เม็ดเงินไหลเข้า...เล่นกลุ่มไหน ?
พลังของเม็ดเงินไหลเข้าจากต่างประเทศกำลังส่งผลให้ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นไปเหนือทะลุ 700 จุด และมีทีท่าว่าจะยังดันตลาดหุ้นให้ขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามเมื่อกลับมาวิเคราะห์การไหลเข้าของเม็ดเงินอย่างกะทันหัน เรายังเชื่อว่าเป็นเม็ดเงินที่เข้ามาพักระยะสั้นเพื่อ
1. หากำไรในตลาดหุ้นที่ยังมีช่องให้เล่น
2. มีแนวโน้มว่าทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยในหลายประเทศ (ไต้หวัน เกาหลี และอินเดีย) จะเร็วกว่าที่คาดไว้ส่งผลให้เม็ดเงินบางส่วนไหลเข้าไทย
3. มาจากผลการประเมินดัชนีหุ้นในเอเชีย (จาก IBES) ผ่านค่า P/E 12 เดือนล่วงหน้า และ P/BV จะพบว่าทุกตลาดเล่นกันเกินพื้นฐานของค่า P/E และ P/BV เฉลี่ย 5 ปี แล้ว อย่าง
จีน เทรดที่ค่า P/E 14.3 เท่ากับ P/E เฉลี่ย 5 ปีที่ 13.1 เท่า ค่า P/BV ที่ 2.5 เท่าเทียบค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 2.6 เท่า
ฮ่องกง เทรดที่ค่า P/E 17.1 เท่าเทียบที่ 15.9 เท่า P/BV ที่ 1.5 เทียบเฉลี่ย 1.7 เท่า
อินเดีย เทรดที่ค่า P/E ที่ 17 เทียบค่าเฉลี่ย 15.5 เท่า P/BV ที่ 3.5 เทียบเฉลี่ย 4.1 เท่า
อินโดนีเซีย เทรดที่ค่า P/E 13.8 เทียบเฉลี่ย 11.2 เท่า P/BV ที่ 3.8 เทียบเฉลี่ย 3.7 เท่า
เกาหลี เทรดที่ค่า P/E ที่ 11.8 เทียบเฉลี่ย 10.1 เท่า P/BV ที่ 1.5 เทียบเฉลี่ย 1.6 เท่า
มาเลเซีย เทรดที่ P/E 15.3 เทียบเฉลี่ย 13.8 เท่า P/BV ที่ 2 เทียบเฉลี่ย 2 เท่า
ฟิลิปปินส์ เทรดที่ P/E 14.7 เทียบเฉลี่ย 13.2 เท่า P/BV ที่ 2.5 เทียบเฉลี่ย 2.2 เท่า
สิงคโปร์ เทรดที่ P/E ที่ 15.8 เทียบเฉลี่ย 13.9 เท่า P/BV ที่ 1.7 เทียบเฉลี่ย 1.8 เท่า
ไต้หวัน เทรดที่ค่า P/E ที่ 22.5 เทียบเฉลี่ย 14.3 เท่า P/BV ที่ 1.9 เทียบเฉลี่ย 1.9 เท่า
ไทยเทรดกันที่ค่า P/E ปัจจุบันที่ 11.2 เทียบเฉลี่ย 5 ปีที่ 9.9 เท่า P/BV ที่ 1.7 เท่าเทียบค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 2 เท่า
หากโยงการประเมินที่กล่าวมาข้างต้นเทียบกับการปรับขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นในภูมิภาคนับตั้งแต่ต้น Q3 ถึงปัจจุบัน เราก็จะเห็นภาพได้ชัดขึ้น คือ ตลาดที่ขึ้นได้น้อยสุด นำโดยไต้หวัน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เนื่องจากตลาดหุ้นเหล่านี้กำลังเทรดกันที่ค่า P/E และ P/BV ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีมาก
ส่วนตลาดที่ขึ้นได้แรงที่สุดในขณะนี้คือ ไทย รองลงมา คือเกาหลีจะพบว่าแม้ตอนนี้ค่า P/E จะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีแต่ไม่มาก ที่สำคัญค่า P/BV ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี จากภาพที่กล่าวมาเราพอเห็นแล้วว่าการไหลเข้าของเม็ดเงินมายังตลาดหุ้นไทยน่าจะเป็นเพราะมีช่องให้เล่น คือค่า P/BV ปัจจุบันยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีสูงที่สุด แม้จะมีประเด็นกระตุ้นให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า แต่เรากลับมองว่าการไหลเข้าแบบนี้จะอยู่ไม่นาน เพราะที่ผ่านมาหากเริ่มมีการโยกเม็ดเงินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แสดงว่าเม็ดเงินเหล่านั้นกำลังจะทำกำไรให้เร็วที่สุด ประกอบกับเริ่มมีสัญญาณที่แปลก ๆ คือจู่ ๆ ราคาทองคำกลับพุ่งขึ้นแรงพร้อมราคาน้ำมัน อาจเป็นไปได้ว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาเล่นหุ้น หรือทองคำ หรือเล่นน้ำมันล่วงหน้ากำลังดันราคาสินทรัพย์ดังกล่าวให้สูงที่สุดเพื่อขายทำกำไรเพื่อรับข่าวอะไรบางอย่าง ? หรือนำเงินไปปิดงบ Q3
เนื่องจากใน Q3 นี้ผลดำเนินงานของ Bank of America และ Citigroup จะออกมาขาดทุนขณะที่ Goldman Sach กำไรลดลงจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนให้มาก และการแนะนำให้เข้าเล่นในรอบนี้ของเรามาจากการเกาะเม็ดเงินของต่างชาติเท่านั้น เพราะระดับดัชนีที่เป็นอยู่มันเกินพื้นฐานของปีนี้ไปมากแล้ว โดยระดับที่ประมาณ 720-730 จุดคือระดับดัชนี SET ในปีหน้าที่เราคาดการณ์เอาไว้ หากเห็นก่อนในปีนี้ ปีหน้าคงจะเห็นได้ยาก แม้หลาย ๆ ฝ่ายจะมองว่าปีหน้าทุก ๆ อย่างจะดีขึ้นแต่ให้โปรดระวัง? เพราะโลกยังต้องเผชิญกับปัญหาอีกหลายเรื่อง
แม้เรายังไม่รู้ว่าระยะเวลาที่เม็ดเงินเหล่านี้จะอยู่ในตลาดหุ้นไทยนานขนาดไหน แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องมีที่ลง โดยปกติเวลามีเม็ดเงินไหลเข้าจากต่างชาติมักจะเข้าลงทุนในหุ้นใหญ่ในกลุ่มพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ หรือปูน
เราแสดงดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานที่เป็นผู้ผลิตน้ำมัน และโรงกลั่นในเอเชีย ตั้งแต่ต้น Q3 ถึงปัจจุบันเราก็จะเห็นได้ชัดว่าหุ้นในกลุ่มนี้ของไทย (PTT/PTTEP/TOP/BCP//ESSO) ปรับตัวขึ้นมาสูงเป็นอันดับ 3 หรืออาจพูดได้ว่าเป็นอันดับ 1 ก็ได้เพราะปากีสถาน และศรีลังกาเป็นตลาดที่เล็กมาก ดังนั้นการขึ้นแรงขนาดนี้ถือว่ามีความเสี่ยงมากเกินไปที่จะเข้าลงทุน ขณะเดียวกันเมื่อเรามาดูหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในเอเชียด้วยกันเองจะพบว่า หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยขึ้นได้ในระดับกลาง ๆ ตรงนี้กำลังจะบอกว่าความเสี่ยงของการเล่นหุ้นธนาคารจะต่ำกว่าพลังงานที่หลังจากนี้อาจผันผวนตามราคาน้ำมันได้อีก
เรามองว่ารอบนี้หุ้นธนาคารเล็กจะกลับมาวิ่งได้เร็วกว่าธนาคารขนาดใหญ่ ทั้งจากกำลังมีข่าว และความสามารถในการทำกำไรที่สูงกว่า หุ้นที่แนะนำ คือ TISCO (ราคาเป้าหมายที่ 22 บาท) BAY (ราคาเป้าหมายที่ 20.5 บาท) และ TCAP (ราคาเป้าหมายที่ 19.7 บาท) ส่วนหุ้นธนาคารเล็กอีกตัวที่ เราแนะนำ ซื้อ คือ KK เนื่องจากมองว่าปีนี้จะมีกำไรสูงถึง 1,923 ล้านบาท EPS ที่ 3.65 บาท และคาดว่าจะจ่ายปันผลที่ 1.6 บาท โดยมีราคาเป้าหมายที่ 25 บาท ส่วนหุ้นธนาคารใหญ่ แนะนำซื้อเก็งกำไร KBANK ที่ราคาเป้าหมาย 82 บาท
-------------------------------------------
ที่มา...บล.ซิกโก้ นักวิเคราะห์ เกียรติก้อง เดโช
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
11 กันยายน 2552
เม็ดเงินไหลเข้า...เล่นกลุ่มไหน ?
โดย Mboy เวลา 09:29 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
ต่างชาติโยกเงินลงทุน
ต่างชาติโยกเงินลงทุน ดันหุ้นเอเซียทะยาน
ต่างชาติโยกเงินเข้ามาลงทุน ดันตลาดหุ้นเอเซียทะยานกันถ้วนหน้า ดัชนีเวทเต็ดตลาดหุ้นไต้หวันพุ่งสูงสุดในรอบ 14 เดือน
บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นเอเซียวานนี้ (10 ก.ย.) ดัชนีทะยานตัวในแดนบวก จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่โยกเม็ดเงินเข้ามาลงทุนตลาดหุ้นเอเซีย
โดยดัชนีเวทเต็ดตลาดหุ้นไต้หวันพุ่งขึ้นปิดที่ระดับสูงสุดในรอบ 14 เดือนวันนี้ โดยการนำของหุ้นกลุ่มการเงิน จากความหวังที่ว่าไต้หวันจะลงนามในข้อตกลงการให้บริการทางการเงินกับจีนในเร็วๆนี้ ภายหลังการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่
-ดัชนีเวทเต็ดปิดปรับตัวลง 81.36 จุด หรือ 1.12% แตะ 7,332.08 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.
