มูดี้ส์หั่นเรทติ้ง ทหารไทย-ธสน.
มูดี้ส์สรุปผลทบทวนเรทติ้งแบงก์ไทย หั่นเครดิตตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ "ธสน." เป็น 'Baa1' จากเดิม 'A3' พร้อมลดเรทติ้งเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศแบงก์ทหารไทย เหลือ 'Baa3/Prime-3' จาก 'Baa2/Prime-2' ส่วนเงินฝากระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศแบงก์นครหลวงไทยได้เรทติ้งเพิ่มเป็น 'P-2' จากเดิม 'P-3'
มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส หรือมูดี้ส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกจากสหรัฐ ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ ธสน. และเรทติ้งเงินฝากธนาคารทหารไทย
ขณะเดียวกันได้ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือเงินฝากของธนาคารนครหลวงไทย โดยการประกาศครั้งนี้ ถือเป็นการสรุปผลการทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือ ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 27 เดือนพ.ค.ปีนี้ โดยมูดี้ส์ทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารไทย และให้แนวโน้มเป็นการปรับลดอันดับลง
ทั้งนี้มูดี้ส์ได้ลดเรทติ้งตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศของเอ็กซิมแบงก์ลงสู่ระดับ 'Baa1' จากเดิม 'A3' และแนวโน้มเชิงลบ พร้อมปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศของธนาคารทหารไทยอยู่ที่ระดับ 'Baa3/Prime-3' จากเดิม 'Baa2/Prime-2' ให้แนวโน้มมีเสถียรภาพ และมูดี้ส์ยังได้ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือเงินฝากระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศของธนาคารนครหลวงไทยขึ้นมาอยู่ที่ 'P-2' จากเดิม 'P-3' ส่วนแนวโน้มมีเสถียรภาพ
โดยการเพิ่มเรทติ้งเงินฝากให้ธนาคารนครหลวงไทยนั้น สอดคล้องกับการให้อันดับความน่าเชื่อถือเงินฝากระยะยาวแก่ธนาคารนครหลวงไทยที่ระดับเดียวกัน และสะท้อนศักยภาพธนาคารในการชำระคืนหนี้ระยะสั้นนั้น อยู่ระดับสูง
รายงานให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ มูดี้ส์ใช้เพดานเงินฝากสกุลเงินท้องถิ่น (LCDC) หรือแอลซีดีซีเป็นเกณฑ์หลัก ในการประเมินความสามารถของรัฐบาลชาติใดชาติหนึ่งในการสนับสนุนธนาคารในประเทศ และแม้การใช้เกณฑ์แอลซีดีซี มีความเหมาะสมในหลายๆ สถานการณ์ เมื่อพิจารณาถึงการกันสำรองสภาพคล่องของสถาบันการเงินในระยะเวลาสั้นๆ แต่เกณฑ์ดังกล่าวอาจให้ตัวเลขคาดการณ์สูงไปเทียบความสามารถของธนาคารกลาง ในการสนับสนุนสถาบันการเงิน หากเกิดวิกฤติธนาคารกลายเป็นปัญหาทั้งระบบและยืดเยื้ออย่างแท้จริง
สำหรับแนวทางข้างต้นระบุไว้ในบทวิเคราะห์ชิ้นพิเศษ (Special Comment) ในหัวข้อ "วิกฤติการเงินเชื่อมโยงมากขึ้นกับความเสี่ยงสินเชื่อแบงก์และเรทติ้งรัฐบาลในกลุ่มประเทศไม่ได้ Aaa" (Financial Crisis More Closely Aligns Bank Credit Risk and Government Ratings in Non-Aaa Countries) ซึ่งเผยแพร่ในเดือนพ.ค.ปีนี้
ในบทวิเคราะห์ชิ้นพิเศษของมูดี้ส์ ระบุว่าการจัดอันดับอ้างอิงเหมาะสมกับความสามารถของรัฐบาล ในการให้การสนับสนุนภาคธนาคาร ท่ามกลางวิกฤติที่ยืดเยื้อและลุกลามออกไปนั้น จะถูกปรับให้สอดคล้องหรือถูกจำกัดจากอันดับความน่าเชื่อถือด้านตราสารหนี้ของรัฐบาล
อย่างไรก็ดี มูดี้ส์เชื่อว่าอันดับความน่าเชื่อถือสามารถปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งปกติมักจะเป็นแง่บวก เพื่อสะท้อนมาตรการที่ไม่ใช่ทางการคลัง ซึ่งธนาคารกลางและรัฐบาลของหลายประเทศสามารถนำไปใช้เพื่อพยุงภาคธนาคารได้ และการพิจารณาที่สอดคล้องกับเกณฑ์วิเคราะห์ในรายงานดังกล่าวและสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งแนวโน้มในอนาคตของไทย
