เกาะกระดานหุ้น
๐ คงพูดได้เต็มปากว่าหุ้น เซาท์เทิร์นสตีล (2S) เป็นหุ้นที่พกดวงมาด้วยจริงๆ เพราะวานนี้ (2 ก.ย.) ซึ่งเป็นวันเข้าเทรดวันแรก ก็เจอทั้งตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ไม่เอื้อ ตลาดหุ้นไทยก็ไม่หนุนส่ง ซ้ำร้าย ระบบซื้อขายของตลาดหุ้นเกิดปัญหาจนต้องเลื่อนเวลาเปิดเทรดไป 1 ชั่วโมง แต่ สมบัติ ลีสวัสดิ์ตระกูล ซีอีโอ 2S ก็ไม่หวาดหวั่นแต่อย่างใด เพราะได้กำลังใจดีจากเจ้าสัว “ชาตรี โสภณพนิช” ในฐานะที่เป็นเขยเล็กนั่นเอง...เมื่อเปิดเทรดจริงใน 11.00 น. ราคาหุ้น 2S ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ราคากระโดดขึ้นไปเปิดที่ 2.50 บาท จากราคาไอพีโอที่ 1.90 บาท และปีที่ 2.86 บาท เพิ่มขึ้น 50.52% วอลุ่ม 125 ล้านบาท แต่มีเสียงกระซิบบอกมาว่า ให้จับตาราคาหุ้นวันนี้ (3 ก.ย.) อาจสร้างปาฏิหาริย์อีก เพราะวานนี้มีหลายโบรกที่ไม่สามารถส่งออเดอร์ซื้อหุ้น 2S ได้ เพราะระบบที่ขัดข้องนั่นเอง
๐แค่พักฐาน รอข่าวมาหนุนรอบใหม่ สำหรับหุ้นกลุ่มไมด้า โดยเฉพาะ ไมด้า ลิสซิ่ง (ML) ที่มีข่าวว่าได้รับความสนใจจาก APF Group จากญี่ปุ่นจะเข้ามาเทคโอเวอร์ แต่ยังตกลงเรื่องราคากันไม่ได้ APF เสนอมาที่ราคาเท่า Book Value ที่ 0.28 บาทต่อหุ้น แต่ทางเจ้าของ ML ต้องการมากกว่านั้น มีสายข่าวบอกด้วยว่า ยังมีแบงก์ไทยเครดิต ที่ให้ความสนใจด้วย เสนอซื้อมาที่ 0.30 บาท แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของเสี่ย กมล เอี้ยวศิวิกูล เช่นกัน ข่าวบอกว่า ถ้าพูดกันที่ 0.32 บาท ก็ยังพอมีลุ้น.....ว่าแต่จะกล้าหรือเปล่า ช่วงนี้ใครที่คิดจะเข้า หรือคิดจะรวย คิดจะเสี่ยงโชค อย่าบุ่มบ่าม ที่สำคัญต้องเกาะติดข่าวคราวความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด ...วานนี้ ML ปิดตลาดที่ 0.14 บาท ลดลง 0.01 บาท หลังจากที่โดนลากขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบ 10 เดือนที่ 0.17 บาท ส่วนหุ้นในเครือไมด้า ก็ถูกเทขายทำกำไรกันยกแผงเช่นกัน
๐วานนี้บรรดาผู้บริหารบริษัทใหญ่ พาเหรดรายงานขายหุ้นกันอย่างคึกคัก สมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) รายงานขาย 2 ล้านหุ้นที่ 0.74 บาทต่อหุ้น งานนี้ขายต่ำกว่าราคาพาร์ ไม่รู้คิดอย่างไร แถมมองสวนทางกับ ปลิว ตรีวิศวเวทย์ ที่มีแต่เก็บ BMCL เข้าพอร์ตอย่างเดียว ด้าน วิชา พูลวรลักษณ์ เจ้าของเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) รายนี้ก็ไม่เบารายงานขายไปตั้ง 7 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 7.80 บาท พอพลิกไปดูราคาหุ้น ก็ไม่แปลกใจ เพราะราคาหุ้นหมู่นี้ ยังวิ่งแรงไม่หยุด และยังทำสถิติรอบปีนี้ไปแล้วที่ 8.25 บาท เอ้าบรรดาผู้บริหารเขารู้จังหวะขายกันดีจริงๆ ขอแสดงความนับถือ รับทรัพย์กันกระเป๋าตุงจริงๆๆๆๆ
๐มาแรงอีกตัวหุ้นบริษัทผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี (CCP) อยู่ดีๆ วิ่งมาจากแรงเก็งกำไรเข้ากระหน่ำ ล่าสุดปิดตลาดที่ 1.14 บาท เพิ่มขึ้น 0.26 บาทคิดเป็น 29.55% ไม่รู้ว่าจะมีข่าวดีอะไรรึเปล่า แต่พอดูข้อมูลย้อนหลังเห็นแล้วหวั่นใจ บอกไม่ถูกเพราะถ้าพิจารณาปัจจัยพื้นฐานแล้วท่าทางไม่ค่อยดี เพราะขนาดผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นในงบการเงิน ใครจะเข้าร่วมวงคิดให้ดี เพราะตอนนี้ราคากำลังวิ่งไต่ระดับยอดดอยแล้ว
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
03 กันยายน 2552
เกาะกระดานหุ้น
โดย Mboy เวลา 08:33 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, หุ้น
02 กันยายน 2552
ตลท.เผย BLISS-CEN-IEC-LIVE-SSE
ตลท.เผย BLISS-CEN-IEC-LIVE-SSE
เข้าข่ายต้องเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ก.ล.ต.
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ระบุว่า บมจ.บลิส-เทล(BLISS) บมจ.แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค(CEN) บมจ.อินเตอร์แนชั่นเนิลเอ็นจิเนียริง (IEC) บมจ.ไลฟ์ อินคอร์ปอเรชั่น (LIVE) และ บมจ.ซันไชน์ คอร์เปอเรชั่น(SSE) เข้าข่ายต้องเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เนื่องจากตลท.ได้รวบรวมข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนที่นำส่งงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.52 และเป็นบริษัทที่หากไม่รวมกำไร(ขาดทุน)จากเงินลงทุนแล้วยังมีผลขาดทุนสุทธิ
ทั้งนี้ ณ 30 มิ.ย.52 ปรากฎว่า IEC และ LIVE มีการซื้อขายเงินลงทุนที่สำคัญ ดังนี้ IEC ลงทุน CIG 29.57 ล้านบาท คิดเป็น 55% ของเงินลงทุนชั่วคราวทั้งหมด
ส่วน LIVE มียอดคงเหลือในเงินลงทุนของ IEC 53.73 ล้านบาท คิดเป็น 80 % ของเงินลงทุนชั่วคราวทั้งหมด (67.46 ล้านบาท) โดยมีมูลค่ายุติธรรม 41.60 ล้านบาท นอกจากนี้ ช่วงวันที่ 1 ก.ค.-11 ส.ค.52 LIVE ขายหลักทรัพย์ IEC 6.46 ล้านบาท และมียอดซื้อและขายหลักทรัพย์ CIG และ CIG-W1 รวม 95.62 ล้านบาท
ขณะที่ ผู้สอบบัญชีมีข้อสังเกตเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องของ BLISS, IEC, และ LIVE
ตลท.สรุปข้อสังเกตผู้สอบบัญชีของ BLISS, IEC, และ LIVE โดยในส่วน BLISS บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าศูนย์ ซึ่งทำให้หุ้นสามัญของบริษัทอาจถูกเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนได้ โดยบริษัทอยู่ระหว่างเพิ่มทุน นอกจากนั้น บริษัทยังถูกธนาคารพาณิชย์ 2 แห่งฟ้องร้องต่อศาลแพ่งเรียกชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและเงินเบิกเกินบัญชี และบริษัทในประเทศแห่งหนึ่งฟ้องร้องต่อศาลเรียกชำระค่าสินค้า บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับธนาคารและเจ้าหนี้ดังกล่าว
ส่วน IEC บริษัทย่อยได้ซื้อทรัพย์สิน (โรงงานผลิตเอทานอลได้แก่ที่ดิน อาคาร และเครื่องจักร) จากบริษัทแห่งหนึ่ง 465 ล้านบาท ต่อมาบริษัทย่อยดังกล่าวถูกฟ้องคดีต่อศาลเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์สินดังกล่าวเป็นโมฆะทุนทรัพย์ 181 ล้านบาท และฐานความผิดข้อหายักยอกทรัพย์ บริษัทย่อยและบริษัทถูกธนาคารฟ้องให้ชำระหนี้เงินกู้ยืมพร้อมบังคับจำนองทรัพย์สิน
ทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่าตามบัญชีสุทธิ 305 ล้านบาท (หักค่าเผื่อด้อยค่า 160 ล้านบาท) ที่ผู้บริหารของบริษัทย่อยอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตไบโอดีเซลยังไม่ได้ข้อสรุปเนื่องจากคดีพิพาทอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2552 กลุ่มบริษัทยังมีผลขาดทุนต่อเนื่องจากวิกฤติการณ์เศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ตกต่ำอย่างมากที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท
สำหรับ LIVE และบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสุทธิ และผลขาดทุนสะสม มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินต่อเนื่อง โดยมีเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบ โดย LIVE อยู่ในช่วงทบทวนแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยอันเนื่องมาจากผลกระทบของวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/51
โดย Mboy เวลา 11:44 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: หุ้น
5 หุ้นแสบ!!
5 หุ้นแสบ!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 1 ก.ย.52 ปิดที่ 654.12 จุด เพิ่มขึ้น 0.87 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 13,409 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 636 ล้านบาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง มองทิศทางตลาดหุ้นระยะสั้นว่า จะยังคง SIDE WAYS โดยตลาดยังไม่มีประเด็นบวกใหม่ๆเข้ามากระตุ้น ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังมีอิทธิพลต่อการลงทุน ส่วนประเด็นการเมืองขณะนี้นั้น ไม่ได้ให้น้ำหนักต่อการประเมินแนวโน้มดัชนี โดยเชื่อว่าไม่น่าเกิดเหตุรุนแรง แต่ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เพราะส่งผลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจโดยตรง
แนะกลยุทธ์การลงทุน ช่วงนี้ให้เลือกซื้อหุ้น defensive และหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ที่ประเมินว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 จะออกมาดี รวมทั้งหุ้นรายตัวขนาดกลางและเล็ก
มีข่าวตลาดหลักทรัพย์ออกข้อมูลเตือนผู้ลงทุน โดยระบุว่า จากการรวบรวมข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่นำส่งงบการเงินสิ้นสุด 30 มิ.ย.52 พบว่ามีบริษัทที่หากไม่รวมกำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทุนแล้ว ยังมีผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินธุรกิจปกติ และเข้าข่ายต้องเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ ก.ล.ต.คือ BLISS, CEN, IEC, LIVE และ SSE
โดย IEC และ LIVE มีการซื้อขายเงินลงทุนที่สำคัญดังนี้ IEC ลงทุน CIG 29.57 ล้านบาท คิดเป็น 55% ของเงินลงทุนชั่วคราวทั้งหมด
ขณะที่ LIVE มียอดคงเหลือในเงินลงทุนของ IEC 53.73 ล้านบาท คิดเป็น 80% ของเงินลงทุนชั่วคราวทั้งหมด (67.46 ล้านบาท) โดยมีมูลค่ายุติธรรม 41.60 ล้านบาท นอกจากนี้ ช่วงวันที่ 1 ก.ค.-11 ส.ค.52 LIVE ขายหุ้น IEC 6.46 ล้านบาท และมียอดซื้อและขาย CIG และ CIG-W1 รวม 95.62 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผู้สอบบัญชีมีข้อสังเกตเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องของ BLISS, IEC, และ LIVE เพราะนอกจากทั้ง 3 จะขาดทุนและมีผลขาดทุนสะสมแล้ว BLISS ยังมีส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าศูนย์ ซึ่งทำให้หุ้นอาจถูกเพิกถอนออกจากตลาด โดยบริษัทอยู่ระหว่างเพิ่มทุน และยังถูกธนาคาร 2 แห่งฟ้องเรียกชำระหนี้ และบริษัทแห่งหนึ่งฟ้องเรียกชำระค่าสินค้า
เช่นเดียวกับ IEC บริษัทย่อยและบริษัทถูกธนาคารฟ้องให้ชำระหนี้เงินกู้ พร้อมบังคับจำนองทรัพย์สิน ขณะที่ LIVE ยังมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน โดยมีเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานติดลบ!!
โดย Mboy เวลา 11:43 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: หุ้น
27 สิงหาคม 2552
รถไฟฟ้าเดินหน้า-อสังหาฯ วิ่งฉิว
รถไฟฟ้าเดินหน้า-อสังหาฯ วิ่งฉิว
หุ้นอสังหาฯ ระเบิดรับรถไฟฟ้าสายสีม่วง(บางใหญ่-บางซื่อ) สัญญา 1 หลังรฟม. เซ็นสัญญาจ้างกับ CK ลุย ก่อสร้าง ปลิวขีดเส้นตายไม่เกิน 3 ปี คนกรุงฯ ได้ใช้แน่ วันนี้(27 ส.ค.) หุ้นบ้านที่ดิน รับเหมาฯ โหนกระแสกันเต็มเหนี่ยว ดาวเด่น CK-PF ใครไม่มีของเชยแหลก ฟากกูรูฟันธงยุคทองรับเหมาบังเกิดแน่ ปี 53-54
หลังจากที่การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะทาง 23 กม. ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ผู้ที่ชนะการประมูลสัญญาที่ 1 หรือโครงสร้างทางยกระดับตะวันออกจากเตาปูน-สะพานพระนั่งเกล้า ระยะทาง 12 กม. ตกเป็นของกลุ่มซีเคทีซี จอยท์ เวนเจอร์ ซึ่งประกอบด้วย บมจ.ช.การช่าง(CK) และบริษัท โตคิว คอนสตรัคชั่น จากประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นผู้ชนะการประมูล ด้วยราคา 14,292 ล้านบาท
กระทั่งวานนี้(26 ส.ค.52) ก็ได้ฤกษ์ที่ CK ต้องลงนามสัญญาว่าจ้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง(ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ) สัญญา 1 กับรฟม........