-ดัชนี S&P/ASX 200 ปิดพุ่ง 48.6 จุด หรือ 1.1% แตะ 4,570.8 จุด
-ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดพุ่ง 201.53 จุด หรือ 1.95% แตะที่ 10,513.67
-ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดทะยานขึ้น 36.91 จุด หรือ 2.3% แตะที่ระดับ 1,644.68 จุด
-ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดตลาดวันนี้ร่วงลงเป็นครั้งแรกลดลง 21.38 จุดหรือ 0.73% แตะ 2,924.88 จุด
- ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดปรับตัวสูง 218.52 จุด หรือ 1.05% ปิดที่ 21,069.56 จุด
ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 1.08%ที่ 703.09
หลังแตะสูงสุด 710 รอบกว่า 1 ปีจากเงินทุนไหลเข้า
ตลาดหลักทรัพย์ปิดตลาดวานนี้ที่ระดับ 703.09 จุด เพิ่มขึ้น 7.50 จุด(+1.08%) มูลค่าการซื้อขาย 36,680 ล้านบาท
ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนบวกได้ตลอดวัน โดยขยับขึ้นแตะจุดสูงสุดของวันที่ระดับ 710.62 จุด ส่วนดัชนีจุดต่ำสุดของวันอยู่ที่ 699.70 จุด
นายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า ตลาดยังเป็นกระแสจากเงินทุนที่ไหลเข้าในช่วงนี้อย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลทำให้ตลาดสามารถที่จะผ่านแนวต้านจิตวิทยาที่ระดับ 700 จุดแบบสบายๆ และขึ้นมาสูงสุดถึง 710 จุด แต่ช่วงท้ายเริ่มมีแรงเทขายทำกำไรออกมาช่วงสั้น
อย่างไรก็ตาม มองว่าตราบใด fund flow ยังเข้ามาอย่างต่อเนื่องก็มองว่าโอกาสที่ตลาดจะปรับตัวลงมาแรงๆ โอกาสเห็นค่อนข้างยากอาจจะมีปรับเล็กน้อยในระหว่างวันเท่านั้น แต่เชื่อว่าโดยรวมแล้วตลาดยีงมีโอกาสจะขึ้นไปยืนเหนือระดับ 710 จุดได้ คิดว่าการที่เกิดเห็นแรงขายออกมาในช่วงบ่าย ก็คงเป็นลักษณะของการปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงธรรมดา และถ้าดูแรงซื้อที่ยังอยู่ในหุ้น big cap จึงมองว่ายังไม่น่ากังวลอะไร
"ปัจจัยแรกเงินยังไหลเข้า ปัจจัยที่ 2 ยังไม่มีปัจจัยลบเข้ามา ขณะเดียวกันแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกที่มีการส่งสัญญาณที่ฟื้นตัวขึ้นมา โอกาสที่ตลาดหหุ้นจะปรับตัวขึ้นยังมีอยู่" นายวีระชัย กล่าว
แนวโน้มพรุ่งนี้เนื่องจากเป็นสุดสัปดาห์ก็ต้องระวังแรงขายในช่วงสั้นๆ แต่ถ้าปรับตัวลงมาน่าจะเป็นจังหวะของการเข้าไปซื้อเล่นรอบใหม่ได้ เพราะสิ่งที่จะเป็นตัวกำหนดว่าตลาดจะลงหรือจะขึ้นต่อไปให้ดูจำนวนซื้อสุทธิของต่างชาติเป็นหลักมากกว่า
นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีสูงสุดที่ 710 จุดของวัน สูงสุดในรอบประมาณ 1 ปี 1 เดือน โดยจุดสูงสุดครั้งก่อนอยู่ที่ 715 จุด เมื่อวันที่ 11/08/08
โบรกฯทำนายหุ้นไทยวันนี้เดินหน้าต่อ
นางสาวมยุรี โชวิกรานต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง กล่าวว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวานนี้ค่อนข้างผันผวนในแดนบวก ขณะที่ปริมาณการซื้อขายค่อนข้างหนาแน่น โดยได้รับปัจจัยหนุนจากตลาดหุ้นในต่างประเทศส่วนใหญ่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยในช่วงระหว่างการซื้อขายดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแตะ 710 จุด แต่ไม่สามารถยืนได้ ทำให้เผชิญกับแรงขายทำกำไรออกมาบางส่วน ประกอบกับ ช่วงเปิดการซื้อขายบ่ายตลาดหุ้นฮ่องกงเผชิญกับแรงขายทำกำไรบ้าง ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกดดัน แต่อย่างไรก็ตาม มีแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มปตท. จึงช่วยหนุนให้ดัชนีฯ วานนี้เคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวก
สำหรับแนวโน้มของดัชนีฯ วันนี้ (11ก.ย.) มีโอกาสที่จะฟื้นตัวต่อเนื่อง เพราะคาดการณ์ทิศทางของราคาน้ำมันมี โอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังพบว่าค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง โดยน่าจะทำให้มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงานและช่วยผลักดันให้ดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไร เพราะต้องยอมรับว่าในวันนี้เป็นวันทำการสุดท้ายก่อนหยุดเสาร์และ อาทิตย์ จึงอาจจะทำให้นักลงุทนบางส่วนแบ่งขายหุ้นทำกำไร
กลยุทธ์ แนะนำ รอซื้อเมื่ออ่อนตัว โดยประเมินแนวต้านดัชนีฯ 710 จุด แนวรับ 700-698 จุด
โดย Mboy เวลา 09:27 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
ดัชนีหุ้นไทยจะขึ้นต่อหรือไม่
| บล. กิมเอ็งบอกดัชนีหุ้นไทยจะขึ้นต่อหรือไม่ ให้ดูจาก Fund Flow ต่างชาติ และราคาน้ำมัน |
| มยุรี โชวิกรานต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง กล่าวในรายการ Trading Hour (Afternoon) ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในวานนี้ร้อนแรงเกินคาด และอาจปิดในระดับที่สูงกว่านี้ หากตลาดหุ้นหั่งเส็งของฮ่องกงไม่อ่อนตัวลงในช่วงบ่าย ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยอ่อนตัวลงตาม แต่ก็ยังไม่หลุดไปจากแนวรับอันแข็งแกร่งที่ 700 จุด ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยตามประเด็นข่าวการควบรวมกิจการของบริษัทในเครือ บมจ. ปตท. และตามทิศทางราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า ซึ่งคาดว่าจะอ่อนค่าลงอีกในสัปดาห์หน้า เนื่องจากไม่มีการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มยุรีบอกว่า ระดับ 700 จุดได้กลายมาเป็นแนวรับ และแนวต้านในวันนี้ (11 ก.ย. 52) น่าจะอยู่ที่ระดับ 710 จุด โดยมองว่า ดัชนีจะปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง แต่จะมีแรงขายทำกำไรออกมาในช่วงบ่าย เพื่อเก็บเงินไว้รอดูทิศทางการลงทุนในสัปดาห์หน้า โดยบล.กิมเอ็งยังมั่นใจว่าในปีนี้ดัชนีจะขึ้นไปแตะระดับ 750 ได้ อย่างไรก็ตาม มยุรียอมรับว่า ยังเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากว่า ดัชนีจะขึ้นไปได้ถึงระดับใด หรือจะปรับฐานตามสถิติที่เกิดเป็นประจำทุกปีในเดือนกันยายนหรือไม่ แต่ขอให้นักลงทุนติดตาม Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด และหากราคาน้ำมันเริ่มทรงตัวหรือปรับฐานลงอีกครั้ง ก็อาจเป็นสัญญาณที่แสดงว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยกำลังจะปรับลดลง ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 703.09 จุด เพิ่มขึ้น 7.50 จุด (+1.08%) มูลค่าการซื้อขาย 36,680.17 ล้านบาท - นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 373.00 ล้านบาท - นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 3,898.89 ล้านบาท - นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 4,271.89 ล้านบาท |
โดย Mboy เวลา 09:26 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
09 กันยายน 2552
ทะลุ 700 แล้วจ้า!!
ทะลุ 700 แล้วจ้า!!
ดัชนีวันนี้ปิดที่ 703.09 จุด เพิ่มขึ้น 7.50 จุด ระหว่างขึ้นทะยานขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 710 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 36,680 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 3,898.75 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด นำโดย PTT ปิดที่ 264 บาท เพิ่มขึ้น 4 บาท, PTTEP ปิดที่ 147.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท, TOP ปิดที่ 47 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท, PTTAR ปิดที่ 26.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท และ BANPU ปิดที่ 422 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง มองแนวโน้มตลาดระยะสั้น มีโอกาสฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง เพราะคาดการณ์ทิศทางของราคาน้ำมันมีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังพบว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน ช่วยผลักดันดัชนีทะยานแรง
แต่การปรับตัวขึ้นที่ร้อนแรงของตลาด ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรที่จะสลับออกมาได้ตลอดทั้งวัน เพราะดัชนีที่เดินหน้าปรับขึ้นมานี้ ทำให้นักลงทุนมีกำไรพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะการซื้อขายในวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์ จึงอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนแบ่งหุ้นออกมาขายทำกำไร
แนะกลยุทธ์ ให้รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว ด้านเทคนิค ประเมินแนวต้านดัชนีไว้ที่ 710 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ 700-698 จุด
ปิดท้าย "มนตรี ศรไพศาล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.กิมเอ็งระบุว่า ขณะนี้ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นของนักลงทุนค่อนข้างดี ทำให้เซนติเมนต์ของการลงทุนอยู่ในบรรยากาศที่ดี ขณะที่นักลงทุนหลายคนกลัวตกขบวนรถ จึงเข้ามาตะลุยผสมโรงไล่ซื้อหุ้น เป็นผลให้มูลค่าการซื้อขายพุ่งขึ้นถึง 4 หมื่นล้านบาทต่อวัน
ปัจจัยที่มีผลต่อดัชนีขณะนี้มี 2 ประเด็นหลักคือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่เห็นว่าเสถียรภาพการเมืองดีขึ้น ส่วนประเด็นเศรษฐกิจโลก ก็มีทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา กิมเอ็งได้ปรับเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้จากติดลบ 4% เหลือติดลบ 3.5% เท่านั้น
และปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีปีนี้เป็น 750 จุด จาก 700 จุด!!
