แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนวโน้มตลาดรายวัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนวโน้มตลาดรายวัน แสดงบทความทั้งหมด

22 มิถุนายน 2552

วันจันทร์หุ้นยืน600ไปต่อได้

วันจันทร์หุ้นยืน600ไปต่อได้

โพสต์ทูเดย์ — นักลงทุนยิ้มออกมาได้แล้ว เมื่อเห็นตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นแรงในวันสุดท้ายของสัปดาห์

แถมดัชนียังปิดที่จุดสูงสุดของวันที่ 588.98 จุด บวก 18.55 จุด คิดเป็น 3.25% แม้มูลค่าซื้อขายจะเบาบางไปสักหน่อย 16,298 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติที่ทิ้งหุ้นหนักๆมาหลายวันก็กลับมามียอดซิ้อวุทธิ 494 ล้านบาท ทำให้เกิดความหวังว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไม่ได้กลับทิศเป็นขาลงอย่างที่กังวลกัน และทิศทางในสัปดาห์หน้าจะดีขึ้นกว่าสัปดาห์นี้ หลังจากนักลงทุนบาดเจ็บหนักกับดัชนีหุ้นที่ดิ่งลงแรงกว่า 9.24% หรือ 58.12 จุด ระหว่างวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา



นายอดิศักดิ์ คำมูล ผู้อำนวยการส่วนวิจัยเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงขาลงเรียบร้อยแล้ว แต่จะยกเลิกหรือปรับตัวลงต่อเนื่องในสัปดาห์หน้าจะต้องติดตามดูกันต่อไป

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาดัชนีพุ่งพรวดมากว่า 200 จุด จากระดับ 430 จุดขึ้นไปสูงสุด 628 จุด และสัปดาห์นี้เพิ่งจะลงไปต่ำสุดที่ 566 จุด ถ้าสัปดาห์หน้ารีบาวด์ไม่เกิน 1 ใน 3 หรือไม่เกิน 23 จุด ตลาดก็จะมีโอกาสลงต่อ ซึ่งภาวะตลาดหุ้นแบบนี้ต้องทำใจว่าเมื่อตลาดหุ้นรีบาวด์จะปรับตัวขึ้นได้น้อยกว่าการปรับตัวลง

นอกจากนี้ นักลงทุนไม่ต้องประหลาดใจที่เห็นดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นหรือลงแรงกว่าตลาดหุ้นในเอเชีย เห็นได้จากวานนี้ ตลาดหุ้นไทยพุ่งกว่า 3% ส่วนเพื่อนบ้านบวกไม่ถึง 1% ยกเว้นอินโดนีเซียที่บวก 2% เศษ เพราะปรับตัวลงมามาก เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ถึง 2 ใน 3

“วันจันทร์ที่จะถึงนี้ดัชนีจะต้องซื้อขายเหนือ 600 จุดให้ได้ ถ้าหากยืนไม่อยู่ตลาดก็อาจจะกลับเป็นขาลงต่อเนื่อง แต่ไม่ควรจะลงต่ำกว่า 540 จุด ซึ่งมีนัยสำคัญ ทั้งนี้คิดเป็นประมาณ 100 จุด จากจุดสูงสุดของปีนี้ 638 จุด”

สำหรับปัจจัยที่จะต้องจับตามองเป็นพิเศษ นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า นักลงทุนจะต้องดูภาวะตลาดหุ้นต่างประเทศและราคาน้ำมันดิบ ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา เบรนต์ทะเลเหนือเคลื่อนไหวระหว่าง 68-71 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนต่างเพียง 3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งนับว่าน้อย หากสัปดาห์นี้สูงกว่า 72-73 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็จะมีผลดีต่อตลาดหุ้นไทย ตามน้ำหนักหุ้นกลุ่มพลังงานถึง 35%

“ถ้าราคาน้ำมันปรับตัวลงต่ำกว่า 68 เหรียญสหรัฐ ก็มีโอกาสลงไปแถวๆ 60-70 เหรียญสหรัฐ แต่ถ้าสูงกว่า 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็น่าจะปรับตัวขึ้นถึง 75-78 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลดีต่อหุ้นไทย”

นอกจากนี้ จะต้องดูตัวเลขการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติด้วย ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมามีแรงขายหนักๆ ออกมาหลายวัน เพิ่งจะกลับมาซื้อในวันศุกร์ ถ้าหากสัปดาห์หน้ายังขายหุ้นสุทธิต่อ หุ้นก็จะปรับตัวลงได้

ดังนั้นสภาพที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าปัจจัยพื้นฐานของปีนี้แล้ว จึงแนะนำให้นักลงทุนขายหุ้นออกและรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนเสียก่อนถึงจะเข้าไปลงทุน

ด้านน.ส.นฤมล อาจอำนวยวิภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า สัปดาห์นี้มูลค่าการยืมหุ้นไปขายก่อน (ขายชอร์ต) ค่อนข้างทรงตัว ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวมากนัก ทั้งที่ดัชนีหุ้นลดลงค่อนข้างแรง สาเหตุเพราะขณะนี้ใกล้จะสิ้นเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ครบอายุของ SET 50 Index Futures ทำให้นักลงทุนที่เคยมาทำการอาบิทาจตัวดัชนี SET 50 ด้วยการยืมไปชอร์ตเซล ขณะเดียวกันได้เปิดสัญญาลอง (ซื้อ) ในฟิวเจอร์สไว้ จำเป็นต้องปิดสถานะในสัญญาฟิวเจอร์ส และซื้อหุ้นในกระดานมาคืนหุ้นที่ได้ยืมไว้

ดังนั้นช่วงที่เหลือของเดือนมิ.ย.นี้ ก่อนสัญญาฟิวเจอร์สจะครบอายุและเริ่มใหม่ในเดือนก.ค. อาจเห็นภาพมีการซื้อหุ้นขนาดใหญ่เพื่อมาคืนหุ้น