แน่นอนความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ ยังคงตอบรับกระแสข่าวดีนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาหุ้น บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC หากย้อนดูราคาหุ้น 3 วันทำการ(21 -26 ส.ค.52) ราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.24 บาท หรือ 5.26% โดยคำนวณจากราคาปิดตลาด ณ วันที่ 21 ส.ค.52 ที่ 4.56 บาท และราคาปิดวานนี้(26 ส.ค.52) ที่ 4.80 บาท โดยมีราคาสูงสุดที่ 4.92 บาท ขณะที่ราคาหุ้น บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) หรือ ITD ราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.18 บาท หรือ 6.47% โดยคำนวณจากราคาปิดตลาด ณ วันที่ 21 ส.ค.52 ที่ 2.78 บาท และราคาปิดวานนี้(26 ส.ค.52) ที่ 2.96 บาท โดยมีราคาสูงสุดที่ 3.02 บาท ส่วนบริษัท ช.การช่าง จำกัด(มหาชน) หรือ CK ราคาหุ้นกลับเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยปิดตลาดวานนี้(26 ส.ค.52) ที่ 4.24 บาท ลดลง 0.04 บาท หรือ-0.93% ราคาสูงสุดของวันอยู่ที่ 4.28 บาท
ตามติดด้วยกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับอานิสงส์ เช่นกันโดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่มีโครงการอยู่แล้วหรือเตรียมเปิดโครงการใหม่ในแถบเส้นทางรถไฟฟ้า โดยเฉพาะราคาหุ้น บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF ที่ราคาหุ้นวานนี้(26 ส.ค.52) ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 0.84 บาท หรือ 27.45% โดยราคาปิดตลาดอยู่ที่ 3.90 บาท
ด้านราคาหุ้น บริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP ปิดการซื้อขายวานนี้ที่ 5.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท หรือ 0.85% มูลค่าการซื้อขาย 125.45 ล้านบาท และราคาหุ้น บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN ปิดการซื้อขายวานนี้ที่ 6.65 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 3.10% มูลค่าการซื้อขาย 130.50 ล้านบาท
***รฟม. คาดกลุ่ม CK เริ่มสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญา 1 ภายใน 60 วัน
แหล่งข่าวจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) เปิดเผยกับ eFinance.Thai.com ว่า หลังการลงนามสัญญารถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 1 กับกลุ่ม CKTC joint Ventureในวันนี้ แล้ว คาดว่าภายใน 60วัน จะเริ่มก่อสร้างได้ ทั้งนี้ขั้นตอนภายหลังการลงนามสัญญา รฟม.จะต้องส่งหนังสือแจ้งให้กลุ่ม CKTC joint Venture ภายใน 30 วัน เพื่อแจ้งว่า กลุ่มดังกล่าวเตรียมพร้อมการก่อสร้าง ภายใน 30วัน และกำหนดวันที่จะเริ่มลงมือก่อสร้าง โดยกำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 1,350 วันหรือประมาณ 3 ปี 7 เดือนนับจากวันที่เริ่มก่อสร้าง
อย่างไรก็ตามหากเกิดปัญหาการก่อสร้างล่าช้า หรือข้อพิพาทในอนาคต เหมือนกรณีหลายโครงการที่มีปัญหา ทางอัยการสูงสุดผู้ตรวจร่างสัญญา ได้ตั้งข้อสังเกตุไว้ โดยแนะนำให้ รฟม.ดำเนินการไม่ให้รัฐเสียประโยชน์
'ตอนนี้ยังไม่ได้มองถึงประเด็นนั้น แต่อัยการแนะนำให้ยึดหลักรัฐต้องไม่เสียประโยชน์' แหล่งข่าวกล่าว
ส่วนการลงนามสัญญารถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 2และ3 นั้น ขณะนี้ยังรอการตรวจสอบเอกสารจากทางไจก้า
ทั้งนี้รถไฟฟ้าสัญญาที่ 2 และสัญญาที่ 3 กำลังรอผลการพิจารณาเงินกู้จากไจก้า โดยสัญญาที่ 2 เป็นโครงสร้างยกระดับส่วนตะวันตก จากสถานีสะพานพระนั่งเกล้า-สถานีคลองบางไผ่ และงานก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้ของสะพานพระนั่งเกล้า ระยะทางรวม 11 กม. โดยมี บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น(STEC)เป็นผู้ชนะการประมูล และสัญญาที่ 3 เป็นงานก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดรถ ที่กลุ่มพีเออาร์จอยท์เวนเจอร์ ประกอบด้วย บมจ.แอสคอน คอนสตรัคชั่น(ASCON), บมจ.เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง(PLE) และบริษัท รวมนครก่อสร้าง เป็นผู้ชนะการประมูล
*** ปลิว ลั่นโค้งสุดท้ายปีนี้ ทยอยรับรู้รายได้รถไฟฟ้าสีม่วง
นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ช.การช่าง (CK) เปิดเผย ภายหลังจากลงนามสัญญาว่าจ้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง(ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ) สัญญา 1 มูลค่า 14,292 ล้านบาท กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ว่า นับจากนี้ไปคาดว่าจะมีการโยกย้ายสาธารณูปโภคในเขตพื้นที่ ที่จะทำการก่อสร้างฯ โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน และคาดการณ์ว่าจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวประมาณไตรมาส 4/2552
สำหรับอัตรากำไรสุทธิของโครงการดังกล่าว ประเมินว่าจะไม่ถึง 5% ภายใต้สมมุติฐานราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่เกิน 80 ดอลล์/บาร์เรล หลังจากมีการต่อรองราคากับรฟม.ลงหลือ 14,292 ล้านบาท จากเดิม 16,700 ล้านบาท
นายปลิวกล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทได้มีการต่อรองราคาจำหน่ายสินค้ากับคู่ค้าหรือร้านค้า โดยตกลงที่จะขอล็อกราคาสินค้า เนื่องจากมีความกังวลต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคาวัสดุปรับตัวขึ้นตาม และคาดว่าจะสามารถล็อกราคาสินค้าได้นานถึง 2 ปี
อย่างไรก็ตามบริษัทจะใช้เวลาในการเร่งการก่อสร้างให้แล้วเสร็จไม่เกิน 3 ปี จากแผนการก่อสร้างที่ระบุไว้ในสัญญาฯ ที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1,350 วัน
***โบรกฯ แนะทยอยซื้อ CK
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า หลังจาก CK เซ็นสัญญาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 1 แล้ว จะส่งผลดีต่อการรับรู้รายได้ในปี 2553 นอกจากนี้ ในปีหน้ายังรับรู้รายได้จากยอดงานในมือ(Backlog) อีกส่วนหนึ่งที่สะสมจากปีก่อนด้วย รวมถึงโครงการน้ำงึม 2 นอกจากนี้บริษัทฯกำลังอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาโครงการน้ำบาก 1-2 โดยคาดว่ามีโอกาสทราบผลในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งหาก CK ได้โครงการดังกล่า วจะส่งผลให้ Backlog เพิ่มขึ้นอีก 1.7 หมื่นล้านบาท สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ ทยอยซื้อ โดยประเมินราคาเหมาะสมอยู่ที่ 5.76 บาท
***STEC เด่นสุดในกลุ่มรับเหมาฯ
สำหรับภาพรวมกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ประเมินว่า ผลประกอบการในปีนี้อาจไม่โดดเด่นมากนัก ซึ่งการรับรู้รายได้เป็นงานเก่าที่สะสมมามากกว่า แต่จะเริ่มเห็นภาพการเติบโตอย่างชัดเจนในช่วงปี 2553-2554 จากโครงการใหม่ๆที่เข้ามา ทั้งนี้ตัวเลขผลประกอบการที่เริ่มดีขึ้นในปีหน้านั้น ภายใต้สมมติฐานที่ราคาวัตถุดิบอย่าง ปูนซีเมนต์ เหล็ก ไม่ผันผวนมากนัก ทั้งนี้ในปีนี้มีโครงการขนาดใหญ่ค่อนข้างน้อย และการเมืองที่ยังไม่มีความแน่นอน ทำให้งบประมาณภาครัฐยังไม่เห็นชัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มรับเหมาฯ
ส่วนบริษัทผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มรับเหมาฯ ที่โดดเด่น ที่สุดของกลุ่มรับเหมาฯ คือ STEC ซึ่งสามารถรักษาระดับได้ดี เนื่องจากภาระทางการเงินค่อนข้างต่ำ ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นมีภาระทางการเงินสูง ทำให้กดดันต่อผลการดำเนินงาน กลยุทธ์แนะนำทยอยซื้อ STEC ให้ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 5.25 บาท
***กูรูหุ้นประเมิน บจ.กลุ่มรับเหมาฯ ที่ขาดทุนมีลุ้นพลิกเป็นกำไร
นายชัย จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.พัฒนสิน เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการช่วงที่เหลือในปีนี้ของหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ประเมินว่ามีโอกาสเติบโตในทิศทางที่ดี เนื่องจากที่ผ่านมางานก่อสร้างเริ่มขยายตัวในทิศทางที่ดี ประกอบกับงานในมือ (Backlog) เพิ่มขึ้น หลังจากโครงการรถไฟฟ้าภาครัฐมีความคืบหน้า
" ประเมินว่าช่วงที่เหลือของปีนี้ราคาหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่อย่าง CK,ITD,STEC,TTCL และขนาดกลาง SEAFCO ราคาหุ้นคงไม่มี New Low แล้ว บริษัทที่ขาดทุนอยู่ก็คงมีกำไรหรือที่มีกำไรอยู่แล้วก็คงมีกำไรเพิ่มมากขึ้นจึงแนะนำนักลงทุนซื้อ ส่วน CK ก็ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 4.60 บาท " นายชัย กล่าว
*** ประเมินรายได้ CK ปีนี้ 1.35 หมื่นลบ.
ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่าในปีนี้ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK จะรับรู้รายได้จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง(ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ) สัญญา 1 ในสัดส่วน 7-8% ส่วนปี 2553 จะรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวเข้ามาเต็มปี แต่ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในปีนี้คงไม่เติบโดดเด่นมากนัก แต่ที่ราคาหุ้นมีปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะนี้ เพราะได้รับปัจจัยบวกจากโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลบวกต่อจิตวิทยากการลงทุน
" ถ้าหากดูจากปัจจัยพื้นฐานหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง แต่ที่ราคาหุ้นปรับขึ้นในช่วงนี้ เพราะโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลบวกต่อจิตวิทยาการลงทุน ทำให้นักลงทุนเข้ามาเล่นเก็งกำไร เพราะคาดว่าหุ้นกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์ ส่วน CK เอง กอร์มาร์จิ้นปีนี้อาจจะดีขึ้นบ้างเล็กน้อย เพราะงานใหม่ที่รับเข้ามามีมาร์จิ้นดี แต่ก็ยังต่ำกว่าปีก่อน " แหล่งข่าวรายเดิม กล่าว
ทั้งนี้ประเมินรายได้ของ CK ในปีนี้ไว้ที่ 13,500 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ 490 ล้านบาท ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อ เพราะประเมินว่ายังมีปัจจัยบวกใหม่ๆ ทยอยเข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 5.50 บาท/หุ้น
***โบรกฯ แนะซื้อ PF
บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ ระบุว่าทางฝ่ายยังมีมุมมองที่สดใสต่อกำไรของ PF ในครึ่งปีหลัง โดยผู้บริหารคาดการณ์ยอดขายในไตรมาส 3/52 ที่ 1.5 พันล้านบาทและเพิ่มเป็น 2 พันล้านบาทในไตรมาส 4/52 โดยเรามองว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงจาก 1) backlog ประมาณ 1.8 พันล้านบาท โดยคาดว่าจะรับรู้ในไตรมาส 3/52 ประมาณ 700 ล้านบาทและ 500 ล้านบาทในไตรมาส 4/52 2) การรับรู้รายได้ของโครงการ Master piece เอกมัย-รามอินทราจำนวน 300 ล้านบาทที่มีปัญหาในไตรมาส 2/52 และสามารถแก้ไขได้ในต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา 3) รายได้ทีจะรับรู้จากการเปิดโครงการใหม่จำนวน 4 โครงการในไตรมาส 2/52 5) ยอดขายที่เข้ามาประมาณ 600-700 ล้านบาท/เดือน
นอกจากนี้เรายังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการพ้นจุดคุ้มทุนของบริษัท โดยเราประมาณกำไรสุทธิที่ 550 ล้านบาท ( EPS 0.7 บาท) ทั้งนี้การประมาณการของเรายังไม่รวมการรับรู้รายได้จากการขายที่ดินเข้ามา สำหรับความคืบหน้าในการขายที่ดิน 400 ไร่( มูลค่า 900 ล้านบาท) ให้กับลูกค้ารายใหญ่ โดยคาดว่าจะเซ็นสัญญาและรับเงินมัดจำก้อนแรกประมาณ 180 ล้านบาทได้ในไตรมาส 3/52 นี้ นอกจากนี้ PF ยังมีแผนการพัฒนาโครงการต่อเนื่องบริเวณใกล้เคียง โดยที่ PF ยังมีที่ดินอีกกว่า 500 ไร่ในทำเลโดยรอบ และจากต้นทุนที่ดินที่ได้มาค่อนข้างต่ำ (ประมาณ 2.25 ล้านบาท/ไร่) ทำให้เราเชื่อว่า PF จะมีกำไรขั้นต้นจากการขายที่ประมาณ 15-20% ซึ่งคิดเป็นเงินกว่า 180 ล้านบาท
ปัจจุบัน PF มี Land bank อีกประมาณ 2000 ไร่ซึ่งสามารถใช้พัฒนาโครงการได้ต่อเนื่องอีก 4 ปี ในขณะที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง 0.95 เท่าต่ำกว่าข้อจำกัดของธนาคารที่ให้สินเชื่อที่ 1.75 เท่า และเมื่อขายที่ดินจำนวน 400 ไร่ได้จะทำให้กระแสเงินสดของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอีก ซึ่งทำให้เรามองถึงศักยภาพในการพัฒนาในอนาคตอีกมาก
ดังนั้นจึงแนะนำ ซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 4.20 มี upside อีกถึง 37% ซึ่งปัจจุบันถือว่าราคาหุ้นยังถูกมากที่สุด โดยซื้อขายกันที่ PE เพียง 4 เท่าและที่ PBV ต่ำสุดในอุตสาหกรรมที่ 0.35 เท่าเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 8 เท่าและ 1.3 เท่าตามลำดับ ขณะที่การจ่ายเงินปันผลที่สูงถึง 12% 3) ศักภาพในการเติบโตจากที่ดินรอการพัฒนาและโครงการใกล้เคียงบริเวณที่ดินจำนวน 400 ไร่
โดย Mboy เวลา 11:08 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, หุ้น
30 กรกฎาคม 2552
TOP-PTTCH เด่น
| พลังงานหุ้น TOP-PTTCH เด่น |
| รายงานโดย :สถาบันวิจัยนครหลวงไทย: |
นักวิเคราะห์สถาบันวิจัยนครหลวงไทยยังให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มพลังงานปกติ และระมัดระวังลงทุนหุ้นปิโตรเคมี
โดยมีหุ้นบริษัท ไทยออยล์ (TOP) และหุ้นบริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) เป็นหุ้นเด่น โดยมีจุดขายควบรวมกิจการในครึ่งปีหลัง โดยคาดว่าการรวมกิจการจะเป็นจุดขายในช่วงครึ่งปีหลังของกลุ่มโรงกลั่นและกลุ่มปิโตรเคมี
ทั้งนี้ ได้ประเมินแนวทางในการควบรวมกิจการ 6 รูปแบบจับคู่ควบรวม 2 บริษัท 5 รูปแบบ (จับคู่ 6 รูปแบบ แต่ตัดคู่ TOP และPTTCH) ออกไป เพราะคาดว่าไม่มีการผนึกกิจการเชิงกลยุทธ์ และเป็นการควบรวมกิจการ 4 บริษัทอีก 1 แบบ
การประเมินการผนึกกิจการเชิงกลยุทธ์ของการควบรวมครั้งละ 2 บริษัท ระหว่าง TOP กับบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) และบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) และ IRPC มีแนวโน้มเป็นการผลึกเชิงกลยุทธ์มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับการควบรวมครั้งเดียว 4 บริษัท จะมีการผนึกเชิงกลยุทธ์สูงสุดในทุกรูปแบบ เนื่องจากรวมกลยุทธ์ของแต่ละคู่ไว้ด้วยกันทั้งหมด แต่ปัญหาสำคัญคือมีความซับซ้อนมากกว่าวิธีอื่น และยากในการดำเนินการในเวลาระยะสั้นซึ่งสถาบันวิจัยนครหลวงไทยเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการในรูปแบบการจัดตั้งบริษัทร่วมลงทุน (Holding Company) แล้วทยอยควบรวมภายในอนาคต
จากการศึกษาควบรวมกิจการครั้งละ 2 บริษัท และครั้งเดียว 4 บริษัท ในเชิงความน่าสนใจการลงทุนควบรวม 4 บริษัท จะทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 ในตลาดหุ้นไทย ขณะที่เทียบตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกการควบรวม 4 บริษัท จะทำให้ขนาดรายได้ติดอันดับ 297 หากเทียบการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์จูนปี 2552 และเป็นอันดับ 4 ในอุตสาหกรรมโรงกลั่นและเคมีภัณฑ์
ทั้งนี้ หากรวมกำลังการผลิตของ PTTAR ที่ขยายไปในปี 2552 และ PTTCH ที่ขยายไปถึงปี 2553 คาดว่าจะขึ้นติดอันดับ 1 ใน 3 ได้ตามที่บริษัทตั้งเป้าหมายไว้
ผู้บริหารบริษัท ปตท. (PTT) บริษัทแม่ของธุรกิจข้างต้นตั้งใจจะคงสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทลูกทั้ง 4 บริษัทไว้ในระดับเดิม ดังนั้นสถาบันวิจัยนครหลวงไทยคาดว่าการควบรวมมีโอกาสเกิดขึ้นโดยการควบรวมจัดตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่แล้วกำหนดอัตราแลกหุ้นระหว่างกัน (Amalgamation) ทั้งนี้การกำหนดสัดส่วนในการแลกหุ้นจะถือเป็นประเด็นสำคัญที่กำหนดความน่าสนใจของหุ้น
สถาบันวิจัยนครหลวงไทยคาดว่าการกำหนดอัตราแลกหุ้นในกรณีของการรวมกันของ 4 บริษัท จากการศึกษาการกำหนดสัดส่วนการแลกหุ้นในกรณี Amalga mation ระหว่างบริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) หรือ ATC และบริษัท โรงกลั่นระยอง (RRC) ครั้งที่ผ่านมา โดยอิงจากการพิจารณา 3 วิธีหลักได้แก่ส่วนลดกระแสเงินสด วิธีการตลาดย้อนหลัง และวิธีเปรียบราคาตลาดซึ่งอิง 3 วิธี สัดส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) ราคาต่อมูลค่าบัญชี (พีบีวี) มูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา
ทั้งนี้ TOP มีอัตราส่วนแลกหุ้นดีที่สุดจาก 4 ใน 5 วิธี ขณะที่PTTCH มีอัตราส่วนแลกหุ้นดีที่สุดใน 1 วิธี พิจารณาจากสัดส่วนราคาต่อมูลค่าบัญชี การประเมิน 2 ใน 4 วิธีคือ กระแสเงินสดและมูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา อิงกระแสเงินสดแล้ว TOP ได้เปรียบเพราะเงินสดแข็งแกร่ง จึงคงน้ำหนักซื้อเก็งกำไร TOP ให้มูลค่าเหมาะสมอิงส่วนลดกระแสเงินสด54 บาท PTTCH อิงส่วนลดกระแสเงินสด ให้ราคาเหมาะสม 55 บาท
สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาวัตถุดิบแนฟทาเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น 6.6%จากสัปดาห์ก่อนหน้าเป็น 579 เหรียญสหรัฐต่อตัน ตามทิศทางของราคาน้ำมันดิบ ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีส่วนใหญ่ ทรงตัว ดังนั้นในสัปดาห์ที่ผ่าน มาส่วนต่างราคาปิโตรเคมีส่วนใหญ่ทั้งสายอะโรเมติกส์และ โอเลฟินส์ปรับลดลง โดยส่วนต่างราคาพาราไซลีน-แนฟทา และเบนซีน-แนฟทา ลดลง 3.1% จากสัปดาห์ก่อนหน้า และ 13.3% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนต่างราคา HDPE-แนฟทา และเอทิลีน- แนฟทา ลดลง 7.7% จากสัปดาห์ ก่อนหน้า และ 11.7% จากสัปดาห์ก่อนหน้า
โดย Mboy เวลา 09:09 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: คอลัมน์หุ้น, บทความหุ้น, หุ้น
23 กรกฎาคม 2552
คาดอสังหาริมทรัพย์ไทยฟื้นต้นปีหน้า
