจะต้องรีบเข้าประคอง แต่นับจากนี้จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานเดียว” โอบามา กล่าว
นอกจากนี้ โอบามายังจัดตั้งสำนักงานปกป้องผู้บริโภคแห่งสหรัฐ (ซีเอฟพีเอ) เพื่อปกป้อง ผู้บริโภคจากการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมของบริษัทบัตรเครดิต ธนาคาร และตลาดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ โดยหน่วยงานนี้จะมุ่งเน้นที่ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ความสะดวก ความเป็นธรรม และการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลของสถาบันการเงินต่างๆ เป็นหลัก
โดย Mboy เวลา 09:10 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ, เศรษฐกิจโลก
17 มิถุนายน 2552
ราคาน้ำมันดิบร่วงปิดที่ $70.47
ราคาน้ำมันดิบร่วงปิดที่ $70.47
หลังเงินดอลลาร์ดีดตัว-หุ้นร่วง
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ (16 มิ.ย.) ตามทิศทางตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ร่วงลงเป็นวันที่ 2 รวมถึงปัจจัยเรื่องเงินดอลลาร์ซึ่งแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ โดยดอลลาร์ที่แข็งค่าทำให้โภคภัณฑ์ราคาแพงขึ้น ซึ่งลดความน่าดึงดูดใจให้นักลงทุนเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไร
สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนก.ค.ลดลง 15 เซนต์ ปิดที่ 70.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่สัญญาน้ำมันเบนซินเดือนก.ค.ปิดดีดขึ้น 1.81 เซนต์ แตะ 2.0711 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และสัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์เดือนก.ค.ขยับลงไม่ถึงเพนนี ปิดที่ 1.8250 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์เดือนส.ค. ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ปิดทรงตัวที่ 70.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในช่วงเช้า สัญญาน้ำมันดิบดีดขึ้น 3% สู่ระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 72.77 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 3 วันที่ราคาน้ำมันเดินหน้าขึ้น เนื่องจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัว หลังจากที่ผู้นำบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน พิจารณาที่จะลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์
แต่จากนั้นราคาน้ำมันได้กลับมาปรับตัวลงตามทิศทางของตลาดหุ้นที่ร่วงลงในภาคบ่าย รวมถึงดอลลาร์ที่ดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดที่ 69.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระหว่างวัน
บลูมเบิร์กรายงานว่า ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขี้นเมื่อเทียบกับยูโร ที่ระดับ 1.3848 ดอลลาร์ หลังจากที่แตะ 1.3933 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนตัวที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเงินดอลลาร์กับอีก 6 สกุลเงินหลัก ลดลง 0.5% แตะ 80.724
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงนับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนหอบเงินจากตลาดหุ้นมาลงทุนในตลาดพลังงานแทน ซึ่งส่งให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างรวดเร็วจนแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือนที่ 73.23 ดอลลาร์ในสัปดาห์ที่แล้ว และปรับตัวสูงขึ้นแล้ว 58% นับแต่ต้นปี แต่ทิศทางราคาเริ่มกลับตรงกันข้ามในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสัญญาน้ำมันดิบลดลง 64 เซนต์ ปิดที่ 72.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันศุกร์ หลังจากร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในระหว่างวันที่ 70.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากเริ่มมีความกังวลว่ากระแสคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น จะยั่งยืนถาวรหรือไม่
สตีเฟน ชอร์ก ประธานชอร์ก กรุ๊ป อิงค์ บริษัทที่ปรึกษาการค้าด้านพลังงาน กล่าวว่า เงินดอลลาร์เป็นปัจจัยชี้นำตลาด ถ้าดอลลาร์ดีดขึ้น น้ำมันก็จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้าม
ตลาดกำลังรอดูรายงานปริมาณน้ำมันสำรองประจำสัปดาห์ล่าสุดซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันพุธโดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) ซึ่งจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันดิบและการบริโภค และคาดว่าจะมีผลต่อราคาน้ำมัน Nymex ในคืนนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ที่บลูมเบิร์กสำรวจความคิดเห็นคาดว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐร่วงลง 2 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว
โดย Mboy เวลา 09:11 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ค่าเงิน, น้ำมัน, เศรษฐกิจโลก
11 มิถุนายน 2552
หุ้นสหรัฐปิดลบหวั่นเรื่องดอกเบี้ย
หุ้นสหรัฐปิดลบหวั่นเรื่องดอกเบี้ย
น้ำมันดิบพุ่งทะลุ 71 ดอลลาร์สหรัฐ
นิวยอร์ก 11 มิ.ย.-ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลดลงจากความหวาดวิตกเรื่องอัตราดอกเบี้ย
ส่วนราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 71 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีเคลื่อนไหวเบาบางในแดนลบต่อเนื่องเป็นวันที่ 2
หลังจากรัฐบาลประกาศขายพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีด้วยมูลค่า 19,000 ล้านบาท
ทำให้เกรงว่าอาจมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรือกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อ
