19 มิถุนายน 2552

สัปดาห์หน้ายังอันตราย

สัปดาห์หน้ายังอันตราย


แรงขายที่ยังหนักหน่วงของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นเหตุมาจาก การปรับตัวขึ้นแรงของดัชนี SET ในช่วงตั้งแต่กลางเดือนเม.ย. เป็นต้นมาส่งผลให้ค่า P/E ของตลาดหุ้นไทยขึ้นมาสูงสุดอย่างที่ไม่เคยเป็นในรอบ 10 ปี คือทะลุ 20 เท่า โดยมีปัจจัยหนุนจากแรงซื้อต่างชาติมาเข้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนรายย่อยกลับเข้าตลาดมากขึ้นเม็ดเงินที่ไหลเข้ามายังเอเชียในรอบนี้มีทั้งประเภทลงทุนและเก็งกำไร ซึ่งจะเห็นได้จากแรงซื้อลงทุนในหุ้นธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ ส่วนประเภทเก็งกำไรก็ดูได้จากการซื้อหุ้นพลังงาน และปิโตรเคมี ที่เข้าซื้ออย่างมากในช่วง เม.ย. ถึงกลาง พ.ค. แต่พอถึงปัจจุบันกลับมีแรงขายออกมาอย่างหนัก เพราะการเล่นในกลุ่มนี้เป็นการเล่นอิงกับราคาน้ำมันดิบในแต่ละวัน (มากกว่าซื้อแล้วถือยาว) เนื่องจากจะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมัน และปิโตรเคมี

แรงขายหุ้นพลังงานอย่างหนักส่งผลให้ดัชนี SET ปรับตัวลงอย่างรุนแรง และมีทีท่าว่าจะยังมีแรงขายออกมาอีก เนื่องจาก

1. ราคาหุ้นในปัจจุบันถือว่ายังแพง

2. ผลดำเนินงาน Q2 ที่จะทยอยประกาศยังถือว่าไม่ดีขึ้นกว่า Q1 จะมีก็เพียง PTTEP ที่กำไรจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก Q1 โดยหุ้นโรงกลั่นแม้จะได้กำไรจากการสต็อกน้ำมันแต่จะถูกหักล้างจากค่าการกลั่นที่ยังต่ำกว่า Q1 โดยใน Q1 ค่าการกลั่นเฉลี่ยในสิงคโปร์อยู่ที่ 5.5 แต่ใน Q2 อยู่ที่ 4.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน BANPU กำไรใน Q2 จะต่ำสุดของปี

3. ในส่วน Spread ของปิโตรเคมีในสายของพาราไซลีนปรากฏกว่าปรับตัวลงแรง ดังนั้นหุ้นโรงกลั่นหลังจากนี้คือ Q3 จะยังถูกกดดันจากค่าการกลั่นที่ไม่ดีขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันดิบน่าจะมีแนวโน้มปรับตัวลง (จนอาจเกิดการขาดทุนจากการสต็อกน้ำมัน) และการเข้ามาของโรงกลั่นใหม่ในจีน 3 โรงรวมทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตของโรงกลั่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อหุ้นพลังงานขึ้นไม่ได้ และยังมีแรงขายอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับไม่มีแรงซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์เข้ามาหนุนแต่กลับขายตามลักษณะอย่างนี้จะส่งผลให้ดัชนี SET ปรับตัวลงแรงมาก และโอกาสการดีดตัวกลับมีได้ยากขึ้นหากมีก็ไปได้ไม่ไกล ประกอบกับที่ผ่านมาข่าวที่เป็นปัจจัยบวกกับตลาดทั้งต่างประเทศ และในประเทศตลาดรับรู้ไปมากแล้ว นอกจากนั้นการที่ดัชนีดาวโจนส์แกว่งตัวในกรอบที่แคบลงทุกวันก็กำลังบอกว่าข่าวดีในเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจตลาดรับทราบล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นตลาดดาวโจนส์จะเป็นอย่างไรคงขึ้นอยู่กับผลดำเนินงาน Q2 ที่จะทยอยประเทศในกลางเดือนหน้า โดยเฉพาะหุ้นสถาบันการเงินที่ปรากฏกว่าจะออกมาไม่ดีกว่า Q1 (จากข้อมูล IBES)

สำหรับแรงขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชียน่าจะเริ่มมีมากขึ้นตามลำดับ หลังจากที่ดัชนีแต่ละประเทศปรับตัวขึ้นสร้างสถิติสูงสุดคงมีเหตุผลเดียวก็คือเริ่มแพง เนื่องจากมองว่าอัตราการทำกำไรใน Q2 และ Q3 นี้ของบริษัทจดทะเบียนจะยังไม่ดีขึ้น แม้หลายโบรกเกอร์ของต่างชาติจะเริ่มปรับมุมมองของค่า EPS ของแต่ละตลาดเพิ่มขึ้นรวมทั้งปรับราคาเป้าหมายดัชนีใน 12 เดือนข้างหน้าในหลาย ๆ ตลาดเพิ่มขึ้นรวมทั้งไทยตรงนี้ถือว่ายังยาวเกินไปสำหรับภาวะที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ดังนั้นในสัปดาห์หน้าทิศทางตลาดหุ้นไทยจะยังเป็นขาลงอย่างต่อเนื่องและจะหลุดที่ 550 จุด และเรายังคงให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปรับหุ้นจนกว่าดัชนีจะลงมาที่ระดับ 520-525 จุด (ประเมินขั้นต้น)

สำหรับในช่วงที่ตลาดยังเป็นขาลง หุ้นที่ยังพอถือหรือเล่นสั้น ๆ ได้ยังคงเป็น BEC จากผลดำเนินงาน Q2 ออกมาดีคือเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ (ราคาเป้าหมายที่ 23.5 บาท) และ TPIPL จากเหตุที่ P/BV ยังเล่นกันต่ำกว่าในช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจของบริษัทในปี 40 (ราคาเป้าหมายที่ 6.7 บาท)



------------------------------------------------
ที่มา...บล.ซิกโก้ นักวิเคราะห์ เกียรติก้อง เดโช


ลงแร้ง..ง!!

ลงแร้ง..ง!!

ดัชนีหุ้นวันที่ 18 มิ.ย. 52 ปิดที่ 570.43 จุด ลดลง 15.71 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 18,770 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 509 ล้านบาท

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็กชี้ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ประกาศ การปฏิรูประบบการกำกับดูแลภาคการเงินสหรัฐฯครั้งใหญ่รอบ 75 ปี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจนั้น อาจส่งผลให้มีการควบคุมสถาบันการเงินมากขึ้น และทำให้การดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินช้าลงไปด้วย เพราะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

ขณะที่เตือนว่ากองทุนอาจขายทำกำไรหลังดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาแรงมาก โดยมองแนวโน้มตลาดระยะสั้นว่าอาจปรับตัวลงได้ต่อ แต่อาจมีแรงซื้อเก็งกำไรสลับกลับมาบ้าง แนะกลยุทธ์ ให้นักลงทุนรอซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวลงเพื่อเก็งกำไร

สถาบันวิจัยนครหลวงไทยมองตลาดปรับตัวลงต่อหลังนักลงทุนไม่มั่นใจกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกว่าจะฟื้นจริงหรือไม่ ทำให้นักลงทุนเดินหน้าปรับลดพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง แนะกลยุทธ์ ให้ถือเงินสด

ด้าน "ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่" นายกสมาคมโบรกเกอร์ต่างชาติ มองตลาดหุ้นอยู่ในช่วงการปรับฐานหลังปรับขึ้นมาแรงทำให้ราคาหุ้นหลายกลุ่มปรับตัวขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐาน

โดยที่ผ่านมาฝ่ายวิจัยบล.ซิตี้คอร์ป (ประเทศไทย) ได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มแบงก์ลง เนื่องจากราคาขึ้นมาเกินมูลค่าปัจจัยพื้นฐานไปมากพอควร

ทั้งนี้ แนะให้นักลงทุนติดตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯและสกุลเงินในเอเชียประกอบ เพราะการที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นทำให้นักลงทุน โยกเงินบางส่วนออกจากตลาดทุน

ด้านสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ระบุว่า ช่วงนี้น่าจะเป็น โอกาสของนักลงทุนระยะกลางที่จะเข้าทยอยสะสมหุ้น โดยหุ้นสื่อสารน่าสนใจ เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่ค่อยได้รับปัจจัยลบจากเศรษฐกิจ รวมทั้งหุ้นตัวอื่น เช่น BEC, RATCH, GLOW และ EGCO.