| คาดอสังหาริมทรัพย์ไทยฟื้นต้นปีหน้า แต่ปีนี้ยอดขายลด 10% |
| นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เห็นด้วยกับแนวทางที่รัฐบาลเตรียมนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาบังคับใช้ และเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่น่าจะให้การตอบรับ เนื่องจากร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว จะนำมาใช้แทน พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และพ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องถิ่น ซึ่งมีการจัดเก็บที่ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน อีกทั้งยังทำให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีความกระตือรือล้นในการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมด้วย เพราะรายได้จะเข้าสู่ระบบท้องถิ่นโดยตรง นอกจากนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าว น่าจะทำให้มีการกักตุนที่ดินน้อยลง และทำให้การเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น เนื่องจากที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จะมีการจัดเก็บภาษีในระดับที่สูง นอกจากนี้ยังทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงที่ดินได้ง่ายขึ้น และน่าจะทำให้ราคาที่ดินถูกลง สำหรับแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เชื่อว่า จะเริ่มกระเตื้องขึ้นในช่วงไตรมาส 4/52 และจะฟิ้นตัวชัดเจนในช่วงไตรมาส 1/53 ส่วนการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่งผลให้คนไม่กล้าเข้าร่วมงานมหกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมืองนั้น ส่งผลให้ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ลดลง โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ราคาแพงในเมืองท่องเที่ยวที่เจาะตลาดชาวต่างชาติ เช่น ภูเก็ต สมุย คาดว่ายอดขายจะลดลงจากปีที่ผ่านมากว่า 30% ขณะที่ยอดขายในกรุงเทพและปริมาณฑลซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าชาวไทยนั้น คาดว่า ยอดขายในปีนี้จะลดลงจากปีที่ผ่านมากว่า 120,000 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 10 % และมียอดจดทะเบียนบ้านใหม่อยู่ที่ 70,000 หน่วย |
โดย Mboy เวลา 09:16 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจไทย, หุ้น
22 กรกฎาคม 2552
รอบนี้ขอเสิร์ฟหุ้นอาหาร
รอบนี้ขอเสิร์ฟหุ้นอาหาร
หุ้นอาหารติดเทอร์โบ รับรัฐบาลเปิดนโยบายหนุนระบบรับประกันราคาสินค้าข้าวเปลือกปี 52/53 สุดตัว แถมธุรกิจส่งออกมีสัญญาณฟื้นตัว ด้านโบรกฯ แนะนำเก็งกำไร KASET - KSL -CPF-CFRESH คาดไตรมาส 3/2552 ส่งออกอาหารคืนชีพ ขณะที่ผู้บริหาร KASET ออกมาการันตีรายได้ครึ่งปีหลัง เติบโตกว่าครึ่งปีแรก รับราคาข้าวพุ่ง แถมความต้องการในต่างประเทศเพิ่ม
บรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทย วานนี้ (21 ก.ค.) เรียกได้ว่ากำลังหาแนวทางเดิน ระหว่างวันจึงเกิดความแปรปรวน เดี๋ยวบวก เดี๋ยวลบ แม้จะไม่มีข่าวลบ แต่ราคาหุ้นที่ขึ้นมามากในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเริ่มมีการขายทำกำไรออกมา การขายทำกำไรนั้นไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดอะไร สำหรับตลาดหุ้นแบบนี้ เพราะหากไม่มีการขาย โอกาสที่หุ้นจะขึ้นต่อก็จะยากเต็มที เพราะคนไม่กล้าซื้อหุ้น เนื่องจากตลาดต่างประเทศ และสัญญาณน้ำมันก็เริ่มมีแรงขายเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากปริมาณการซื้อขายแล้ว ยังถือว่าค่อนข้างสูงพอควร
แต่ท่ามกลางความผันผวน หุ้นกลุ่มอาหารกลับได้รับความนิยม ส่งผลให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวปรับตัวอยู่ในแดนบวกได้อย่างคึกคัก หลักๆ น่าจะมาจากยอดตัวเลขส่งออกเดือน มิ.ย. 52 ที่แม้ว่าจะยังคงติดลบอยู่ 25.9% เทียบจากปีก่อน แต่ถือว่าปรับตัวดีขึ้น 5.8% จากเดือนเดียวกันปีก่อน มาอยู่ที่ 12.3 พันล้านเหรียญฯ โดยการส่งออกปรับตัวดีขึ้นหากเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะ ข้าว และ สินค้าอิเล็คทรอนิกส์ จึงมีความเป็นไปได้ว่าการส่งออกอาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ประกอบกับแนวโน้มราคาจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุง มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณข้าวเปลือกที่จะนำมาผลิตเป็นข้าวสารบรรจุถุงในตลาดอยู่ในภาวะตึงตัว ขณะที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (21 ก.ค) ได้เห็นชอบในหลักการระบบประกันราคาสินค้าข้าว
วานนี้(21 ก.ค.) ดัชนีฯ ตลาดปิดที่ 609.83 จุด ลดลง 3.84 จุด หรือ 0.63% มูลค่าการซื้อขาย 20,712.15 ล้านบาท ราคาหุ้น บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) หรือ KASET ปิดตลาดที่ 4.08 บาท เพิ่มขึ้น 0.42 บาท หรือ 11.48% มูลค่าการซื้อขาย 112.70 ล้านบาท ,บริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด (มหาชน)หรือ CFRESH ปิดตลาดที่ 1.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.07 บาท หรือ 4.05% มูลค่าการซื้อขาย 3.66 ล้านบาท ,บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL ปิดตลาดที่ 9.65 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 2.12% มูลค่าการซื้อขาย 30.82 ล้านบาท และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ปิดตลาดที่ 4.88 บาท ลดลง 0.02 บาท หรือ -0.41% มูลค่าการซื้อขาย 85.35 ล้านบาท
*** ครม.เห็นชอบ ระบบประกันราคาข้าว สินค้าข้าวเปลือกปี 52/53
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้รับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานผลจากการพิจารณาของอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการประกันราคาและการประกันภัยข้าวเปลือก โดยเห็นชอบแนวทางในการดำเนินมาตรการข้าวปี 2552-2553 โดยให้ดำเนินการประกันราคาขาวเปลือกแก่เกษตรกรเป็นการทั่วไป เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง และแก้ไขปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ส่งออกของประเทศ
นอกจากนี้ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.)ด้านการผลิตพิจารณากำหนดราคาประกันข้าวเปลือกแต่ละชนิดที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากต้นทุนการผลิตขาวเปลือกแต่ละชนิด และค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกร เพื่อให้ได้รับราคาที่เหมาะสม พร้อมทั้งเร่งรัดให้เกิดการจัดทำทะเบียนเกษตรกรเพื่อนำมาใช้ประกอบในการประกันราคาข้าวเปลือกและมาตรการอื่นๆรวมถึงนำเสนอต่อกขช.พิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป
ทั้งนี้ได้มอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ทำการประชาสัมพันธ์การประกันราคาข้าวเปลือกเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แแก่เกษตรกรเกี่ยวกับราคาประกัน ราคาอ้างอิง และการชดเชยราคาของรัฐ รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการและผลที่เกษตรกรจะได้รับจากการประกันราคาข้าวเปลือก อีกทั้งมอบให้กขช.ด้านการตลาดได้พิจารณาถึงกำหนดมาตรการการรักษาเสถียรภาพของราคาข้าวเปลือก เพื่อเป็นมาตรการเสริมเพิ่มเติมจากการประกันราคาข้าวเปลือก และนำเสนอมาตรการต่อกขช.ในการประชุมครั้งต่อไป
นายวัชระยังกล่าวต่ออีกว่า ครม.ได้พิจารณาการจำหน่ายข้าวสาร โดยอิงกลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย(AFET) ตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอ โดยได้มีมติอนุมัติดังนี้
1.ให้องค์การคลังสินค้า(อคส.)นำเงินค่าข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/2552 ที่ระบายจำหนายได้ ซึ่งต้องส่งคืน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 425 ล้านบาท มาเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อให้อคส.ใช้เป็นหลักประกันในการซื้อขายล่วงหน้าในตลาด AFET เพื่อป้องกันการผิดสัญญาของผู้ซื้อและผู้ขาย ทั้งนี้ปริมาณข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/2552 จำนวน 763,920 ตัน แยกเป็นข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ปริมาณ 3 แสนตัน และข้าวขาว 5% ปริมาณ 463,920 ตัน ทั้งนี้เมื่อหมดภาระผูกพันแล้วหากเงินที่ได้รับคืนเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามเกณฑ์การวางหลักประกันซื้อขายของตลาด AFET ให้นำไปคำนวณเป็นรายได้หรือภาระขาดทุนตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2551/2552 ต่อไป
2.อนุมัติงบกลางเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงินจ่ายขาดจำนวน 24.64 ล้านบาท ให้อคส.ให้เป็นค่าตอบแทนนายหน้าซื้อขายล่วงหน้า และค่าจ้างผู้จัดการซื้อขายล่วงหน้า
***โบรกฯ มองหุ้นอาหารยังสดใส
นายเตชธร ลาภอุดมสุข ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า หุ้นในกลุ่มอาหารมีจุดเด่น คือ เป็นสินค้าจำเป็นในการบริโภค ซึ่งขาดไม่ได้ จึงไม่ได้รับผลกระทบแม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว ประกอบกับคาดว่าในไตรมาส 3/2552 ส่งออกอาหารน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น จึงแนะนำนักลงทุนซื้อเก็งกำไรหุ้นในกลุ่มดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ,บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) หรือ KASET และบริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TUF
" หุ้นกลุ่มอาหารก็เล่นเก็งกำไรได้ เพราะหุ้นกลุ่มนี้มีจุดเด่น คือ เป็นสินค้าที่จำเป็น และในไตรมาส 3 ส่งออกน่าจะดี ส่วนราคาข้าวถุงก็ปรับขึ้น ซึ่งตรงนี้คงส่งผลบวกต่อ KASET จึงแนะนำเก็งกำไร โดยให้แนวรับไว้ที่ 3.90 บาท แนวต้าน 4.20 บาท TUF ให้แนวรับไว้ที่ 24.40 บาท แนวต้าน 25 บาท ส่วน CPF ให้แนวรับไว้ที่ 4.80 บาท และแนวต้าน 5 บาท " นายเตชธร กล่าว
***บล.พัฒนสิน มอง CPF โดดเด่นสุด
นางเพลินใจ จิระจรัส นักวิเคราะห์ บล.พัฒนสิน เปิดเผยว่า หากพิจารณาหุ้นในกลุ่มธุรกิจอาหาร CPF จะเป็นหุ้นตัวที่โดดเด่น เนื่องจากในปีนี้จะเป็นปีที่ธุรกิจสามารถส่งออกอาหารเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไตรมาส 2 /2552 จะเป็นช่วงที่มีกำไรดีที่สุด จึงแนะนำลงทุน ซึ่งราคาเป้าหมายอยู่ที่ 5.62 บาท/หุ้น ขณะเดียวกันหากประเมินถึงอุปทานของอาหารโลกเริ่มมีแนวโน้มลดลงและยังมีภัยแล้งที่เป็นอุปสรรค
โดยการบริโภคเนื้อหมูและไก่ยังคงเพิ่มขึ้นแม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง เนื่องจากอาหารยังมีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกจากต้นทุนกากถั่วเหลืองที่ใช้เป็นอาหารมีราคาปรับตัวลดลง โดยเฉลี่ยทั้งปีราคาเนื้อหมูน่าจะปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ราคาเนื้อไก่น่าจะทรงตัว จึงยังคงแนะนำลงทุนในหุ้น บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TVO เนื่องจากราคาของสินค้าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งคาดว่าผลประกอบการในปีนี้จะโตจากปีก่อนประมาณ 55% โดยให้ราคาเป้าหมาย 14.85 บาท
ส่วนบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL ยังได้ประโยชน์จากราคาน้ำตาลที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยมองว่าผลประกอบการไตรมาส 1/2552 น่าจะเป็นจุดสูงสุดของปีนี้ แต่ยังมองว่ายังจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระดับสูง โดยให้ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 10.30 บาท
***หุ้น KASET วิ่งรับราคาข้าวขยับ หลังดีมานด์พุ่ง
นายสมฤกษ์ ตั้งพิรุฬธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) หรือ KASET เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า ถึงสาเหตุที่ราคาหุ้นของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรงในช่วงการซื้อขายวานนี้(21 ก.ค.) ว่า น่าจะเกิดจากการรับประเด็นข่าวบวก จากราคาข้าวที่เริ่มปรับเพิ่มขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการทั้งขายปลีกและขายส่งได้ทยอยปรับขึ้นราคาขายไปแล้ว ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาขายในตลาดขยับขึ้น ซึ่งก็น่าจะเป็นผลดีต่อเกษตรกร
'เข้าใจว่าภาครัฐได้เข้ามาช่วยดูแลในเรื่องของราคาข้าว โดยยอมรับว่ายังมีสต็อกข้าวที่อยู่ในฝั่งของรัฐบาลและเชื่อว่านโยบายของรัฐในปัจจุบันค่อนข้างจะปกป้องเกษตรกร และในส่วนของการดูแลราคาก็ยังเป็นไปในทางที่ดีอยู่ ในส่วนของข้าวหอมมะลินั้นเป็นช่วงของปลายฤดูกาล จึงทำให้มีการปรับตัวที่รวดเร็วไปนิดหนึ่ง เป็นผลทำให้ราคาขยับขึ้น' นายสมฤกษ์ กล่าว
สำหรับแนวโน้มของรายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง มีโอกาสที่จะเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรก เพราะพิจารณาจากช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาก็เริ่มส่งสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้น ประกอบกับส่วนหนึ่งได้รับผลบวกจากราคาข้าวที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงได้รับอานิสงค์จากความต้องการข้าวในต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น โดยล่าสุดพบว่าราคาข้าวในสหรัฐฯ ขยับเพิ่มขึ้นภายหลังจากข้าวขาดแคลน ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เหรียญฯ ขณะที่บริษัทฯ มีสัดส่วนในการส่งออกไปยังต่างประเทศกว่า 60% และลูกค้าส่วนใหญ่ที่ส่งสินค้าให้ค่อนข้างที่จะเป็นลูกค้าที่ดีและมีการจ่ายเงินในส่งสินค้าอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีการป้องกันความเสี่ยงโดยการเลือกลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ หากจะส่งสินค้าจะมีการทำสัญญาในลักษณะการจ่ายเงินแบบเงินสด
อย่างไรก็ตามแม้บรรยากาศการลงทุนช่วงนี้ เรียกได้ว่าเริ่มฟื้นดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัญหาไข้หวัด 2009 ก็ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อบริษัทเช่นกัน โดยเฉพาะกระทบต่อลูกค้าในกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร แต่ก็ถือว่าไม่หนักหนาสาหัสนัก
***บล.คันทรี่ กรุ๊ป แนะเล่นสั้น
นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่ กรุ๊ป กล่าวว่า ราคาหุ้น KASET ปรับตัวสูงขึ้นและมีวอลุ่มเทรดเข้ามาอย่างคึกคักช่วงนี้ คาดว่าจะเป็นการเข้ามาเล่นเก็งกำไรของนักลงทุน ภายหลังจากที่มีการเก็งกันว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะขยับขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนประเด็นข่าวแนวโน้มราคาจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นแรงเสริมได้ส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ ช่วงสั้นนักลงทุนสามารถเข้ามาเก็งกำไรได้ ตามกรอบแนวต้าน 4.20 บาท แนวรับ 3.90 บาท
โดย Mboy เวลา 08:45 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, บทความหุ้น, หุ้น
Selective Buy
| บล. ฟาร์อีสท์แนะช่วงนี้ต้อง “Selective Buy” THCOM น่าสน ราคามีสิทธิแตะ 14.70 บาท |
| จักรกริช เจริญเมธาชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวในรายการ Trading Hour (Afternoon) ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบ ๆ เนื่องจากมีการ Sell on Fact ออกมาในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่วน 3 วันทำการที่เหลือของสัปดาห์นี้ควรต้องจับกระแสการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศหลัก รวมไปถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบในตลาดสหรัฐฯที่หากยังปรับขึ้นก็ยังช่วยพยุงหุ้นกลุ่มพลังงานและตลาดหุ้นไทยไว้ได้ จักรกริชมองว่าตลาดหุ้นไทยอาจต้องลงไปพักฐานที่ดัชนีระดับ 560 จุด หลังการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/52 เสร็จสิ้นลง และนักลงทุนอาจต้องกระจายการลงทุนไม่ควรเน้นที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือใช้กลยุทธ “Selective Buy” เลือกลงทุนในหุ้น “Outperform” ที่มี “Story” ผลประกอบการเติบโตได้ต่อเนื่องหรือก้าวกระโดด อย่าง บมจ. ไทยคม (THCOM) ทั้งนี้ กระทรวง ICT ของอินเดีย เพิ่งจะยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะให้ดาวเทียม IP Star เป็นวาระแห่งชาติ และมีการบรรจุลงในงบประมาณแผ่นดิน จึงทำให้เชื่อได้ว่า ราคาหุ้น THCOM ซึ่งซื้อขายอยู่ที่ 6.10 บาทขณะนี้ มีโอกาสปรับขึ้นไปซื้อขายที่ 1 เท่าของ Book Value โดย บล. ฟาร์อีสท์ได้ปรับประมาณการณ์ราคาเป้าหมายของ THCOM มาอยู่ที่ 14.70 บาท พร้อมกับแนะนำให้ทยอยซื้อ เพราะมีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นได้อีกมาก อีกทั้งในระยะยาว THCOM ยังเตรียมนำบริษัทลูกในลาว เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของลาวอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีหุ้น บมจ. อินโดรามาโพลีเมอร์ส (IRP) ที่คาดว่า กำไรสุทธิในไตรมาส 2/52 จะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 1/52 และน่าจะทำให้กำไรครึ่งแรกของปีนี้สูงกว่าปี 2551 ตลอดทั้งปี ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 609.83 จุด ลดลง 3.84 จุด มูลค่าการซื้อขาย 20,712.081 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 146.95 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,065.59 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 918.64 ล้านบาท |
โดย Mboy เวลา 08:44 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, หุ้น
หุ้น SCC!!