โดย Mboy เวลา 08:46 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
ลดพอร์ตบ้าง เมื่อเข้าใกล้ 700
ลดพอร์ตบ้าง เมื่อเข้าใกล้ 700
สภาพตลาดวันวาน
ภาคเช้า : การเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นในภูมิภาค และการกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้งของนักลงทุนต่างชาติ หนุนให้มีแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มหลักเข้ามาต่อเนื่องจากวันก่อน ทำให้ดัชนีเปิดเพิ่มขึ้นกว่า 5 จุด ก่อนที่จะมีแรงขายทำกำไร กดดันให้ดัชนีอ่อนตัวลงบ้าง โดยลดลงไปต่ำสุดที่ระดับ 683.62 จุด
จากนั้นจึงมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มหลัก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน และธนาคาร กลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หนุนให้ดัชนีแกว่งขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 690 จุด ได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี หลังจากนั้นจึงมีการขายทำกำไรออกมาบ้าง แต่ก็มีแรงรับซื้อเป็นระยะๆ หนุนให้ดัชนีแกว่งตัวแคบๆ บริเวณ 686-689 จุด เกือบตลอด 1 ชั่วโมงครึ่งสุดท้าย โดยหุ้น 3 ธนาคารใหญ่ที่ขึ้น XD เป็นวันแรก ก็ยังมีราคาเพิ่มขึ้นจากวันก่อน และดัชนีได้ปิดภาคเช้าที่ 688.95 จุด เพิ่มขึ้น 6.38 จุด โดยมีปริมาณซื้อขายหนาแน่นถึง 2 หมื่นล้านบาท
ภาคบ่าย : การเพิ่มขึ้นของดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าและราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า ประกอบกับข่าวการควบรวมกิจการของบริษัทในกลุ่ม PTT หนุนให้มีแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มหลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีเปิดภาคบ่ายเพิ่มขึ้นเกือบ 2 จุด และสามารถแกว่งตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 696 จุด ก่อนที่จะอ่อนตัวลงจากแรงขายทำกำไรในช่วง 30 นาทีสุดท้ายของการซื้อขาย จนมาปิดตลาดที่ 691.73 จุด เพิ่มขึ้น 9.16 จุด (+1.34%) โดยมีปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 4.3 หมื่นล้านบาท สูงที่สุดในรอบกว่า 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. 2550 เป็นต้นมา ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่อง
แนวโน้มตลาด : ขึ้นอยู่กับผลกระทบจากปัจจัยสำคัญ ต่อไปนี้
1.ทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศ การดีดขึ้นต่อเนื่องจนทำระดับสูงสุดในรอบปีของตลาดหุ้นเอเชียหลายแห่ง คงจะส่งผลบวกต่อทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดแกนนำด้วยเช่นกัน แม้ว่าอาจไม่หนุนต่อตลาดหุ้นสหรัฐได้เต็มที่นัก เนื่องจากนักลงทุนในสหรัฐอาจจะรอดูสัญญาณเศรษฐกิจจากรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐในช่วงกลางสัปดาห์ รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์ อาทิ ตัวเลขดุลการค้าเดือน ก.ค. และงบประมาณของรัฐบาลกลาง เดือน ส.ค. ซึ่งคาดว่าจะมีตัวเลขขาดดุลเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ซึ่งอาจกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ และการเก็งกำไรในตลาดการเงินที่เกี่ยวข้องบ้าง
2.ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า หลังจากเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ มาหลายวัน ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ต.ค. อาจจะแกว่งตัวผันผวนในกรอบที่กว้างขึ้น ตามการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งมีแนวโน้มแกว่งตัวขึ้น ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งอาจหนุนให้ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า โลหะมีค่า และสินค้าโภคภัณฑ์หลักๆ มีแนวโน้มแกว่งตัวขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานแกว่งตัวผันผวนเพิ่มขึ้น
3.ปัจจัยภายในประเทศ ปัจจัยการเมืองในระยะสั้นมีแนวโน้มผ่อนคลายลง หลังจากนายกรัฐมนตรีมีการเคลื่อนไหวในลักษณะที่จะยอมให้การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางประเด็น รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหาในการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่สะดวกขึ้น หลังจาก ปปช. มีมติชี้มูลความผิดของ ผบ.ตร. คนปัจจุบัน ในขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากรัฐบาลเริ่มดำเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง และเริ่มมีการคาดหวังในเชิงบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 3/52 ของบริษัทจดทะเบียน ว่าธุรกิจหลักๆ จะยังคงมีผลประกอบการออกมาค่อนข้างน่าพอใจ ส่งผลให้นักลงทุนมีความมั่นใจต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
จากปัจจัยข้างต้น คาดว่าตลาดหุ้นวันนี้ มีแนวโน้มผันผวนบ้าง จากแรงขายทำกำไรในระยะสั้น โดยยังคงขึ้นอยู่กับทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศ ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า และทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวภายในกรอบแนวรับ 680-685 จุด กับแนวต้าน 695-700 จุด
กลยุทธ์ นักลงทุนระยะสั้น - ขายทำกำไร ลดพอร์ตลงบ้างที่แนวต้าน รอซื้อคืนปลายสัปดาห์
นักลงทุนระยะยาว - ถือต่อ หรือ Short Port บ้าง ที่บริเวณแนวต้าน
โกสินทร์ ศรีไพบูลย์
โดย Mboy เวลา 08:42 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
นักลงทุนแห่ลงทุนโวลุ่มสูงสุดในรอบสองปี
นักลงทุนแห่ลงทุนโวลุ่มสูงสุดในรอบสองปี
กรุงเทพฯ - รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยดีดตัวและยืนในแดนบวกได้ตลอดทั้งวัน ตามตลาดหุ้นเอเชียที่พุ่งขึ้น ระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่ระดับ 696.34 จุด ลดลงต่ำสุดที่ระดับ 683.62 จุด จนมาปิดตลาดที่ระดับ 691.73 จุด เพิ่มขึ้น 9.16 จุด หรือร้อยละ 1.34 ด้วยมูลค่าซื้อขายหนาแน่น 42,674.65 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 2 ปี จากวันที่ 24 ก.ค.50 มูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 43,880.11 ล้านบาท
นอกจากนี้ดัชนีตลาดหุ้นยังปิดสูงสุดรอบ 1 ปีด้วย จาก 19 ส.ค.51 ปิดที่ระดับ 691.33 จุด ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปิดที่ระดับ 191.59 จุด ลดลง 0.12 จุด มูลค่าซื้อขาย 471.19 ล้านบาท
ด้านสัดส่วนการลงทุน แบ่งเป็นนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 5,433.62 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 4,177.67 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 1,255.95 ล้านบาท นายโกสินทร์ ศรีไพบูลย์ ผอ.อาวุโส บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวขึ้นได้ต่อเนื่องจากวันก่อน ตามทิศทางตลาดเอเชียที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด หลังเงินลงทุนต่างชาติยังไหลเข้าภูมิภาค เป็นผลจากตัวเลขเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในเอเชียเริ่มกระเตื้องขึ้นชัดเจน อีกทั้งราคาน้ำมันดิบล่วงหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน และธนาคาร
ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ ( 9 ก.ย.) มองว่า ดัชนีอาจแกว่งตัวผันผวนทั้งบวกและลบสลับกัน เนื่องจากช่วง 2 วันที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยดีดตัวขึ้นแรง จึงอาจมีแรงขายทำกำไรออกมา บวกกับนักลงทุนยังกังวลกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะตัดสิน 44 ส.ส. ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานรัฐและหุ้นในกิจการสื่อ ว่าเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ประเมินแนวรับที่ระดับ 680-683 จุด และแนวต้าน 697-700 จุด ด้านกลยุทธ์ เมื่อดัชนีแกว่งขึ้นแนะนำเทขายทำกำไร
โดย Mboy เวลา 08:38 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
แรงไม่เลิก!!
แรงไม่เลิก!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 8 ก.ย.52 ปิดที่ 691.73 จุด เพิ่มขึ้น 9.16 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 42,674.65 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 4,169 ล้านบาท สถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 1,253.70 ล้านบาท ขณะที่รายย่อยขายสุทธิ 5,422.75 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด นำโดย PTT ปิดที่ 253 บาท เพิ่มขึ้น 8 บาท, TOP ปิดที่ 45.75 บาท เพิ่มขึ้น 3 บาท, PTTEP ปิดที่ 143.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท, KBANK ปิดที่ 76.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาทและ PTTAR ปิดที่ 25.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.45 บาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส หุ้นไทยขึ้นแรงตามตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวขึ้นแรงทั้งภูมิภาค ขณะที่กระแสเงินทุนไหลเข้ายังทะลักเข้ามาอย่างหนาแน่น เห็นได้จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ
ขณะที่ 4 หุ้นร้อนเครือ ปตท.ยังแรงไม่เลิก กับประเด็นการควบรวมกิจการ หนุนให้มีแรงซื้อเก็งกำไรหุ้น TOP, IRPC, PTTAR และ PTTCH คึกคัก
มองแนวโน้มตลาดระยะสั้นว่า ยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อ แต่เตือนว่าตลาดเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น หลังดัชนีปรับตัวขึ้นแรงและราคาหุ้นหลายตัวทะยานขึ้นมาเกินราคาเป้าหมาย ดังนั้นจึงต้องลงทุนด้วยความระมัดระวัง
ส่วนพวกคันไม้คันมืออยากเล่น แนะให้เลือกหุ้นที่มีข่าวหรือมีสตอร์รี่หนุนที่ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้ ทั้งการควบรวมกลุ่ม ปตท. ขณะที่กลุ่มสื่อสารก็หนีไม่พ้นข่าวประมูลใบอนุญาต 3G แม้ช่วงสั้นอาจต้องระวังแรงขายทำกำไรหลังราคาขึ้นมาแรง แต่ก็น่าเล่นรอบได้ตามข่าว
กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น เล่นตามรอบ ขึ้นขาย-ลงซื้อ ขึ้นขาย โดยประเมินแนวต้านไว้ที่ 710-715 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ 690 จุด
ปิดท้าย มีข่าวโกลด์แมนแซคส์ประเมินเศรษฐกิจเอเชียส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยข้อมูลเศรษฐกิจแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจเอเชียขยายตัวมากกว่าที่นักวิเคราะห์ประมาณการไว้
และขณะนี้ ธนาคารกลางทั้งหมดของประเทศในเอเชียได้หยุดการลดอัตราดอกเบี้ยลงแล้ว และอาจพิจารณาปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในต้นปีหน้า
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและธนาคารกลางจากกลุ่มจี 20 ได้ร่วมแถลงว่า ธนาคารกลางทั่วเอเชียอาจยังไม่ยกเลิกการใช้นโยบายการคงอัตราดอกเบี้ย
ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
และการอัดฉีดงบมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ฯก่อนที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างแท้จริง!!