อินเด็กซ์ 51

หุ้นไทยร่วงอีก 2.68%

หุ้นไทยร่วงอีก 2.68%
บล. ธนชาตแนะให้รอดัชนีย่อตัวลงอีกหน่อยค่อยเข้าลงทุน


นายพิชัย เลิศสุพงษ์กิจ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส บล. ธนชาต กล่าวว่า จากการที่ในระยะนี้ยังมีแรงเทขายหุ้นขนาดใหญ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง จึงควรชะลอการลงทุนออกไปก่อน หรือรอให้ดัชนีย่อตัวลงมากกว่านี้และทยอยเก็บสะสมหุ้นรายตัว เช่น หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นกลุ่มที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจ (Defensive Stock) เช่น กลุ่มสื่อสาร บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น บมจ. ซีพีออลล์ (CPALL) เป็นต้น โดยให้แนวรับแรกของหุ้นไทยไว้ที่ 558 จุด และแนวรับใหญ่ถัดไปที่ 550 จุด

นายพิชัยได้ให้มุมมองถึงการปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากของหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาว่า เกิดจากความคาดหวังของนักลงทุนในเชิงบวกว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้เร็ว ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบไม่สามารถผ่านแนวต้านสำคัญไปได้ ทำให้เริ่มมีการขายทำกำไรออกมา

นายพิชัยแนะนำด้วยว่า นักลงทุนยังต้องติดตามผลการประชุมเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายและแนวทางการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากสหรัฐฯยืนยันที่จะผ่อนคลายมาตรการทางการเงินต่อไป ก็จะทำให้นักลงทุนวางใจ ซึ่งจะมีผลให้ราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัวได้




ดัชนีหุ้นไทยปิดร่วงลง 15.71 จุด หรือ 2.68% ปิดที่ 570.43 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขาย 18,770.39 ล้านบาท

- นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 1,797.87 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 502.08 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อยในประเทศ ซื้อสุทธิ 2,299.94 ล้านบาท




18 มิถุนายน 2552

หุ้นล็อกซเล่ย์พุ่งรับหวยออนไลน์

หุ้นล็อกซเล่ย์พุ่งรับหวยออนไลน์


เก็งกำไรหุ้นล็อกซเล่ย์รับข่าว รมช.คลังลงนามอนุมัติหวยออนไลน์ ดันราคาขยับขึ้น 8% ปิดที่ระดับ 2.82 บาท สูงสุดรอบ 6 เดือน นักวิเคราะห์เตือนระวังหุ้นปรับลงหลังหมดข่าว รวมทั้งราคาพุ่งขึ้นไปรับข่าวล่วงหน้านานแล้ว ขณะที่ประดิษฐ์เผยสำนักงานสลากฯ เดินหน้าได้ทันที หลัง รมว.คลังอนุมัติ