หุ้น SCC!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 21 ก.ค. 52 ปิดที่ 609.83 จุด ลบ 3.84 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 20,712 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,075 ล้านบาท...
ฝ่ายพัฒนธุรกิจ บล.เกียรตินาคิน ชี้ว่าตลาดหุ้นแค่พักฐาน หลังสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นมามากกว่า 5% ขณะที่มองช่วงนี้เป็นช่วงของการเก็งกำไรข่าวผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียน ขณะที่มองแนวโน้มตลาดว่าจะแกว่งตัวแคบๆออกด้านข้าง ให้แนวรับไว้ที่ 605-600 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 615-620 จุด โดยต้องติดตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯและการรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่จะออกมา
"โชติกา สวนานนท์" กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ มองตลาดหุ้นไทย ยังมีโอกาสปรับตัวลงจากแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนปีนี้จะออกมาต่ำกว่าปีก่อน แต่มองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นใหญ่ เช่น แบงก์และพลังงาน รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและแนะให้เลี่ยงหุ้นโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ขณะที่บริษัทเตรียมออกกองทุนรวมเพื่อลงทุนในหุ้นหากดัชนีหุ้นปรับตัวลงมาที่บริเวณ 500-520 จุด
โฟกัสหุ้นรายตัว SCC หลังหลายโบรกเกอร์ปรับเพิ่มความน่าลงทุน โดย บล.แมควารี ปรับเพิ่มความน่าลงทุนหุ้น SCC จาก "ถือ" เป็น outperform
โดยมองว่าธุรกิจปูนซีเมนต์จะฟื้นตัวชัดเจนในปีหน้า และปรับเพิ่มเป้าหมายราคาหุ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้าขึ้นสู่ระดับ 220 บาท จาก 110 บาท
ด้าน บล.เคจีไอ แนะ "ถือ" หุ้น SCC ให้ราคาเป้าหมายที่ 170 บาท
มีข่าว ก.ล.ต.เตือนผู้ลงทุนใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหุ้นธนาคารสินเอเชีย จำกัด (มหาชน) (ACL) เนื่องจากข้อมูลยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแผนการขายหุ้นในส่วนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ ทั้งเรื่องราคา จำนวน และความเป็นไปได้ รวมทั้งข่าวที่ออกมาเป็นการให้ข่าวจากแหล่งข่าวที่ไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันตัวตนของผู้ให้ข่าวได้ จึงไม่มีความน่าเชื่อถือ และในส่วนของกระทรวงการคลัง ก็ยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงแผนการขายหรือความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวที่ชัดเจน
ปิดท้าย บอร์ด MCOT มีมติเลือก "ธนวัฒน์ วันสม" เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ของ MCOT แล้ว!!
โดย Mboy เวลา 08:43 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, หุ้น
21 กรกฎาคม 2552
งบ BBL และ KTB
"แบงก์กรุงเทพ"เผยกำไรไตรมาส 2 ทรงตัว4,830 ล้าน
"กรุงไทย"โชว์กำไร2,325 ล้าน
ธนาคารกรุงเทพรายงานผลประกอบการในไตรมาส 2 ของปี 2552 มีกำไรก่อนภาษีเงินได้จำนวน 7,184 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรก ร้อยละ 2.8 และมีกำไรสุทธิทรงตัวที่ 4,830 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 ซึ่งเป็นระดับที่น่า พอใจในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยและความต้องการสินเชื่อลดลง
สินเชื่อรวมในไตรมาส 2 ลดลงในอัตราที่ชะลอตัวจากไตรมาส 1 โดยสินเชื่อ ณ มิถุนายน 2552 มีจำนวน 1,099,474ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.2 จากสิ้นปี 2551 ส่วนใหญ่เนื่องจากลูกค้าธุรกิจมีการชำระคืนสินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของราคาวัตถุดิบและยอดการสั่งซื้อสินค้าลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ในไตรมาสที่ผ่านมา ธนาคารยังคงดำเนินงานตามเป้าหมายหลักสำคัญ 4 ด้านได้เป็นที่น่าพอใจ คือ ด้านสภาพคล่องด้านรายได้ค่าธรรมเนียม ด้านคุณภาพสินเชื่อ และด้านสถานะเงินกองทุน ทั้งนี้ ธนาคารสามารถรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับสูง โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ธนาคารมีเงินฝากเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ร้อยละ 81.1 นอกจากนี้ ธนาคารยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ8.2 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในขณะเดียวกันสามารถลดยอดสินเชื่อด้อยคุณภาพลงจำนวน 1,691 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมลดลงจากร้อยละ 4.8 ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 เป็นร้อยละ 4.6
สำหรับด้านสถานะเงินกองทุนธนาคารดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนเมื่อรวมกำไรของครึ่งปีแรกแล้ว อยู่ที่ร้อยละ 15.8ซึ่งเป็นระดับที่แข็งแกร่งและสามารถสนับสนุนให้ธนาคารดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงผันผวนต่อเนื่อง
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า "ในสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวธนาคารยังคงยึดแนวทางเดิมในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถสนับสนุนลูกค้าที่มีศักยภาพได้อย่างเหมาะสมทันท่วงที ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อันจะเกิดประโยชน์ที่ดีกับเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ยังช่วยการควบคุมคุณภาพสินเชื่อในไตรมาสนี้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ"
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ธนาคารมีเงินฝากทั้งสิ้น 1,355,687 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2551 จำนวน 44,210 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.4 เป็นผลสืบเนื่องจากผู้ฝากเงินมีความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของธนาคาร ประกอบกับการขยายฐานเงินฝากอย่างสม่ำเสมอ
ในขณะเดียวกันด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมช่วยให้ธนาคารสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการการเงินทางเลือกแก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิผล เช่น บริการประกันชีวิตผ่านธนาคาร การลงทุนในกองทุนรวม และหุ้นกู้บริษัทเอกชน อันส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี โดยรายจ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 1.9 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี2551 เป็น 9,337 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีจำนวน 179,718 ล้านบาท โดยมีกำไรต่อหุ้นในงวดแรก 5.02 บาท และมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น 94.15 บาท
ด้านธนาคารกรุงไทยแจ้งว่า กำไรสุทธิของธนาคารในไตรมาส 2/2552 เท่ากับ 2,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 291 ล้านบาท (ร้อยละ 14.31) จากไตรมาส 2/2551
โดย Mboy เวลา 09:55 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ความรู้ หุ้น, บทความหุ้น, หุ้น
20 กรกฎาคม 2552
BEC-MCOT-MAJOR เด่น!
BEC-MCOT-MAJOR เด่น!
BEC-MCOT-MAJOR ยังโดดเด่นในหุ้นกลุ่มบันเทิง โบรกฯ ระบุ แม้ผลงาน Q2/52 จะอยู่ในระดับแค่โต และยังไม่เข้าขั้นเตะตา แต่จัดอยู่ในคำแนะนำน่าซื้อหุ้น เหตุราคาในกระดานยังถูก เมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายที่ให้ไว้ เผย BEC ควรอยู่ที่ 25 บาท, MCOT ที่ 22.70 บาท และ MAJOR ที่ 7.80 บาท
แม้ล่าสุดหุ้นกลุ่มบันเทิงจะถูกกดดันจากตัวเลขผลสำรวจเม็ดเงินโฆษณาในเดือน มิถุนายน 2552 ที่ลดลงกว่า 8% แต่บรรดาโบรกเกอร์ยังไม่มองข้ามหุ้นกลุ่มนี้ และมีมุมมองทั้งกลุ่มแบบ NEUTRAL เพราะเชื่อว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/52 จะดีขึ้นกว่าไตรมาส 1/52 และจะโตขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และ Top Pick ยกนิ้วให้ บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC), บมจ.อสมท (MCOT) และ บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR)
* เม็ดเงินโฆษณาเดือน มิ.ย.52 วูบ 8.61%
รายงานล่าสุดด้านตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาจาก AGB Neilsen Media Research เดือนมิถุนายน 2552 พบว่า ภาพรวมเม็ดเงินโฆษณามีมูลค่า 7,108 ล้านบาท ลดลง 8.61% YoY โดยสื่อที่มีอัตราการเติบโต ยังได้แก่สื่อขนาดเล็กเช่นเคยอย่าง สื่ออินเทอร์เน็ต (+ 46%) และสื่อเคลื่อนที่ (+31%) ขณะที่สื่อภาพยนตร์กลับมาเป็นบวกมากถึง +34% ในเดือนนี้ สำหรับสื่อที่ปรับตัวลงหนักได้แก่สื่อในห้าง (-35%) และสื่อนิตยสาร (-27%)
สำหรับภาพเม็ดเงินโฆษณา 1H52 มีมูลค่า 41,936 ล้านบาท ลดลง -5.11% YoY โดยสื่อที่มีการเติบโตสูงยังคงเป็นสื่อเล็กๆ ขณะที่สื่อใหญ่อย่างโทรทัศน์ถือเป็นสื่อหลักสื่อเดียวที่ยังคงมีอัตราการเติบโตลดลงน้อยสุดเพียง -1.61% YoY โดยสื่อที่น่าจับตาดูคือสื่อภาพยนตร์ 1H52 กลับมาเป็นบวกจากการเติบโตในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียวที่ดันขึ้นมามาก
* บล.ยูไนเต็ด มอง ช่อง 3 และช่อง 7 ยังได้อานิสงส์เม็ดเงินของ ยูนิลีเวอร์
บล.ยูไนเต็ด ประเมินผลกระทบจากตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงดังกล่าว ว่า ตัวเลขเม็ดเงินโฆษณายังคงชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ หากดูเม็ดเงินโฆษณาผ่านโทรทัศน์ใน 2Q52 (เดือนเม.ย.-มิ.ย.) รายสถานีจะเห็นว่า ช่อง 5 ช่อง 3 และ ช่อง 9 ยังเติบโตอยู่ 3.59% 2.24% และ 0.32% ตามลำดับ โดยช่อง 7 กับช่อง 11 ลดลง -23.39% และ -6.92% YoY มองว่าช่อง 3 และ ช่อง 9 ยังได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินของยูนิลีเวอร์ซึ่งยังตกลงกับช่อง 7 ไม่ได้ คาดว่าผลประกอบการ 2Q52 ของทั้ง BEC และ MCOT ยังน่าจะดีอยู่แม้อุตสาหกรรมรวมไม่ดีนัก
สำหรับธุรกิจโรงภาพยนตร์ แม้ บล.ยูไนเต็ด มีมุมมองไม่ค่อยดีนักเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ระบาดหนักและน่าจะมีผลต่อการเข้าชมภาพยนตร์ แต่ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจากการมีหนังที่ทำเงินเกิน 100 ล้านบาทถึง 2 เรื่องอย่าง Terminator IV (ฉายปลายเดือนพ.ค.) และ Transformer II (ฉายปลายเดือนมี.ค.) ทำให้เม็ดเงินโฆษณาเดือนมิถุนายนผ่านโรงภาพยนตร์ปรับตัวขึ้นอย่างมากถึง 34% YoY ถ้าดูทั้งไตรมาส 2Q52 ก็ดีขึ้น 9.8% QoQ และ 7.2% YoY อย่างไรก็ดีคงรอการทำ Preview 2Q52 ก่อนเพื่อที่จะยืนยันว่า MAJOR จะมีรายได้และกำไรใน 2Q52 ที่ดีขึ้น ก่อนที่จะปรับคำแนะนำในโอกาสต่อไป
อย่างไรก็ตาม บล.ยูไนเต็ด ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนระดับ Neutral ในหุ้นกลุ่ม Media จากที่คาดว่า 2H09 เศรษฐกิจฟื้นและความเชื่อมั่นในการบริโภคจะกลับมา
สำหรับ Top Pick ยังคงเป็น BEC (ราคาเป้าหมาย 25 บาท) มองผลประกอบการ 2Q52 ยังเติบโตจากปีก่อนได้ จากยูนิลีเวอร์ที่ย้ายเม็ดเงินมา และการปรับขึ้นค่าโฆษณาในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังถือเป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี มีเงินสดในมือมาก ROE สูง ปันผลดีสม่ำเสมอ และเชื่อว่าไม่ได้รับผลกระทบจากการที่ MCOT จะปรับเปลี่ยนสัญญาเนื่องจาก BEC ไม่ได้ทำผิดสัญญาแต่อย่างใด, MCOT (ราคาเป้าหมาย 22.70 บาท) มองยังได้รับผลดีจากยูนิลีเวอร์ที่ย้ายเม็ดเงินมา และการปรับขึ้นค่าโฆษณาในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับได้รับผลดีจาก Seasonal Program อย่าง The Star 5, The Trainer และ AF6 ที่คาดว่าจะเพิ่มรายได้ให้ 2Q52 ยังมีกำไรที่ดี และเป็นหุ้นที่ให้ปันผลสูงและสม่ำเสมออีกตัวหนึ่ง
* SCRI เชื่อ ผลงาน Q2/52 จะดีกว่า Q1/52 แนะซื้อ MCOT-MAJOR
ด้านบทวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยนครหลวงไทย (SCRI) เปิดเผยว่า มูลค่าโฆษณาของเดือน มิถุนายน 2552 มีมูลค่า 7.1 พันล้านบาท ปรับตัวลดลง 7% yoy และ 3% mom และต่ำกว่าที่ SCRI คาดไว้เล็กน้อย SCRI ประเมินว่า มูลค่าโฆษณาที่ลดลงจากเดือนก่อน เป็นผลจากการลดการใช้จ่ายลง 7% mom ของผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ 10 รายเป็นหลัก
ในเดือนนี้ สื่อโทรทัศน์ถูกลดงบโฆษณาลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อนโดยติดลบ 8% yoy เนื่องจากมีการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลยูโรในปีก่อน ขณะที่วิทยุ หนังสือพิมพ์ และ นิตยสาร ยังเผชิญกับภาวการณ์ถดถอยของมูลค่าโฆษณาในระดับสูงมากและถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มูลค่าโฆษณา Q2/52 ปรับตัวลดลงถึง 8% yoy สำหรับในช่วง Q3/52 นี้ SCRI ประเมินว่า แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเม็ดเงินโฆษณาจะค่อนข้างจำกัดในกรอบ 7.2 – 7.4 พันล้านบาทต่อเดือน
ในงวด Q2/52 มูลค่าโฆษณารวม 21,417 ล้านบาท ลดลง 8% yoy ซึ่งผลกระทบจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมือง และ การขาดกิจกรรมพิเศษที่กระตุ้นการใช้เม็ดเงิน ทำให้ธุรกิจโฆษณาใน Q2/52 ยังอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ปรับดีขึ้น 3% mom จากผลกระทบทางฤดูกาลที่ Q1 จะเป็นช่วง Low Season สำหรับแนวโน้มโดยรวมใน Q3/52 คาดว่า มูลค่าโฆษณาจะไม่ปรับเพิ่มมากขึ้นจากเดือน มิถุนายน มากนัก เนื่องจากขาดปัจจัยทางเศรษฐกิจมาสนับสนุน แม้ว่าจะมีโครงการลงทุนของรัฐบาลประกาศออกมาแต่คาดว่าจะยังไม่สามารถกระตุ้นทำให้เกิดการเพิ่มงบโฆษณาใน Q3/52 นี้ ส่งผลให้คาดว่า มูลค่าการใช้งบจะอยู่ที่ระดับประมาณ 7.2 – 7.4 พันล้านบาท/เดือน
ทั้งนี้ จากข้อมูลของ Nielsen พบว่าการใช้งบโฆษณาของผู้ใช้งบโฆษณาสูงสุด 10 รายแรกในเดือน มิถุนายน 2552 มีการใช้จ่ายในการโฆษณาเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน 18% ถึงแม้ว่าจะเป็นมูลค่าที่ลดลงจากเดือน พฤษภาคม 2552 ก็ตาม โดยในเดือนนี้ ยูนิลิเวอร์ ใช้เงินในการโฆษณาสูงที่สุด 407 ล้านบาท ถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนที่ทรงตัวจากเดือน พฤษภาคม แต่เพิ่มจากเดือนเดียวกันของปีก่อนถึง 17%
ในทางกลับกัน พีแอนด์จี กลับหลุดจากตารางผู้ใช้งบโฆษณาสูงสุด 10 รายแรกในครั้งแรกในเดือนนี้ สะท้อนให้เห็นว่าพีแอนด์จี จะต้องใช้งบโฆษณาที่ลดลงกว่า 80 ล้านบาทซึ่งเป็นมูลค่าโฆษณาของอันดับ 10 ของตาราง หรือคิดเป็นการลดลงประมาณ 25% mom (ในเดือน พ.ค. 2552 พีแอนด์จี ใช้งบโฆษณา 108 ล้านบาท) อย่างไรก็ดี พีแอนด์จี ยังคงติดอันดับ 4 ของ 10 ของผู้ที่ซื้อโฆษณามากที่สุดในงวด 6 เดือน