โดย Mboy เวลา 08:37 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
03 กันยายน 2552
ตลาดป่วนระบบซื้อขายล่ม
ตลาดป่วนระบบซื้อขายล่ม ต้นตอโบรกฯคีย์"2S"ไม่ได้
ระบบซื้อขายหุ้นล่ม ตลาดเลื่อนเปิดเทรดภาคเช้า 1 ชั่วโมงเป็น 11.00 น. เผยต้นตอเกิดจากโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ ไม่สามารถรองรับคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีตัวย่อเป็นตัวเลขนำหน้าได้ ส่งผลหุ้น "เซาท์เทิร์นสตีล" ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น S2 ยอมรับกระทบคำสั่งซื้อขายต่างประเทศ
ตลาดหลักทรัพย์รายงานว่า วานนี้ (2 ส.ค.) ในช่วงก่อนเปิดตลาดซื้อขายภาคเช้า ระบบส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทสมาชิกจำนวนหนึ่ง ขัดข้องไม่สามารถคำสั่งเข้ามายังระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ ตลาดจึงได้เปิดระบบการส่งคำสั่งซื้อขายสำรองเพื่อให้สมาชิกที่มีปัญหาส่งคำสั่งซื้อขายเข้ามายังระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ จนกว่าจะแก้ไขระบบส่งคำสั่งของสมาชิกแล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังมีบริษัทสมาชิกบางรายที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการประสานงานกับบริษัทสมาชิกดังกล่าว จึงขอแจ้งเลื่อนเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ในภาคเช้า โดยจะเปิดช่วง pre-open ในเวลา 10.30 น. และจะเปิดซื้อขายปกติตั้งแต่เวลา 11.00 น. สำหรับตลาดอนุพันธ์จะเลื่อนเปิดทำการซื้อขายเป็นตั้งแต่เวลา 10.45 น. ส่วนตลาดตราสารหนี้ เปิดทำการซื้อขายปกติ
ทั้งนี้ตลาดระบุว่า ระบบการซื้อขายหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ มีประสิทธิภาพและมีความพร้อมในการรองรับการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานสากล รวมทั้ง มีระบบสำรองที่พร้อมรองรับกรณีเกิดปัญหา เพื่อให้สามารถทำการซื้อขายหลักทรัพย์ได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นในการ ซื้อขายภาคเช้าวานนี้ เกิดจากระบบการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทสมาชิกที่พัฒนาโดยผู้พัฒนาระบบรายหนึ่งในการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ใหม่ ของ บริษัทเซาท์เทิร์นสตีล ซึ่งใช้ชื่อย่อว่า "2S" ไม่ได้ทำให้ตลาดเลื่อนเวลาเปิดซื้อขายหลักทรัพย์ออกไป 1 ชั่วโมง
สมาคมบริษัทหลักทรัพย์จึงเสนอแนะมายังตลาดว่า เนื่องจากมีบริษัทสมาชิกจำนวน 16 ราย ซึ่งใช้โปรแกรมการซื้อขายหลักทรัพย์ของผู้จัดทำโปรแกรมรายหนึ่ง ไม่สามารถรองรับหุ้น 2S เนื่องจากเหตุผลทางเทคนิค จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาในการซื้อขาย ทำให้ต้องมีการเลื่อนการเปิดการซื้อขาย จึงเสนอตลาดหลักทรัพย์ฯ พิจารณาเปลี่ยนชื่อหุ้นจาก 2S ให้ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรเช่นปกติ
ดังนั้น บริษัท เซาท์เทิร์นสตีล จึงแจ้งเปลี่ยนชื่อย่อใหม่ จาก “2S” เป็น “S2” โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. เป็นต้นไป
ด้านนายวิเชฐ ตันติวานิช รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า หลังจากระบบการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เกิดปัญหาขัดข้อง ประเมินว่าคงไม่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น แต่จะกระทบคำสั่งซื้อขายจากต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งคำสั่งซื้อขายเข้ามาในช่วงเช้า ดังนั้นคงต้องประเมินผลเสียหายที่เกิดขึ้น
"ปัญหาการซื้อขายขัดข้องคงไม่มีผลกระทบในเรื่องของราคาหุ้น เพราะตลาดได้ขึ้นเครื่องหมาย H หุ้นทุกตัวเพื่อแฟร์กับนักลงทุน แต่จะกระทบคำสั่งซื้อขายจากต่างประเทศที่เข้ามาในช่วงเช้า"
นายวิเชฐ ยังได้กล่าวถึงภาพรวมของการเข้ามาจดทะเบียนของหุ้นใหม่ว่า ปีนี้ อาจจะไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้จำนวน 35 บริษัท แม้ยังคงมีอีกกว่า 10 บริษัท ที่พร้อมเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงที่เหลือของปี และเมื่อรวมก่อนหน้าที่เข้าจดทะเบียนแล้ว 10 บริษัท ก็จะรวมได้กว่า 20 บริษัท ในปีนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจแล้ว
นายศราวุธ เตโชชวลิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซิกโก้ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นช่วงเช้าเคลื่อนไหวในแดนลบ ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ปรับลดลง แต่ถือว่าหุ้นไทยลดลงไม่มากนัก เพราะได้อานิสงส์มาจากการที่ ตลาดหลักทรัพย์ เลื่อนเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นเวลา 11.00 น. ส่งผลให้นักลงทุนพิจารณาเลือกหุ้นในการลงทุนมากขึ้น ประกอบกับหุ้นต่างประเทศเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่ดีขึ้น หรือติดลบน้อยลง
รายงานข่าวจาก บล.ธนชาต กล่าวว่า การที่ตลาดหลักทรัพย์ เปิดการซื้อขายหุ้นในช่วงเช้าช้าไป 1 ชั่วโมง ส่งผลให้ดัชนีปรับลงตามต่างประเทศไม่มาก โดยอ่อนตัวลงต่ำสุดเพียง 647.68 จุด และดีดขึ้นหลังจากที่เปิดอ่อนตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งยังมีแรงเทขายหุ้นขนาดใหญ่ เช่น ปตท. แต่มีแรงสลับซื้อกลุ่มธนาคาร ทำให้ดัชนีแกว่งออกข้างถึงแกว่งลง
ขณะที่ดัชนีหุ้นวานนี้ (2 ก.ย.) ปิดตลาดที่ระดับ 654.12 จุดไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีปริมาณการซื้อขายรวม 1.4 หมื่นล้านบาท
โดย Mboy เวลา 08:35 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
เกาะกระดานหุ้น
เกาะกระดานหุ้น
๐ คงพูดได้เต็มปากว่าหุ้น เซาท์เทิร์นสตีล (2S) เป็นหุ้นที่พกดวงมาด้วยจริงๆ เพราะวานนี้ (2 ก.ย.) ซึ่งเป็นวันเข้าเทรดวันแรก ก็เจอทั้งตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ไม่เอื้อ ตลาดหุ้นไทยก็ไม่หนุนส่ง ซ้ำร้าย ระบบซื้อขายของตลาดหุ้นเกิดปัญหาจนต้องเลื่อนเวลาเปิดเทรดไป 1 ชั่วโมง แต่ สมบัติ ลีสวัสดิ์ตระกูล ซีอีโอ 2S ก็ไม่หวาดหวั่นแต่อย่างใด เพราะได้กำลังใจดีจากเจ้าสัว “ชาตรี โสภณพนิช” ในฐานะที่เป็นเขยเล็กนั่นเอง...เมื่อเปิดเทรดจริงใน 11.00 น. ราคาหุ้น 2S ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ราคากระโดดขึ้นไปเปิดที่ 2.50 บาท จากราคาไอพีโอที่ 1.90 บาท และปีที่ 2.86 บาท เพิ่มขึ้น 50.52% วอลุ่ม 125 ล้านบาท แต่มีเสียงกระซิบบอกมาว่า ให้จับตาราคาหุ้นวันนี้ (3 ก.ย.) อาจสร้างปาฏิหาริย์อีก เพราะวานนี้มีหลายโบรกที่ไม่สามารถส่งออเดอร์ซื้อหุ้น 2S ได้ เพราะระบบที่ขัดข้องนั่นเอง
๐แค่พักฐาน รอข่าวมาหนุนรอบใหม่ สำหรับหุ้นกลุ่มไมด้า โดยเฉพาะ ไมด้า ลิสซิ่ง (ML) ที่มีข่าวว่าได้รับความสนใจจาก APF Group จากญี่ปุ่นจะเข้ามาเทคโอเวอร์ แต่ยังตกลงเรื่องราคากันไม่ได้ APF เสนอมาที่ราคาเท่า Book Value ที่ 0.28 บาทต่อหุ้น แต่ทางเจ้าของ ML ต้องการมากกว่านั้น มีสายข่าวบอกด้วยว่า ยังมีแบงก์ไทยเครดิต ที่ให้ความสนใจด้วย เสนอซื้อมาที่ 0.30 บาท แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของเสี่ย กมล เอี้ยวศิวิกูล เช่นกัน ข่าวบอกว่า ถ้าพูดกันที่ 0.32 บาท ก็ยังพอมีลุ้น.....ว่าแต่จะกล้าหรือเปล่า ช่วงนี้ใครที่คิดจะเข้า หรือคิดจะรวย คิดจะเสี่ยงโชค อย่าบุ่มบ่าม ที่สำคัญต้องเกาะติดข่าวคราวความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด ...วานนี้ ML ปิดตลาดที่ 0.14 บาท ลดลง 0.01 บาท หลังจากที่โดนลากขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบ 10 เดือนที่ 0.17 บาท ส่วนหุ้นในเครือไมด้า ก็ถูกเทขายทำกำไรกันยกแผงเช่นกัน
๐วานนี้บรรดาผู้บริหารบริษัทใหญ่ พาเหรดรายงานขายหุ้นกันอย่างคึกคัก สมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) รายงานขาย 2 ล้านหุ้นที่ 0.74 บาทต่อหุ้น งานนี้ขายต่ำกว่าราคาพาร์ ไม่รู้คิดอย่างไร แถมมองสวนทางกับ ปลิว ตรีวิศวเวทย์ ที่มีแต่เก็บ BMCL เข้าพอร์ตอย่างเดียว ด้าน วิชา พูลวรลักษณ์ เจ้าของเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) รายนี้ก็ไม่เบารายงานขายไปตั้ง 7 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 7.80 บาท พอพลิกไปดูราคาหุ้น ก็ไม่แปลกใจ เพราะราคาหุ้นหมู่นี้ ยังวิ่งแรงไม่หยุด และยังทำสถิติรอบปีนี้ไปแล้วที่ 8.25 บาท เอ้าบรรดาผู้บริหารเขารู้จังหวะขายกันดีจริงๆ ขอแสดงความนับถือ รับทรัพย์กันกระเป๋าตุงจริงๆๆๆๆ
๐มาแรงอีกตัวหุ้นบริษัทผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี (CCP) อยู่ดีๆ วิ่งมาจากแรงเก็งกำไรเข้ากระหน่ำ ล่าสุดปิดตลาดที่ 1.14 บาท เพิ่มขึ้น 0.26 บาทคิดเป็น 29.55% ไม่รู้ว่าจะมีข่าวดีอะไรรึเปล่า แต่พอดูข้อมูลย้อนหลังเห็นแล้วหวั่นใจ บอกไม่ถูกเพราะถ้าพิจารณาปัจจัยพื้นฐานแล้วท่าทางไม่ค่อยดี เพราะขนาดผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นในงบการเงิน ใครจะเข้าร่วมวงคิดให้ดี เพราะตอนนี้ราคากำลังวิ่งไต่ระดับยอดดอยแล้ว
โดย Mboy เวลา 08:33 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, หุ้น
เครดิตสวิสให้หุ้นแจ๋ว!!
เครดิตสวิสให้หุ้นแจ๋ว!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 2 ก.ย.52 ปิดที่ 654.12 จุด ไม่เปลี่ยนแปลง มีมูลค่าการซื้อขาย 14,173.80 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 467.37 ล้านบาท
ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.พัฒนสิน มองแนวโน้มตลาดระยะสั้นว่า มีโอกาสปรับขึ้นได้ต่อ แต่ช่วงนี้มีหุ้นพลังงานขึ้นเครื่องหมาย XD หลายตัว อาจทำให้ดัชนีปรับขึ้นได้ไม่มาก
แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้ซื้อหุ้นในกลุ่มสื่อสาร เหล็ก และกลุ่มเกษตร ด้านเทคนิค ให้แนวรับไว้ที่ 650 จุด และแนวรับถัดไปที่ 647 จุด ขณะที่แนวต้านให้ไว้ที่ 660 จุด โดยยังต้องติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นต่างประเทศและราคาน้ำมันต่อ
บล.เคทีซิมิโก้ มองดัชนีอยู่ในช่วงการสร้างฐาน ส่วนราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ไม่ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนมากนัก แต่ประเด็นที่หุ้นใหญ่อย่าง PTT, PTTCH ขึ้นเครื่องหมาย XD จะเป็นปัจจัยที่กดดันดัชนี ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนยังสามารถเก็งกำไรหุ้นขนาดเล็กได้ โดยประเมินแนวรับอยู่ที่ 650-640 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 660 จุด
ปิดท้าย มีข่าวเครดิตสวิสกรุ๊ปออกบทวิเคราะห์ แนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารของไทย โดยเลือก KBANK และ BAY เป็นหุ้นที่น่าลงทุนสุดในกลุ่ม โดยผลการดำเนินงานมีศักยภาพออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ เครดิตสวิสยังได้แนะนำลงทุนหุ้น ADVANC, DTAC และ AOT โดยคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเครดิตสวิสคาดว่า จีดีพีไทยปีหน้าจะขยายตัวในอัตราสูงสุดเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชีย โดยคาดว่าจะขยายตัวในอัตรา 3%
ทั้งนี้ เครดิตสวิสคาดว่า ปีหน้านักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ขายสุทธิถึง 1.62 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา ก่อนจะกลับมาซื้อสุทธิแล้ว 3.24 หมื่นล้านบาทในปีนี้.