การเคลื่อนไหวราคาหุ้นบริษัท ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY) วานนี้ (17 มิ.ย.) ปรากฏว่าราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนภาพรวมตลาดที่ปรับตัวลดลงถึง 10 จุดเศษ โดยราคาหุ้นเปิดซื้อขาย 2.50 บาท จากนั้นปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ราคา 2.82 บาท ซึ่งเป็นราคาปิดของวันดังกล่าว เพิ่มขึ้น 0.22 บาท คิดเป็น 8.46% มีปริมาณการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 256.69 ล้านบาท นอกจากนี้ราคาหุ้นล่าสุดเป็นราคาที่ปรับตัวสูงสุดในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร โดยคาดหวังว่า บริษัทจะได้รับประโยชน์จากโครงการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ด้วยเครื่องอัตโนมัติ หรือ หวยออนไลน์ ซึ่งมีแรงเก็งกำไรเข้ามาระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นเมื่อมีการอนุมัติประกาศออกมา คาดว่าราคาหุ้นน่าจะปรับตัวลงจากแรงเทขายเก็งกำไรเพราะรับข่าวดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นเพื่อรอขายทำกำไร โดยเข้ามาซื้อลงทุนตั้งแต่ระดับ 1.80 บาทต่อหุ้น และปัจจุบันราคาหุ้นปรับขึ้นไปแรง และได้สะท้อนผลดีจากโครงการหวยออนไลน์ไปแล้วทำให้นักลงทุนน่าจะเทขายมากกว่า

"ราคาหุ้นน่าจะปรับตัวลง หลังจากข่าวการอนุมัติหวยออนไลน์มีความชัดเจน ที่ผ่านมานักลงทุนได้เข้ามาเก็งกำไรก่อนหน้าแล้ว ดังนั้น คาดว่าน่าจะมีแรงเทขายออกมา หาหพิจารณาทางปัจจัยทางเทคนิคแล้ว ราคาหุ้นมีแนวต้านอยู่ที่ 3.06 บาทต่อหุ้น แนวรับอยู่ที่ 2.96 บาท ลงทุนในลักษณะเก็งกำไร แต่ถ้าจะถือลงทุนระยะยาวควรติดความชัดเจน" นักวิเคราะห์หลักทรัพย์กล่าว

ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาหุ้นล็อกซเล่ย์ เมื่อประเมินสัญญาณทางเทคนิคจะเห็นว่าราคารอรับข่าวความชัดเจนในเรื่องการเดินหน้าหวยออนไลน์จากรัฐบาล แนะนักลงทุนที่สนใจเก็งกำไร โดยประเมินแนวรับที่ 2.50-2.44 บาท หากหลุด 2.40 บาท เป็นจุดตัดขาดทุน และแนวต้านที่ 2.64-2.94-3.06 บาท

ขณะที่ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้ลงนามในหนังสือขออนุมัติการออกสลากเลขท้ายพิเศษแบบ 2 ตัว 3 ตัว โดยผ่านเครื่องอัตโนมัติ (หวยออนไลน์) ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเสนอมาแล้ว และได้เสนอไปยังนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงนามอนุมัติตามขั้นตอน ซึ่งจากนี้ไปสำนักงานสลากฯ สามารถดำเนินการออกหวยออนไลน์ตามแผนงานที่คณะกรรมการสลากฯ วางแผนไว้ได้ทันที

เขากล่าวว่า การออกหวยออนไลน์เป็นอำนาจที่ของคณะกรรมการสลากฯ ดำเนินการได้ตามกฎหมาย ภายใต้ พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ซึ่งหากทำให้ถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด โดยสำนักงานสลากฯ ต้องแบ่งรายได้ให้ถูกต้องตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด คือ 60% เป็นรางวัล 28% ส่งรายได้เข้ากระทรวงการคลัง และอีก 12% เป็นค่าบริหารจัดการ

"นโยบายของผมยืนยันมาตลอดว่า การออกหวยออนไลน์ คือ การนำเอาของที่อยู่ที่มืดมาอยู่ในที่สว่าง เอาของที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาบนดิน ดังนั้น การบริหารจัดการต่างๆ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายืนยันมาแล้วหลายครั้งว่า สามารถดำเนินการได้ โดยมั่นใจว่าหากสำนักงานสลากฯ ออกหวยออนไลน์ได้เมื่อไรจะแก้ปัญหาสลากเกินราคา ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนได้ แต่ไม่ได้สนับสนุนให้ประชาชนหันมาเล่นหวยมากขึ้น สุดท้ายอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะลงนามอนุมัติให้เมื่อไร และเมื่ออนุมัติแล้วจากนี้ไปก็เป็นหน้าที่ของสำนักงานสลากฯ ดำเนินการ” นายประดิษฐ์ กล่าว