SCRI ประเมินว่า แนวโน้มผลประกอบการ Q2/52 ของกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์จะปรับตัวดีขึ้นจาก Q1/52 ที่ผ่านมา แต่คาดว่าไม่โดดเด่นมากแต่จะเป็นไปตามภาวการณ์เปลี่ยนแปลงฤดูกาลเท่านั้น สำหรับน้ำหนักการลงทุน SCRI ยังคงไม่เห็นปัจจัยที่เป็นบวกต่อกลุ่มนี้ในระยะสั้นๆ ดังนั้นจึงยังคงน้ำหนักเท่าตลาดเช่นเดิม และ แนะนำ “ซื้อ” MCOT และ MAJOR เท่านั้น โดย MAJOR ให้มูลค่าเหมาะสม 7.80 บาท
* บล.สินเอเซีย ให้น้ำหนักการลงทุน “เท่าตลาด”
บล.สินเอเซีย เปิดเผยว่า มุมมองสำหรับหุ้น MEDIA ให้น้ำหนักการลงทุน “เท่าตลาด” หลังพบเม็ดเงินโฆษณา 1H09 หดตัวลง 5.1% YoY ภาวะเศรษฐกิจกดดัน แต่มองว่าการลดลงของเม็ดเงินโฆษณาในเดือน มิถุนายน ที่หดตัวลง เป็นเรื่องปกติ ซึ่งรูปแบบปกติของทุกปี หลังจากที่เจ้าของสินค้าต่างทุ่มงบโฆษณาก่อนที่จะเปิดภาคเรียนใหม่ในเดือน พฤภาษคม ไปแล้ว ทว่าอัตราการลดลงที่สูงขึ้น ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำและการแข่งขันจากทีวีดาวเทียมที่ทำให้เจ้าของรายการหรือผู้ผลิตคอนเทนต์รายใหญ่ โยกเม็ดเงินโฆษณาไปในสื่อดังกล่าว แทนที่จะลงโฆษณาผ่านสื่อเดิม
สำหรับในเดือน มิถุนายนที่ผ่านมา เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ หดตัวลง 5.2% YoY (4,109 ล้านบาท) และลดลง 1.6% YoY (2.49 หมื่นล้านบาท) ในช่วงครึ่งปีแรก โดยการลดลงของเม็ดเงินโฆษณาดังกล่าวเป็นเพราะฐานโฆษณาช่วงเดียวกันของปีก่อนที่สูง เนื่องจากมีเป็นปีที่มีการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2008 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเม็ดเงินโฆษณาผ่านแต่ละสถานีในเดือน มิ.ย. จะพบว่า การที่ Unilever ได้โยกเม็ดเงินโฆษณาออกจากช่อง 7 หลังสถานีไม่ให้ส่วนลดค่าโฆษณาเหมือนในอดีต ทำให้ Ad market share ของช่อง 7 ลดลงอย่างต่อเนื่องมาเหลือ 25.9% ในเดือน มิ.ย. เทียบกับ 31.5% ช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ BEC และ NBT เพิ่มขึ้นเป็น 29.1% และ 21.3% จาก 26.4% และ 18.9% มิ.ย. ปีก่อน ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนสำหรับหุ้นกลุ่มสื่อโทรทัศน์มากที่สุด โดยเฉพาะ BEC (ทยอยสะสม) แม้ว่าระยะสั้นจะได้รับแรงกดดันจากประเด็นการพิจารณาปรับเพิ่มค่าสัมปทานจาก MCOT (เต็มมูลค่า) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทำสมมติฐานว่าหาก BEC ต้องจ่ายสัมปทานเท่ากับช่อง 7 จะส่งผลต่อราคาเป้าหมายให้ลดลง 2%-5.5% จากปัจจุบันที่ 23.40 บาท
ขณะที่ MCOT จะรับผลเชิงบวกต่อราคาหุ้นราว 8%-23% จากปัจจุบันที่ 15.60 บาท แต่ MCOT ยังมีประเด็นความเสี่ยงหาก พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ประกาศใช้และ กสทช. จัดตั้งได้ทันปีหน้า MCOT ซึ่ง ตามบทเฉพาะกาลกำหนดไว้ว่าหากหน่วยงานรัฐต้องการประกอบกิจการต่อ ต้องจัดทำแผนฯ เพื่อขอรับ License จาก กสทช. ทั้งยังต้องนำรายได้สัมปทานส่งคลังและส่งเงินสมทบกองทุนอีก 2% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ขณะที่ BEC สามารถดำเนินธุรกิจภายใต้สัมปทานเดิมจนกว่าจะสิ้นอายุ (2563)
สำหรับ MAJOR (เต็มมูลค่า) แม้ว่าแนวโน้ม 2Q09 จะฟื้นตัวดีขึ้น QoQ แต่จะยังตกลง YoY เนื่องจากภาพยนตร์ทำเงินมีน้อยกว่า และแม้ช่วง 3Q09 ยังมีภาพยนตร์ภาคต่อฟอร์มใหญ่ทั้งในและต่างประเทศทยอยเข้าฉายต่อเนื่อง แต่การแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่และธุรกิจโบว์ลิ่ง-สื่อโฆษณาที่เข้าสู่ช่วงตกต่ำตามเศรษฐกิจ อาจกดดันศักยภาพการทำกำไร 2H09 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เช่นเดียวกับ Grammy (เต็มมูลค่า) ที่แม้ว่า TV และ Event จะดี แต่วิทยุและนิตยสารจะถ่วง ด้าน WORK (เต็มมูลค่า) แม้ว่าเดือน ก.ค. จะได้เวลาออกอากาศเพิ่มจาก MCOT 45 นาที/week แต่เชื่อว่าจะไม่หนุนรายได้มากนัก ทั้งต้องใช้เวลาพิสูจน์เรตติ้ง ส่วน 2Q09 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นหลังมีงานรับจ้างผลิตละครเพิ่ม และ 3Q จะมีรายได้จากภาพยนตร์เข้ามาหนุนต่อ แต่โดยรวมยังมองเชิงปานกลาง เนื่องจากภาพการแข่งขันของผู้ผลิตรายการ (Content) มีความรุนแรงขึ้น ขณะที่เจ้าของสถานีจะเน้นรายการที่มีคุณภาพ ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนรายการบ่อยขึ้นเพื่อดึงดูดเม็ดเงินโฆษณา
* บล.คันทรี่ กรุ๊ป มองต่างมุม แนะโยกเล่นสื่อสาร-พร็อพเพอร์ตี้
นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มบันเทิง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่งผลให้การจัดกิจกรรมต่างๆ ต้องชะลอออกไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในอนาคตของหุ้นในกลุ่มดังกล่าวอีกด้วย ดังนั้นในช่วงนี้นักลงทุนควรเปลี่ยนไปลงทุนในกลุ่มอื่นที่มีความโดดเด่นและน่าลงทุนมากกว่า
โดยเฉพาะในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มสื่อสารที่คาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 2/2552 จะออกมาในทิศทางที่ดี ซึ่งแนะนำให้ลงทุนในหุ้นของบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI, บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE
"ช่วงนี้หุ้นในกลุ่มบันเทิงแนะนำหลีกเลี่ยงดีกว่า ไม่เหมาะสำหรับการลงทุน เพราะว่าได้รับผลกระทบจากไข้หวัดใหญ่ 2009 เพราะเขาได้รับผลกระทบจากตรงนี้ก็ถือว่ามีความเสี่ยง เมื่อได้รับผลกระทบจากตรงนี้ผลประกอบการก็จะออกมาไม่ดีด้วย เปลี่ยนไปเล่นกลุ่มอื่นดีกว่า" นายรณกฤต กล่าว
โดย Mboy เวลา 08:55 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: คอลัมน์หุ้น, บทความหุ้น, หุ้น
KBANK ไตรมาส2กำไรหด13%
KBANK ไตรมาส2กำไรหด13%
กสิกรไทย ทหารไทย และนครหลวงไทย รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 กำไรรวมกัน 5.3 พันล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% เหตุมีการตั้งสำรองหนี้เพิ่มขึ้น ขณะที่สคิบกำไรโตพรวด 48% เอเซียพลัส ประเมิน 7 แบงก์กำไร 1.77 หมื่นล้านบาท ลดลง 5% เนื่องจากการหดตัวของสเปรด ดอกเบี้ย
ธนาคารพาณิชย์ 3 แห่ง คือ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารทหารไทย รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาสที่ 2 มีกำไรสุทธิรวมกัน 5,315 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิรวมกัน 6,250 ล้านบาท หรือลดลง 14%
ธนาคารกสิกรไทยรายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาสที่ 2 สิ้นสุด 30 มิ.ย.2552 มีกำไรสุทธิ 3,704 ล้านบาท หรือ 1.55 บาทต่อหุ้น ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 4,270 ล้านบาท หรือ 1.78 บาทต่อหุ้น หรือลดลง 13% ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ มีกำไรสุทธิ 7,508 ล้านบาท หรือ 3.14 บาทต่อหุ้น ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 8,708 ล้านบาท หรือ 3.64 บาทต่อหุ้น หรือลดลง 13%
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารมีสินทรัพย์รวมจำนวน 1,187,142 ล้านบาท เงินให้สินเชื่อ 881,648 ล้านบาท เงินฝาก 909,025 ล้านบาท มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ 15.91% แบ่งเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ 10.39% เงินกองทุนชั้นที่ 2 ที่ 5.52% และสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ เท่ากับ 3.74% และมีสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพสุทธิที่ 1.91%
ด้านธนาคารนครหลวงไทย (สคิบ) รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 มีกำไรสุทธิ 1,218 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 822 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 48% ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ มีกำไรสุทธิ 1,896 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 2,156 ล้านบาท หรือลดลง 12%
ขณะที่ธนาคารทหารไทย รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาสที่ 2 มีกำไรสุทธิ 393 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 1,158 ล้านบาท ลดลง 66% ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปีนี้มีกำไรสุทธิ 829 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 2,748 ล้านบาท หรือลดลง 69% นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ในไตรมาสที่ 2 ส่วนต่างดอกเบี้ยเริ่มทรงตัวจากไตรมาสแรก จากกลยุทธ์ของธนาคารในการลดเงินฝากที่มีต้นทุนสูง ธนาคารยังคงรักษาความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่อง และมีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากที่ 83.5% สัดส่วนเงินฝากประเภทกระแสรายวันและออมทรัพย์ของธนาคารปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เป็น 50.3% เป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าธนาคารมีโครงสร้างเงินฝากที่ดีขึ้น อันเป็นผลมาจากกลยุทธ์ของธนาคารที่มุ่งเน้นเงินฝากเป็นหลัก และผลจากการออกผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ๆ ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า
ส่วนการขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จำนวน 1.49 หมื่นล้านบาท ในเดือน พ.ค.ทำให้สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารลดลงเหลือ 14.4% ฐานะเงินกองทุนปรับตัวสูงขึ้นเป็น 15% ขณะที่การซื้อคืนตราสารหนี้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนจำนวน 153 ล้านดอลลาร์ ไม่มีผลกระทบต่อเงินกองทุน เนื่องจากธนาคารได้ออกจำหน่ายตราสารหนี้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (TMB-IT1) จำนวน 4 พันล้านบาท ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยประเมินว่าธนาคารพาณิชย์ทั้ง 7 แห่งที่ศึกษาจะมีกำไรสุทธิไตรมาสที่ 2 ปีนี้ 1.77 หมื่นล้านบาท ลดลง 5.3% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการตั้งสำรองหนี้ที่สูงขึ้นถึง 77% ตามสถานการณ์เอ็นพีแอลของกลุ่มที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่รายได้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่หดตัวต่อเนื่องสู่ระดับ 3.10% ในงวดนี้ เนื่องจากยังมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ส่วนใหญ่ลงราว 0.125-0.35% อีกทั้งฐานสินเชื่อสุทธิที่ยังค่อนข้างทรงตัวจากงวดที่ผ่านมา แม้ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายจะทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่องก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถช่วยชดเชยได้มากนัก
ส่วนบทวิเคราะห์ของ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาสที่ 2 คาดว่า ประมาณการว่ากำไรสุทธิไตรมาสที่ 2 ของกลุ่มจะหดตัว 6.5% เทียบกับงวดไตรมาสที่ 1 เนื่องจากตั้งสำรองค่าเผื่อฯ รองรับการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอล และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแคบลง ด้านเอ็นพีแอล เรโช น่าจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับภาคส่งออกและท่องเที่ยว คาดการณ์ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะแคบลงเป็น 3.2% ในงวดไตรมาสที่ 2 โดยเป็นผลจากการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125-0.40% และไม่มีเงินปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์ 1 รวมทั้งคาดว่าสินเชื่อจะเติบโต 0.5%จากงวดไตรมาสที่ 1 โดยหลักมาจากการเข้าซื้อกิจการของแบงก์กรุงศรีอยุธยา และกรุงไทย ปล่อยสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐได้มากขึ้น
โดย Mboy เวลา 08:55 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: คอลัมน์หุ้น, บทความหุ้น, หุ้น
"จีอี"แจงขายพอร์ตเข้า"กรุงศรีฯ"
"จีอี"แจงขายพอร์ตเข้า"กรุงศรีฯ"ชูกลยุทธ์ร่วมทุนเสริมแกร่ง
"จีอี" แจงขายธุรกิจเข้าเครือแบงก์กรุงศรีฯช่วยเสริมประสิทธิภาพธุรกิจ แถมขานรับนโยบาย ธปท. ชี้ธุรกิจการเงินไทยเข้มแข็ง-ศักยภาพเติบโตดี ชูนโยบายจับมือพันธมิตรขยายธุรกิจเร็วกว่า ยืนยันลงทุนในไทยต่อเนื่อง
หลังจากสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกรุงศรี อยุธยาได้เข้าซื้อธุรกิจในเครือของจีอี มันนี่ ประเทศไทย และธุรกิจบางส่วนของอเมริกัน อินเตอร์แนชชั่นแนล กรุ๊ป อิงก์ หรือ AIG ด้วยมูลค่าเงินลงทุนเกือบ 1.4 หมื่นล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพในการ เข้าถึงลูกค้ารายย่อยมากขึ้นบนฐานลูกค้าของธุรกิจจีอี มันนี่ ที่มีกว่า 3 ล้านบัญชี และตอบโจทย์นโยบายของธนาคารที่ต้องการเป็นผู้ให้บริการทางการเงินที่ครบวงจร (universal banking)
นายพรเลิศ ลัธธนันท์ ประธาน จีอี ประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีที่กลุ่มจีอีได้ขายหุ้นในธุรกิจทางการเงินในตลาดรายย่อยให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ถือเป็น การดำเนินตามนโยบายที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องการให้รวมธุรกิจเข้าไว้ในเครือเดียวกัน ภายใต้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจเดียวกัน เพื่อให้การกำกับดูแลและดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งกลุ่มจีอีได้ปรึกษากับธนาคารกรุงศรีฯที่มีความสนใจ จึงนำมาสู่การปรับโครงสร้างธุรกิจ
สำหรับเหตุผลที่ทำให้กลุ่มจีอียังลงทุนเพิ่มขึ้นในธุรกิจการเงินของไทย นายพรเลิศกล่าวว่า ธุรกิจการเงินในไทยมีความน่าสนใจและมีการพัฒนาสูงขึ้นมากเทียบกับในระยะที่ผ่านมา และที่สำคัญภาคธุรกิจการเงินไทยมีระบบที่เข้มแข็ง รวมถึงสามารถสนับสนุนทางธุรกิจในเครือจีอีได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้กลุ่มจีอีเองได้ปรับแนวคิดมาเน้นดำเนินธุรกิจร่วมกับพันธมิตรที่มีแนวคิดทางธุรกิจที่สอดคล้องกัน เพื่อสนับสนุนให้มีการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
"สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับกลุ่มจีอี เพราะรูปแบบธุรกิจที่กลุ่มจีอีเข้าไปลงทุนในธุรกิจการเงินหลายประเทศก็ได้ปรับโครงสร้างในลักษณะเดียวกัน เช่น ในเกาหลีที่เราเข้าไปร่วมทำธุรกิจกับบริษัท ฮุนไดที่เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหญ่ที่สุดในเกาหลี เราก็กลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดไปด้วย ซึ่งแต่เดิมกลุ่มจีอีเคยคิด ที่จะต้องการทำธุรกิจเองทั้งหมด แต่เมื่อโลกาภิวัตน์ที่ขยายกว้างขึ้น เราก็คงไม่สามารถเข้าไปลงทุนทำธุรกิจได้เองทั้งหมด จึงค่อยปรับมาเป็นการร่วมทุนด้วยการเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรืออย่างในกรณีของการลงทุนในธนาคารกรุงศรีฯ เราก็ถือว่าเป็นเพียงกลุ่มหนึ่งที่มีสัดส่วนการถือหุ้นมากที่สุดกว่า 30% แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะไม่ได้ถือหุ้นเกิน 50%"
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่กลุ่มจีอีมีความสนใจจะลงทุนในประเทศไทยนั้น นายสจ๊วต ดีน ประธานจีอี อาเซียน กล่าวว่า กลุ่มจีอียังมีความสนใจขยายการลงทุนในอีกหลายธุรกิจในไทย ทั้งธุรกิจด้านการบิน, พลังงานและพลังงานทางเลือก, ระบบการขนส่งมวลชน, ธุรกิจสุขภาพและการแพทย์ รวมถึงบริการทางการเงินแก่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนให้มีการลงทุนใน 2 ธุรกิจสำคัญ คือ พลังงานทางเลือกและธุรกิจเช่าซื้อเครื่องบิน
"กลุ่มจีอียังมีความสนใจที่จะลงทุนในไทยต่อเนื่อง เพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่ นอกจากนี้ไทยถือเป็นประเทศผู้นำในตลาดอาเซียน และยังเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มจีอีในอาเซียนด้วย ทำให้กลุ่มจีอีมีฐานลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ในไทยหลายราย ซึ่งปีนี้รายได้ของกลุ่มจีอีในไทยยังเติบโตได้ถึง 20% ขณะที่แนวโน้มรายได้รวมของกลุ่มจีอีทั่วโลกปีนี้อาจทรงตัวเป็นปีแรก หลังเติบโตเฉลี่ย 20% มาตลอด ตั้งแต่ปี 2544"
ทั้งนี้การลงทุนของกลุ่มจีอีในครึ่งปีแรกจะเน้นไปที่การลงทุนขนาดกลาง เช่น ในกลุ่มสุขภาพและการแพทย์, พลังงาน และเครื่องยนต์ รวมถึงน้ำมันและก๊าซ แต่ยัง ไม่ได้เข้าไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องรอดูสัญญาณความชัดเจนของรัฐบาลเป็นหลัก
โดย Mboy เวลา 08:54 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: คอลัมน์หุ้น, บทความหุ้น, หุ้น
คอลัมน์ เกาะติดหุ้นร้อน
คอลัมน์ เกาะติดหุ้นร้อน
- ช่วงนี้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์กลับมาคึกคัก ทำเอาหุ้นใหญ่เขียวยกแผง บทวิเคราะห์ล่าสุดของซิตี้กรุ๊ป ระบุปรับเพิ่มราคาเป้าหมายหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ทำให้พี่ใหญ่อย่าง หุ้นแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ขยับจาก 4.42 บาท ขึ้นมาอยู่ที่ 5.40 บาท บล.สินเอเซีย ประเมินราคาอยู่ที่ 5 บาท หลังเริ่มมีสัญญาณทางเทคนิคราคาหุ้นฟื้นตัว
- นอกจากนี้ ซิตี้กรุ๊ปยังได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายสำหรับ หุ้นเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) จาก 5 บาท เพิ่มเป็น 6 บาท หุ้นควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) จาก 0.83 บาท เพิ่มเป็น 1.80 บาท และ หุ้นพฤกษา เรียลเอสเตท (PS) จาก 7.60 บาท เพิ่มเป็น 8 บาท
- ใกล้งวดเข้ามาทุกทีแล้วดีล ธนาคารสินเอเซีย (ACL) ดันราคาหุ้นพุ่งขึ้นแตะ 7.90 บาท หรือเพิ่มขึ้น 33% เกือบใกล้ราคาที่ตลาดคาดการณ์ว่าคลังจะขายออกที่ราคาหุ้นละ 8 บาท ให้กับ ธนาคารอินดัสเตรียล แอนด์ คอมเมอร์เชียล แบงก์ ออฟ ไชน่า หรือ ICBC ทาง บล.กสิกรไทย ชี้สัญญาณทางเทคนิคมีโอกาสขึ้นต่อได้ แนะ "เก็งกำไร" ได้ แต่กำหนดจุดตัดขาดทุนที่ 5.85 บาท โดยประเมินแนวรับ 6.90-6.40 บาท แนวต้านที่ 7.20-7.60 บาท แนวต้านถัดไปที่ 8.00 บาท
- หุ้น ซี.ไอ.กรุ๊ป (CIG) และใบสำคัญ แสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ CIG-W1 ก็วิ่งจนเกือบจะหมดแรงหนุนแล้ว โดย CIG จาก 4.16 บาท สูงสุดที่ 6.55 บาท หรือเพิ่มขึ้น 57% จากนั้นราคาลงมาอยู่ที่ 6.20 บาท CIG-W1 จาก 2.30 บาท สูงสุด 4.86 บาท หรือเพิ่มขึ้น 111% อยู่ที่ 4.71 บาท ทาง บล.คันทรี่ กรุ๊ป ระบุราคาหุ้นแม่และวอร์แรนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแรงเกินไปแล้ว นักลงทุน "ไม่ควรเก็งกำไร" ตามกระแสข่าว แต่หากต้องการ "เก็งกำไร" ให้กรอบราคาสำหรับ CIG อยู่ที่ 6.20-6.60 บาท ส่วน CIG-W1 มีแนวรับที่ 4.50 บาท แนวต้านที่ 4.80 บาท
โดย Mboy เวลา 08:52 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: คอลัมน์หุ้น, หุ้น
17 กรกฎาคม 2552
ให้เลือกเล่นหุ้นบางตัว
ให้เลือกเล่นหุ้นบางตัว
สภาพตลาดหุ้นไทยโดยรวมยังแกว่งตัวตามดัชนีตลาดหุ้นในต่างประเทศเป็นหลัก โดยมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมีเข้ามาหนุนตามการคาดการณ์ว่าผลดำเนินงานใน Q2 จะยังออกมาดี แต่ด้วยเรามองว่าตั้งแต่กลางเดือนนี้ถึงปลายเดือนตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญกับความผันผวนในอีกหลายเรื่อง
อย่างผลการดำเนินงาน Q2 ของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะทยอยออกในปลายอาทิตย์นี้หรือต้นอาทิตย์หน้า ยังออกมาชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับ Q1 จากฐานข้อมูลของ IBES ปรากฏว่าหุ้นใหญ่ในกลุ่มธนาคาร ผลดำเนินงานที่ออกมาจะต่ำกว่าใน Q1
นำโดย BBL ที่คาดว่าค่า EPS จะอยู่ที่ 2.29 เทียบ Q1 ที่ 2.55 บาท
KBANK คาดว่า EPS อยู่ที่ 1.29 เทียบ Q1 ที่ 1.59 บาท
SCB คาดว่า EPS จะอยู่ที่ 1.49 เทียบ Q1 ที่ 2.23 บาท
และ KTB ที่คาดว่า EPS จะอยู่ที่ 0.11 เทียบ Q1 ที่ 0.24 บาทต่อหุ้นตามลำดับ
หุ้นธนาคารที่กำไรจะออกมาดี ยังคงเป็นหุ้นเล็กอย่าง BAY SCIB และ TISCO
นอกจากผลกระทบจากการประกาศงบ Q2 ของธนาคารพาณิชย์แล้ว ความเสี่ยงยังอยู่ที่การประกาศงบ Q2 ของหุ้นสถาบันการเงิน และบริษัทยักษ์ใหญ่ในดาวโจนส์ ที่จะทยอยประกาศออกมาในปลายอาทิตย์นี้ จากฐานข้อมูลจาก IBES ปรากฏว่าจะมีเพียง IBM เท่านั้นที่กำไรออกมาสูงกว่าใน Q1 นอกนั้นลดลงหมด ประกอบด้วย JPM/GE/Citigroup/Bank of America ส่วน Morgan Stanley จะประกาศในวันที่ 22 มิ.ย. กำไรก็ลดลงเมื่อเทียบกับ Q1 จากตัวเลขการประมาณการของ Thomson ถึงผลดำเนินงาน Q2 ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จดทะเบียนในดัชนี S&P 500 ปรากฏว่าจะลดลงประมาณ -36% (Revised วันที่ 2 มิ.ย.) เทียบกับการประมาณการครั้งแรกที่ -32% (วันที่ 1 เม.ย.) กลุ่มที่กำไรถูกปรับลดลงมากที่สุดคือวัสดุ (Material) คือ -79% (จากเดิมที่ -63%) กลุ่มพลังงานลดลง-65% (จากเดิมที่-61%) กลุ่มสถาบันการเงิน ลดลง-52% (จากเดิมที่-40%) และสุดท้ายคือกลุ่มอุตสาหกรรมลดลง-42% (จากเดิมที่ -34%) ส่วนกลุ่มที่มีการปรับให้ดีขึ้นคือ กลุ่มสื่อสาร คือ -16% จากเดิมที่-21% แรงส่งตรงนี้เองที่ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าซื้อหุ้นกลุ่มสื่อสารทั่วโลก
จากภาพที่กล่าวมาข้างต้น เรามองว่าดัชนีดาวโจนส์ และ S&P 500 น่าจะยังได้รับผลกระทบจากการประกาศผลดำเนินงานใน Q2 ที่จะออกมาไม่ดีกว่า Q1 ดังจะเห็นได้จากดัชนีดาวโจนส์ช่วงหลังๆ แกว่งตัวแคบลงทุกวัน ส่วนการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจในช่วงหลังๆ แม้บางตัวเลขจะเริ่มดีขึ้น แต่ตลาดกลับไม่ให้ความสำคัญมากนัก โดยช่วงหลังๆ ตลาดดาวโจนส์จะให้ความสนใจกับตัวเลขการบริโภคกับการจ้างงานนอกภาคเกษตรเป็นพิเศษ ซึ่งสองตัวเลขนี้กลับยังไม่ดีขึ้นอย่างที่คาดไว้ ดังนั้นการดีดตัวกลับของดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ในช่วงที่ผ่านมาน่าจะมาจากเหตุผลของ เทคนิค ที่ดัชนีลงมาหลายวันแล้วดีดตัวกลับ
หากบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้เริ่มเงียบและซึมลง การลงทุนก็จะกลับไปคึกคักในหุ้นเล็กและกลางที่พื้นฐานยังพอไปได้ แต่ยังมีแรงกดดันจากเหตุการณ์บางอย่าง โดยหุ้นที่เราเลือกมามีทั้งหมด 9 ตัว (ซึ่งเคยแนะนำไปแล้วทั้งหมด) จุดที่เลือกหุ้นเหล่านี้มาจาก
1.สภาพตลาดจะเริ่มเอื้ออำนวย
2.พื้นฐานทั้ง 9 ตัวจะเริ่มพื้นตัวดีขึ้นตามลำดับในครึ่งปีหลัง (TASCO/ESSO)
3.ผลดำเนินงาน Q2 เกือบทุกตัวมีกำไร
4.บางบริษัทได้ประโยชน์จากปัจจัยแวดล้อมอย่าง ราคาน้ำมันปรับตัวลง ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งขึ้น (TPIPL/THAI) ได้ประโยชน์จากการระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 (BGH/BH/BEC) หรือแม้แต่ได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือของภาครัฐ (THAI) หรือนโยบายของรัฐอย่าง 3จี (TRUE)
5.มีข่าวในบริษัท (SCIB) และ สุดท้ายราคาหุ้นในหลายๆ ตัวปรับตัวลงไปลึกมากนับตั้งแต่ต้นเดือนก.ค. ถึงปัจจุบัน จนระดับราคาหุ้นในปัจจุบันเริ่มน่าสนใจอย่าง THAI/TRUE
จากทั้งหมด 10 บริษัท หุ้นที่ซื้อเพื่อการลงทุนมี 4 ตัว คือ BGH/BH/THAI/BEC ส่วนอีก 5 ตัว เล่นเก็งกำไร คือ TPIPL/TRUE/ SCIB/TASCO/ ESSO ราคาเป้าหมายทั้ง 5 ตัวอยู่ที่ 6.7/2.7/20/15.3/6.7 บาท ตามลำดับ
สำหรับในส่วนของ THAI แม้ราคาหุ้นจะยังถูกกดดันจากพื้นฐาน และการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 แต่หลังจากที่ DD คนใหม่เข้ามาทำงาน และออกมาตรการ โดยช่วงแรกผ่านการลดค่าใช้จ่าย และการโปรโมทการขายตั๋วในการเดินทาง แล้วหลังจากนั้นเราคงจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น จุดดีของหุ้นสายการบินในช่วงที่เศรษฐกิจโลกค่อยๆ ฟื้นตัว เมื่อเทียบกับหุ้นขนส่งทางเรือ คือ ไม่มีข้อจำกัด เรื่องของ Supply กล่าวคือ แม้หุ้นเดินเรือจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจแต่สุดท้าย บรรดาหุ้นกองเรือ จะต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่คือ การเข้ามาของกองเรือใหม่ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่กลางปีนี้ ถึงปีหน้า นั่นก็หมายถึง ค่าระวางจะไม่ขึ้นมากอย่างที่คิด
---------------------------------------------
ที่มา...บล.ซิกโก้ นักวิเคราะห์ เกียรติก้อง เดโช
โดย Mboy เวลา 08:56 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, หุ้น
16 กรกฎาคม 2552
รฟม.คาดต่อรองสายสีม่วงสัญญา 3 เสร็จสัปดาห์นี้
| รฟม.คาดต่อรองสายสีม่วงสัญญา 3 เสร็จสัปดาห์นี้ |
| กระทรวงคมนาคมรายงานว่า ภายในสัปดาห์นี้ คณะกรรมการต่อรองราคาโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ที่มีนายชัยสิทธ์ คุรุรัตน์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นประธาน จะเจรจาต่อรองราคากับเอกชนในสัญญาที่ 3 กับกลุ่มพีเออาร์จอยท์เวนเจอร์ได้เสร็จสิ้นภายนในสัปดาห์นี้ โดยคาดว่าจะต่อรองได้ใกล้เคียงกับสัญญาที่ 1 และสัญญาที่ 2 หรือมากกว่า 12% จากที่เอกชนเสนอราคาต่ำสุดที่ 6,399 ล้านบาท สำหรับ กลุ่มพีเออาร์จอยท์เวนเจอร์ ประกอบด้วย บมจ. แอสคอน คอนสตรัคชั่น ,บมจ. เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง และบริษัท รวมนครก่อสร้าง โดยสัญญาที่ 3 จะเป็นงานก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดรถซึ่งมีพื้นที่รองรับการก่อสร้างไว้แล้ว ด้านนายชูเกียรติ โพธยานุวัตร ผู้ว่าการ รฟม.เชื่อว่าหลังจากที่ได้มีการต่อรองเจรจาทั้ง 3 สัญญา จะทำให้วงเงินการก่อสร้างงานโยธา ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ อยู่ในกรอบประมาณ 32,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับระบบวางราง อีก 4,000 ล้านบาท ก็ยังอยู่ในกรอบที่ ครม.อนุมัติไว้ที่ 36,055 ล้านบาท โดยในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ รฟม.เตรียมเสนอให้คณะกรมการ รฟม.อนุมัติผลการประกวดราคารถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ สัญญาที่ 2 และ สัญญาที่ 3 จากนั้นส่งให้กระทรวงคมนาคมนำเสนอให้ครม.อนุมัติทั้ง 3 สัญญาต่อไป |
โดย Mboy เวลา 09:56 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: บทความหุ้น, หุ้น
15 กรกฎาคม 2552
หุ้น BAY!!
หุ้น BAY!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 14 ก.ค. 52 ปิดที่ 577.75 จุด บวก 15.20 จุด มี มูลค่าซื้อขาย 14,135.56 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 60.13 ล้านบาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก มองแนวโน้มตลาดว่า ยังขึ้นอยู่กับตลาดต่างประเทศเป็นหลัก แต่เตือนให้นักลงทุนระวังแรงขายทำกำไรหลังราคาหุ้นเด้งขึ้นแรง ด้านเทคนิคประเมินแนวรับไว้ที่ 570 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 575-582 จุด
มีรายงานข่าวบนเว็บไซต์บลูมเบิร์กระบุว่า บีเอ็นพีพาริบาส์คาดว่า ตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชียจะเข้าสู่ช่วงปรับฐานในไตรมาส 3 ปีนี้ โดยคาดว่า ตลาดหุ้นอินโดนีเซียจะปรับลงแรงที่สุด รองลงมาเป็นฟิลิปปินส์และจีน
โดยนับแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นมา ดัชนีเอ็มเอสซีไอภูมิภาคเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นได้ลดลงมาแล้ว 7.7% แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งลดลงไปถึง 54%
บทวิเคราะห์ของบีเอ็นพีระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชียเริ่มปรับฐาน เป็นผลจากนักลงทุนหวั่นเกรงว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นล่าช้า กว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนที่เพิ่มขึ้น, การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2
ปิดท้ายหุ้น BAY ซื้อขายอยู่ใน Top 10 หลังหลายสำนักวิเคราะห์ปรับคำแนะนำ โดยเกียรตินาคินแนะนำเป็น "ถือ" จากเดิมแนะ "ขายทำกำไร" ให้ราคาเหมาะสมเพิ่มขึ้นจาก 10.50 บาท เป็น 14.70 บาท
ขณะที่ก่อนหน้านี้ บล.ยูไนเต็ดแนะซื้อ ให้ราคาเป้าหมายปี 52 ที่ 17.50 บาท ส่วน บล.ดีบีเอสวิคเคอร์สแนะซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 17.80 บาท ล่าสุด BAY ปิดที่ 15 บาท เพิ่มขึ้น 0.90 บาท
แถมให้!! หุ้นใหม่บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) ที่จะเปิดให้จองซื้อวันที่ 16-17 และ 20 ก.ค.นี้ บล.กิมเอ็งในฐานะที่ปรึกษาการเงิน มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน แถมคุยว่าเป็นหุ้นมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ และเตรียมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้ผู้ถือหุ้นวันที่ 1 ต.ค. ขณะที่ ราคาจองที่ 1.98 บาท ให้ส่วนลดจากราคาที่นักวิเคราะห์ให้ไว้ถึง 30%
คุยดีนัก อย่าให้ "เหนือจอง" แค่วันแรกที่เข้าเทรดเหมือนหุ้น พื้นฐานดีอย่าง JMART นะจ๊ะ!!
โดย Mboy เวลา 07:25 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, หุ้น
10 กรกฎาคม 2552
THCOM เปล่งประกาย
THCOM เปล่งประกาย
*วงการเชียร์ สตอรี่เพียบ ปีนี้คาดกำไร 77 ลบ.
THCOM ยังแรงไม่เลิก 10 วันทำการราคาพุ่ง 32% ผู้บริหารปลื้ม เพราะพื้นฐานแกร่ง แถมราคายังต่ำบุ๊ค 14% ขณะที่มั่นใจปีนี้ได้เซ็นไอพีสตาร์กับรัฐบาลอินเดีย หนุนผลงานแจ่มได้แน่ ด้านวงการแซ่ซ้อง สตอรี่เพียบ นักลงทุนสนใจลงทุน หลังผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดแล้ว คาดปีนี้พลิกเป็นกำไรได้ 77 ล้านบาท อีกทั้งการันตีรอบนี้ไม่เข้าข่ายติด Turnover List แนะนำซื้อ เกียรตินาคิน ให้ราคาพื้นฐานถึง 9 บาท
กลายเป็นหุ้นที่ซื้อขายคึกคักอีกครั้งในช่วงนี้ สำหรับ บมจ. ไทยคม (THCOM) หลังจากก่อนหน้านี้ร้อนแรงจนถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขึ้นบัญชีเป็นหุ้นติด Turnover List และตลาดหลักทรัพย์ต้องกำหนดให้สมาชิกให้ลูกค้าซื้อหลักทรัพย์โดยวางเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวนก่อนการซื้อหุ้น หรือ Cash Balance ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 - 26 มิ.ย.2552 ที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามแม้จะติดเกณฑ์เทรดเงินสด แต่ราคาหุ้น THCOM ก็ยังคงปรับตัวขึ้นได้อยู่ โดยเฉพาะในช่วง 10 วันทำการนั้น นับจากราคาปิดการเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ราคาอยู่ที่ 4.60 บาท จากนั้นปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ถึงวานนี้ (9 ก.ค. 52) ที่ระดับราคาสูงสุด 6.10 บาท คิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 32.60% ขณะที่ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 5.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ 1.75% มูลค่าการซื้อขาย 459.63 ล้านบาท
ทั้งนี้การปรับขึ้นของราคาหุ้น THCOM คาดว่าเป็นผลมาโบรกเกอร์หลายแห่งประเมินว่าบริษัทมีข่าวดี กรณีที่คาดว่าจะปิดดีลการเซ็นสัญญาไอพีสตาร์กับรัฐบาลอินเดียได้ภายในปีนี้ รวมไปถึงยังเตรียมที่จะปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย แม้ว่าผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 บริษัทจะยังคงขาดทุนอยู่ก็ตาม แต่ทั้งปี 2552 จะสามารถพลิกเป็นกำไรได้แน่นอน ดังนั้นข่าวดังกล่าวจึงถือเป็นสตอรี่ ที่ช่วยหนุนให้มีแรงเก็งกำไรและส่งให้ราคาหุ้น THCOM ปรับตัวขึ้น อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่ราคาหุ้นยังวิ่งไปต่อได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงถือว่า THCOM เป็นหุ้นอีก 1 ตัวที่ติดอันดับหุ้นแรงในช่วงตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
* THCOM มองหุ้นวิ่งเพราะพื้นฐานแกร่ง-ราคาต่ำ Book 14%
แหล่งข่าวจากบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ถึงกรณีที่ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นแรงในการซื้อขายว่า น่าจะเป็นผลมาจากนักลงทุนมองว่าระดับราคาขณะนี้น่าสนใจและพื้นฐานแกร่ง ประกอบกับมูลค่าหุ้นตามบัญชี (Book Value) อยู่ที่ 14-15 บาท ขณะที่พาร์อยู่ที่ 5 บาท ซึ่งถือว่าเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน อีกทั้งช่วงก่อนหน้านี้หุ้น THCOM ถูกเทรดเงินสดจึงทำให้ค่อนข้างทรงตัว และหลังจากปลดเครื่องหมายทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น
'จริงๆ แล้วก็ไม่ทราบสาเหตุที่ราคาหุ้นขึ้น แต่เชื่อว่านักลงทุนน่าจะมองว่าราคาไม่แพงและผลประกอบการถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่งก่อนหน้านี้หุ้น THCOM ติดเทิร์นโอเวอร์ลิสต์ทำให้ต้องเทรดเงินสดทำให้ราคาหุ้นซึมๆ ไปบ้าง' แหล่งข่าว กล่าว
สำหรับความคืบหน้าในการเจรจากับรัฐบาลประเทศอินเดีย ในการให้บริการธุรกิจไอพีสตาร์นั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจากับรัฐบาลประเทศดังกล่าวอยู่ โดยทีมงานพยายามที่จะดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน ซึ่งเชื่อว่าใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว โดยคาดว่าน่าจะสรุปได้ภายในปีนี้
ส่วนผลการดำเนินการของบริษัทนั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า ช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสที่ 2 นี้ พบว่า ค่อนข้างที่จะทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งคาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้น่าจะยังคงขาดทุน เพราะมีการบันทึกค่าเสื่อมการบริการไอพีสตาร์เป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้อาจจะดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อน แต่ผลการดำเนินงานทั้งปี น่าจะพลิกเป็นกำไรได้จากปีก่อนที่ขาดทุน เนื่องจากตลาดเดิมในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีแนวโน้มที่เติบโตขึ้น ขณะที่การให้บริการไอพีสตาร์ที่ทยอยเปิดให้บริการ อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ได้เริ่มสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ
'ผลงานครึ่งปีแรกคาดว่ายังคงขาดทุน เพราะบันทึกค่าเสื่อมไอพีสตาร์ค่อนข้างมาก แต่ถ้าไอพีสตาร์ขายได้เยอะก็จะคุ้มทุน ทั้งนี้ไตรมาส 2 อาจดีกว่าไตรมาสแรก แต่ยังไม่เห็นตัวเลข ซึ่งเดือน เม.ย.-พ.ค. ค่อนข้างทรงตัวไม่หวือหวา ซึ่งคงต้องรอดูผลในเดือนมิ.ย. ส่วนทั้งปีน่าจะพลิกเป็นกำไรได้ เนื่องจากตลาดเดิมในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีแนวโน้มที่เติบโตขึ้น ส่วนตลาดเล็กที่ทยอยเปิดให้บริการก็ดีขึ้นและถ้าเซ็นสัญญากับอินเดียก็ยิ่งส่งผลดีต่อเรา' แหล่งข่าว กล่าว
* วงการ เชื่อรอบนี้ไม่เข้าเกณฑ์เทรดเงินสด เหตุวอลุ่มไม่มาก
นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่ กรุ๊ป กล่าวว่า ราคาหุ้นของ THCOM ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนให้ความสนใจในประเด็นผลประกอบการทั้งปีนี้ที่คาดว่าจะสามารถพลิกกำไรจากปีก่อนที่ขาดทุนได้ โดยคาดว่าในปีนี้บริษัทฯจะมีกำไรอยู่ที่ 77 ล้านบาท เนื่องจากผลประกอบการได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และจะสามารถฟื้นตัวได้ รวมทั้งยังมีประเด็นข่าวการเซ็นสัญญาเพื่อให้บริการธุรกิจไอพีสตาร์กับรัฐบาลอินเดียได้ทันภายในปีนี้
อย่างไรก็ตาม มองว่าการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นยังไม่เข้าข่ายติด Turn Over List เนื่องจากปริมาณการซื้อขายที่ผ่านมายังมีจำนวนไม่มากนัก
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้ซื้อ ราคาพื้นฐานอยู่ที่ 9 บาท เนื่องจากพื้นฐานธุรกิจดีและสัญญาณทางเทคนิคที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ โดยประเมินแนวรับ 5.75 บาท ส่วนแนวต้าน 6.20 บาท ขณะที่แนวต้านทางจิตวิทยาอยู่ที่ 6.50 บาท
* ทรีนีตี้ ให้ราคาเหมาะสม 6.20 บาท แนะนำซื้อ
บทวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก บล. ทรีนิตี้ คาดไตรมาส 2/52 กำไรสุทธิกลับเป็นบวกจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน โดยภาพรวมผลการดำเนินงานทรงตัวจากไตรมาส 1/52 แต่มีรายการบันทึกรายได้จากลูกหนี้ที่ล่าช้า (คาดว่าประมาณ 20 ล้านบาท) ทำให้ผลการดำเนินงานดีขึ้นเล็กน้อย คาดผลการดำเนินงานปกติขาดทุน 62 ล้านบาท ดีขึ้นจากไตรมาส 1/52 ที่ขาดทุน 110 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิพลิกกลับเป็นบวก 251 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 220 ล้านบาทในไตรมาสก่อน จากบาทแข็งทำให้มีกำไรค่าเงิน 313 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 110 ล้านบาท
จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายคืออินเดีย ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนในปีนี้ iPSTAR ทยอยเปิดให้บริการแล้วในออสเตรเลีย กัมพูชา จีน พม่า นิวซีแลนด์ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น ล่าสุดคืออินโดนีเซีย ซึ่งรวมแล้วคิดเป็น Capacity 80% ปัจจุบันมี Utilization อยู่ที่ 12% คงเหลืออินเดียที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ Capacity คิดเป็น 17.5% ของ iPSTAR ซึ่งหากการลงนามในสัญญากับรัฐบาลอินเดียเพื่อเริ่มให้บริการได้ในปีนี้ เมื่อรวมกับอีก 12 ประเทศข้างต้น คาดว่าจะทำให้ Utilization ณ สิ้นปีขึ้นถึงระดับคุ้มทุนที่ 15% ก่อนเร่งตัวสู่ 30% ณ สิ้นปี 2553 ซึ่งจะทำให้ผลการดำเนินงานรวมปี 2553 กลับมามีกำไรปกติเป็นบวกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2548
ความล่าช้าของ iPSTAR ในอีกมุมหนึ่งหมายถึงการที่ผู้อื่นจะเข้ามาแข่งขันได้ยาก ความล่าช้าของ iPSTAR มาจากกฎระเบียบที่รัดกุม และความกังวลของประเทศต่างๆ เนื่องจากเป็นดาวเทียมบรอดแบนด์ดวงแรกของโลก ทำให้ต้องใช้เวลานานเพื่อทำความเข้าใจกับรัฐบาลประเทศต่างๆ ถึงรูปแบบธุรกิจ รวมถึงในแง่ความมั่นคงว่ารัฐสามารถควบคุมเนื้อหาและการใช้งานผ่านเกตเวย์ภาคพื้นดินได้ ซึ่งปัจจุบันแม้แต่จีนที่มีความเข้มงวดด้านการกำกับดูแลยังอนุญาตให้ iPSTAR เริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ มองในมุมกลับความยากลำบากในการประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลประเทศต่างๆ แม้ทำให้ธุรกิจเริ่มต้นล่าช้า แต่ก็ช่วยกีดกันการเข้าแข่งขันของคู่แข่งรายใหม่ๆ ไปในตัวเช่นกัน
ความเสี่ยงจากไทยคม 2 หมดอายุ ตกปีละ 154 ล้านบาท อยู่ในประมาณการแล้ว เราคาดว่าหากดาวเทียมไทยคม 2 หมดอายุ จะมีลูกค้า C-Band จำนวน 4.4 ช่องสัญญาณ (Transponder) ที่ไม่สามารถโอนย้ายได้ไปยังไทยคม 5 เนื่องจากช่องสัญญาณเต็ม และหากไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงไอซีทีให้เช่าช่องสัญญาณจากดาวเทียมอื่น จะมีความเสี่ยงด้านรายได้ที่หายไปปีละ 154 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในประมาณการแล้ว และผลกระทบดังกล่าวถือว่าต่ำหาก iPSTAR สามารถเติบโตได้ดังที่เราคาด เราคงราคาเหมาะสมที่ 6.20 บาท (sum-of-the-parts) และคำแนะนำซื้อ
* SCRI แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” มูลค่าเหมาะสม 6.30 บาท
บทวิเคราะห์จาก สถาบันวิจัยนครหลวงไทย (SCRI) ระบุว่า การปลดระวางดาวเทียมไทยคม 1 และ ไทยคม 2 ไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ โดยดาวเทียมไทยคม 1 หมดอายุในเดือน พ.ค. 2552 โดย THCOM ได้โอนย้ายลูกค้าของดาวเทียมไทยคม 1 ไปใช้ช่องสัญญาณของดาวเทียมไทยคม 5 ทั้งหมดแล้ว ส่วนดาวเทียมไทยคม 2 ที่กำลังจะหมดอายุลง ผู้บริหารกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาทางเลือก โดยอาจจะมีการเช่าช่องสัญญาณของดาวเทียมดวงอื่นแทนไปก่อน อย่างไรก็ดี THCOM ไม่มีแผนลงทุนสร้างดาวเทียมใหม่ไปทดแทน ทั้งนี้ ดาวเทียมที่หมดอายุลงได้ส่งผลให้ค่าเสื่อมราคาของ THCOM ลดลงประมาณ 50 ล้านบาท/ไตรมาส หรือ ลดลงราว 120 ล้านบาท ในปี 2552 และ 200 ล้านบาท ในปี 2553 ดังนั้นหาก THCOM ไม่มีการลงทุนสร้างดาวเทียมเพิ่มจะทำให้กำไรขั้นต้นของ THCOM ปรับตัวดีขึ้น
SCRI ประเมินว่า สัญญาสัมปทานของไทยคม 1 และ ไทยคม 2 ที่หมดลง จะไม่มีผู้ประกอบการมาเช่าวงโคจรที่ว่างลง โดยประเมินว่า การลงทุนสร้างดาวเทียมของรัฐบาลมีความเป็นไปได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูงและมีความเสี่ยงที่จะมีผลตอบแทนไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนและต้องใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 2 ปี โดยหากเป็นการลงทุนสร้างดาวเทียมแบบ Conventional ลักษณะเดียวกันกับ ไทยคม 1 และ 2 จะใช้เงินลงทุนมากกว่า 3 พันล้านบาท (เทียบเคียงกับ THCOM ใช้เงินลงทุนสร้าง ไทยคม 1 และ 2 ประมาณ 2,500 – 2,900 ล้านบาท) และ อาจจะสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท หากเป็นการลงทุนสร้างดาวเทียมบรอดแบรนด์เช่นเดียวกับดาวเทียม IPSTAR และถึงแม้ว่ารัฐบาลจะเปิดให้ผู้ประกอบการเอกชนรายใหม่มาเช่าช่องสัญญาณของดาวเทียมไทยคม 1 และ ไทยคม 2 ที่จะปลดระวาง แต่เนื่องจากช่องสัญญาณของไทยคม 1 อยู่ที่วงโคจร 120 องศา ใกล้เคียงกับ 119.5 องศา ของดาวเทียม IPSTAR จึงต้องขออนุญาตจาก IPSTAR ในการตรวจสอบว่าสัญญาณซ้อนทับกันหรือไม่
คำแนะนำทางปัจจัยพื้นฐาน SCRI ประเมินว่า ประเด็นดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อ THCOM และ ยังคงแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” จากประเด็นแนวโน้มผลการดำเนินงานของ THCOM จะไม่แย่ลงไปมากกว่านี้เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการปลดระวางดาวเทียม 2 ดวง ประกอบกับความเป็นไปได้มากขึ้นว่าการเซ็นสัญญากับรัฐบาลอินเดียจะเกิดได้ในปีนี้รวมถึงการทำตลาดเชิงพาณิชย์ในจีน ซึ่งถือว่าเป็นข่าวบวกต่อ IPSTAR มูลค่าเหมาะสมของ THCOM ประเมินไว้ที่ 6.30 บาท (SCRI อยู่ระหว่างการปรับประมาณการ THCOM ใหม่) มูลค่าเหมาะสม 6.30 บาท
โดย Mboy เวลา 09:22 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, หุ้น
09 กรกฎาคม 2552
หวั่นน้องใหม่ PTT13CA ต่ำจอง
หวั่นน้องใหม่ PTT13CA ต่ำจอง
KGI ส่ง DW นาม PTT13CA ลงกระดานเทรดวันนี้วันแรกในตลาดหุ้นไทย ผู้บริหารบอกเหนือราคาจองที่ 6.23 บาทหรือไม่ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นแม่-ราคาน้ำมัน ฟากนักวิเคราะห์ฟันธงร่วงแน่นอน หลังวานนี้ราคาหุ้นแม่ต่ำกว่าราคาอ้างอิงวันที่ 229 บ. แนะแค่เทรดดิ้งเท่านั้น KEST-PHATRA เล็งคลอด DW ล็อตใหม่ Q3-Q4 นี้ นักวิเคราะห์แนะ นลท.วันนี้หุ้นรีบาวด์ให้ขายสถานเดียวเท่านั้น