โดย Mboy เวลา 08:31 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
27 สิงหาคม 2552
รถไฟฟ้าเดินหน้า-อสังหาฯ วิ่งฉิว
รถไฟฟ้าเดินหน้า-อสังหาฯ วิ่งฉิว
หุ้นอสังหาฯ ระเบิดรับรถไฟฟ้าสายสีม่วง(บางใหญ่-บางซื่อ) สัญญา 1 หลังรฟม. เซ็นสัญญาจ้างกับ CK ลุย ก่อสร้าง ปลิวขีดเส้นตายไม่เกิน 3 ปี คนกรุงฯ ได้ใช้แน่ วันนี้(27 ส.ค.) หุ้นบ้านที่ดิน รับเหมาฯ โหนกระแสกันเต็มเหนี่ยว ดาวเด่น CK-PF ใครไม่มีของเชยแหลก ฟากกูรูฟันธงยุคทองรับเหมาบังเกิดแน่ ปี 53-54
หลังจากที่การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะทาง 23 กม. ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ผู้ที่ชนะการประมูลสัญญาที่ 1 หรือโครงสร้างทางยกระดับตะวันออกจากเตาปูน-สะพานพระนั่งเกล้า ระยะทาง 12 กม. ตกเป็นของกลุ่มซีเคทีซี จอยท์ เวนเจอร์ ซึ่งประกอบด้วย บมจ.ช.การช่าง(CK) และบริษัท โตคิว คอนสตรัคชั่น จากประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นผู้ชนะการประมูล ด้วยราคา 14,292 ล้านบาท
กระทั่งวานนี้(26 ส.ค.52) ก็ได้ฤกษ์ที่ CK ต้องลงนามสัญญาว่าจ้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง(ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ) สัญญา 1 กับรฟม........
แน่นอนความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ ยังคงตอบรับกระแสข่าวดีนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาหุ้น บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC หากย้อนดูราคาหุ้น 3 วันทำการ(21 -26 ส.ค.52) ราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.24 บาท หรือ 5.26% โดยคำนวณจากราคาปิดตลาด ณ วันที่ 21 ส.ค.52 ที่ 4.56 บาท และราคาปิดวานนี้(26 ส.ค.52) ที่ 4.80 บาท โดยมีราคาสูงสุดที่ 4.92 บาท ขณะที่ราคาหุ้น บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) หรือ ITD ราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.18 บาท หรือ 6.47% โดยคำนวณจากราคาปิดตลาด ณ วันที่ 21 ส.ค.52 ที่ 2.78 บาท และราคาปิดวานนี้(26 ส.ค.52) ที่ 2.96 บาท โดยมีราคาสูงสุดที่ 3.02 บาท ส่วนบริษัท ช.การช่าง จำกัด(มหาชน) หรือ CK ราคาหุ้นกลับเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยปิดตลาดวานนี้(26 ส.ค.52) ที่ 4.24 บาท ลดลง 0.04 บาท หรือ-0.93% ราคาสูงสุดของวันอยู่ที่ 4.28 บาท
ตามติดด้วยกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับอานิสงส์ เช่นกันโดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่มีโครงการอยู่แล้วหรือเตรียมเปิดโครงการใหม่ในแถบเส้นทางรถไฟฟ้า โดยเฉพาะราคาหุ้น บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF ที่ราคาหุ้นวานนี้(26 ส.ค.52) ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 0.84 บาท หรือ 27.45% โดยราคาปิดตลาดอยู่ที่ 3.90 บาท
ด้านราคาหุ้น บริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP ปิดการซื้อขายวานนี้ที่ 5.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท หรือ 0.85% มูลค่าการซื้อขาย 125.45 ล้านบาท และราคาหุ้น บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN ปิดการซื้อขายวานนี้ที่ 6.65 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 3.10% มูลค่าการซื้อขาย 130.50 ล้านบาท
***รฟม. คาดกลุ่ม CK เริ่มสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญา 1 ภายใน 60 วัน
แหล่งข่าวจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) เปิดเผยกับ eFinance.Thai.com ว่า หลังการลงนามสัญญารถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 1 กับกลุ่ม CKTC joint Ventureในวันนี้ แล้ว คาดว่าภายใน 60วัน จะเริ่มก่อสร้างได้ ทั้งนี้ขั้นตอนภายหลังการลงนามสัญญา รฟม.จะต้องส่งหนังสือแจ้งให้กลุ่ม CKTC joint Venture ภายใน 30 วัน เพื่อแจ้งว่า กลุ่มดังกล่าวเตรียมพร้อมการก่อสร้าง ภายใน 30วัน และกำหนดวันที่จะเริ่มลงมือก่อสร้าง โดยกำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 1,350 วันหรือประมาณ 3 ปี 7 เดือนนับจากวันที่เริ่มก่อสร้าง
อย่างไรก็ตามหากเกิดปัญหาการก่อสร้างล่าช้า หรือข้อพิพาทในอนาคต เหมือนกรณีหลายโครงการที่มีปัญหา ทางอัยการสูงสุดผู้ตรวจร่างสัญญา ได้ตั้งข้อสังเกตุไว้ โดยแนะนำให้ รฟม.ดำเนินการไม่ให้รัฐเสียประโยชน์
'ตอนนี้ยังไม่ได้มองถึงประเด็นนั้น แต่อัยการแนะนำให้ยึดหลักรัฐต้องไม่เสียประโยชน์' แหล่งข่าวกล่าว
ส่วนการลงนามสัญญารถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 2และ3 นั้น ขณะนี้ยังรอการตรวจสอบเอกสารจากทางไจก้า
ทั้งนี้รถไฟฟ้าสัญญาที่ 2 และสัญญาที่ 3 กำลังรอผลการพิจารณาเงินกู้จากไจก้า โดยสัญญาที่ 2 เป็นโครงสร้างยกระดับส่วนตะวันตก จากสถานีสะพานพระนั่งเกล้า-สถานีคลองบางไผ่ และงานก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้ของสะพานพระนั่งเกล้า ระยะทางรวม 11 กม. โดยมี บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น(STEC)เป็นผู้ชนะการประมูล และสัญญาที่ 3 เป็นงานก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดรถ ที่กลุ่มพีเออาร์จอยท์เวนเจอร์ ประกอบด้วย บมจ.แอสคอน คอนสตรัคชั่น(ASCON), บมจ.เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง(PLE) และบริษัท รวมนครก่อสร้าง เป็นผู้ชนะการประมูล
*** ปลิว ลั่นโค้งสุดท้ายปีนี้ ทยอยรับรู้รายได้รถไฟฟ้าสีม่วง
นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ช.การช่าง (CK) เปิดเผย ภายหลังจากลงนามสัญญาว่าจ้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง(ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ) สัญญา 1 มูลค่า 14,292 ล้านบาท กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ว่า นับจากนี้ไปคาดว่าจะมีการโยกย้ายสาธารณูปโภคในเขตพื้นที่ ที่จะทำการก่อสร้างฯ โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน และคาดการณ์ว่าจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวประมาณไตรมาส 4/2552
สำหรับอัตรากำไรสุทธิของโครงการดังกล่าว ประเมินว่าจะไม่ถึง 5% ภายใต้สมมุติฐานราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่เกิน 80 ดอลล์/บาร์เรล หลังจากมีการต่อรองราคากับรฟม.ลงหลือ 14,292 ล้านบาท จากเดิม 16,700 ล้านบาท
นายปลิวกล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทได้มีการต่อรองราคาจำหน่ายสินค้ากับคู่ค้าหรือร้านค้า โดยตกลงที่จะขอล็อกราคาสินค้า เนื่องจากมีความกังวลต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคาวัสดุปรับตัวขึ้นตาม และคาดว่าจะสามารถล็อกราคาสินค้าได้นานถึง 2 ปี
อย่างไรก็ตามบริษัทจะใช้เวลาในการเร่งการก่อสร้างให้แล้วเสร็จไม่เกิน 3 ปี จากแผนการก่อสร้างที่ระบุไว้ในสัญญาฯ ที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1,350 วัน
***โบรกฯ แนะทยอยซื้อ CK
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า หลังจาก CK เซ็นสัญญาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 1 แล้ว จะส่งผลดีต่อการรับรู้รายได้ในปี 2553 นอกจากนี้ ในปีหน้ายังรับรู้รายได้จากยอดงานในมือ(Backlog) อีกส่วนหนึ่งที่สะสมจากปีก่อนด้วย รวมถึงโครงการน้ำงึม 2 นอกจากนี้บริษัทฯกำลังอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาโครงการน้ำบาก 1-2 โดยคาดว่ามีโอกาสทราบผลในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งหาก CK ได้โครงการดังกล่า วจะส่งผลให้ Backlog เพิ่มขึ้นอีก 1.7 หมื่นล้านบาท สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ ทยอยซื้อ โดยประเมินราคาเหมาะสมอยู่ที่ 5.76 บาท
***STEC เด่นสุดในกลุ่มรับเหมาฯ
สำหรับภาพรวมกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ประเมินว่า ผลประกอบการในปีนี้อาจไม่โดดเด่นมากนัก ซึ่งการรับรู้รายได้เป็นงานเก่าที่สะสมมามากกว่า แต่จะเริ่มเห็นภาพการเติบโตอย่างชัดเจนในช่วงปี 2553-2554 จากโครงการใหม่ๆที่เข้ามา ทั้งนี้ตัวเลขผลประกอบการที่เริ่มดีขึ้นในปีหน้านั้น ภายใต้สมมติฐานที่ราคาวัตถุดิบอย่าง ปูนซีเมนต์ เหล็ก ไม่ผันผวนมากนัก ทั้งนี้ในปีนี้มีโครงการขนาดใหญ่ค่อนข้างน้อย และการเมืองที่ยังไม่มีความแน่นอน ทำให้งบประมาณภาครัฐยังไม่เห็นชัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มรับเหมาฯ
ส่วนบริษัทผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มรับเหมาฯ ที่โดดเด่น ที่สุดของกลุ่มรับเหมาฯ คือ STEC ซึ่งสามารถรักษาระดับได้ดี เนื่องจากภาระทางการเงินค่อนข้างต่ำ ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นมีภาระทางการเงินสูง ทำให้กดดันต่อผลการดำเนินงาน กลยุทธ์แนะนำทยอยซื้อ STEC ให้ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 5.25 บาท
***กูรูหุ้นประเมิน บจ.กลุ่มรับเหมาฯ ที่ขาดทุนมีลุ้นพลิกเป็นกำไร
นายชัย จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.พัฒนสิน เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการช่วงที่เหลือในปีนี้ของหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ประเมินว่ามีโอกาสเติบโตในทิศทางที่ดี เนื่องจากที่ผ่านมางานก่อสร้างเริ่มขยายตัวในทิศทางที่ดี ประกอบกับงานในมือ (Backlog) เพิ่มขึ้น หลังจากโครงการรถไฟฟ้าภาครัฐมีความคืบหน้า
" ประเมินว่าช่วงที่เหลือของปีนี้ราคาหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่อย่าง CK,ITD,STEC,TTCL และขนาดกลาง SEAFCO ราคาหุ้นคงไม่มี New Low แล้ว บริษัทที่ขาดทุนอยู่ก็คงมีกำไรหรือที่มีกำไรอยู่แล้วก็คงมีกำไรเพิ่มมากขึ้นจึงแนะนำนักลงทุนซื้อ ส่วน CK ก็ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 4.60 บาท " นายชัย กล่าว