ปัจจุบันมูลค่าการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (ธุรกิจแอสบีแอล) ผ่านบริษัทมีประมาณ 2,000-2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปีอยู่ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาท

สำหรับกลุ่มผู้ลงทุนที่มายืมหุ้นนั้นมีทั้งนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ แม้แต่ผู้ลงทุนรายย่อยก็เพิ่มจำนวนการยืมเพิ่มขึ้น เพราะโบรกเกอร์หลายแห่งได้แนะนำการลงทุนที่หลากหลาย โดยเฉพาะปัจจุบันตลาดทุนไทยมีสินค้าหลายตัวอ้างอิงกับดัชนี SET 50 ทำให้นักลงทุนสามารถอาบิทาจได้หลากหลายขึ้น




27 มีนาคม 2552

ตลาดหุ้นรายวัน 27/03/52

บล.ธนชาต : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 27/03/52

  • GDP ใน 4Q08 ของสหรัฐลดลงน้อยกว่าคาด ประกอบกับแนวโน้มผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยีดีขึ้นทำให้ DJ บวก 2.2% และ NYMEX บวก 3% ข่าวบวกอีกชิ้นหนึ่งคือการเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของ Fed ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาว 30 ปีของสหรัฐลดลงทำ new low ซึ่งหากเป็นแนวโน้มต่อเนื่องจะเป็นสัญญาณที่ดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ยังไม่ควรคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นเร็ว
  • คำแนะนำวันนี้ – “เก็งกำไร” LH DTAC (ราคา underperformed SET ใน 3 เดือน) และ TOP TUF (คาดกำไร 1Q09 จะดี)

  • หุ้นทางเทคนิควันนี้ – PTT BANPU KBANK
  • Dow Jones +2.2%; NYMEX +3% จากรายงานเศรษฐกิจที่แย่น้อยกว่าคาด
  • Dow Jones บวก 2.25% (+174.75 จุด) นักวิเคราะห์คาดว่าอาจมีแนวโน้มดีต่อถึงปลายเดือนจากการทำ window dressing และเพิ่มน้ำหนักในหุ้น กลุ่มเทคโนโลยีนำตลาดวันนี้
  • การเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของ Fed ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีลดต่ำสุดนับจากปี 1971 ที่ 4.85% และเป็นผลดีต่อผู้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยในการ re-finance เงินกู้ออกไป
  • GDP ใน 4Q08 ของสหรัฐติดลบน้อยกว่าคาด คือ -6.3% (ลดแรงสุดนับจาก 1Q 1982)
  • ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า GM และ Chrysler อาจได้รับความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่ม (หลังจากได้รับแล้ว 17.4 พันล้านเหรียญสหรัฐเมื่อ ธ.ค.08)
  • NYMEX ส่งมอบ พ.ค.09 ปิดบวก 2.98% (+USD1.57/bbl) เป็น USD54.34/bbl บริษัท Oil Movement คาดปริมาณส่งออกน้ำมันทางทะเลของ OPEC จะลดลงวันละ 7.7 แสนบาร์เรลใน 4 สัปดาห์ข้างหน้า
  • THAI (REDUCE; TP THB2.5) – ไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จากน้ำมันที่ลดลง ราคาหุ้นบวกเกิน 10% วานนี้ซึ่งน่าจะเกิดจากราคาน้ำมันเครื่องบินที่ลดลง 52% y-y ใน 1Q09 รวมทั้งจาก cabin factor ดีขึ้นจาก ธ.ค.08 ทำให้คาดกันว่าบริษัทจะกำไรใน 1Q09 แต่ทำ hedging ที่ราคาสูง จึงไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จากราคาน้ำมันลดลงใน 1Q09 กำลังจะปรับประมาณการณ์เพื่อสะท้อนราคาน้ำมันที่ลดลง & แผนปรับโครงสร้างบริษัทแต่ยังกังวลจากการแข่งขันที่สูง และธุรกิจที่จะเข้าสู่ low season ใน 2Q-3Q
  • LPN (BUY; TP THB5) – ตัวเลือกที่ดีใน segment คอนโด (Company Note) ระดับสินค้าคงคลังลดลงมาก และยอด pre-sale เพิ่มขึ้นมาก เรายังแนะนำ ซื้อโดยคาดว่าจะมี P/E ปีนี้เพียง 5 เท่า และให้ div.yield สูงถึง 10%
  • CPN (BUY; TP THB20.6) – กำไรจะไม่สะดุด (Company Note) ผู้ตรวจสอบบัญชียอมให้บันทึกค่าเช่าโดยยึดหลัก percentage of depletion กำไรจึงไม่สะดุด ส่วนงบปรับปรุงสถานที่ต่ำกว่าคาด IRR จากโครงการนี้เพิ่มเป็น 16%

ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/03/09 เวลา 9:05:53

26 มีนาคม 2552

ภาวะตลาดหุ้นรายวัน 26/03/52

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 26/03/52

ภาพวันวาน

ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียอ่อนตัวลงเพื่อการปรับฐานระยะสั้น รวมถึงตลาด
หุ้นไทย อ่อนตัวลงระหว่างวัน 4.28 จุด และดีดตัวขึ้น ปิดลบลดลงที่ระดับ
436.92 จุด มูลค่าการซื้อขายลดลงเหลือเพียง 7,939 ล้านบาท
ต่างชาติซื้อสุทธิ 463.12 ล้านบาท