มูดี้ส์ยังสรุปด้วยว่าจากปัจจัยสนับสนุนด้านระบบ สำหรับอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารไทย สมควรปรับลดลงสู่ 'a2' จาก 'aa2' โดยอันดับ'a2' อยู่สูงกว่าอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้สกุลเงินบาทของรัฐบาลที่ 'baa1'อยู่ 2 ขั้น
ด้านธนาคารทหารไทย วานนี้ได้ชี้แจงกรณีมูดี้ส์ลดเรทติ้งธนาคารจาก Baa2/Prime 2 มาเป็น Baa3/Prime 3 ว่าอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารหลังถูกปรับลดแล้ว ยังคงอยู่ในระดับน่าลงทุน (investment grade)
โดยปัจจุบันธนาคารทหารไทยมีฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง มีระดับเงินกองทุนเพียงพอตามกฎหมายที่ 14.1% สูงกว่าระดับที่กฎหมายกำหนดที่ 8.5% นอกจากนี้ธนาคารได้ทำการปรับปรุงระบบการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ให้ทัดเทียมระบบสากล และยังได้ขายสินเชื่อไม่ก่อเกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ออกไปจำนวน 15,000 ล้านบาท ในเดือนพ.ค.ปีนี้
อีกทั้งยังกำลังดำเนินแผนกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างฐานธุรกิจ ซึ่งรวมถึง การปรับปรุงระบบดำเนินงานของสาขา (branch transformation) การปรับปรุงระบบบุคลากร (HR transformation) และการพัฒนาธุรกิจรายย่อยสู้ระบบมาตรฐานสากล ปัจจุบันธนาคารไทยมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 601,379 ล้านบาท โดยมี กระทรวงการคลังถือหุ้น 26.1% และ ไอเอ็นจี กรุ๊ป 25.2%
โต้มูดี้ส์ยันฐานแบงก์ทหารไทยแข็งแกร่ง
อยู่ในระดับน่าลงทุน
นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยืนยันว่า ธนาคารทหารไทย ไม่มีปัญหาเรื่องฐานะ แม้ทางบริษัทจัดอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ อินเวสเตอร์เซอร์วิสได้ ทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารจาก ระดับ Baa2/Prime 2 มาเป็น Baa3/Prime 3
ทั้งนี้ปัจจุบันธนาคารทหารไทย กองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ณ เดือนพ.ค. 14.59% เทียบกับทั้งระบบที่อยู่ที่ 15% ถือว่ายังสูง ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดเหลือ 14% จาก 15% ของสินเชื่อ ขณะที่มีระดับการกันสำรองหนี้เอ็นพีแอลสูงถึง 1.1 เท่าตามที่กฎหมาย กำหนดที่ 8.5% หรือ 61% ของยอดเอ็นพีแอลทั้งหมด
นอกจากนั้นในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคาร ทั้งจากกระทรวงการคลัง ธนาคารดีบีเอส และกลุ่มไอเอ็นจียังไม่มีปัญหาอะไร แม้ว่ากระทรวงการคลังจะมีการลดสัดส่วนการถือหุ้น แต่เป็นการลดสัดส่วนเพื่อเปิดทางให้ทางกลุ่มไอเอ็นจี เข้ามาถือหุ้น
“แบงก์ชาติเคยชี้แจงเรื่องนี้กับมูดี้ส์แล้ว แต่เขาไม่ฟัง ซึ่งเราก็ยืนยันว่าปัจจุบันฐานะธนาคารแข็งแกร่งมาก” นายสรสิทธิ์ระบุ
ด้านธนาคารทหารไทย ชี้แจ้งว่าอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคาร ยังคงอยู่ในระดับน่าลงทุนหรือinvestment grade นอกจากนี้ ธนาคารได้ทำการปรับปรุงระบบการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ให้ทัดเทียมระบบสากล และยังได้ขาย NPL ออกไปจำนวน 15,000 ล้านบาท ในเดือนพ.ค.2552 อีกทั้งยังกำลังดำเนินแผนกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างฐานธุรกิจ ซึ่งรวมถึง การปรับปรุงระบบดำเนินงานของสาขา การปรับปรุงระบบบุคลากร และการพัฒนาธุรกิจรายย่อยสู่ระบบมาตรฐานสากล
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
25 มิถุนายน 2552
มูดี้ส์หั่นเรทติ้ง ทหารไทย-ธสน.