*** ประเมินรายได้ CK ปีนี้ 1.35 หมื่นลบ.
ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่าในปีนี้ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK จะรับรู้รายได้จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง(ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ) สัญญา 1 ในสัดส่วน 7-8% ส่วนปี 2553 จะรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวเข้ามาเต็มปี แต่ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในปีนี้คงไม่เติบโดดเด่นมากนัก แต่ที่ราคาหุ้นมีปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะนี้ เพราะได้รับปัจจัยบวกจากโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลบวกต่อจิตวิทยากการลงทุน
" ถ้าหากดูจากปัจจัยพื้นฐานหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง แต่ที่ราคาหุ้นปรับขึ้นในช่วงนี้ เพราะโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลบวกต่อจิตวิทยาการลงทุน ทำให้นักลงทุนเข้ามาเล่นเก็งกำไร เพราะคาดว่าหุ้นกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์ ส่วน CK เอง กอร์มาร์จิ้นปีนี้อาจจะดีขึ้นบ้างเล็กน้อย เพราะงานใหม่ที่รับเข้ามามีมาร์จิ้นดี แต่ก็ยังต่ำกว่าปีก่อน " แหล่งข่าวรายเดิม กล่าว
ทั้งนี้ประเมินรายได้ของ CK ในปีนี้ไว้ที่ 13,500 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ 490 ล้านบาท ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อ เพราะประเมินว่ายังมีปัจจัยบวกใหม่ๆ ทยอยเข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 5.50 บาท/หุ้น
***โบรกฯ แนะซื้อ PF
บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ ระบุว่าทางฝ่ายยังมีมุมมองที่สดใสต่อกำไรของ PF ในครึ่งปีหลัง โดยผู้บริหารคาดการณ์ยอดขายในไตรมาส 3/52 ที่ 1.5 พันล้านบาทและเพิ่มเป็น 2 พันล้านบาทในไตรมาส 4/52 โดยเรามองว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงจาก 1) backlog ประมาณ 1.8 พันล้านบาท โดยคาดว่าจะรับรู้ในไตรมาส 3/52 ประมาณ 700 ล้านบาทและ 500 ล้านบาทในไตรมาส 4/52 2) การรับรู้รายได้ของโครงการ Master piece เอกมัย-รามอินทราจำนวน 300 ล้านบาทที่มีปัญหาในไตรมาส 2/52 และสามารถแก้ไขได้ในต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา 3) รายได้ทีจะรับรู้จากการเปิดโครงการใหม่จำนวน 4 โครงการในไตรมาส 2/52 5) ยอดขายที่เข้ามาประมาณ 600-700 ล้านบาท/เดือน
นอกจากนี้เรายังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการพ้นจุดคุ้มทุนของบริษัท โดยเราประมาณกำไรสุทธิที่ 550 ล้านบาท ( EPS 0.7 บาท) ทั้งนี้การประมาณการของเรายังไม่รวมการรับรู้รายได้จากการขายที่ดินเข้ามา สำหรับความคืบหน้าในการขายที่ดิน 400 ไร่( มูลค่า 900 ล้านบาท) ให้กับลูกค้ารายใหญ่ โดยคาดว่าจะเซ็นสัญญาและรับเงินมัดจำก้อนแรกประมาณ 180 ล้านบาทได้ในไตรมาส 3/52 นี้ นอกจากนี้ PF ยังมีแผนการพัฒนาโครงการต่อเนื่องบริเวณใกล้เคียง โดยที่ PF ยังมีที่ดินอีกกว่า 500 ไร่ในทำเลโดยรอบ และจากต้นทุนที่ดินที่ได้มาค่อนข้างต่ำ (ประมาณ 2.25 ล้านบาท/ไร่) ทำให้เราเชื่อว่า PF จะมีกำไรขั้นต้นจากการขายที่ประมาณ 15-20% ซึ่งคิดเป็นเงินกว่า 180 ล้านบาท
ปัจจุบัน PF มี Land bank อีกประมาณ 2000 ไร่ซึ่งสามารถใช้พัฒนาโครงการได้ต่อเนื่องอีก 4 ปี ในขณะที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง 0.95 เท่าต่ำกว่าข้อจำกัดของธนาคารที่ให้สินเชื่อที่ 1.75 เท่า และเมื่อขายที่ดินจำนวน 400 ไร่ได้จะทำให้กระแสเงินสดของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอีก ซึ่งทำให้เรามองถึงศักยภาพในการพัฒนาในอนาคตอีกมาก
ดังนั้นจึงแนะนำ ซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 4.20 มี upside อีกถึง 37% ซึ่งปัจจุบันถือว่าราคาหุ้นยังถูกมากที่สุด โดยซื้อขายกันที่ PE เพียง 4 เท่าและที่ PBV ต่ำสุดในอุตสาหกรรมที่ 0.35 เท่าเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 8 เท่าและ 1.3 เท่าตามลำดับ ขณะที่การจ่ายเงินปันผลที่สูงถึง 12% 3) ศักภาพในการเติบโตจากที่ดินรอการพัฒนาและโครงการใกล้เคียงบริเวณที่ดินจำนวน 400 ไร่
โดย Mboy เวลา 11:08 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, หุ้น
20 สิงหาคม 2552
แนะหุ้นปันผล!!
แนะหุ้นปันผล!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 19 ส.ค.52 ปิดที่ 631.28 จุด ลดลง 8.97 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 19,148.72 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 626.99 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด นำโดย PTT ปิดที่ 232 บาท ลดลง 5 บาท, TMB ปิดที่ 1.06 บาท ลดลง 0.09 บาท, BANPU ปิดที่ 396 บาท ลดลง 12 บาท, PTTEP ปิดที่ 137.50 บาท ลดลง 2.50 บาท และ TOP ปิดที่ 38 บาท ลดลง 0.75 บาท
ฝ่ายวิจัย บล.พัฒนสิน มองแนวโน้มระยะสั้น ดัชนียังคงลงต่อ เพราะนักลงทุนจะขายทำกำไรต่อหลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาสูง โดยนักลงทุนบางส่วนชะลอดูสถานการณ์จนกว่าจะแน่ใจว่าภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้จริงหรือไม่ เพราะขณะนี้ราคาหุ้นได้วิ่งแรงแซงหน้าเศรษฐกิจที่คาดหวังว่าจะฟื้นตัวขึ้นไปมากแล้ว เมื่อมีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯหรือไทยออกมาในเชิงลบ ก็จะทำให้นักลงทุนกลับมากังวลอีกครั้ง
ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงหวังว่า จะมีปัจจัยบวกใหม่ๆที่ชัดเจนเข้ามาเป็นตัวหนุนหรือกระตุ้นตลาดให้ปรับตัวขึ้นได้ โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ถ้อยแถลงนโยบายหรือทิศทางเศรษฐกิจของเบน เบอร์นันเก ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด
แนะกลยุทธ์การลงทุน หากดัชนีดีดตัวขึ้นให้รีบขายทำกำไรหรือตัดขาดทุนไป หรือหาจังหวะเข้าทยอยสะสมในหุ้นที่ผลประกอบการดี กำไรงาม และใกล้แขวน XD เพื่อรอรับเงินปันผล
หุ้นที่แนะนำ เช่น บริษัทน้ำมันพืชไทย (TVO), บริษัทศุภาลัย (SPALI), บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF)
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง มองแนวโน้มตลาดระยะสั้น คาดว่าจะแกว่งตัวลง แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้เก็งกำไรระยะสั้น โดยรอซื้อเมื่อดัชนีอยู่ที่แนวรับ 620 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 635 จุด
ปิดท้ายมีข่าว ศุภกร สุนทรกิจ บิ๊ก MFC คงเป้าสินทรัพย์ปีนี้โต 20% แตะ 2.6 แสนล้านบาท จากสิ้นเดือน มิ.ย.มีสินทรัพย์อยู่ที่ 2.27 แสนล้านบาท
โดยครึ่งปีหลังจะลุยออกกองทุนใหม่ 17 กอง เน้นลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ทั้งกองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั้งในและต่างประเทศ, สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมัน นอกจากนี้ยังจะลงทุนในหุ้นกู้ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ด้วย
ที่ผ่านมากองทุนรวมของเอ็มเอฟซีหลายกองทุนประสบผลสำเร็จ สามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยได้ในระดับสูง
ส่วนตลาดหุ้นไทยเชื่อ หากมีเงินนอกไหลเข้ามีสิทธิ์ลุ้นหุ้นทะลุ 700800 จุดได้ในปีหน้า!!