ประเด็นร้อนวันนี้
เศรษฐกิจยุโรปชะลอตัว กดดัน ECB ปรับลดดอกเบี้ยฯลงต่อเนื่อง
รัฐบาลเยอรมนีคาดว่าจะมีการปรับลดคาดการณ์ GDP Growth
ในปี 2552 เป็นติดลบ 4.5% จากเดิมคาดว่าติดลบ 2.25% รวมถึงรายงาน
ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (Ifo) ในเดือน มี.ค.ลดลงสู่ระดับ 82.1 จาก 82.6
ในเดือน ก.พ. และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 19 ปี จากปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่ม
แรงกดดันต่อการพิจารณานโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป(ECB)
ให้มีการปรับลดลงต่อเนื่อง โดยมีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยฯ
ลงราว0.5-1% สำหรับการประชุมในวันที่ 2 เม.ย.2552 นี้ ทั้งนี้ เชื่อว่า
กลุ่มประเทศยุโรปจะยังจำเป็นทีจะต้องดำเนินทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ในระดับต่ำต่อเนื่องจนถึงกลางปี 2552 นี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก
วิกฤติการณ์การเงิน เช่นเดียวกับประเทศในแถบเอเชีย คาดว่าจะยังคงเน้นการลด
อัตราดอกเบี้ยฯต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังต่อการฟื้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จึงคาดว่า
แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะลดลงได้อีกราว 1% จนถึงสิ้นปี 2552
หรือลงมาที่ 0.5% ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ เชื่อว่าจะ เป็นปัจจัยหนุน
ต่อการฟื้นตัวของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียต่อไป

ภาครัฐเร่งการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ และการบริโภคในประเทศ
ภาครัฐเดินหน้าการลงทุนขนาดใหญ่ โดยล่าสุด ที่ประชุมสภาฯ
เห็นชอบร่างหนังสือการขอกู้เงินจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของ
ญี่ปุ่น(ไจก้า) สำหรับโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต
(จาก 2 เส้นทาง คือ บางซื่อ-ตลิ่งชัน และ บางซื่อ-รังสิต) วงเงิน6.51
หมื่นล้านบาท จากเดิม 5.98 หมื่นล้านบาท และยังได้อนุมัติวงเงินสำหรับ
จัดหาตู้รถไฟฟ้าอีก 1.04 หมื่นล้านบาทของโครงการสายสีแดง มูลค่าโครงการ
รวม 7.55 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้นอกเหนือจากการลงทุนโครงการก่อสร้างสาธารณูป
โภคขนาดใหญ่ ที่จะก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเพิ่มเติมแล้ว
โครงการให้เงินช่วยเหลือ 2,000 บาทแก่ผู้มีรายได้ต่ำ เป็นอีกแนวทางหนึ่งใน
การช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้ฟื้นตัวขึ้น ประกอบกับทิศทางอัตรา
ดอกเบี้ยฯในประเทศที่อยู่ในขาลง โดยล่าสุด ธนาคารกรุงเทพ ประกาศปรับลด
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากทุกประเภทลง 0.25–0.5% และลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25%
จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการลงทุนและการใช้จ่ายในประเทศได้
แนะนำอ่อนตัวซื้อสะสม BIGC(FV@B48.8), CPALL(FV@B14),
BEC(XD เงินปันผล 0.75/หุ้น วันที่ 27 มี.ค.52)

ปัจจัยเสี่ยงจากการเมืองในประเทศ กดดันตลาดหุ้นไทยปรับฐาน
คาดว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้ จะมีแนวโน้มปรับฐานต่อเนื่อง โดยมีแนวรับ
ที่ระดับ 432 จุดแนวต้าน 440 จุด ประกอบกับปัจจัยการเมืองในประเทศที่มี
การเคลื่อนไหวนอกสภาฯของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ที่จะมีการชุมนุมบริเวณทำเนียบ
รัฐบาล คาดว่าจะส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนมูลค่าการซื้อขายลดลง
เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์อีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน : แนะนำซื้อสะสมหุ้นรับเหมาฯ และกลุ่มการบริโภคในประเทศ
กลุ่มรับเหมาฯ ITD(FV@B2.91), CK(FV@B4.57), STEC(FV@B3.83)
กลุ่มการบริโภค BIGC(FV@B48.8), CPALL(FV@B14)
,BEC(XD เงินปันผล 0.75/หุ้น วันที่ 27 มี.ค.52)

Investor’s Plus
แนวรับ / แนวต้านใน 1 สัปดาห์ของดัชนีตลาด : 420/450 จุด

ตลาดวันนี้ : คาดวันนี้ดัชนีแกว่งตัวด้านข้าง แนวรับ 432 จุด แนวต้าน 440 จุด

23 มีนาคม 2552

กลยุทธ์การลงทุน (23/3/52)

กลยุทธ์การลงทุน (23/3/52) by ZMICO
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนุน SET แกว่งตัวขึ้น

ภาวะ ตลาดวานนี้ SET ดีดตัวตั้งแต่เปิดตลาด ด้วยอานิสงส์หุ้นในกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดีดตัวกว่า 7% กลับมายืนเหนือ 50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่ยังไม่อาจผ่านแนวต้านบริเวณ 430 จุดไปได้ (จุดสูงสุด 431.92 จุด) เลยมีแรงขายทำกำไรในช่วงบ่ายหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้ SET บวกเพียง 1.92 จุด ปิดที่ 429.64 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8,090 ล้านบาท แต่พัฒนาการด้านบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้ SET เพิ่มขึ้น 1.14%WoW

ภาวะตลาดวันนี้ SET ยังเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวขึ้น จากแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังอยู่ในกรอบจำกัด และการซื้อขายระหว่างวันอาจผันผวน จากความพยายามที่จะฝ่าแนวต้านบริเวณ 430 จุด (หากผ่านไปได้ แนวต้านถัดไป 434 และ 440 จุดตามลำดับ) หากมีแรงขายที่บริเวณดังกล่าว ให้รอจังหวะการอ่อนตัวซื้อเพื่อการเก็งกำไร โดยมีแนวรับบริเวณ 420 – 425 จุด การลงทุนยังให้เน้นหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคในประเทศ อาทิ กลุ่มธนาคาร (SCB, BBL, TCAP) กลุ่มค้าปลีก (CPALL) และกลุ่มสื่อสาร (ADVANC)

ปัจจัยหนุนตลาดสัปดาห์นี้

+ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ คาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดการซื้อสินทรัพย์เสี่ยงจากบัญชีงบดุลของ สถาบันการเงิน และการพิจารณายกเลิกมาตรฐานบัญชี mark-to-market เป็นการชั่วคราว

+ เม็ดเงินเศรษฐกิจกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก ผ่านโครงการ “เช็คช่วยชาติ” จะถึงมือผู้ได้รับสิทธิในวันที่ 26 มี.ค.

+ รัฐบาลเตรียมประกาศพระราชกฤษฎีกา ขยายเวลาการใช้มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ออกไปถึง 28 มี.ค. 53

+ คาดการณ์แรงซื้อจากนักลงทุนสถาบัน เพื่อหนุนราคาในช่วงก่อนปิดไตรมาส

+/- ผ่านพ้นไปด้วยดี สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ และรัฐมนตรีรวม 5 ท่าน ด้วยคะแนนเสียงไว้วางใจ 246 เสียง (ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล หักประธานสภาฯ และ ส.ส. ที่เป็นรัฐมนตรีมีทั้งสิ้น 238 เสียง) ยกเว้นคุณกษิต ภิรมย์ รมว. การต่างประเทศ ที่ได้คะแนนเพียงแค่ 237 เสียง ในขณะที่ผลการสำรวจของ ABAC Poll ความนิยมต่อนายกฯ อภิสิทธิ์อยู่ที่ระดับ 50.6% เท่านั้น สัปดาห์นี้ต้องจับตาการเคลื่อนไหวใหญ่ของกลุ่ม นปช. ในวันที่ 26 มี.ค. เราไม่คาดว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

เราเพิ่งปรับลด อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในปี 52 ลงเป็น -3.5% หลังเศรษฐกิจโลกชะลอตัวเร็วและแรงกว่าคาด โดยคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของวัฏจักรเศรษฐกิจใน 4Q51 ดังนั้น เวลาที่เหมาะสมสำหรับการสะสมหุ้นเพื่อการลงทุน จึงน่าจะเป็นช่วง 3Q52

ประเด็นสำคัญ

ตลาด สหรัฐร่วงต่อ หลังแผนเฟดไม่เป็นไปตามคาด ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 122.42 จุด ปิดที่ 7,278.38 จุด ยังมีแรงขายหุ้นในกลุ่มการเงินต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน หลังมีการยื่นเรื่องของรับเงินกู้ในโครงการ TALF ไม่ถึง 2.5% ของวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐที่เฟดประกาศไว้

ราคาน้ำมันร่วง จากแรงขายทำกำไร ราคาน้ำมันในตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. ลดลง 0.55 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปิดที่ 51.06 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดยผันผวนตลอดวัน เนื่องจากเป็นวันครบกำหนดส่งมอบ และเทรดเดอร์ไม่มั่นใจว่า ราคาน้ำมันดิบจะสามารถไต่ขึ้นได้ในช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย 3.47 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 51.61 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำก็เพิ่มขึ้น 18 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ปิดที่ 958.60 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์

รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันยังเป็นไปตาม คาดการณ์ของเรา โดยราคาน้ำมันน่าจะเห็นจุดต่ำสุดใน 1Q52 หลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มมีผล และจะค่อยๆ ปรับขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของปี ดังนั้น สมมติฐานราคาน้ำมันของเราที่ 55 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในปี 52 (มากกว่าคาดการณ์ตลาด 10%) จึงยังมีความเป็นไปได้ ดังนั้น เราจึงแนะนำให้ซื้อเก็งกำไร PTTEP, TOP, BCP และ SGP ด้วยมูลค่าพื้นฐาน 119 บาท, 27 บาท, 10.40 บาท และ 6.6 บาท ตามลำดับ





--
PROPERTY - อสังหาริมทรัพย์: ต่ออายุมาตรการลดภาษีกระตุ้นอสังหาฯ อีก 1 ปี มีผล 29 มี.ค. 52 - 28 มี.ค. 53
PB - PB: คาดรายได้ปี 52 โตแค่ 10% จากปีก่อน

SETมีโอกาสทะลุ 434

SETมีโอกาสทะลุ434
วันที่ 23 มีนาคม 2552 05:00
โดย : บล.อยุธยา

บล.อยุธยา คาดระยะสั้นดัชนีหุ้นมีโอกาสทะลุ 434 จะยืนยันขึ้น เป้าหมาย 452 จุด และมีจุดตัดขาดทุนที่ 420 จุด

SET ปรับสูงขึ้นทดสอบเป้า 430 จุดแล้ว...อาจอ่อนตัวระยะสั้น

SET ปรับสูงขึ้นไปที่เป้าหมายการ REBOUND แรกที่เราให้ไว้บริเวณ 430 จุด ในสัปดาห์ที่ผ่านมา และเริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้าง ปิดตลาดที่ 429.64 จุด

ทั้งนี้แม้ว่าตัวเลขการส่งออกเดือน ก.พ.จะหดตัวลงเพียง 11.3% YOY ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวเมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.ที่มูลค่าการส่งออกหดตัวลงถึง 26.5% YOY แต่ถ้าพิจารณาในรายละเอียดแล้วจะเห็นว่า ตัวเลขการส่งออกที่หดตัวลดลงเป็นสาเหตุมาจากการส่งออกทองคำที่เพิ่มขึ้นถึง 1100% YOY เป็น US$1.8 พันล้าน ซึ่งถ้าเรานำมูลค่าการส่งออกทองคำออกจากการคำนวณจะเห็นว่ามูลค่าการส่งออก เดือน ก.พ.ยังหดตัวมากถึง 24.5% ทีเดียว

ตัวเลขการส่งออกที่หดตัวลงต่อเนื่อง ทำให้เราคาดว่าจะเห็นตัวเลขดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม อัตราการใช้กำลังการผลิต ที่ตกต่ำต่อเนื่อง และอัตราการจ้างงานมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในช่วง 1H09 นี้