โดย Mboy เวลา 09:07 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ดอกเบี้ย, บทความหุ้น, หุ้น, หุ้นแบงค์
19 มีนาคม 2552
หุ้นแบงก์ใหญ่
เซียนแนะซื้อ"หุ้นแบงก์ใหญ่" ฉวยจังหวะช่วงราคาอ่อนตัว
นักวิเคราะห์เชื่อกลุ่มแบงก์กำไรยังดี "ภัทร" ระบุผลดำเนินงานด้อยกว่าปีก่อน แต่ไม่มีขาดทุนซีดีโอ เตือนควรรอดูสถานการณ์สินเชื่อ NPL ให้ชัด คาดราคาหุ้นยังลงได้อีก แนะลงทุนหุ้นแบงก์ใหญ่สำรองครบทนทานภาวะวิกฤต เชียร์ซื้อหุ้น BBL-KBANK-SCB ช่วงราคาอ่อนตัว
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ผลกระทบจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังไม่ค่อยรุนแรงจนกระทบต่อ อัตราการทำกำไรของกลุ่มธนาคาร รวมทั้ง แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะปรับตัวลงไปอีก ทำให้ธนาคารพาณิชย ์น่าจะสามารถบริหารอัตรากำไรได้ดีขึ้น และทำให้อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) และอัตราการเติบโตของเงินปันผล (DPS) ปรับตัวดีขึ้นด้วย
โดยจากตัวเลขการสำรวจนักวิเคราะห์ล่าสุดก็ยังยกให้กลุ่มธนาคารมี EPS จากปี 2551 อยู่ที่ 2.6% ซึ่งถือว่าต่ำกว่ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง พลังงาน โรงแรม และอาหาร แต่มี DPS เป็นบวกเพียงแค่กลุ่มเดียว ที่ 3.3% สะท้อนให้เห็นว่ากระแสเงินสดที่จะ นำมาจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นยังไม่ถูกกระทบเหมือนกลุ่มอื่นที่ต้องสงวน สภาพคล่องไว้ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย
นายธีระพงษ์ วชิรพงศ์ รองกรรมการ ผู้จัดการและรองหัวหน้ากลุ่มวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารจะไม่ดีเท่าปีที่ผ่านมาแต่ก็ไม่ได้ลดลงมาก เพราะปีนี้ไม่มีผลขาดทุนจากการลงทุนในตราสารหนี้ ต่างประเทศ หากมีจุดประสงค์เพื่อซื้อเพื่อขาย (trade) หุ้นกลุ่มธนาคารช่วงนี้ถือว่าไม่ใช่ช่วงที่เหมาะสมเพราะตลาดยังมีความผันผวน สูง
"ต้องใช้เวลาสักระยะ เพราะตอนนี้คำพูดทั้งของนายแบงก์และนักวิเคราะห์แทบไม่มีน้ำหนัก แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย จะออกมารับรองว่าคุณภาพสินทรัพย์แบงก์ดี แต่มันมีปัจจัยจากต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย"
นายธีระพงษ์กล่าวว่า การที่ตลาดมีความผันผวนทำให้การประเมินมูลค่าหุ้นที่ต้องขึ้นอยู่กับอนาคต สามารถทำได้ลำบาก ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ราคาหุ้นจึงมีโอกาสทั้งปรับขึ้นและลง
อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการลงทุนระยะยาว ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเมื่อประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนถือว่าดีกว่าการลงทุนในพันธบัตรอายุ 10 ปี ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 3-4% ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารกำไรต่อหุ้น 13-14% กำไรจากเงินปันผล 5-10% ซึ่งตอนนี้ บล.ภัทร ให้น้ำหนักกลุ่มธนาคารมากกว่าตลาด (over weigh)
นางสาวสุกัญญา อุดรวรนันท์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง กล่าวว่า จากสัญญาณในช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ ทำให้คาดว่าในไตรมาสแรกสินเชื่อและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์จะ ลดลง และยังต้องติดตามสถานการณ์ NPL อีก จึงให้น้ำหนักกลุ่มธนาคารเท่ากับตลาด
แต่ถ้าลงทุนระยะยาวควรหาจังหวะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
ขณะที่ บล.นครหลวงไทยระบุว่า ข่าวในตลาดยังไม่นิ่ง นักลงทุนควรรอสักระยะ เพราะคาดว่าราคาหุ้นกลุ่มธนาคารยังมีโอกาสลดลงอีก โดยเฉพาะจากภาวะ NPL ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสิ้นไตรมาสที่ 1-2 นี้ แต่สำหรับหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่ทนทานกับภาวะเศรษฐกิจ มีเงินทุนสำรองที่เพียงพอหาก NPL เพิ่ม สูงขึ้น อย่างเช่น หุ้น BBL, KBANK, SCB ควรหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว
โดย Mboy เวลา 09:25 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: หุ้นแบงค์