โดย Mboy เวลา 08:43 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
10 เดือนรัฐขาดดุล 3.7 แสนล้าน
10 เดือนรัฐขาดดุล 3.7 แสนล้าน
คลังแจงฐานะช่วง 10 เดือนรัฐบาลขาดดุลเงินสดรวมทั้งสิ้น 378,103 ล้านบาท คิดเป็น 4.3% ของจีดีพี สะท้อนถึงบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ภาคเอกชนชะลอการใช้จ่าย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด ว่า ในเดือน ก.ค. 2552 รัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณจำนวน 62,661 ล้านบาท ส่งผลให้ช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 รัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณจำนวนรวมทั้งสิ้น 449,241 ล้านบาท และเมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่เกินดุล 71,138 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวมทั้งสิ้น 378,103 ล้านบาท คิดเป็น 4.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สะท้อนถึงบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ภาคเอกชนชะลอการใช้จ่าย
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ชดเชยการขาดดุลเงินสดด้วยการออกพันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลัง ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนก.ค.2552 เท่ากับ 278,987 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่มีความมั่นคงต่อฐานะการคลังของรัฐบาล
โดยฐานะการคลังในช่วง 10 เดือนแรกปีงบประมาณ 2552 หรือ ต.ค.2551-ก.ค.2552 นั้นรายได้นำส่งคลัง รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1,128,844 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 107,150 ล้านบาท คิดเป็น 8.7% เนื่องจากการจัดเก็บภาษีของ 3 กรมหลักที่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และภาษีธุรกิจเฉพาะ นอกจากนั้นการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจก็ลดลงด้วยเช่นเดียวกัน
ส่วนรายจ่ายรัฐบาล การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลมีจำนวนทั้งสิ้น 1,578,085 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 219,165 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.1% ประกอบด้วยรายจ่ายปีปัจจุบัน 1,467,057 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว15.6% คิดเป็นอัตราการเบิกจ่าย 75.2% ของวงเงินงบประมาณ 1,951,700 ล้านบาท และรายจ่ายปีก่อน 111,028 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้ว 22.9%
โดยรายจ่ายปีปัจจุบันจำนวน 1,467,057 ล้านบาท แบ่งออกเป็นรายจ่ายประจำ 1,228,648 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 19.1% และรายจ่ายลงทุน 238,409 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 0.8%
นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับดุลการคลังรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด ขาดดุล 378,103 ล้านบาท โดยเป็นการขาดดุลเงินงบประมาณ 449,241 ล้านบาท ส่วนดุลเงินนอกงบประมาณเกินดุลจำนวน 71,138 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการออกพันธบัตรตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังฯ จำนวน 50,000 ล้านบาท และการได้รับรายได้จากการชดใช้เงินคงคลังจำนวน 27,540 ล้านบาท ทั้งนี้ รัฐบาลได้บริหารเงินสดให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงิน รวมทั้งสร้างความมั่นคงของฐานะการคลัง จึงได้ชดเชยการขาดดุลดังกล่าวด้วยการออกพันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลังรวม 428,030 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินสด เกินดุล 49,927 ล้านบาท และเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ก.ค.2552 มีจำนวน 278,987 ล้านบาท
สำหรับฐานะการคลังเดือน ก.ค.นั้นรัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง 101,457 ล้านบาท ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 2,677 ล้านบาท คิดเป็น 2.6% โดยมีสาเหตุสำคัญจากการจัดเก็บรายได้ที่ลดลงในช่วงเศรษฐกิจหดตัว ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และอากรขาเข้าลดลงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว
โดย Mboy เวลา 08:40 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
เริ่มเห็นสัญญาณการพักตัวแล้ว
| บล. เกียรตินาคินเตือน เริ่มเห็นสัญญาณการพักตัวแล้ว ให้กรอบแนวรับไว้ที่ 610- 620 จุด |
| วิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยยังแกว่งตัวตามตลาดภูมิภาค โดยยังคงขาดปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามากระตุ้น ส่วนแรงขายในตลาดหุ้นจีน ก็จะเข้ามาเป็นปัจจัยกดดันตลาดภูมิภาคเอเชียโดยรวมในช่วง 2 วันที่เหลือของสัปดาห์นี้ได้ โดยดัชนีหุ้นไทยยังมีแนวโน้มแกว่งตัวได้ในกรอบ 610 – 620 จุด แต่การที่หุ้นหลายตัวได้ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลออกมา ทำให้มีแรงช้อนซื้อเข้ามาในตลาดด้วย สำหรับราคาหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นตลอด 4 เดือนจากสภาพคล่องที่ไหลเข้ามาหาผลตอบแทนนั้น ก็เชื่อว่ายังมีโอกาสปรับลดลงได้หากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นหรือมีเงินไหลออกไป แต่การที่หุ้นกลุ่มนี้ในตลาดหุ้นไทยมีการจ่ายปันผลที่ดี เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้ าก็อาจมีแรงรับกลับเข้ามาได้เช่นกัน ส่วนโรงกลั่นที่จ่ายปันผลไม่สูงนัก ก็ยังมีโอกาสผันผวนได้ วิริยาแนะนำว่า เนื่องจากดัชนียังมีความผันผวนไปจนสัปดาห์หน้า ผู้ที่มีเงินสดในมือก็อาจรอตั้งรับไว้ที่ 610-620 จุด ส่วนคนที่ลงทุนระยะยาวเพื่อหวังปันผลก็อาจถือต่อไปได้ ส่วนผู้ที่เก็งกำไรในช่วงก่อนหน้าก็ต้องอิงกับกรอบทางเทคนิคด้วยว่าเริ่มเห็นสัญญาณพักตัวและผันผวนมากขึ้นแล้ว จึงอาจต้องขายออกมาด้วยหากมีการดีดตัวขึ้นโดยยังต้องให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจ รวมถึงจีดีพีที่จะประกาศออกมาในสัปดาห์หน้า ตลอดจนปัจจัยการเมือง และการไหลเข้าออกของเม็ดเงินต่างชาติ ซึ่งจะมีผลให้หุ้นไทยยังมีความผันผวนได้ |
โดย Mboy เวลา 08:39 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
18 สิงหาคม 2552
กลยุทธ์ช่วงนี้ถือเงินสดดีที่สุด
กลยุทธ์ช่วงนี้ถือเงินสดดีที่สุด
หุ้นทั่วโลกเจอถล่ม หลังตัวเลข ศก.สหรัฐฯ ย่ำแย่ ต่างชาติเทขายกว่า 2 พันลบ. ทำดัชนีฯหุ้นไทยวานนี้ร่วงกว่า 3% เซียนหุ้นมองสัปดาห์นี้ดัชนีฯมีโอกาสแตะ 620 จุด แนะลดพอร์ตการลงทุน หันถือเงินสด แต่หากอยากซื้อหุ้นให้สะสมหุ้นปันผลแจ่ม CPF-SPALI-ADVANC-TTA เป็นต้น
ร่วงไม่เป็นท่า สำหรับดัชนีฯวานนี้ (17 ส.ค.) ปิดตลาดที่ 632.05 จุด ลดลง 22.20 จุด หรือ 3.39% มูลค่าการซื้อขาย 26,347.42 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นการปรับตัวลดลงเป็นไปในทิศทางเดียวกับดัชนีฯดาวโจนส์ล่วงหน้าวานนี้ ตามเวลาประเทศไทย ( 16.02 น.) ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าปรับตัวลดลง 179 จุด โดยได้รับผลกระทบจากการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และแนวโน้มผลประกอบการที่ซบเซาของห้างเจซีเพนนีย์
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยข้อมูลการผลิตในภาคอุตสาหกรรม พบว่า การผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.5 % ในเดือนก.ค.หลังจากลดลง 0.4 % ในเดือน มิ.ย. ดีกว่าที่คาดไว้ที่ 0.3 % และยังเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน
ส่วนกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)เดือนก.ค. พบว่า ดัชนี CPI ทั่วไป ทรงตัวในเดือนก.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น0.7 % ในเดือนมิ.ย. แต่ดิ่งลงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1950 เมื่อเทียบเป็นรายปี ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน ขยับขึ้น 0.1 % ในเดือนก.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2 % ในเดือนมิ.ย และเมื่อเทียบเป็นรายปี ดัชนี CPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.5 % ในเดือนก.ค.ปีนี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2004 เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 1.7 % ในเดือนมิ.ย.โดยดัชนี CPI ดังกล่าวบ่งชี้ว่าภาวะเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป
ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ต่างปรับตัวลดลง โดยวานนี้ดัชนี นิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดที่ 328.72 จุด หรือ 3.10% , ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดลบ 755.68 จุด หรือ 3.62% , ดัชนีเวทเต็ด ตลาดหุ้นไต้หวัน ปิดลบ 137.71 จุด หรือ -1.95% , ดัชนี ASX All ordinaries: ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ปิดลบ 67.00 จุด หรือ -1.50 %
ขณะที่วานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,138.35 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 2,208.76 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 4,347.11 ล้านบาท
นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บล.เคทีซีมิโก้ กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวานนี้ปรับตัวลงแรงว่าเป็นไปตามทิศทางดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศที่ต่างปรับตัวลดลงกันอย่างถ้วนหน้า หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯในเดือนส.ค.ออกมาไม่ดี ประกอบกับก่อนหน้านี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาแรงมากแล้ว ดังนั้นเมื่อมีข่าวลบออกมาก็เป็นเหตุให้นักลงทุนแห่ขายทำกำไร
ขณะที่กรณีการชุมนุนของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ในวันจันทร์ ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น จึงมองว่าปัจจัยภายในประเทศไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ คาดว่าสัปดาห์นี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยอาจปรับตัวลดลงได้อีกเล็กน้อย โดยเชื่อว่าการปรับลงของดัชนีฯในรอบนี้ไม่น่าจะหลุดแนวรับ 630-620 จุด อย่างไรก็ดีต้องติดตามทิศทางดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศเป็นหลักหากเริ่มทรงตัวก็มีลุ้นที่จะเห็นดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศและดัชนีหุ้นไทยรีบาวน์ได้ โดยเฉพาะหุ้นไทยที่มีลุ้นรีบาวน์ขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 650 จุด โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือการประการตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ
กลยุทธ์แนะนำจังหวะที่ดัชนีฯลงสู่แนวรับเป็นจังหวะเข้าเก็บหุ้นบิ๊กแคป อย่าง พลังงาน กับ กลุ่มธนาคารพาณิชย์
****สองโบรกฯ แนะลดพอร์ต-ถือเงินสดปลอดภัยที่สุด
มล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ กรรมการผู้จัดการ บล.ซิตี้ คอร์ป (ประเทศไทย) และฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ปรับตัวลดลงกว่า 20 จุด เนื่องจากได้รับปัจจัยลบจากทิศทางของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง หลังได้รับแรงกดดันจากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคช่วงต้นเดือนสิงหาคม ลดลงสู่ระดับ 63.2 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแค่เดือนมี.ค. ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 68.5 จากระดับ 66.0ในช่วงปลายเดือนก.ค. รวมทั้งได้รับปัจจัยลบจากเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ของประเทศญี่ปุ่นเติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ โดยมีการเติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 3.7% จากที่คาดการณ์ว่าจะเติบโต 3.9% นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงทำให้มีแรงขายออกมาในหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ อย่างกลุ่มพลังงาน จึงเป็นตัวกดดันการเคลื่อนไหวของทิศทางตลาดหุ้นไทย
สำหรับประเด็นการเมืองในประเทศประเมินว่าไม่มีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก โดยให้น้ำหนักกับทิศทางของต่างประเทศและตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างๆมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามมอง
นอกจากนี้ประเมินว่าดัชนีฯในสัปดาห์นี้มีโอกาสแตะระดับ 620 จุดได้ กลยุทธ์การลงทุนแนะลดพอร์ตลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง หรือ ซื้อหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล
"ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงวันนี้ก็เป็นไปตามทิศทางของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง อาทิ ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง 1% เพราะได้รับปัจจัยลบจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆที่ออกมาไม่ดี อีกทั้งดัชนีฯก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเยอะพอสมควรแล้ว ทำให้มีแรงขายออกมาบ้าง ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ ค่าเงินดอลลาร์ แต่ทั้งนี้คาดว่าดัชนีฯในช่วงนี้คงปรับตัวลงไม่ลึก เพราะเมื่อดัชนีฯปรับตัวลดลงก็จะมีคนเข้ามาซื้อ ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติยังมองว่าหุ้นไทยยังถูกอยู่ แต่ทั้งนี้คงต้องเลือกดูเป็นรายตัว"มล.ทองมกุฎ กล่าว
ด้านนายทวีรัชต์ มัททวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า สัญญาณเทคนิคของดัชนีในช่วงสัปดาห์นี้เป็นเชิงลบ ดังนั้นนักลงทุนควรลดพอร์ตการลงทุนและหาทางถือเงินสดให้ได้มากที่สุด หรือดัชนีรีบาวน์ขึ้นให้หาจังหวะขายทำกำไร
ทั้งนี้ต้องจับตาปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนีดาวโจนส์และดัชนีในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งในวันนี้ปรับตัวลดลงทุกตลาด จึงมองว่าความเสี่ยงมีมากขึ้น ทั้งนี้ประเมินวแนวรับ 624 จุด แนวต้าน 645 จุด