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.22 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 1,635 ต่อ 1,376
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด 2.35 พันล้านหุ้น
เจฟฟรีย์ แฟรงเคล ประธานบริษัท Stuart Frankel & Co กล่าวว่า
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นไปอย่างซบเซา แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
เปิดเผยรายงาน Beige Book ซึ่งระบุว่าเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคฟื้นตัวขึ้นปานกลาง
โดยตลาดได้รับแรงกดดันจากข่าวที่ว่ารัฐบาลสหรัฐได้นำพันธบัตรประเภท 10 มูลค่ารวม
1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ออกประมูลขายและมีผู้ซื้อจำนวนมาก ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้เกิด
ความกังวลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้นอาจก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
"ภาวะเงินเฟ้อที่ส่อเค้าว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ใน
ระดับสูงนั้น อาจกดดันเฟดให้ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น
ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายและจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าลง"
แฟรงเคลกล่าว
กระแสความวิตกกังวลเรื่องดอกเบี้ยได้ฉุดหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย รวมถึง
หุ้นกลุ่มก่อสร้างบ้านและกลุ่มการเงิน ร่วงลงโดยดัชนีดาวโจนส์กลุ่มก่อสร้างบ้านร่วงลง
1.5% และดัชนี S&P หุ้นกลุ่มการเงินลดลง 1.6%
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 71 ดอลลาร์ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน
โดยหุ้นอ็กซอน โมบิลบวก 1% และเป็นปัจจัยสำคัญที่พยุงดาวโจนส์ไม่ให้ติดลบมากนัก
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ พุ่งทะยานแตะ 71.79 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
สูงสุดตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก่อนขยับลงมาปิดที่ 71.33 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
เพิ่มขึ้นจากวานนี้ 1.32 ดอลลาร์สหรฐ
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 8,739.02 จุด ลดลง 24.04 จุด หรือ 0.27%
ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,853.08 จุด ลดลง 7.05 จุด หรือ 0.38%
และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 939.15 จุด ลดลง 3.28 จุด หรือ 0.35%
ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป ตลาดหุ้นยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,436.75 จุด ปรับขึ้น 31.96 จุด หรือ 0.73%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 5,051.18 จุด ปรับขึ้น 53.32 จุด หรือ 1.07%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,315.27 จุด ปรับขึ้น 18.54 จุด หรือ 0.56%
ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ปิดที่ 70.80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปรับขึ้น 1.58 ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 954.00 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
ส่วนตลาดลอนดอน ปิดที่ 953.20 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 3.05 ดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา : สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 09:09 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ, ทองคำ, น้ำมัน, เศรษฐกิจโลก
10 มิถุนายน 2552
ตลาดหุ้นจีนสไตล์แนสแด็ค
ตลาดหุ้นจีนสไตล์แนสแด็ค
มีไว้ให้นักลงทุนที่มีประสบการณ์เท่านั้น
เซี่ยงไฮ้ 9 มิ.ย.- จีนเตรียมเปิดตลาดหุ้นแห่งใหม่ที่มีรูปแบบการซื้อขายหุ้นคล้ายตลาดแนสแด็คในสหรัฐ แต่จะเปิดรับเฉพาะนักลงทุนที่มีประสบการณ์ในการซื้อขายหุ้นอย่างต่ำ 2 ปีขึ้นไป
คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน เป็นผู้ร่างกฎระเบียบดังกล่าว เนื่องจากเล็งเห็นว่า ตลาดหุ้นที่ตั้งขึ้นใหม่เลียนแบบตลาดแนสแด็คในสหรัฐ จะเต็มไปด้วยบริษัทที่เพิ่งตั้งกิจการแต่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้ามาจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหุ้น ถือเป็นกิจการที่มีความเสี่ยงสูง จึงไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่รับความเสี่ยงได้น้อย
นอกจากนี้ การเปิดให้นักลงทุนที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องความเสี่ยง หรือรองรับความเสี่ยงได้น้อยเข้ามาลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดมาก ๆ ท้ายสุด จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง ดังนั้น จึงต้องจำกัดให้เฉพาะนักลงทุนที่มีประสบการณ์อย่างต่ำ 2 ปีขึ้นไปเท่านั้น ให้เข้ามาซื้อขายหุ้นได้ แต่ถึงกระนั้น คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน จะเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้ส่งความเห็นเข้ามาจนถึงวันที่ 23 เดือนนี้ ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับกฎระเบียบดังกล่าว
ตลาดหุ้นแห่งใหม่ที่เลียนแบบตลาดแนสแด็คในวอลล์สตรีทนี้ จะดำเนินการโดยตลาดหลักทรัพย์เสิ่นเจิ้น หวังส่งเสริมบริษัทที่เพิ่งตั้งกิจการ แต่มีศักยภาพในการขยายตัวสูง ให้สามารถระดมเงินทุนได้อย่างรวดเร็วผ่านตลาดหุ้น แต่ทางการจีนยังไม่ประกาศว่าตลาดหุ้นแห่งใหม่จะเริ่มเปิดการซื้อขายได้เมื่อใด
โดย Mboy เวลา 09:22 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นทั่วโลก, ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจโลก
