แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจโลก แสดงบทความทั้งหมด

27 สิงหาคม 2552

เศรษฐกิจมาเลเซียเข้าสู่ภาวะถดถอย

เศรษฐกิจมาเลเซียเข้าสู่ภาวะถดถอย



กัวลาลัมเปอร์ 26 ส.ค.- ธนาคารกลางมาเลเซียเปิดเผยว่า เศรษฐกิจมาเลเซียซึ่งพึ่งพาการส่งออกดำดิ่งสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคแล้ว หลังจากหดตัวถึงร้อยละ 3.9 ในช่วงไตรมาสที่ 2 นับเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2

ธนาคารกลางมาเลเซียระบุว่า เศรษฐกิจมาเลเซียกำลังได้รับผลกระทบจากภาคการส่งออกที่ซบเซา เนื่องจากความต้องการสินค้าลดลงอันเป็นผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ก่อนหน้านี้ ในช่วงไตรมาสแรก เศรษฐกิจมาเลเซียหดตัวถึงร้อยละ 6.2 นับเป็นการหดตัวครั้วแรกในรอบเกือบ 8 ปี
รัฐบาลมาเลเซียออกแถลงการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจมาเลเซียมีแนวโน้มหดตัวร้อยละ 4-5 ในปีนี้ เนื่องจากอุตสาหกรมการส่งออกและการผลิตดิ่งลงอย่างหนัก.


ภาคการผลิตสิงคโปร์พุ่งขึ้นในเดือนกรกฎาคม



สิงคโปร์ 26 ส.ค.- กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์แถลงว่า ภาคการผลิตของสิงคโปร์ทะยานขึ้นร้อยละ 12.4 เมื่อเดือน ก.ค.ในช่วงที่สิงคโปร์เริ่มฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ แถลงว่า ภาคเภสัชกรรมในเดือน ก.ค.เพิ่มขึ้นถึง 139% จากปีก่อน ขณะที่ภาคอิเล็กทรอนิกส์ดิ่งลงร้อยละ 5.6 การทะยานขึ้นของภาคการผลิตแสดงว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์เริ่มเติบโตเป็นไตรมาส 2 ติดต่อกันในเดือน ก.ค. - ก.ย. ส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ร้อยละ 20.7 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งนับเป็นการเติบโตครั้งแรกในรอบปี


ที่มา:สำนักข่าวไทย

10 สิงหาคม 2552

ผ่านกฎหมายสกัดปั่นราคาน้ำมัน

มะกันผ่านกฎหมายสกัดปั่นราคาน้ำมัน
โทษปรับ1ล้านเหรียญ/วัน


เอเอฟพี รายงานว่า คณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐ (Federal Trade Commision-FTC) เพิ่งอนุมัติกฎระเบียบใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงาน โดยห้ามไม่ให้ผู้เล่นในตลาดใช้ข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องราคาน้ำมัน



โดยแถลงการณ์ของเอฟทีซี ระบุว่า กฎใหม่นี้จะห้ามการฉ้อโกง หรือหลอกลวงในตลาดพลังงาน และการใช้ข้อมูลเพื่อบิดเบือนตลาด

หากใครฝ่าฝืนกฎระเบียบดังกล่าวจะต้องถูกปรับสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งกฎใหม่นี้จะเริ่มมีผลในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552

"จอน ไลโบวิตซ์" ประธานเอฟทีซี ระบุในแถลงการณ์ว่า กฎระเบียบใหม่นี้จะให้อำนาจเอฟทีซีในการจัดการกับพฤติกรรมฉ้อโกงและปั่นราคาให้สูงขึ้น

กฎระเบียบใหม่นี้ห้ามการกระทำที่เข้าข่ายความผิด อาทิ การประกาศแผนที่เกี่ยวกับราคา หรือการตัดสินใจเกี่ยวกับการผลิตที่เป็นเท็จ รวมถึงตัวเลขสถิติ หรือข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง


03 สิงหาคม 2552

เวิลด์แบงก์ยันศก.โลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว

เวิลด์แบงก์ยันศก.โลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว


กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)


เวิลด์แบงก์ยืนยันเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ระบุผ่านจุดต่ำสุดแล้ว คาดปีนี้เศรษฐกิจโลกติดลบ 2.9% ปี"53 พลิกกลับมาเป็นบวก 2%

น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะหดตัว 2.9% และจะขยายตัวเป็นบวก 2% ในปีหน้า ขณะที่เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวก 1.8% ในไตรมาส 4 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2552 จะติดลบ 2.7%

"หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนแปลงไป การบริโภคของสหรัฐจะลดลง การแข่งขันทางการค้าจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยลดลง"

นอกจากนี้ สภาพคล่องของโลกจะเพิ่มขึ้นตามการออมที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนมาสู่ภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้นและทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น




24 กรกฎาคม 2552

เศรษฐีนักธุรกิจจีนเยือนไทย

เศรษฐีนักธุรกิจจีนเยือนไทย นำร่องลงทุน 2 หมื่นล.

สมาคมวัฒนธรรมไทย-จีน ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และ บีโอไอ รวมทั้ง หอการค้าไทย เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะนักธุรกิจจากสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลก 250-300 คน เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 24-29 ก.ค.นี้ ...



นายเทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นามยืนยง จำกัด ในฐานะอุปนายกสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีน เปิดเผยว่า สมาคมได้ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตลอดจนถึงหอการค้าไทย เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะนักธุรกิจจากสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลกจำนวน 250-300 คน ที่จะเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 24-29 ก.ค.นี้ ถือเป็นคณะแรกและคณะใหญ่ที่สุดที่นักธุรกิจฝ่ายไทยในสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีนเชื้อเชิญให้เดินทางเข้ามา ขณะที่หลายคนในจำนวนนี้ประสงค์จะเดินทางเข้ามาดูลู่ทางการค้าการลงทุน ตลอดจนถึงการท่องเที่ยวของไทยโดยตรง หลังจากที่ปฏิเสธการเดินทางเยือนไทยมาหลายครั้งจากเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มคนเสื้อเหลือง เหตุการณ์ก่อความไม่สงบในเดือน เม.ย.ของกลุ่มคนเสื้อแดง กระทั่งถึงวิกฤติ เศรษฐกิจโลก และการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009

"ความสำเร็จจากการเดินทางไปเชิญชวนนักธุรกิจจีนให้เข้าร่วมสัมมนาในงานเปิดสำนักงานการลงทุนของบีโอไอ ณ กรุงปักกิ่ง ช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาของสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีน และสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลก ปรากฏว่า มีนักธุรกิจจีนกว่าพันคนเข้าร่วม ทำให้มีนักธุรกิจจีนจำนวนมากสนใจเข้ามาลงทุนในไทย และแต่ละรายที่เดินทางมานี้เป็นนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของจีน คาดว่าน่าจะมีเงินทุนจากจีนไหลเข้ามาในไทยไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาทด้วยกัน"



อุปนายกสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีน กล่าวด้วยว่า นักธุรกิจจีนกลุ่มนี้ได้แจ้งความจำนงในการที่จะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ โรงงานเครื่องหนัง โรงงานปูนซีเมนต์ อู่ ต่อเรือ ตลอดจนถึงธุรกิจอัญมณี และธุรกิจท่องเที่ยว และบริการ เช่น โรงแรม เป็นต้น โดยรวมแล้วมีความสนใจด้วยกันถึง 15 หมวด ส่วนที่ถามว่า นักธุรกิจจีนกลุ่มนี้มีศักยภาพมากขนาดไหน นายเทพรักษ์ ตอบว่า ผู้ที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลกแห่งนี้ได้ ต้องมีทุนทรัพย์ อย่างต่ำ 1,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท ที่สำคัญสมาคมนี้มีเครือข่ายนักธุรกิจที่มีเชื้อสายจีนทั่วโลกเป็นสมาชิกถึง 300,000 คน กระจายอยู่ทั่วโลก ในจำนวนนี้มีบริษัทจีนที่ติดอันดับ 500 บริษัทแรกของโลกอยู่หลายราย

"รายที่ร่ำรวยที่สุดที่เดินทางเข้ามาไทยในครั้งนี้ด้วยเห็นจะเป็น นายหลิว หย่ง เห่า ประธานกลุ่มบริษัท นิว โฮป (NEW HOPE) นักธุรกิจใหญ่จากปักกิ่งซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ 4 กลุ่มคือ กลุ่มพลังงาน การเงิน-ธนาคาร เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ซึ่งมีสินทรัพย์รวม 300,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 1.65 ล้านล้านบาท (5.52 บาทต่อหยวน) คุณหลิวอยากจะเข้ามาหาลู่ทางลงทุนในไทยด้วย"

นายเทพรักษ์กล่าวด้วยว่า การเดินทางมาเยือนไทยของนักธุรกิจชั้นแนวหน้าจากจีนครั้งนี้ 150 คน เดินทางมาจากปักกิ่งและหลายมณฑลในจีน ขณะที่อีก 50 คนมาจากฮ่องกง และมาเก๊า ส่วนอีก 100 คนมาจากประเทศต่างๆทั่วโลก และทั้งหมดจะพำนักอยู่ ณ โรงแรมดุสิตรีสอร์ท พัทยา เพื่อเข้าร่วมสัมมนาลู่ทางการค้า และการลงทุนร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การเจรจาจับคู่การลงทุนกัน โดยมีนักธุรกิจฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมกว่า 400 ราย ขณะเดียวกันฝ่ายไทยโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ยังเตรียมการจะลงนามในข้อตกลงร่วมกับสมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน (China Association of Small and Medium Enterprise) ซึ่งมีสมาชิกมากถึง 43 ล้านราย เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยที่มีอยู่ 2 ล้านรายให้มีโอกาสเพิ่มขึ้น


23 กรกฎาคม 2552

คาดใช้เวลา 5 ปี กว่า ศก. อังกฤษจะฟื้น

คาดใช้เวลา 5 ปี กว่า ศก. อังกฤษจะฟื้น

บีบีซี รายงานว่า สถาบันวิจัยเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของอังกฤษ (NIESR) คาดการณ์ว่า
อาจต้องใช้เวลาอีก 5 ปี กว่าที่รายได้ต่อหัวของคนอังกฤษจะฟื้นกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับก่อน
เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2551


โดย NIESR คาดว่า ในปี 2555 เศรษฐกิจของอังกฤษจะฟื้นกลับมาสู่ระดับเดียวกับไตรมาสแรก
ของปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

NIESR ประเมินว่า ในปี 2552 จีดีพีของอังกฤษจะลดลง 4.3% ก่อนที่จะกลับมาโต 1%
ในปี 2553 และ 1.8% ในปี 2554

นอกจากนี้ อาจต้องใช้เวลาถึงเดือนมีนาคม 2557 กว่าที่รายได้ต่อหัว (GDP per capita)
จะฟื้นกลับมาสู่ระดับเดียวกับไตรมาสแรกของปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ขณะที่ประเมินว่ารัฐบาลอังกฤษจะกู้ยืมเงินคิดเป็นมูลค่า 165.7 พันล้านปอนด์ในปีนี้
หรือราว 12% ของจีดีพี ลดลงจาก 175 พันล้านปอนด์
และจะลดลงมาอยู่ที่ 121.6 พันล้านปอนด์ในปี 2556-2557

ทั้งนี้ หนี้ของรัฐบาลอยู่ที่ระดับ 799 พันล้านปอนด์ หรือ 56.6% ของจีดีพีอังกฤษ
ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับจากปี 2517



17 กรกฎาคม 2552

เศรษฐกิจจีนขยายตัวเพิ่มขึ้น

เศรษฐกิจจีนขยายตัวเพิ่มขึ้น
จุดความหวังโลกฟื้นตัว



ปักกิ่ง 16 ก.ค.-เศรษฐกิจจีนไตรมาส 2 ของปีนี้ขยายตัวมากกว่าไตรมาสแรก อันเป็นผลจากการที่ทางการเพิ่มการใช้จ่ายและธนาคารเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ ก่อให้เกิดความหวังว่าจีนจะช่วยนำพาเศรษฐกิจโลกให้พ้นจากภาวะถดถอยได้

ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในไตรมาส 2 ของปีนี้ขยายตัวร้อยละ 7.9 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.1 ในไตรมาสแรก และสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 7.5 ถือว่าขยายตัวมากที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจใหญ่ ส่วนยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายนปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากเดือนเดียวกันปีก่อน แม้สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนออกตัวว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แต่รัฐบาลและเศรษฐกรหลายคนเชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวได้ร้อยละ 8 ตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นเกณฑ์ต่ำสุดที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำหนดไว้เพื่อคงอัตราว่างงานไม่ให้เพิ่มขึ้น

เศรษฐกิจจีนขยายตัวหลังจากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 4 ล้านล้านหยวน (ราว 20 ล้านล้านบาท) และส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากเป็นประวัติการณ์


สำนักข่าวไทย

14 กรกฎาคม 2552

เตือน‘วิกฤตศก’ ยังไม่จบเกมง่ายๆ

เตือน‘วิกฤตศก’
ยังไม่จบเกมง่ายๆ




วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ผอ.การค้าโลกบอกวิกฤตเศรษฐกิจยังไม่จบลงง่ายๆ หนำซ้ำทั่วโลกยังใช้มาตรการกีดกันทางการค้าไม่ต่างจากเดิม

ปาสกาล ลามี

ปาสกาล ลามี ผู้อำนวยการ องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เปิดเผยว่า วิกฤตเศรษฐกิจโลกยังไม่จบลงง่ายๆ หนำซ้ำยังแทบจะไม่มีประเทศใดในโลกที่ยอมลดการกีดกันทางการค้าอย่างจริงจังอีกด้วย


ลามี กล่าวที่ผู้แทนสมาชิกจาก 153 ประเทศทั่วโลก ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า ยังคงมีการกีดกันทางการค้าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดภาษีนำเข้า หรือความเข้มงวดทางศุลกากร ซึ่งจะทำให้ตลาดการค้าปิดตัวลง และจะทำให้สถานการณ์ยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โลกประสบกับปัญหาความต้องการสินค้าน้อยลงอยู่แล้ว

“ยังแทบไม่เห็นสิ่งบ่งชี้ได้ว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ เต็มใจที่จะเปลี่ยนแนวโน้มหรือกำจัดกำแพงทางการค้า หรือแก้ไขกฎเกณฑ์ที่พวกเขาเคยใช้เมื่อครั้งก่อนวิกฤต” ผู้อำนวยการการค้าโลกกล่าว และย้ำว่า การกีดกันทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรมนั้นยังคงมีอยู่

อย่างไรก็ตาม ลามี กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้ว่า นโยบายการอุดหนุนทางการค้า และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประเทศต่างๆ ได้ประกาศใช้นั้นได้เข้าข่ายการละเมิดกฎหมายการค้าโลกหรือไม่ เนื่องจากยังไม่สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างเพียงพอ



13 กรกฎาคม 2552

ทองคำปิดร่วง $3.70

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก:
ทองคำปิดร่วง $3.70
ระหว่างนลท.รอดูผลประกอบการภาคเอกชน


สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนวันศุกร์ (10 ก.ค.) หลังนักลงทุนเลี่ยงซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงระหว่างรอดูผลประกอบการของภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถบ่งชี้ทิศทางของเศรษฐกิจได้



สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. ร่วง 3.70 ดอลลาร์ ปิดที่ 912.50 ดอลลาร์/ออนซ์ และลดลงรวม 2% สำหรับสัปดาห์นี้

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 29 เซนต์ ปิดที่ 12.6450 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 2.6 เซนต์ ปิดที่ 2.2115 ดอลลาร์/ปอนด์

นักลงทุนค่อนข้างเป็นกังวลกับผลประกอบการของภาคเอกชนที่กำลังจะได้รับการเปิดเผยในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เจเนอรัล อิเล็กทริค โค, แบงค์ ออฟ อเมริกา คอร์ป และ กูเกิล อิงค์ โดยพวกเขาหวังว่าผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้จะบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

ในขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าเมื่อเทียบอีกหลายสกุลเงินหลักก็ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติหลีกเลี่ยงที่จะซื้อทองคำ เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะมีราคาแพงสำหรับนักลงทุนต่างชาติหากดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบสกุลเงินอื่น






10 กรกฎาคม 2552

ผู้นำจี 8-จี 5

ผู้นำจี 8-จี 5 เห็นพ้องผลักดันระบบการเงินให้มีเสถียรภาพ


อิตาลี 10 ก.ค. - ผู้นำจี 8 และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจโตเร็ว 5 ชาติ (จี 5) เห็นพ้องที่จะชะลอการลดค่าเงินสกุลต่าง ๆ รวมถึงผลักดันระบบการเงินระหว่างประเทศให้มีเสถียรภาพ

ในวันที่ 2 ของการประชุมผู้นำกลุ่มจี 8 เป็นการหารือกับประเทศเศรษฐกิจโตเร็ว 5 ชาติ (จี 5) ได้แก่ บราซิล จีน อินเดีย เม็กซิโก และแอฟริกาใต้ ในหลายประเด็น ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และการค้ากับกลุ่มจี 8 ซึ่งทั้งหมดนี้ ที่ประชุมจี 8 ได้หารือกันไปในการประชุมวันแรก โดยร่างคำประกาศของที่ประชุมระบุว่า กลุ่มประเทศจี 8 และจี 5 ซึ่งรวมถึงอียิปต์ จะชะลอการลดค่าเงินสกุลต่าง ๆ ของแต่ละชาติ รวมถึงผลักดันระบบการเงินระหว่างประเทศให้มีเสถียรภาพ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้คำมั่นที่จะผลักดันการเจรจาการค้าโลกรอบโดฮาให้ประสบผลสำเร็จในปีหน้า และจะให้รัฐมนตรีการค้าของแต่ละชาติได้พบหารือกัน ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี 20 ที่เมืองพิตต์สเบิร์ก ประเทศสหรัฐ ในเดือน ก.ย.นี้


สำนักข่าวไทย

09 กรกฎาคม 2552

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX:
น้ำมันดิบปิดร่วง $2.79 หลังสต็อกเบนซิน,น้ำมันกลั่นพุ่ง


สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงอีกเมื่อคืนนี้ (8 ก.ค.) หลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานว่าสต็อกน้ำมันเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินความคาดหมาย และจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจหลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก

สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค.ร่วงลง 2.79 ดอลลาร์ หรือ 4.43% ปิดที่ 60.14 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.ปีนี้ โดยในระหว่างวันราคาน้ำมันดิบเคลื่อนตัวในช่วง 60.01-62.68 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนส.ค.ดิ่งลง 6.28 เซนต์ หรือ 3.92% ปิดที่ 1.5379 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 9.95 เซนต์ ปิดที่ 1.6333 ดอลลาร์/แกลลอน

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนส.ค.ดิ่งลง 2.80 ดอลลาร์ ปิดที่ 60.43 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.เป็นต้นมา โดยในระหว่างวันสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนตัวในช่วง 60.30-63.13 ดอลลาร์

สตีเฟ่น ชอร์ค นักวิเคราะห์ด้านพลังงานชื่อดังในสหรัฐเปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีว่า นักลงทุนยังคงกระหน่ำขายสัญญาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องเพราะความกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยปัจจัยที่สร้างความกังวลล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่ไอเอ็มเอฟคาดากรณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะหดตัวลง 1.4% ในปีนี้ ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะหดตัว 1.3%

นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบร่วงลงหลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานว่า สต็อกน้ำมันกลั่นในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 3 ก.ค.เพิ่มขึ้น 3.7 ล้านบาร์เรล แตะที่ 158.7 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 2.0 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรล แตะที่ 213.1 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 0.6 ล้านบาร์เรล

ส่วนสต็อกน้ำมันดิบร่วงลง 2.9 ล้านบาร์เรล แตะที่ 347.3 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลง 2.4 ล้านบาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 0.2 % สู่ 86.8%

นอกจากนี้ ชอร์ค คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในช่วงขาลงอาจดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดที่ระดับ 50 ดอลลาร์/บาร์เรลเมื่อพิจารณาจากปัจจัยทางเทคนิค โดยชี้ว่าตลาดน้ำมันเข้าสู่ "ภาวะหมี"

ทั้งนี้ ชอร์คยังกล่าวด้วยว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง 12% นับตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่แล้วได้กดดันให้ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในช่วงขาลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสังเกตส่วนต่างระหว่างราคาต่ำสุดของวันที่ 2 ก.ค.กับระดับสูงสุดของวันที่ 6 ก.ค.สามารถสะท้อนให้เห็นว่า เป็นเรื่องยากที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นในสัปดาห์ต่อๆไป






ชื่อ:  S2M_288.gif ครั้ง: 20 ขนาด:  3.2 กิโลไบต์

03 กรกฎาคม 2552

ดาวโจนส์ดิ่งกว่า 220 จุด

ดาวโจนส์ดิ่งกว่า 220 จุด หลังอัตราว่างงานสูงสุดในรอบ 26 ปี

นิวยอร์ก 3 ก.ค.-ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดแรงงานที่น่าผิดหวังของสหรัฐ
ฉุดให้ดัชนีหุ้นสหรัฐดิ่งลงกว่า 220 จุด ส่วนราคาน้ำมันดิบลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน

ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีดิ่งลงอย่างหนัก จากข้อมูลกระทรวงแรงงานที่ระบุจำนวนแรงงาน
ในสหรัฐที่ถูกปลดออกจากงานในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อยู่ที่ 467,000 ตำแหน่ง
ฉุดให้อัตราว่างงานพุ่งขึ้นจาก 9.4% ในเดือนพฤษภาคม มาอยู่ที่ 9.5% สูงสุดในรอบ 26 ปี

ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ดิ่งลง 2.58 ดอลลาร์สหรัฐ
ไปปิดที่ 66.73 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ต่ำที่สุดในรอบ 1 เดือน



ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 733.6 ล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 4 ต่อ 1
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 1.96 พันล้านหุ้น

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า นักลงทุนกระหน่ำขายหุ้นหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfar payroll) ร่วงลงเกินคาด 467,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย.
และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 26 ปี
และบ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานยังคงเผชิญภาวะตึงตัวเพราะถูกกระทบจากเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือนมิ.ย.
จะร่วงลง 365,000 ตำแหน่ง หลังจากดิ่งลง 345,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค.
ขณะที่อัตราว่างงานมีแนวโน้มไต่ขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปีที่ 9.6%

คาร์ล ริกคาดอนน่า นักวิเคราะห์จากบล.ดอยช์ แบงก์ ซีเคียวริตี้ อิงค์ในนิวยอร์กกล่าวว่า
อัตราว่างงานจะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ยอดจ้างงานของสหรัฐดิ่งลงถึง 6.3 ล้านตำแหน่ง
นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยที่เริ่มต้นขึ้นในเดือนธ.ค.2551 ขณะที่รายได้พนักงานลดลง
ซึ่งส่งผลลบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของกำลังซื้อภาคครัวเรือน ด้านบริษัทเอกชนหลายแห่งต่าง
ปรับลดต้นทุนค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม นโยบายการลดหย่อนภาษีและการจ่ายเงินประกันสังคมภายใต้แผน
กระตุ้นเศรษฐกิจนั้นได้ช่วยเพิ่มรายได้ประชาชนในไตรมาสที่แล้ว และยังมีส่วนช่วยเพิ่มกำลังซื้อ
ภาคครัวเรือน ขณะที่การใช้จ่ายผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นในเดือนพ.ค. โดยรายได้ประชาชนไต่ระดับ
ขึ้น 1.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบปี

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงอย่างหนัก โดยหุ้น IBM ดิ่งลง 3%
ขณะที่หุ้นแอปเปิลร่วง 2% และถ่วงดัชนี Nasdaq ลงมากที่สุด

ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหลังจากราคาน้ำมันดิบตลาด NYMEX ดิ่งลงกว่า 3%
โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิลร่วง 3%
ขณะที่ดัชนี S&P หุ้นกลุ่มพลังงานลดลง 3.6%

ตลาดหุ้นนิวยอร์กจะปิดทำการในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค.เนื่องในวันชาติสหรัฐ

ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 8,280.74 จุด ลดลง 223.32 จุด หรือ 2.63%
ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,796.52 จุด ลดลง 49.20 จุด หรือ 2.67%
และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 896.42 จุด ลดลง 26.91 จุด หรือ 2.91%

ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,234.27 จุด ลดลง 106.44 จุด หรือ 2.45%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 4,718.49 จุด ลดลง 186.95 จุด หรือ 3.81%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,116.41 จุด ลดลง 100.59 จุด หรือ 3.13%

ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ปิดที่ 66.66 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ลดลง 2.14 ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 930.70 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 10.30 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนตลาดลอนดอน ปิดที่ 930.50 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 13.00 ดอลลาร์สหรัฐ

25 มิถุนายน 2552

FED มีมติคงดอกเบี้ย 0-0.25% ตามคาด

FED มีมติคงดอกเบี้ย 0-0.25% ตามคาด
มุ่งพยุงเศรษฐกิจขยายตัว-ส่งสัญญาณหนุนดอกเบี้ยระดับต่ำ


ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ 0-0.25% โดยมีเป้าหมายที่จะพยุงเศรษฐกิจสหรัฐให้กลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง หลังจากเศรษกิจตกอยู่ในภาวะถดถอยนับตั้งแต่เดือนธ.ค.ปีพ.ศ.2550 พร้อมกับส่งสัญญาณว่าเฟดจะยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง



เฟดได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมซึ่งระบุว่า "จากข้อมูลเศรษฐกิจที่เฟดได้รับเมื่อไม่นานมานี้บ่งชี้ว่า การหดตัวของเศรษฐกิจกำลังทุเลาลง ขณะที่สภาวะในตลาดการเงินก็เริ่มฟื้นตัวขึ้น ส่วนตัวเลขการใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังคงมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ภาคเอกชนได้เพิ่มปริมาณสต็อกสินค้าเนื่องจากมียอดขายที่เพิ่มขึ้น"

"อย่างไรก็ตาม เฟดมองว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมยังคงอ่อนตัวในบางภูมิภาค ขณะที่ภาคเอกชนได้ลดการลงทุนด้านสินทรัพย์คงที่และลดการจ้างงาน ซึ่งเป็นเหตุให้อัตราว่างงานยังคงพุ่งสูงขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและสกัดกั้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้น แต่เฟดเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซาในขณะนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สกัดกั้นเงินเฟ้อได้อีกทางหนึ่ง "

"ทั้งนี้ เมื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว เฟดจึงมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 0-0.25% เมื่อพยุงเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง และเฟดอาจจะรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเป็นพิเศษเช่นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ เฟดยังคงเห็นชอบให้ดำเนินนโยบายฟื้นฟูตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดปล่อยกู้เพื่อการซื้อบ้านต่อไป อีกทั้งจะยังคงนโยบายกระตุ้นการไหลเวียนสภาพคล่องในตลาดสินเชื่อต่อไปด้วย โดยเฟดจะใช้มาตการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ครอบคลุมถึงการเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ และเพิ่มการรับซื้อตราสารที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับ (MBS) อีก 7.50 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้มูลค่าการเข้าซื้อตราสารประเภทดังกล่าวของเฟดในปีนี้พุ่งขึ้นเป็นกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์"

"การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะคลี่คลายภาวะตึงตัวในตลาดสินเชื่อ เฟดยืนยันว่าจะใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพด้านราคา นอกจากนี้ เฟดจะเข้าซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดย หรือ รับประกันโดยสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้เพื่อการซื้อบ้านรายใหญ่ 2 แห่ง คือ แฟนนี เม และเฟรดดี แมค ในปีนี้ เป็นวงเงินสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์"

"เฟดเชื่อว่าการดำเนินการเช่นนี้จะช่วยยับยั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ อีกทั้งยังจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายผู้บริโภคและกระตุ้นอัตราการปล่อยกู้ให้กับภาคเอกชน นอกจากนี้ เฟดเชื่อว่ามาตรการใหม่จะช่วยให้สภาพคล่องในระบบหมุนเวียนดีและจะเพิ่มอัตราการจ้างงาน ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในอีกทางหนึ่ง" เฟดกล่าวในแถลงการณ์"

นอกจากนี้ เฟดกล่าวว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟดจะจับตาดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างงบดุลให้แข็งแกร่ง

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed fund rate) ไว้ที่ 0-0.25% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่าเฟดสามารถรักษาอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ไว้ได้โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจถูกกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ สำนักข่าวซินหัวรายงาน

อินโฟเควสท์
แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช

ที่มา:สำนักข่าวอินโฟเควสท์

24 มิถุนายน 2552

ตลาดหุ้นดิ่ง ค่าเงินบาทผันผวน

"ตลาดหุ้นดิ่ง ค่าเงินบาทผันผวน"

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 ในช่วงการซื้อขายของตลาดนิวยอร์กเมื่อวันจันทร์ ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับคาเงินสกุลหลัก เนื่องจากนักลงทุนกลับเข้าซื้อสกุลเงินดอลลาร์ในฐานะแหล่งเงินทุนที่ปลอดภัย หลังจากที่มีแถลงการณ์จากธนาคารโลก (World bank) ว่า ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเห็นได้จากรายงานแนวโน้มที่ซบเซาทางเศรษฐกิจของธนาคารโลก

โดยธนาคารโลกได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ประจำปี 2009 เช่น ยูโรโซน ได้มีการปรับลดการคาดการณ์จาก -2.7% เป็น -4.5% ประเทศญี่ปุ่น ปรับลดการคาดการณ์จาก -5.3% เป็น -6.3% ประเทศสหรัฐอเมริกา ปรับลดคาดการณ์จาก -2.4% เป็น -3%

ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาด นอกจากนี้นักลงทุนยังมุ่งความสนใจไปที่ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.04 แสนล้านดอลาร์ในสัปดาห์นี้ด้วย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ อาทิ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติรายงานยอดขายบ้านมือสองเดือนพฤษภาคม (23/6), กระทรวงพาณิชย์รายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนและยอดขายบ้านใหม่เดือนพฤษภาคม (24/6), กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (25/6), กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 1 (25/6) โดยคาดว่า จีดีพีสหรัฐจะติดลบ 5.7% ในไตรมาสแรก ปี 2009

ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์

ด้านการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันอังคาร (23/6) ที่ระดับ 34.15/17 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวจากระดับปิดวันจันทร์ (22/6) ที่ระดับ 34.15/16 บาท/ดอลลาร์ ในการซื้อขายระหว่างวันค่าเงินบาทมีการปรับตัวผันผวนโดยอ่อนค่าในช่วงเช้าจากการแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐ จนไปแตะระดับ 34.13 อย่างไรก็ตามในช่วงบ่าย ค่าเงินบาทมีการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เนื่องจาก มีแรงขายดอลลาร์สหรัฐจากผู้ส่งออกอีกครั้ง โดยได้รับแรงหนุนจากที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 34.16-34.21 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 34.13/15 บาท/ดอลลาร์


ตลาดยังรอดูผลการซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 ปี ครั้งแรกของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพุธนี้ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ภาคธนาคารปล่อยกู้อีกครั้ง และปรับลดต้นทุนในการกู้ยืมสำหรับภาคธนาคาร ภาคเอกชน และผู้บริโภค ทั้งนี้ตลอดทั้งวันคาเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ระหว่าง 1.3829-1.3939 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนปิดตลาดวันนี้ที่ระดับ 1.3929/27 ดอลลาร์/ยูโร

อนึ่ง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประกาศมติการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินในวันพรุ่งนี้ (24/6) โดยคาดว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 0.25%


23 มิถุนายน 2552

ปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯในสัปดาห์นี้

ปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯในสัปดาห์นี้

นักลงทุนจับตาดูการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ซึ่งจะมีขึ้นในคืนวันอังคารและจะเสร็จสิ้นในคืนวันพุธนี้
โดยมีกระแสคาดการณ์ว่าเฟดจะตรึงดอกเบี้ยที่ระดับ 0.0.25%

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญๆของสหรัฐในสัปดาห์นี้
โดยวันอังคาร ABC News จะเปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 21 มิ.ย.
วันพุธ กระทรวงพาณิชย์จะรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ค.และยอดขายบ้านใหม่เดือนพ.ค.

ส่วนในวันพฤหัสบดี กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
และตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่แท้จริงขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 1

และในวันศุกร์มหาวิทยาลัยมิชิแกนจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายเดือนมิ.ย.



ที่มา:อินโฟเควสท์

22 มิถุนายน 2552

เศรษฐกิจโลกใกล้ฟื้น

ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ เศรษฐกิจโลกใกล้ฟื้น

โพสต์ทูเดย์ — ไอเอ็มเอฟตอบรับเสัญญาณบวก เล็งปรับตัวเลขเศรษฐกิจปีหน้า

จอห์น ลิปสกี รองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า อาจมีการปรับตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้า เนื่องจากภาวะชะลอตัวเริ่มอ่อนแรงลง คาดว่าในปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ลิปสกี เตือนว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประกาศชัยชนะเหนือวิกฤตเศรษฐกิจโลก เนื่องจากระบบการเงินยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ และเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะถดถอย และเสี่ยงกับภาวะไร้เสถียรภาพ แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดจะบ่งชี้ถึงแนวโน้มด้านบวกก็ตาม

ด้านตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐล่าสุดตอกย้ำถึงแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะหลุดพ้นจากภาวะถดถอย หลังตัวเลขคนว่างงานที่รับสวัสดิการจากรัฐประจำสัปดาห์ปรับลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนม.ค. และลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2544 ขณะที่ดัชนีภาคการผลิตปรับขึ้นมามากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2546 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สหรัฐเพิ่งฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยคราวที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐหนุนให้ตลาดหุ้นเอเชียเกือบทั้งหมดเทเข้าสู่แดนบวก หลังจากติดอยู่ในแดนลบเกือบตลอดทั้งสัปดาห์ โดยดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นบวกขึ้นมา 82.54 จุด ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับขึ้นมา 144.27 จุด และดัชนีสเตรตไทม์ของสิงคโปร์บวก 35.98 จุด



จอร์จ โซรอสเชื่อทั่วโลกผ่านวิกฤตการเงิน

จอร์จ โซรอสเชื่อทั่วโลกผ่านวิกฤตการเงินเลวร้ายสุดไปแล้ว
22 มิถุนายน 2552

จอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดังระดับโลก แสดงความเห็นว่า วิกฤตการณ์การเงินที่เลวร้ายที่สุดของโลกได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกออกกฎข้อบังคับระหว่างประเทศฉบับใหม่เพื่อรักษานโยบายการเปิดตลาด


นายจอร์จ โซรอส



"ผมยอมรับว่าวิกฤตการณ์การเงินรอบนี้จะรุนแรงที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าเราได้ผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว สิ่งที่เราควรจะทำในเวลานี้คือรัฐบาลทั่วโลกต้องใช้กฎข้อบังคับระหว่างประเทศฉบับใหม่เพื่อรักษานโยบายการเปิดตลาด เพราะหากปราศจากกฏข้อบังคับเหล่านี้แล้วการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นช้ามากและอาจกระทบทั้งระบบ" โซรอสกล่าวให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ TVN24 ของโปแลนด์

นอกจากนี้ โซรอสกล่าวว่า จีนซึ่งมีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง เพราะจีนแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินโลก สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน



อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช
ภาพ เนชั่น


สำนักข่าวอินโฟเควสท์

19 มิถุนายน 2552

ยันศก.โลกฟื้นปลายปีนี้

ยันศก.โลกฟื้นปลายปีนี้


อีกหนึ่งเสียงย้ำจากองค์กรเศรษฐกิจระดับโลก มีวี่แววพ้นบ่วงภาวะถดถอยภายในปีนี้ ขณะที่โอบามาเดินเครื่องปฏิรูปภาคการเงินครั้งใหญ่

บารัก โอบามา

อังเฮล กูร์เรีย เลขาธิการองค์กรความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ (โออีซีดี) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จะเริ่มฟื้นตัวในราวปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า โดยที่สหรัฐจะเป็นประเทศแรก ที่หลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่

ทั้งนี้ ในส่วนของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของกลุ่มประเทศโออีซีดี จะยังคงปรับลดลงที่ 4.6% ในปีนี้ ซึ่งนับเป็นภาวะถดถอยที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี และยังเป็นครั้งแรกที่สมาชิกทั้งหมดของกลุ่มประเทศโออีซีดี เข้าสู่ภาวะถดถอยพร้อมๆ กัน

ก่อนหน้านี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าสหรัฐจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งภายในช่วงกลางปี 2553 อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์และการจ้างงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักของการฟื้นตัวและเสถียรภาพของเศรษฐกิจ

ด้านประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ประกาศจัดตั้งสภาตรวจสอบระบบการเงิน (เอฟเอสโอซี) ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง โดยสภาแห่งนี้มีหน้าที่จับตาความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการเงินซ้ำรอย ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะรับหน้าที่ดูแลสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โดยจะมีการกำหนดมาตรฐานทุนสำรองของสถาบันการเงินขึ้นมาใหม่

โอบามา ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี ก่อนประกาศจัดตั้งสภาเอฟเอสโอซี ว่า สภาแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปสถาบันการเงิน โดยจะเน้นที่สถาบันการเงินและธนาคารแห่งหลัก ส่วนธนาคารระดับรองลงมาจะ ยังอยู่ภายใต้การดูแลของบรรษัทประกันเงินฝากแห่งสหรัฐ (เอฟ ดีไอซี) ต่อไป

“สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ข้อเสนอปฏิรูปครั้งนี้จัดอยู่ในสถาบันชั้น 1 ซึ่งก็คือสถาบันการเงินขนาดใหญ่ หากสถาบันเหล่านี้ล้มละลายเราจะต้องรีบเข้าประคอง แต่นับจากนี้จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานเดียว” โอบามา กล่าว

นอกจากนี้ โอบามายังจัดตั้งสำนักงานปกป้องผู้บริโภคแห่งสหรัฐ (ซีเอฟพีเอ) เพื่อปกป้อง ผู้บริโภคจากการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมของบริษัทบัตรเครดิต ธนาคาร และตลาดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ โดยหน่วยงานนี้จะมุ่งเน้นที่ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ความสะดวก ความเป็นธรรม และการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลของสถาบันการเงินต่างๆ เป็นหลัก


17 มิถุนายน 2552

ราคาน้ำมันดิบร่วงปิดที่ $70.47

ราคาน้ำมันดิบร่วงปิดที่ $70.47
หลังเงินดอลลาร์ดีดตัว-หุ้นร่วง


สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ (16 มิ.ย.) ตามทิศทางตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ร่วงลงเป็นวันที่ 2 รวมถึงปัจจัยเรื่องเงินดอลลาร์ซึ่งแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ โดยดอลลาร์ที่แข็งค่าทำให้โภคภัณฑ์ราคาแพงขึ้น ซึ่งลดความน่าดึงดูดใจให้นักลงทุนเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไร

สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนก.ค.ลดลง 15 เซนต์ ปิดที่ 70.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ขณะที่สัญญาน้ำมันเบนซินเดือนก.ค.ปิดดีดขึ้น 1.81 เซนต์ แตะ 2.0711 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และสัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์เดือนก.ค.ขยับลงไม่ถึงเพนนี ปิดที่ 1.8250 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์เดือนส.ค. ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ปิดทรงตัวที่ 70.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ในช่วงเช้า สัญญาน้ำมันดิบดีดขึ้น 3% สู่ระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 72.77 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 3 วันที่ราคาน้ำมันเดินหน้าขึ้น เนื่องจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัว หลังจากที่ผู้นำบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน พิจารณาที่จะลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์

แต่จากนั้นราคาน้ำมันได้กลับมาปรับตัวลงตามทิศทางของตลาดหุ้นที่ร่วงลงในภาคบ่าย รวมถึงดอลลาร์ที่ดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดที่ 69.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระหว่างวัน

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขี้นเมื่อเทียบกับยูโร ที่ระดับ 1.3848 ดอลลาร์ หลังจากที่แตะ 1.3933 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนตัวที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเงินดอลลาร์กับอีก 6 สกุลเงินหลัก ลดลง 0.5% แตะ 80.724

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงนับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนหอบเงินจากตลาดหุ้นมาลงทุนในตลาดพลังงานแทน ซึ่งส่งให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างรวดเร็วจนแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือนที่ 73.23 ดอลลาร์ในสัปดาห์ที่แล้ว และปรับตัวสูงขึ้นแล้ว 58% นับแต่ต้นปี แต่ทิศทางราคาเริ่มกลับตรงกันข้ามในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสัญญาน้ำมันดิบลดลง 64 เซนต์ ปิดที่ 72.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันศุกร์ หลังจากร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในระหว่างวันที่ 70.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากเริ่มมีความกังวลว่ากระแสคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น จะยั่งยืนถาวรหรือไม่

สตีเฟน ชอร์ก ประธานชอร์ก กรุ๊ป อิงค์ บริษัทที่ปรึกษาการค้าด้านพลังงาน กล่าวว่า เงินดอลลาร์เป็นปัจจัยชี้นำตลาด ถ้าดอลลาร์ดีดขึ้น น้ำมันก็จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้าม

ตลาดกำลังรอดูรายงานปริมาณน้ำมันสำรองประจำสัปดาห์ล่าสุดซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันพุธโดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) ซึ่งจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันดิบและการบริโภค และคาดว่าจะมีผลต่อราคาน้ำมัน Nymex ในคืนนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ที่บลูมเบิร์กสำรวจความคิดเห็นคาดว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐร่วงลง 2 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว



11 มิถุนายน 2552

หุ้นสหรัฐปิดลบหวั่นเรื่องดอกเบี้ย

หุ้นสหรัฐปิดลบหวั่นเรื่องดอกเบี้ย
น้ำมันดิบพุ่งทะลุ 71 ดอลลาร์สหรัฐ

นิวยอร์ก 11 มิ.ย.-ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลดลงจากความหวาดวิตกเรื่องอัตราดอกเบี้ย
ส่วนราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 71 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีเคลื่อนไหวเบาบางในแดนลบต่อเนื่องเป็นวันที่ 2
หลังจากรัฐบาลประกาศขายพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีด้วยมูลค่า 19,000 ล้านบาท
ทำให้เกรงว่าอาจมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรือกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อ

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.22 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 1,635 ต่อ 1,376
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด 2.35 พันล้านหุ้น

เจฟฟรีย์ แฟรงเคล ประธานบริษัท Stuart Frankel & Co กล่าวว่า
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นไปอย่างซบเซา แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
เปิดเผยรายงาน Beige Book ซึ่งระบุว่าเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคฟื้นตัวขึ้นปานกลาง
โดยตลาดได้รับแรงกดดันจากข่าวที่ว่ารัฐบาลสหรัฐได้นำพันธบัตรประเภท 10 มูลค่ารวม
1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ออกประมูลขายและมีผู้ซื้อจำนวนมาก ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้เกิด
ความกังวลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้นอาจก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

"ภาวะเงินเฟ้อที่ส่อเค้าว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ใน
ระดับสูงนั้น อาจกดดันเฟดให้ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น
ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายและจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าลง"
แฟรงเคลกล่าว

กระแสความวิตกกังวลเรื่องดอกเบี้ยได้ฉุดหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย รวมถึง
หุ้นกลุ่มก่อสร้างบ้านและกลุ่มการเงิน ร่วงลงโดยดัชนีดาวโจนส์กลุ่มก่อสร้างบ้านร่วงลง
1.5% และดัชนี S&P หุ้นกลุ่มการเงินลดลง 1.6%

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 71 ดอลลาร์ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน
โดยหุ้นอ็กซอน โมบิลบวก 1% และเป็นปัจจัยสำคัญที่พยุงดาวโจนส์ไม่ให้ติดลบมากนัก

ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ พุ่งทะยานแตะ 71.79 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
สูงสุดตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก่อนขยับลงมาปิดที่ 71.33 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
เพิ่มขึ้นจากวานนี้ 1.32 ดอลลาร์สหรฐ

ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 8,739.02 จุด ลดลง 24.04 จุด หรือ 0.27%
ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,853.08 จุด ลดลง 7.05 จุด หรือ 0.38%
และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 939.15 จุด ลดลง 3.28 จุด หรือ 0.35%

ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป ตลาดหุ้นยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,436.75 จุด ปรับขึ้น 31.96 จุด หรือ 0.73%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 5,051.18 จุด ปรับขึ้น 53.32 จุด หรือ 1.07%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,315.27 จุด ปรับขึ้น 18.54 จุด หรือ 0.56%

ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ปิดที่ 70.80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปรับขึ้น 1.58 ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 954.00 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
ส่วนตลาดลอนดอน ปิดที่ 953.20 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 3.05 ดอลลาร์สหรัฐ

ที่มา : สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์

10 มิถุนายน 2552

ตลาดหุ้นจีนสไตล์แนสแด็ค

ตลาดหุ้นจีนสไตล์แนสแด็ค
มีไว้ให้นักลงทุนที่มีประสบการณ์เท่านั้น



เซี่ยงไฮ้ 9 มิ.ย.- จีนเตรียมเปิดตลาดหุ้นแห่งใหม่ที่มีรูปแบบการซื้อขายหุ้นคล้ายตลาดแนสแด็คในสหรัฐ แต่จะเปิดรับเฉพาะนักลงทุนที่มีประสบการณ์ในการซื้อขายหุ้นอย่างต่ำ 2 ปีขึ้นไป

คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน เป็นผู้ร่างกฎระเบียบดังกล่าว เนื่องจากเล็งเห็นว่า ตลาดหุ้นที่ตั้งขึ้นใหม่เลียนแบบตลาดแนสแด็คในสหรัฐ จะเต็มไปด้วยบริษัทที่เพิ่งตั้งกิจการแต่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้ามาจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหุ้น ถือเป็นกิจการที่มีความเสี่ยงสูง จึงไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่รับความเสี่ยงได้น้อย

นอกจากนี้ การเปิดให้นักลงทุนที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องความเสี่ยง หรือรองรับความเสี่ยงได้น้อยเข้ามาลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดมาก ๆ ท้ายสุด จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง ดังนั้น จึงต้องจำกัดให้เฉพาะนักลงทุนที่มีประสบการณ์อย่างต่ำ 2 ปีขึ้นไปเท่านั้น ให้เข้ามาซื้อขายหุ้นได้ แต่ถึงกระนั้น คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน จะเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้ส่งความเห็นเข้ามาจนถึงวันที่ 23 เดือนนี้ ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับกฎระเบียบดังกล่าว

ตลาดหุ้นแห่งใหม่ที่เลียนแบบตลาดแนสแด็คในวอลล์สตรีทนี้ จะดำเนินการโดยตลาดหลักทรัพย์เสิ่นเจิ้น หวังส่งเสริมบริษัทที่เพิ่งตั้งกิจการ แต่มีศักยภาพในการขยายตัวสูง ให้สามารถระดมเงินทุนได้อย่างรวดเร็วผ่านตลาดหุ้น แต่ทางการจีนยังไม่ประกาศว่าตลาดหุ้นแห่งใหม่จะเริ่มเปิดการซื้อขายได้เมื่อใด

สำนักข่าวไทย

Template by - Abdul Munir | Blogging4