วันนี้แล้วหลักทรัพย์ใหม่ถอดด้ามใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธุ์(Derivative Warrant) โดย DW ที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)เป็นตัวแรกก็คือ PTT13CA หุ้นอ้างอิง คือ หุ้นสามัญของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) จำนวน 7.29 ล้านหน่วย ในราคา 6.23 บาท/หน่วย (2.72% ของราคาหุ้นปตท. ณ วันที่ 2 ก.ค. นี้) รวมมูลค่า 45,454,703 บาท กำหนดอัตราใช้สิทธิ 5 DW ต่อ 1 หุ้นสามัญของปตท. โดยจะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหุ้นวันแรกที่ 9 ก.ค. นี้ ในหมวดใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ โดย PTT13CA มีอายุ 6 เดือน ระหว่างวันที่ 3 กรกฎาคม 2552 ถึง 18 ธันวาคม 2552 (ซื้อขายวันสุดท้ายที่ 14 ธ.ค. นี้ ) โดยผู้ถือ DW สามารถใช้สิทธิได้ครั้งเดียว ณ วันครบกำหนดอายุ อัตราการใช้สิทธิ 5 DW ต่อ 1 PTT ราคาการใช้สิทธิ 251.90 บาท (ร้อยละ 110 ของราคาปิด PTT ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2552) ราคาอ้างอิง คือ ราคาปิด PTT ณ วันทำการซื้อขายสุดท้าย (วันที่ 14 ธันวาคม 2552)
สำหรับ DW ที่จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นี้ มีลักษณะคล้ายกับใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) โดยเป็นตราสารที่ผู้ซื้อจะได้สิทธิในการซื้อหุ้นในราคาและจำนวนที่กำหนด แต่ต่างกันที่ผู้ออก DW ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียนเจ้าของหุ้น แต่เป็นบุคคลที่สาม เช่น บริษัทหลักทรัพย์ นอกจากนี้ เมื่อ DW ครบกำหนดอายุ หากผู้ซื้อต้องการใช้สิทธิ ผู้ซื้อจะไม่ได้หุ้นจริง ๆ แต่ได้รับเงินจากผู้ออกเท่ากับส่วนต่างของราคาใช้สิทธิกับราคาหุ้นหรือที่เรียกว่าการชำระเป็นเงินสด (Cash Settlement) และ DW จะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยวิธีการซื้อขายและกฎเกณฑ์เช่นเดียวกันกับการซื้อขายหุ้น
ผู้ออกหลักทรัพย์ DW อย่าง KGI นั่นค่อนข้างมั่นใจว่า ดิลิเวอร์ทีฟ วอร์แรนต์จะประสบความสำเร็จ เพราะมีตัวอย่างจากต่างประเทศพบว่าเติบโตอย่างรวดเร็วมาก เช่นเกาหลีมีการเติบโตมากที่สุด โดยปีปี 2546 มีมูลค่าการซื้อขายดิลิเวอร์ทีฟ วอร์แรนต์ เพียง 12 ล้านเหรียญสหรัฐแต่มาปี 2550 เพิ่มขึ้นเป็น 73,039 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ในฮ่องกง พบว่าสัดส่วนการซื้อขายดิลิเวอร์ทีฟ วอร์แรนต์คิดเป็น 29% ของการซื้อขายในตลาดหุ้น จาก 11% ในปี 2546 ซึ่งสำหรับประเทศไทย คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 ปี ที่จะมีสัดส่วนการซื้อขาย 10-15% ของหุ้น
ทั้งนี้ จุดอ่อนของดิลิเวอร์ทีฟ วอร์แรนต์นี้คือผู้ถือ DW จนครบอายุและใช้สิทธิแปลงสภาพต้องเสียภาษีเงินได้จากการใช้สิทธิ เพราะทางกรมสรรพากรเห็นว่าเป็นการแปลงสภาพนอกตลาดซึ่งในต่างประเทศก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน ตัวอย่างของไต้หวันตลอด 10 ปีที่มีสินค้าตัวนี้พบว่ามีลูกค้าเพียง 2 รายเท่านั้นที่แปลงสภาพ นอกนั้นไม่ได้มีการใช้สิทธิแต่อย่างใด
นอกจากนี้ จุดเด่นของดิลิเวอร์ทีฟวอร์แรนต์ที่สำคัญทำให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก คือ ใช้เงินลงทุนไม่มากเทียบกับลงทุนตรงในหุ้นอ้างอิง และกำไรของดิลิเวอร์ทีฟ จะมากกว่าการลงทุนในหุ้นอ้างอิง โดยมีผลกำไรต่อเงินลงทุนสูงกว่า และจำกัดการขาดทุนแต่ไม่จำกัดระดับของกำไร รวมถึงไม่มีการกำหนดเพดานการขึ้นลง(ซิลลิ่งและฟลอร์)
และอีกความน่าสนใจของ DW คือหุ้นอ้างอิงของ DW ที่จะซื้อขายนั้นจะเป็นหุ้น Top 10 ในกลุ่มดัชนี SET50 ซึ่งมีสภาพคล่องและมีขนาดใหญ่ DW จะมีอายุ 6 เดือน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้ DW ต้องมีผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายได้ในเวลาที่ต้องการ
ปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์แสดงความสนใจเป็นผู้ออก DW แล้วประมาณ 3-4 ราย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
**** KGI บอก PTT13CA เทรดวันนี้เหนือจองที่ 6.23 บ./หน่วยหรือไม่ฝากความหวังไว้ที่ราคาน้ำมัน-หุ้นแม่
นางสาวนฤมล อำนวยวิภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)(KGI) เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrants) ที่ออกโดยบริษัทคือ PTT13CA ซึ่งจะเข้าซื้อขายวันนี้(9 ก.ค.)เป็นวันแรกจะเปิดซื้อขายเหนือราคาจองที่ 6.23 บาท/หน่วย หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักคือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 วันซื้อขาย ซึ่งระหว่างวันราคาเริ่มมมีสัญญาณฟื้นตัว รวมทั้งราคาหุ้นตัวแม่ว่าที่ถูกชี้นำโดยราคาน้ำมัน และทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ คืนนี้ว่าจะออกจะมีทิศทางออกมาอย่างไร
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวลงต่อเชื่อว่านักลงทุนจะมีความเข้าใจความเสี่ยงการลงทุนที่ราคาหุ้น PTT13CA จะอ้างอิงตามหุ้นแม่ที่ปรับตัวขึ้นลงตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลง 3 วันต่อเนื่อง ทั้งนี้หากราคาหุ้นยังคงลงต่อที่ระดับราคาหนึ่ง หากประเมินจากปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคคาดว่าจะยังคงมีนักลงทุนเข้ารอซื้อเพื่อลงทุน และนี้หากราคาน้ำมันในตลาดโลกคืนนี้ปรับตัวขึ้นก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อ PTT13CA ที่เข้าเทรดในวันนี้
ด้านความคืบหน้าเตรียมออก DW อีก 4 หลักทรัพย์ ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกหุ้น ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นได้ในสัปดาห์หน้า เพื่อนำยื่นไฟลิ่ง ก.ล.ต. ทั้งนี้คาดว่าหลังขั้นตอนดังกล่าวไม่เกิน 1 เดือนครึ่ง ทั้ง 4 หลักทรัพย์จะสามารถเข้าซื้อขายได้ โดยหุ้นดังกล่าวจะเป็นหุ้นชั้นนำในกลุ่มพลังานและธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด อีกทั้งนโนบายในการเลือกหุ้นจะพิจารณจากหุ้นที่ไม่เคยออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ หรือวอแรนต์
สำหรับประเด็นการระบาดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มองว่าจะกระทบจิตวิทยาการลงทุนในช่วงสั้นเท่านั้น เนื่องจากประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยจากในอดีตที่เคยเกิดโรคระบาดสามารถ็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อีกทั้งมั่นใจว่านักลงทุนจะเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ดี ประเมินว่าหลังจากที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงในประเด็นที่เป็นข้อสงสัยที่สร้างความกังวลกับประชาชน ดังนั้นจึงเชื่อว่าน่าจะมีมาตรการออกมาเพื่อรับมือเพื่อแก้ไขให้การระบาดของโรคคลี่คลายลง และเหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้
****KEST เชื่อ DW ขึ้นอันดับหุ้นยอดนิยมของ นลท.แน่ เหตุอ้างอิงหุ้นใหญ่แถมราคาถูก
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KEST) เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่าใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrants) ที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์ประเมินว่าในอนาคตมีโอกาสที่จะได้รับความนิยมจากนักลงทุน เนื่องจาก DW ที่บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้ออกจะคัดเลือกและอ้างอิงหุ้นที่เป็นยอดนิยมในหมู่นักลงทุนและมีราคาถูก ประกอบกับหุ้นในกลุ่มดังกล่าวบริษัทก็ไม่ได้มีการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ หรือวอร์แรนต์ ที่เป็นที่ต้องการของนักลงทุน ดังนั้นจึงเชื่อว่า DW น่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มนักลงทุนที่สนจะลงทุนในวอร์แรนต์
สำหรับความคืบหน้าใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ในเบื้องต้นคาดว่าจะสมารถออกได้ประมาณไตรมาส 4/52 โดยขณะต้องการปรับเกณฑ์ Direct Listing เพื่อให้เกณฑ์มีความเป็นสากลเป็นไปในทิศทางเดียวกับต่างประเทศ โดยการร่วมมือการทำงานระหว่าง 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ และชมรมวาณิชธนกิจ
อย่างไรก็ดี สำหรับหลักทรัพย์ที่จะใช้อ้างอิงในการออกยังไม่ได้สรุปชัดเจน ทั้งนี้จะพิจารณาจากความเหมาะสมและภาวะตลาดในขณะนั้นเป็นหลัก
****PHATRA มั่นใจเข็น DW ออกขายภายใน Q3/52 แน่ หลัง ผถห.ไฟเขียววงเงินในการออก DW จำนวน 300 ลบ.
นายสุวิทย์ มาไพศาลสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด มหาชน (PHATRA) เปิดเผยว่า ประมาณไตรมาส 3 คาดว่าบริษัทฯจะสามารถออก Derivative Warrant (DW) โดยได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในวงเงินไม่เกิน 300 ล้านบาท และได้ยื่นเสนอต่อก.ล.ต. ไปแล้ว โดยผู้ที่จะมาขายก็จะเป็นบริษัทหลักทรัพย์รายอื่น สำหรับนักลงทุนในการลงทุน DW จะต้องพิจารณาจากหุ้นแม่เป็นหลักว่ามีศักยภาพหรือไม่ อีกทั้งดูราคาที่เหมาะสม รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ผู้ออก
ทั้งนี้ หากแนวโน้มถึงช่วงสิ้นปีเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวหุ้นในกลุ่มพลังงานที่ในอดีตมีผลต่อดัชนีฯก็มีโอกาสที่จะฟื้นกลับมาได้ นอกจากนี้ยังประเมินว่าแนวโน้มของ DW น่าจะมีโอกาสเติบโตได้เร็วตามทิศทางเดียวกับตลาด Futures ของประเทศไทย อีกทั้งเป็นอีกทางเลือกในการลงทุนที่มากขึ้นสามารถสนองความต้องการ ซึ่งน่าจะสร้างประโยชน์และได้รับความนิยม ซึ่งผู้ออกผลิตภัณฑ์จะต้องช่วยกันสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้า
***เซียนหุ้น หวั่น PTT13CA เทรดวันแรกต่ำจอง 6.23 บ. หลังวานนี้ราคาหุ้นแม่ต่ำกว่าราคาอ้างอิงวันที่ 2 ก.ค.ที่ 229 บ.
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrants:DW) PTT13CA ที่จะเข้าซื้อขายในวันนี้(9 ก.ค.52)เป็นวันแรกนั้น ประเมินว่า ราคา DW PTT13CA ไม่น่าจะยืนเหนือราคาจองที่ 6.23 บาท ได้ เพราะเมื่อเทียบกับราคาหุ้นแม่ PTT ปิดตลาดหุ้นวันนี้ที่ระดับ 222 บาทนั้นต่ำกว่าไอพีโอของ PTT ที่อ้างอิง 2.72% ของราคาหุ้นปตท. ณ วันที่ 2 ก.ค. ที่ระดับ 229 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ประเมินราคาจองของ DW PTT13CA ที่ 6.23 บาท อย่างไรก็ตาม ทิศทางของ DW PTT13CA ยังคงต้องขึ้นอยู่กับภาวะตลาดฯประกอบด้วย
นอกจากนี้ ประเมินว่า หากถือ DW PTT13CA จนครบกำหนด คาดว่าน่าจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น PTT จึงแนะนำเพียงเทรดดิ้ง โดยดูทิศทางของหุ้น PTT เป็นหลัก
"ทิศทางของ DW PTT13CA ค่อนข้างดูยาก ทั้งนี้ หากถือจนครบกำหนด รอแปลงสิทธิ คิดว่าน่าจะให้อัพไซด์น้อยกว่าการลงทุนในหุ้น PTT ทั้งนี้ หากเทียบกับราคาปัจจุบันราคาหุ้นไม่น่าจะยืนเหนือจองที่ 6.23 บาทได้ เนื่องจากราคา PTT ปัจจุบันต่ำกว่าราคา PTT ที่ประเมินราคาจองของ DW PTT13CA" นักวิเคราะห์ กล่าว
ด้านนางสุนทรี เกียรติพงษ์ถาวร ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารอนุพันธ์ บล. เคที ซีมิโก้ เปิดกล่าวว่าใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์(DW) ที่อ้างอิงกับหุ้นของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (PTT13CA) ที่จะซื้อขายในวันนี้เป็นวันแรกราคาคงเคลื่อนไหวทรงตัว เพราะเป็นสินค้าใหม่ที่ออกเป็นครั้งแรก นักลงทุนจึงน่าจะรอดูสถานการณ์ก่อน ประกอบกับภาวะตลาดอาจมีแนวโน้มไม่ค่อยดี หลังจากวานนี้ตลาดหุ้นไทยเปิดมาปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงมาก
แต่ในระยะยาวมองว่า DW น่าจะเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมาก หลังจากโบรกเกอร์หลายๆแห่งเริ่มทยอยออก DW อีกหลายตัว เพราะหากพิจารณาดู DW เป็นสินค้าชนิดเดียวกับ Warrant เพียงแต่แหล่งขายแตกต่างจากเดิมที่ออกโดยบริษัทจดทะเบียนเองเปลี่ยนเป็นโบรกเกอร์แทนเท่านั้น
"DW ของ KGI ซึ่งเป็นเจ้าแรกที่ออกโดยโบรกเกอร์เป็นรายแรกในวันนี้มองว่าปริมาณการซื้อขายหรือราคาอาจจะเคลื่อนไหวทรงตัวและวอลุ่มเบาบางก่อนเพราะสถานกาณณ์ตลาดหุ้นช่วงนี้ผันผวน แต่ถ้าวันพรุ่งนี้ภาพรวมของตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงก็อาจจะเป็นปัจจัยที่หนุนให้ราคาปรับตัวขึนแรงได้" นางสุนทรี กล่าว
วานนี้ราคาหุ้น PTT ปิดที่ 222 บาท ลดลง 5 บาท หรือ 2.20% มูลค่าการซื้อขาย 999.01 ล้านบาท
****โบรกฯแนะวันนี้หุ้นรีบาวด์ขายสถานเดียวเท่านั้น
นายอภิสิทธิ์ ลิมป์ธำรงกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า แนวโน้มของตลาดหุ้นในวันนี้ (9 ก.ค.52) มีโอกาสที่จะแกว่งตัวในกรอบ 565-580 จุด หลังไร้ปัจจัยใหม่สนับสนุนการลงทุน ประกอบกับ หากพิจารณาตามสัญญาณทางเทคนิคมีโอกาสที่จะปรับตัวลง หลังดัชนีฯ ไม่ผ่าน 590 จุดในช่วงที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างการซื้อขายดัชนีฯ มีโอกาสที่รีบาวน์ขึ้นมาได้บ้างแดนบวกได้บ้าง เพราะที่ผ่านมาดัชนีฯ ปรับลดลงแรง
นอกจากนี้ ให้จับตาการประชุม G8 ในวันที่ 8 – 10 ก.ค. ที่อิตาลี รวมถึงให้ติดตามตัวเลขทางเศรษบกิจของสหรัฐฯ เพราะอาจะเชื่อมโยงต่อภาพของเศรษฐกิจโลก
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ ดีดขึ้นทยอยขาย
โดย Mboy เวลา 08:53 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ความรู้ หุ้น, หุ้น, warrant