ด้านนายวันชัย สุระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ กล่าวว่า วันที่ 19 มิ.ย.นี้ สำนักงานสลากฯ เตรียมจะเข้าพบนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อรายงานความคืบหน้าของสำนักงานสลากฯ ให้ทราบ พร้อมทั้งขอนโยบายที่จะเริ่มประชุมคณะกรรมการสำนักงานสลากฯ โดยเร็วต่อไป โดยคาดว่าจะมีการประชุมสัปดาห์หน้า เนื่องจากมีงานค้างจำนวนมาก หลังจากไม่ได้มีการประชุมช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา



ยังคงแกว่งตัวตามปัจจัยต่างประเทศ

ยังคงแกว่งตัวตามปัจจัยต่างประเทศ


สภาพตลาดวันวาน :

ภาคเช้า - แรงกดดันจากการดิ่งลงต่อเนื่องของตลาดหุ้นต่างประเทศ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมทั้งราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า ส่งผลให้มีแรงขายหุ้นในกลุ่มหลัก ๆ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน ออกมาตั้งแต่เริ่มเปิดซื้อขาย ทำให้ดัชนีเปิดลดลงจากวันก่อน 7.65 จุด จากนั้นจึงมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มหลักทยอยกลับเข้ามาหนุนให้ดัชนีเริ่มกระเตื้องขึ้น โดยแกว่งตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดบริเวณ 598 จุด ต่อมามีแรงขายหุ้นกลุ่มนำตลาดออกมาเป็นระยะ ๆ ทำให้ดัชนีอ่อนตัวลงมาปิดภาคเช้าที่ 596.39 จุด ลดลง 0.15 จุด


ภาคบ่าย : แรงซื้อเก็งกำไรช่วงเปิดตลาดหนุนให้ดัชนีขึ้นไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 600 จุด แต่ก็ไม่อาจผ่านขึ้นไปได้ จากนั้นก็มีแรงขายหุ้นกลุ่มหลักออกมาอย่างต่อเนื่อง จากความกังวลต่อการปรับฐานของดัชนี การลดลงของดัชนีตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาค และการเปิดตลาดลดลงของดัชนีตลาดหุ้นยุโรป ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้ามีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย ส่งผลให้ดัชนีแกว่งตัวลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 585.29 จุด โดยแรงซื้อในช่วง 30 นาทีสุดท้าย หนุนให้ดัชนีกระเตื้องขึ้นมาปิดที่ระดับ 586.14 จุด ลดลง 10.40 จุด (-1.7%) โดยมีปริมาณซื้อขายลดลงเป็น 2.0 หมื่นล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิต่อเนื่อง


แนวโน้มตลาด : ขึ้นอยู่กับผลกระทบจากปัจจัยสำคัญ ต่อไปนี้

1. ทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในช่วงการปรับฐาน หลังจากนักลงทุนเริ่มมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอีกครั้ง ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมามีทิศทางไม่ชัดเจน โดยข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านออกมาดีกว่าคาด ในขณะที่ตัวเลขการผลิตทางอุตสาหกรรมยังคงลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐลดลง ส่งผลให้ทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหุ้นแกนนำ ยังคงมีแนวโน้มผันผวนในสัปดาห์นี้ ซึ่งก็จะสร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นเอเชียเช่นกัน

2. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันดิบยังคงมีแนวโน้มผันผวน เนื่องจากนักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้มีแรงขายทำกำไรสินค้าโภคภัณฑ์ และสัญญาส่งมอบน้ำมันดิบล่วงหน้า อย่างไรก็ดี คาดว่าปริมาณสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งจะช่วยหนุนราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ก.ค. ให้ยังคงยืนเหนือระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ และจะช่วยหนุนราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานไม่ให้ลดลงมากนัก

3. ปัจจัยภายในประเทศ ปัจจัยบวกจากการที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบพระราชบัญญัติกู้เงิน 4 แสนล้านบาทแล้ว จากนั้นรัฐบาลจะนำเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาในต้นสัปดาห์หน้า และคาดว่ารัฐบาลจะสามารถดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 วงเงิน 1.43 ล้านล้านบาท ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่จะใช้ไปจนถึงปี 2555 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้าง ประกอบกับการที่ รฟม. จะเปิดซองราคาก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 3 ในสัปดาห์หน้า จะส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง โดยรัฐบาลคาดว่าจะสามารถผลักดันให้ GDP ในปี ’53 เติบโต 2-3% ในขณะที่ปัจจัยลบที่ต้องจับตายังคงเป็นสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งลุกลามไปเรื่อย ๆ และจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ดีปัจจัยในประเทศโดยรวมยังไม่กดดันทิศทางตลาดหุ้นเท่าใดนัก

จากปัจจัยข้างต้น คาดว่าตลาดหุ้นวันนี้ มีแนวโน้มผันผวน ขึ้นอยู่กับทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศ ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า และทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวระหว่างกรอบแนวรับ 575-580 จุด กับแนวต้าน 600-605 จุด

กลยุทธ์ นักลงทุนระยะสั้น - ขึ้นขายก่อน รอซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มหลักที่แนวรับ
นักลงทุนระยะยาว - Short Port บ้าง ที่แนวต้าน รอซื้อกลับต่ำกว่า 580 จุด

โกสินทร์ ศรีไพบูลย์


คาดปีนี้เงินทุนต่างชาติไหลเข้า

คาดปีนี้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทย 1 พันล้านเหรียญ
แต่ดัชนีอาจปรับฐาน 60-120 จุดภายใน 1 เดือน

ชื่อ:  ScreenHunter_595.gif ครั้ง: 352 ขนาด:  37.4 กิโลไบต์

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ผู้อำนวยการส่วนนโยบายการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) บอกว่า สาเหตุที่มีเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นในแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจในเอเชียจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าสหรัฐอเมริกาและยุโรป อีกทั้งเริ่มมองเห็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจโลก ทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินไปสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงได้มากขึ้น

ทั้งนี้ จากสถิติเงินไหลออกจากภูมิภาคเอเชีย ไม่รวมประเทศจีน ในปีก่อน อยู่ที่ประมาณ 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นในส่วนของตลาดหุ้นไทย 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีเงินไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นเอเชีย 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นในส่วนของตลาดหุ้นไทยเพียง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1% เท่านั้น จึงประเมินว่า มีโอกาสที่เงินทุนจะเข้ามาในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะกลับเข้ามาประมาณ 20% ของที่ออกไป หรือประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

นายเวทางค์บอกด้วยว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 หรือโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ของรัฐบาล ที่ล่าสุด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว หากสามารถเร่งโครงการลงทุนได้ในปีนี้ จะสร้างความเชื่อมั่น ให้นักลงทุนต่างชาติได้ค่อนข้างมาก

ด้านนายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.อยุธยา คาดว่า เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติจะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเอเชียอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นระยะของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นมากจนปัจจัยพื้นฐานตามไม่ทัน อาจเกิดแรงขายทำกำไรออกมาเป็นบางช่วง

สำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ อาจเกิดการปรับฐานที่แรงและเร็ว หลังจากดัชนีพุ่งขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า ซึ่งประเมินว่าหุ้นไทยมีโอกาสร่วงลง 10-20% หรือประมาณ 60-120 จุด ภายใน 1 เดือน ก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง ซึ่งหากมีแนวโน้มว่า เศรษฐกิจของไทยในปีหน้าจะเติบโตมากกว่า 3% ที่เคยคาดการณ์ไว้ หุ้นไทยก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นถึง 700 จุดได้อีกครั้ง

นายประภาสบอกอีกว่า ในช่วงที่หุ้นไทยปรับฐานลงมานี้ ถือเป็นโอกาสของนักลงทุนที่อาจซื้อหุ้นไม่ทันในรอบที่แล้ว เข้ามาเลือกซื้อหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มการเติบโตที่ดี เพื่อถือลงทุนได้





Template by - Abdul Munir | Blogging4