****โบรกฯ ประสานเสียงหากอยากเล่นหุ้น ซื้อหุ้นปันผลดีที่สุด
บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะนำซื้อสะสมหุ้นที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจในประเทศ พร้อมกับยังสามารถจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง TVO ราคาเหมาะสม 16.86 บาท กำหนดจ่ายเงินปันผลจ่ายเฉพาะ 6 เดือนแรกของปี 2552 คาดไว้ที่ 0.79 บาท, CPF ประกาศจ่ายปันผล 0.23 บาท ขึ้นเครื่องหมาย XD 20 ส.ค.2552 TTA ราคาเหมาะสม 31.60 บาท ADVANC ประกาศจ่ายปันผล 3 บาท ขึ้นเครื่องหมาย XD 25 ส.ค. 2552
สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุน SCRI แนะนำ “ซื้อสะสม” หุ้นในกลุ่มที่ประกาศจ่ายเงินปันผลสูงโดยมีอัตราผลตอบแทนผลดำเนินงาน 1H/52 สูงกว่า 4% อาทิ BCP-DR1 , SPALI ล MCS (แต่กลยุทธ์จะเป็นการขายทำกำไรก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD) และ ทยอยขายทำกำไร กลุ่มอสังหาฯ ที่ราคาสูงกว่าราคาเหมาะสม LH , SIRI
SCRI ยังคงคำแนะนำให้ขายทำกำไรส่วนที่ 2 (จากทั้งหมด 3 ส่วน) ของพอร์ตลงทุนอิงตามระดับดัชนีที่ 660 จุด แต่มีจุด stop loss สำหรับนักลงทุนระยะสั้น ที่ระดับ 630 – 635 จุด
บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ ระบุว่า หลังจบฤดูกาลประกาศงบคาด SET ระยะสั้นจะเริมพักฐาน อย่างไรก็ตามเนื่องจากปัจจัยต่างประเทศที่ยังเป็นกลาง ทำให้คาดการปรับตัวของ SET จะยังอยู่ในลักษณะ Sideways ไม่ได้ดิ่งลงแรง ดังนั้น ยังพอเล่นสั้นได้ แต่ให้จำกัดพอร์ตลดความเสี่ยงโดยปรับกลยุทธ์จากซื้อสะสมขาขึ้น เป็น Trading Buy แทน โดยให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น 30%(เดิม 50%) โดยแนะนำขายทำกำไรหุ้นที่ประกาศงบแล้วไปแล้วและหมดประเด็น และโยกเงินมา TradingBuy ตามภาวะตลาด โดยเน้นหุ้นมีประเด็น เช่น หุ้นที่รอขึ้น XD หรือ หุ้นที่แนวโน้มครึ่งปีหลังยังดี โดยเราแนะนำ CPF BCP TMB TTA TOP IRPC ADVANC เพิ่มเติม THAI บล.เคทีซีมิโก้ ระบุว่า โดยเน้นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนปันผลระหว่างกาลดี อาทิ BCP D/Y 6.5% , AIT D/Y 6.3% , SPALI D/Y 5.2%
บล.พัฒนสิน ระบุว่า กลยุทธ์ลงทุน หากต้องการซื้อเพิ่มเฉพาะหุ้นปันผลดี ได้แก่ SPALI ,TVO , MCS, CPF, ADVANC, BECL , TOP และ PSL
โดย Mboy เวลา 08:25 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
10 สิงหาคม 2552
คอลัมน์ เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน
- ตลาดหุ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย จากแรงเก็งกำไรสินค้าโภคภัณฑ์หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัว ดัชนีวันแรกปิดที่ 641.43 จุด เพิ่มขึ้น 17.43 จุด มูลค่าซื้อขาย 24,636.77 ล้านบาท แต่มีแรงเทขายทำกำไรกดตลาดปรับตัวลงต่อเนื่อง ท้ายสัปดาห์ดัชนีปิดที่ 643.34 จุด ลดลง 5.87 จุด มูลค่าซื้อขาย 18,421.08 ล้านบาท
- สัปดาห์นี้ บล.กิมเอ็ง ติดตามทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตลาดโลก และกำไรไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียน ตลาดมีแนวรับ 630-620 จุด แนวต้าน 650 จุด
- ส่วนค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 34.01/02 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นในทิศทางเดียวกับภูมิภาค จากแรงเทขายดอลลาร์เพื่อลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Appetite) ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าสุดที่ 33.96 ขณะที่ช่วง กลางสัปดาห์ ธปท.มีมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศท้ายสัปดาห์เงินบาทปิดที่ 33.94/96
- สัปดาห์นี้ธนาคารกสิกรไทยคาดว่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ 33.90-34.10
โดย Mboy เวลา 09:08 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
ทิศทางหุ้น 10/08/52
ทิศทางหุ้น 10/08/52
ภาวะการซื้อขายหุ้น
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 644.20 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.24% จาก 624.00 จุด ในสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์เพิ่มขึ้น 26.29% จาก 93,768.28 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 118,416.58 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้นจาก 18,753.66 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 23,683.31 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิที่ 6,771.94 ล้านบาท และ 23.96 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิที่ 6,795.90 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 186.81 จุด ขยับลง 0.27% จาก 187.31 จุดในสัปดาห์ก่อน
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (10-14 ส.ค. 52) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าดัชนีอาจปรับฐานต่อจากท้ายสัปดาห์ก่อน เนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวดีไปมากพอสมควรแล้ว ขณะที่การประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2552 ของบริษัทจดทะเบียนก็ใกล้จะสิ้นสุดลง โดยปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ การรายงานตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค. ในวันที่ 13 ส.ค. โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รวมทั้งเหตุการณ์ทางการเมือง
ส่วนปัจจัยในต่างประเทศที่สำคัญ คงจะต้องติดตามผลการประชุมนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในวันที่ 11-12 ส.ค. การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่าดัชนีจะมีแนวรับที่ 641 และ 623 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 650 และ 660 จุด
ภาวะตลาดเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นยังค่อนข้างนิ่ง โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการทยอยไหลกลับเข้ามาของสภาพคล่องหลังจากการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ในขณะที่มีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) หนาแน่นตลอดทั้งสัปดาห์ที่ระดับ 1.15% เช่นเดียวกับสัปดาห์ก่อนหน้า
เงินบาทในประเทศ (Onshore) แข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ แม้มีแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าเป็นการเข้าดูแลเสถียรภาพเงินบาทของ ธปท. เงินบาทปรับตัวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆในภูมิภาค โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการเสี่ยงของนักลงทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นตามความหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เงินบาทลดช่วงบวกลงเล็กน้อยในช่วงกลางสัปดาห์ โดยตลาดมองว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทจาก ธปท. สำหรับในวันศุกร์เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับ 33.97 บาทต่อดอลลาร์.
บ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
โดย Mboy เวลา 09:04 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
04 สิงหาคม 2552
ทำสถิติใหม่ของปี !!
| ตลาดหุ้นไทยหักปากกาเซียนบวกวันเดียวกว่า 17 จุด ทำสถิติใหม่ของปี !! |
| ภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.หลักทรัพย์ เอเชีย พลัส กล่าวในรายการ Trading Hour (Afternoon) โดยยอมรับว่า ดัชนีบวกแรงกว่าที่คาดไว้ เดิมให้กรอบแนวต้านในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 630 จุดเท่านั้น โดยแรงซื้อส่วนใหญ่เป็นของนักลงทุนต่างชาติที่มีเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งมีสัดส่วนถึง 40% ของมูลค่าตลาด โดยสาเหตุหลักมาจากตัวเลข GDP ของสหรัฐฯที่ออกมาดีเกินคาด และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ภรณียังเตือนให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น เพราะเชื่อว่า จะมีแรงขายทำกำไรออกมา โดยในระยะนี้ควรหันไปเลือกลงทุนหุ้นที่ราคายังห่างจากมูลค่าที่แท้จริง จ่ายปันผลดี มีค่า Beta ต่ำ หรือผันผวนตามตลาดน้อย เช่น บมจ. จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (EASTW) และ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ในขณะที่หุ้นขนาดใหญ่หลายตัวราคาปรับเพิ่มขึ้นไปมากจากแรงเก็งกำไรจากผลประกอบการ อาทิ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) จนราคาเกือบเต็มมูลค่าแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 641.43 จุด เพิ่มขึ้น 17.43 จุด มูลค่าการซื้อขาย 24,636.79 ล้านบาท - นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 354.67 ล้านบาท - นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2,034.10 ล้านบาท - นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 2,388.76 ล้านบาท |
โดย Mboy เวลา 10:31 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
03 สิงหาคม 2552
กระฉูด!!
กระฉูด!!
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 3 ส.ค. กระฉูดมาปิดทำการที่ 641.43 จุด บวก 17.43 จุด ทำนิวไฮในรอบกว่า 10 เดือน มีมูลค่าการซื้อขาย 24,243.70 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,030 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด นำโดย PTT ปิด 248 บาท บวก 9 บาท, BANPU ปิด 394 บาท บวก 19 บาท, PTTEP ปิด 142.50 บาท บวก 4.50 บาท, KBANK ปิด 75.25 บาท บวก 2.75 บาท และ SCC ปิด 198 บาท บวก 14 บาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่าเงินทุนยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย ที่ช่วยดันตลาดให้ปรับตัวขึ้นแรง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 3 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามความคาดหวังว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะฟื้นตัว ส่งผลบวกต่อการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย
ขณะที่มองแนวโน้มตลาดระยะสั้น คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวรุนแรงเพราะมีโอกาสโดนแรงขายทำกำไร หลังดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง โดยต้องระวังแรงขายทำกำไรของต่างชาติ
นอกจากนี้ ตลาดยังหมดข่าวดี จากข่าวการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลกับปัญหาการเมืองภายในประเทศ โดยอาจเป็นผลกดดันต่อการลงทุนอีกครั้ง
ขณะที่ต้องติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯรายสัปดาห์ รวมถึงประเด็นการยื่นถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้อดีตนายก-รัฐมนตรีของกลุ่ม นปช.ในวันที่ 17 ส.ค.นี้
แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้เลือกซื้อหุ้นที่ยังไม่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 แต่คาดการณ์ว่าจะออกมาดี โดยแนะให้เลือกซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เช่น PTTCH, TOP และ BCP ส่วนกลุ่มอสังหาฯ เช่น SPALI และ QH กลุ่มอาหาร เช่น CPF และ TVO รวมทั้งกลุ่มบันเทิง เช่น BEC และ MCOT ด้านเทคนิค ประเมินแนวต้านไว้ที่ 645-650 จุด แนวรับ 630 จุด
ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ เตือนว่าสิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง คือการแกว่งตัวของหุ้นมาร์เกตแคปใหญ่ หากเริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมา อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการปรับฐานระยะสั้นได้
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามคือ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะกรณียื่นถวายฎีกาขออภัยโทษให้อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอาจเป็นการจุดกระแสความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอีกได้
แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้ขายทำกำไร โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 628 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 645 จุด.
โดย Mboy เวลา 09:47 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
ทิศทางหุ้น 03/08/52
ทิศทางหุ้น 03/08/52
ภาวะการซื้อขายหุ้น
สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีปิดที่ 624.00 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 1.59% จาก 614.24 จุดในสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์อยู่ที่ 93,768.28 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิที่ 7,238.70 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันขายสุทธิที่ 3,976.60 ล้านบาท และ 3,262.10 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 187.31 จุด
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (3-7 ส.ค. 52) ดัชนีผันผวน แม้การรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2552 ของบริษัทจดทะเบียนจะเป็นบวกต่อตลาด แต่นักลงทุนอาจขายทำกำไร โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การรายงานเครื่องชี้เศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯและจีน
ทั้งนี้ คาดว่า ดัชนีมีแนวรับที่ 618 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าอยู่ที่ 640 จุด
ภาวะตลาดเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นยังทรงตัว ทั้งนี้ ดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน หนาแน่นตลอดทั้งสัปดาห์ที่ 1.15% เงินบาทในประเทศ (Onshore) อ่อนค่ากว่าระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ
แม้มีแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯในช่วงต้นสัปดาห์ แต่สุดสัปดาห์เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ 34.02 บาทต่อดอลลาร์ฯ สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ โดยเงินเยนในวันศุกร์ ปรับอยู่ที่ 95.67 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินยูโรผันผวนในทิศทางที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ โดยในวันศุกร์ เงินยูโรปรับตัวอยู่ที่ 1.4148.
โดย Mboy เวลา 09:39 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