ขณะที่ล่าสุด IMF ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลกเหลือ -0.6% จากเดิมในเดือน ม.ค.ที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว +0.5%....อย่างไรก็ตามแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะยังแสดงให้เห็นถึงการ ชะลอตัวต่อเนื่อง และอาจเห็นแรงขายทำกำไรบ้างที่เป้าหมายการ REBOUND แรกบริเวณ 430 จุด แต่เราคงมองเป้าหมายการปรับสูงขึ้นของ SET ในระยะกลางที่บริเวณ 480 จุด ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน เนื่องจาก

1. ตลาดหุ้นทั่วโลกมี SENTIMENT ที่ดีขึ้น เนื่องจาก ผู้บริหารสถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง CITIGROUP, JP MORGAN, BANK OF AMERICA และ STANDARD CHARTERED ให้ความเห็นเกี่ยวกับผลการดำเนินงาน (OPERATING) ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ที่ฟื้นตัว ขณะที่ประธานเฟด คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะจบลงภายในปี 2009 นี้ นอกจากนี้ถ้าพิจารณาจากการประมาณการเศรษฐกิจของ IMF แม้คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัว 0.6% ในปีนี้ แต่เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวอีกครั้ง 2.3% ในปีหน้า

2. ระดับ DOWNSIDE RISK ของ SET ไม่มากนัก ทำให้เรามองว่ามีนักลงทุนบางส่วนเริ่มกลับเข้ามาสะสมหุ้นบ้าง โดยเรามองระดับ DOWNSIDE RISK ที่บริเวณ 380 - 400 จุด หรือที่ระดับ P/BV 1 เท่า เท่านั้น ขณะที่มี UPSIDE GAIN ที่ระดับ 520 จุด (อิง BOTTOM UP APPROACH) นอกจากนี้เรายังมองถึงผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงถึงระดับ 7.0% ในปัจจุบันที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีที่ 1.25% มาก

3. ค่าเงินดอลลาร์ฯ ที่อ่อนค่าลง เป็นปัจจัยบวกต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับสูงขึ้นของ SET และหุ้นกลุ่มพลังงาน

สำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำ เล่นรอบการ REBOUND เราคงเน้นการลงทุนในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ที่เราคาดว่าจะเป็นกลุ่มหุ้นนำตลาด อย่าง PTT PTTEP TOP PTTAR BANPU BBL KBANK SCB KTB SCC LH QH MINT และ BEC


วิเคราะห์ทางเทคนิค

ตลาดมีแนวโน้มจบขาลงระยะกลาง จะฟื้นตัวขึ้นไม่เกิน 488 จุด

กราฟดัชนี SET ย้อนหลัง 2 ปี มีรูปแบบ HEAD& SHOULDERS เป็นสัญญาณกลับตัวลงของแนวโน้มระยะกลาง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 ดัชนีหลุดต่ำกว่า 730 จุด ตลาดเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งดัชนีลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 380 จุดในเดือนพฤศจิกายน 2551 และฟื้นตัวขึ้นบ้างมาอยู่ที่ 488 จุด ชนเส้นแนวโน้มขาลงระยะกลางเมื่อต้นปี 2552 ทำให้เรากำหนดให้กรอบแนวโน้มขาลงดังกล่าวเป็นแนวต้านสำคัญ

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สังเกตพบว่าดัชนี SET เริ่มขึ้นมาอยู่เหนือเส้นแนวโน้มขาลงระยะกลาง และจากจุดต่ำสุดเมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่บริเวณ 408 จุด ทำให้เราสร้างเส้นแนวโน้มขาขึ้นได้เป็นครั้งแรก ซึ่งจะยืนยันได้เมื่อดัชนีสามารถทะลุขึ้นมาปิดเหนือ 435 จุดได้สำเร็จ และคาดว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวแบบ SIDEWAYS รูปแบบสามเหลี่ยมขาขึ้นในระยะ 3 เดือนข้างหน้า มีเป้าหมายขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 488 จุดอีกครั้ง

เครื่องมือทางเทคนิคในกราฟรายสัปดาห์ เป็นการยืนยันว่าปัจจุบันตลาดยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทาง เมื่อใช้เครื่องมือ DIRECTIONAL INDICATORS จากการอ่านค่า DI+ เท่ากับ 18.88 จุด แนวโน้มฟื้นตัว, DI- เท่ากับ 35.20 จุด แนวโน้มอ่อนตัว และ ADX เท่ากับ 38.87 จุด ทิศทางลง วิเคราะห์ได้ว่า ตลาดมีความเป็นไปได้ที่จะจบแนวโน้มลง และมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
โดยคาดว่า สัปดาห์นี้จะมีความชัดเจนของการฟื้นตัวของตลาดในแนวโน้มระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม การขึ้นของตลาดยังไม่มีความรุนแรงมากพอที่จะทำให้เปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวได้

ระยะสั้นมีโอกาสทะลุ 434 จะยืนยันขึ้น เป้าหมาย 452 จุด และมีจุดตัดขาดทุนที่ 420 จุด
หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้ว ดัชนี SET เปิดช่องว่างขึ้นเหนือ 420 จุด และดัชนีขึ้นต่อเนื่องเข้าใกล้เส้นแนวโน้มขาลงระยะสั้นบริเวณ 434 จุดเป็นแนวต้านสำคัญในสัปดาห์นี้ ถ้าทะลุได้จะยืนยันการเกิดเส้นแนวโน้มขาขึ้นเส้นใหม่ที่ลากจากจุดต่ำสุด 380 จุดมายัง 408 จุด และแนวโน้มระยะกลางเป็นรูปแบบสามเหลี่ยมขาขึ้น


ในขณะที่การปรับตัวลงไม่ต่ำกว่าแนวรับ 420 จุด จะไม่ใช่สัญญาณลบที่รุนแรงนัก และยังคาดหวังการฟื้นตัวขึ้นไปทะลุ 434 จุดได้อีกครั้ง มีแนวต้านถัดไปที่ 452 จุด และเป้าหมายสูงสุดคือ 488 จุด

19 มีนาคม 2552

กลยุทธ์การลงทุน (19/3/52)

กลยุทธ์การลงทุน (19/3/52) .... By ZMICO

ลุ้นทดสอบแนวต้านอีกรอบ

ภาวะ ตลาดวานนี้ SET ดีดตัวทันทีที่เปิดตลาด ด้วยอานิสงส์จากตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นแรง แม้จะมีแกว่งๆ บ้างระหว่างวัน แต่ตัวเลขส่งออกเดือน ก.พ. ที่ลดลงน้อยกว่าคาด ก็เป็นไม้ต่อมารับในช่วงบ่าย ทำให้ SET แกว่งขึ้นมาปิดใกล้จุดสูงสุดของวันที่ 426.20 จุด เพิ่มขึ้น 3.88 จุด แต่มูลค่าซื้อขายหดเหลือเพียง 5.66 พันล้านบาท

ภาวะตลาดวันนี้ SET ยังได้ปัจจัยบวกจากการดีดตัวของตลาดต่างประเทศ ช่วยผลักดันให้แกว่งตัวขึ้นต่อได้ แต่ก็จะเผชิญกับจุดตัดสินใจระยะสั้นที่สำคัญที่บริเวณแนวต้าน 428 – 430 จุด เราประเมินว่าการดีดตัวของดัชนีในช่วงที่ผ่านมาเป็นการดีดตัวในตลาดขาลง เพราะความเสี่ยงเศรษฐกิจยังมีอยู่สูง (การส่งออกหากไม่รวมทองคำ ยังติดลบถึง 20%YoY ในเดือน ก.พ.) จึงยังคงให้ทยอยลดพอร์ตเมื่อดัชนีดีดตัวขึ้น แล้วหาจังหวะรับเมื่ออ่อนตัว กลุ่มที่น่าสนใจเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยอย่าง ธนาคาร (SCB, BBL) และอสังหาริมทรัพย์ (LH, AP)

เก็บเอามาเล่า

ส่ง ออก ก.พ. ติดลบน้อยกว่าคาด...อย่าเพิ่งดีใจ กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยยอดส่งออกเดือน ก.พ. ลดลง 11.3%YoY เป็น 11,735 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบกับ -26.5%YoY ในเดือน ม.ค.) ขณะที่การนำเข้าปรับตัวลงรุนแรงกว่าถึง 40.3%YoY ทำให้ไทยเกินดุลการค้าสูงถึง 3,576.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หากไม่นับรวมการส่งออกอัญมณีที่สูงถึง 402.7%YoY (หลักๆ เป็นการดีดตัวของการส่งออกทองคำ) มูลค่าส่งออกจะลดลง 27.6%YoY และมีดุลการค้าเหลือเพียง 1,426.8 ล้านดอลลาร์สหัฐเท่านั้น

เฟดคง อัตราดอกเบี้ยตามคาด พร้อมซื้อพันธบัตรระยะยาว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เฟดคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed fund rate) ไว้ที่ระดับ 0-0.25% พร้อมประกาศจะเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐ มูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า และจะขยายการรับซื้อตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจำนอง เพื่อช่วยบรรเทาภาวะตึงตัวในตลาดสินเชื่อ

ประเด็นสำคัญ

ตลาด หุ้นสหรัฐทะยานรับเฟดซื้อพันธบัตรระยะยาว ดัชนีดาวโจนส์ดีด 90.88 จุด ปิดที่ 7,486.58 จุด หลังเฟดประกาศซื้อพันธบัตรระยะยาวเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี เพื่อต้องการฟื้นเศรษฐกิจจากภาวะถดถอย อย่างไรก็ดี เรายังเชื่อว่าเป็นการดีดตัวขึ้นในภาวะตลาดหมี

 สหรัฐ: เฟดประกาศซื้อพันธบัตรระยะยาว 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และซื้อตราสารหนี้ที่เกี่ยวกับสัญญาจำนองอีก 7.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อหวังผ่อนคลายภาวะตึงตัวในตลาดสินเชื่อ และกดดันต้นทุนการกู้ยืมให้ลดลง คาดว่าน่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคธุรกิจและผู้บริโภคอีกครั้ง ทั้งนี้ เฟดคาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวประมาณ 0.5-1.3% ในปี 52 มากกว่า -0.2-1.1% ที่คาดการณ์ในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ราคาบ้านในสหรัฐยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวในระยะสั้น

  • สหรัฐ: ประธานกรรมการ Bank of America คาดอาจจ่ายคืนหนี้รัฐบาล 4.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐได้ปลายปี 52 หรือต้นปี 53 ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ

  • ญี่ปุ่น: ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ตัดสินใจเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.1% และตัดสินใจเพิ่มปริมาณการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจาก 1.4 เป็น 1.8 ล้านล้านเยนต่อเดือน เพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาดเงิน และควบคุมอัตราดอกเบี้ยระยะยาวไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นมากเกินไป

  • จีน: ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจจีนจากเดิม 7.5% เหลือ 6.5% หลังภาคส่งออกถูกกระทบอย่างหนัก

ราคา น้ำมันร่วง หลังสต๊อคน้ำมันสูงเกินคาด ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. ร่วง 1.02 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 48.14 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ประกาศสต๊อคน้ำมันดิบสัปดาห์ล่าสุด เพิ่มขึ้น 2 ล้านบาร์เรล เป็น 353.3 ล้านบาร์เรล และสต๊อคน้ำมันเบนซีน ก็เพิ่มขึ้น 3.2 ล้านบาร์เรลเป็น 315.7 ล้านบาร์เรล กดราคาน้ำมันรูดในช่วงแรก ก่อนจะตีตี้นกลับด้วยแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ หลังเฟดประกาศแผนซื้อพันธบัตรระยะยาว





ASP - ถือ
คาดอัตราเงินปันผลตอบแทน 7% ในปี 52 (1.06 บาท / ถือ)


ECONOMY - เศรษฐกิจ: ส่งออก ก.พ. ติดลบน้อยกว่าคาด...อย่าเพิ่งดีใจ
CENTEL - CENTEL: ขายหุ้นกู้ชุดใหม่ในช่วง 2H52
CENTEL - CENTEL: คาดรายได้ 1Q52 ใกล้เคียง 1Q51

17 มีนาคม 2552

กลยุทธ์การลงทุน (17/3/52)

กลยุทธ์การลงทุน (17/3/52) by ZMICO

แกว่งตัวแคบ...รอปัจจัยบวกใหม่

ภาวะ ตลาดวานนี้ SET พยายามประคองตัวช่วงเปิดตลาด แม้จะมีแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังผิดหวังโอเปคไม่ยอมปรับลดกำลังการผลิต และกดให้ SET ไปแตะระดับต่ำสุดที่ 420.61 จุด ในช่วงท้ายตลาดภาคเช้า ก่อนจะดีดตัวกลับมาปิดที่ระดับใกล้เคียงกับวันก่อนหน้าที่ 424.61 จุด ลดลง ลดลง 0.18 จุด ด้วยมูลค่าการ ซื้อขาย 6.4 พันล้านบาท

ภาวะตลาด วันนี้ SET มีโอกาสแกว่งตัวแคบ (420 – 430 จุด) ตามภาวะตลาดต่างประเทศที่ไปคนละทิศทาง ในลักษณะประคอง ตลาดกำลังรอดูมาตรการใหม่ของเฟดในการแก้ปัญหาภาคการเงินสหรัฐ หลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงแตะระดับ 0% ดังนั้น หากราคาหุ้นในกลุ่มพลังงาน และธนาคารอ่อนตัว ถือเป็นจังหวะในการสะสมหุ้น เพื่อเก็งกำไรระยะสั้น

เก็บเอามาเล่า

เก็งกำไร TT&T หากได้เป็นผู้บริหารแผนฯ วันนี้ ศาลล้มละลายกลางนัดฟังคำสั่งแต่งตั้งผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการระหว่าง TT&T เอง กับพีแพลนเนอร์ของฝ่ายเจ้าหนี้ เราแนะนำให้ “เก็งกำไร” TT&T (แนวต้าน 0.90 – 0.95 จุด) หากบริษัทได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหาร เพราะแนวทางการฟื้นฟูกิจการ (น่าจะประกอบไปด้วยการลดหนี้ ยืดระยะเวลาชำระคืนหนี้ หรือแปลงหนี้เป็นทุน) น่าจะเอื้อประโยชน์กับผู้ถือหุ้นมากกว่ากรณีที่เจ้าหนี้เป็นผู้บริหารแผนฯ ซึ่งคาดว่าคงใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการจัดทำแผน

ประเด็นสำคัญ

ตลาด หุ้นสหรัฐเริ่มแตะเบรค จากแรงขายทำกำไร ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 7.01 จุด ปิดที่ 7,216.97 จุด จากแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับขึ้นแรง (13%WoW) ทำให้ดัชนีแนสแดกร่วงถึง 1.9%

  • สหรัฐ: อเมริกัน เอ็กเพรส เปิดเผยอัตราการผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตในเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้นเป็น 8.7% กดหุ้นกลุ่มการเงินร่วง 19%
  • สหรัฐ: หลังปิดตลาด อัลโค อิงค์ ผู้ผลิตอลูมิเนียมรายใหญ่ ประกาศปรับลดเงินปันผล ออกหุ้น และหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่ารวมกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งลดค่าใช่จ่ายในปี 53 เพื่อรับมือกับอุปสงค์ที่ชะลอตัว
  • อังกฤษ: บาร์เคลย์ส ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ เป็นรายล่าสุดที่ประกาศว่า เริ่มดำเนินธุรกิจในปี 52 นี้ได้อย่างเข้มแข็ง และยังเร่งระดมทุนเพื่อเลี่ยงการตกเป็นของรัฐบาล โดยคาดว่า ธนาคารจะขายหุ้น iShares บริษัทบริหารหลักทรัพย์ในสหรัฐ ซึ่งอาจระดมทุนได้ถึง 1.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความเชื่อมั่นในภาค ธนาคาร หนุนราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น 2.4% หรือ 1.10 ดอลลาร์สหรัฐ มาปิดที่ 47.35 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล สวนทางราคาน้ำมันเบรนท์ที่อ่อนตัวลง แรงหนุนมาจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในภาคธนาคาร การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ข่าวสารรัฐยิงเครื่องบินลำหนึ่งของอิหร่านที่บินล้ำน่านฟ้าประเทศอิรัก และการโจมตีสถานีส่งน้ำมันในไนจีเรีย

เรายังคงเชื่อว่า ราคาน้ำมันน่าจะแกว่งตัวในกรอบ 40 – 50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในระยะนี้ จึงไม่น่าจะมีผลลบต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานมากนัก ผนวกกับเชื่อว่า ค่าการกลั่นน่าจะฟื้นตัวได้ในระยะ 2 เดือนข้างหน้า จากปริมาณการกลั่นที่ลดลง ขณะที่ความต้องการจะเร่งตัวขึ้นใสช่วงฤดูการขับขี่ เรายังคงชอบ PTTEP และ TOP ในกลุ่มนี้





BANKING - ปานกลาง
แนวโน้มธุรกิจเช่าซื้อไม่ค่อยสดใส (ปานกลาง)


THAI - THAI: คาดย้ายเที่ยวบิน ช่วยดันรายได้ปี 52 โตตามเป้า
OISHI - OISHI: ปรับราคาสินค้า หากเพิ่มภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มชาและกาแฟ
SOLAR - SOLAR: เปิดทาง Direct Capital ถือหุ้น

13 มีนาคม 2552

กลยุทธ์การลงทุน (13/3/52)

กลยุทธ์การลงทุน (13/3/52) บล.ซีมีโก้ จำกัด(มหาชน)

เด้งตามตลาดหุ้นต่างประเทศ

ภาวะตลาดวานนี้ SET แกว่งตัวในกรอบแคบเกือบตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดในภูมิภาค ก่อนจะมีแรงซื้อในหุ้นพลังงาน และธนาคาร ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางเพียงแค่ 4.5 พันล้นบาท สะท้อน นักลงทุนส่วนใหญ่ยังชะลอการลงทุน หนุนให้ SET ปิดบวก 0.63 จุดได้ในท้ายที่สุด ที่ 415.04 จุด

ภาวะตลาดวันนี้ ปัจจัยบวกจากต่างประเทศ ทั้งการดีดตัวของราคาน้ำมันกว่า 11% ก่อนการประชุม โอเปคปลายสัปดาห์ และการดีดตัวแรงของตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งน่าจะทำให้มีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มพลังงาน (PTTEP, TOP) และธนาคาร (BBL, SCB, BAY) ต่อเนื่อง ผลักดันให้ SET ขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 420 – 425 จุดได้ แต่เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงการชะลอตัวเศรษฐกิจยังจำกัดกรอบการดีดตัวขึ้น จึงควรระวังแรงขายทำกำไรใกล้บริเวณแนวต้านดังกล่าว ระยะสั้นจึงเป็นเพียงตลาดที่ trading ได้ตามปัจจัยที่จะเข้ามากระทบ

วันนี้มีบริษัทที่ขึ้นเครื่องหมาย XD มีเพียง 5 แห่งเท่านั้น คาดมีผลกระทบต่อ SET ราว 0.11 จุด

ประเด็นสำคัญ

ตลาดหุ้นสหรัฐบวกต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ดัชนีดาวโจนส์ดีดตัวขึ้น 239.66 จุด ปิดที่ 7,170.06 จุด หลังยอดค้าปลีกสหรัฐทรุดน้อยกว่าคาด และความเชื่อมั่นต่อหุ้นการเงินหลังธนาคารขนาดใหญ่ยืนยันเริ่มมีกำไรใน 1Q52

 สหรัฐ: สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของเจเนอรัล อีเล็กทริค (GE) จาก AAA เหลือ AA+ ด้วยแนวโน้ม “มีเสถียรภาพ” เพราะผลประกอบการกิจการไฟแนนซ์ของ GE มีแนวโน้มย่ำแย่ ซึ่งดีกว่าตลาดคาดการณ์ว่าอาจปรับลดรุนแรงกว่านี้ และอาจระบุว่าอันดับความน่าเชื่อถือมีแนวโน้มในทางลบ

 สหรัฐ: Bank of America เป็นรายที่ 3 ที่ยืนยันว่ามีกำไรในเดือน ม.ค. และ ก.พ. และน่าจะผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปได้ โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากผู้เสียภาษี นอกจากนี้ Bank of America, เจพี มอร์แกน และซิตี้กรุ๊ป ออกนโยบายระงับการยึดบ้านหลุดจำนองไว้ชั่วคราว เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดจำนวนบ้านถูกยึด แต่ยอดการยึดบ้านหลุดจำนองในเดือน ก.พ. ก็ยังพุ่งขึ้น 30%YoY

 สหรัฐ: เจเนอรัล มอเตอร์ (GM) ยืนยันในเบื้องต้นว่า ยังไม่ต้องการเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากรัฐบาลสหรัฐอีก 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอ้างถึงความพยายามในการลดค่าใช้จ่ายตามแผนปฏิรูปโครงสร้างบริษัท

 สหรัฐ: ยอดค้าปลีกสหรัฐเดือน ก.พ. ลดลงเพียงแค่ 0.1% เทียบกับ 1.8% ในเดือนก่อนหน้า และดีกว่านักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าจะลดลงถึง 0.5% ยอดค้าปลีกที่ไม่รวมรถยนต์เพิ่มขึ้น 0.7% แต่ยอดขายรถยนต์ร่วงลง 4.3%

 สวิสเซอร์แลนด์: ธนาคารกลางสวิส (SNB) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ลงมาที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.25% และพร้อมเข้าซื้อพันธบัตร หรือแทรกแซงตลาด เพื่อให้ฟรังก์สวิสอ่อนค่าลง เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจสวิสที่ถดถอยลงเร็วเกินคาด การกระตุ้นดังกล่าว อาจทำให้ประเทศสำคัญอื่นปรับลดค่าเงินลงในอนาคตเช่นเดียวกัน

ราคาน้ำมันดีดตัวรับการประชุมโอเปค ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. ดีดขึ้น 11.1% หรือ 4.70 ดอลลาร์สหรัฐ มาปิดที่ 47.03 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ด้วยแรงหนุนจากตัวเลขยอดค้าปลีกสหรัฐลดลงไม่มากเท่าที่คาด โดยยอดขายน้ำมันเบนซีนเพิ่มขึ้นถึง 3.4% มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 50 นอกจากนี้ ปริมาณการส่งออกน้ำมันทางทะเลของกลุ่มโอเปคลดลง 3.5 แสนบาร์เรล/วัน เหลือเฉลี่ย 22.76 ล้านบาร์เรล/วัน สะท้อนให้เห็นว่า โอเปคยังเดินหน้าลดกำลังการผลิตตามที่ตกลงกันไว้




BAFS - ถือ
คาดกำไรฟื้นตัวใน 4Q52 - อัตราเงินปันผลตอบแทนยังน่าสนใจ 7.4% สำหรับปี 52 (5.40 บาท / ถือ)
MARKET -
Market 13 March 2009
Residential - เท่าตลาด
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 7 ปี (เท่าตลาด)
CALENDAR -
CALENDAR 13 March 2009
ENERGY - พลังงาน: เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่ม 0.18-1 บาท/ลิตร มีผล 14 มี.ค. 52
AP - AP: เปิดตัวบ้านกลางเมือง Urbanion สาทร-ตากสิน
PRANDA - PRANDA: คาดกำไรสุทธิปี 52 มากกว่า

Template by - Abdul Munir | Blogging4