27 สิงหาคม 2552

เศรษฐกิจมาเลเซียเข้าสู่ภาวะถดถอย

เศรษฐกิจมาเลเซียเข้าสู่ภาวะถดถอย



กัวลาลัมเปอร์ 26 ส.ค.- ธนาคารกลางมาเลเซียเปิดเผยว่า เศรษฐกิจมาเลเซียซึ่งพึ่งพาการส่งออกดำดิ่งสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคแล้ว หลังจากหดตัวถึงร้อยละ 3.9 ในช่วงไตรมาสที่ 2 นับเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2

ธนาคารกลางมาเลเซียระบุว่า เศรษฐกิจมาเลเซียกำลังได้รับผลกระทบจากภาคการส่งออกที่ซบเซา เนื่องจากความต้องการสินค้าลดลงอันเป็นผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ก่อนหน้านี้ ในช่วงไตรมาสแรก เศรษฐกิจมาเลเซียหดตัวถึงร้อยละ 6.2 นับเป็นการหดตัวครั้วแรกในรอบเกือบ 8 ปี
รัฐบาลมาเลเซียออกแถลงการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจมาเลเซียมีแนวโน้มหดตัวร้อยละ 4-5 ในปีนี้ เนื่องจากอุตสาหกรมการส่งออกและการผลิตดิ่งลงอย่างหนัก.


ภาคการผลิตสิงคโปร์พุ่งขึ้นในเดือนกรกฎาคม



สิงคโปร์ 26 ส.ค.- กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์แถลงว่า ภาคการผลิตของสิงคโปร์ทะยานขึ้นร้อยละ 12.4 เมื่อเดือน ก.ค.ในช่วงที่สิงคโปร์เริ่มฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ แถลงว่า ภาคเภสัชกรรมในเดือน ก.ค.เพิ่มขึ้นถึง 139% จากปีก่อน ขณะที่ภาคอิเล็กทรอนิกส์ดิ่งลงร้อยละ 5.6 การทะยานขึ้นของภาคการผลิตแสดงว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์เริ่มเติบโตเป็นไตรมาส 2 ติดต่อกันในเดือน ก.ค. - ก.ย. ส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ร้อยละ 20.7 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งนับเป็นการเติบโตครั้งแรกในรอบปี


ที่มา:สำนักข่าวไทย

รถไฟฟ้าเดินหน้า-อสังหาฯ วิ่งฉิว

รถไฟฟ้าเดินหน้า-อสังหาฯ วิ่งฉิว

หุ้นอสังหาฯ ระเบิดรับรถไฟฟ้าสายสีม่วง(บางใหญ่-บางซื่อ) สัญญา 1 หลังรฟม. เซ็นสัญญาจ้างกับ CK ลุย ก่อสร้าง ปลิวขีดเส้นตายไม่เกิน 3 ปี คนกรุงฯ ได้ใช้แน่ วันนี้(27 ส.ค.) หุ้นบ้านที่ดิน รับเหมาฯ โหนกระแสกันเต็มเหนี่ยว ดาวเด่น CK-PF ใครไม่มีของเชยแหลก ฟากกูรูฟันธงยุคทองรับเหมาบังเกิดแน่ ปี 53-54




หลังจากที่การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะทาง 23 กม. ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ผู้ที่ชนะการประมูลสัญญาที่ 1 หรือโครงสร้างทางยกระดับตะวันออกจากเตาปูน-สะพานพระนั่งเกล้า ระยะทาง 12 กม. ตกเป็นของกลุ่มซีเคทีซี จอยท์ เวนเจอร์ ซึ่งประกอบด้วย บมจ.ช.การช่าง(CK) และบริษัท โตคิว คอนสตรัคชั่น จากประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นผู้ชนะการประมูล ด้วยราคา 14,292 ล้านบาท

กระทั่งวานนี้(26 ส.ค.52) ก็ได้ฤกษ์ที่ CK ต้องลงนามสัญญาว่าจ้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง(ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ) สัญญา 1 กับรฟม........

แน่นอนความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ ยังคงตอบรับกระแสข่าวดีนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาหุ้น บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC หากย้อนดูราคาหุ้น 3 วันทำการ(21 -26 ส.ค.52) ราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.24 บาท หรือ 5.26% โดยคำนวณจากราคาปิดตลาด ณ วันที่ 21 ส.ค.52 ที่ 4.56 บาท และราคาปิดวานนี้(26 ส.ค.52) ที่ 4.80 บาท โดยมีราคาสูงสุดที่ 4.92 บาท ขณะที่ราคาหุ้น บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) หรือ ITD ราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.18 บาท หรือ 6.47% โดยคำนวณจากราคาปิดตลาด ณ วันที่ 21 ส.ค.52 ที่ 2.78 บาท และราคาปิดวานนี้(26 ส.ค.52) ที่ 2.96 บาท โดยมีราคาสูงสุดที่ 3.02 บาท ส่วนบริษัท ช.การช่าง จำกัด(มหาชน) หรือ CK ราคาหุ้นกลับเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยปิดตลาดวานนี้(26 ส.ค.52) ที่ 4.24 บาท ลดลง 0.04 บาท หรือ-0.93% ราคาสูงสุดของวันอยู่ที่ 4.28 บาท

ตามติดด้วยกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับอานิสงส์ เช่นกันโดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่มีโครงการอยู่แล้วหรือเตรียมเปิดโครงการใหม่ในแถบเส้นทางรถไฟฟ้า โดยเฉพาะราคาหุ้น บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF ที่ราคาหุ้นวานนี้(26 ส.ค.52) ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 0.84 บาท หรือ 27.45% โดยราคาปิดตลาดอยู่ที่ 3.90 บาท

ด้านราคาหุ้น บริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP ปิดการซื้อขายวานนี้ที่ 5.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท หรือ 0.85% มูลค่าการซื้อขาย 125.45 ล้านบาท และราคาหุ้น บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN ปิดการซื้อขายวานนี้ที่ 6.65 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 3.10% มูลค่าการซื้อขาย 130.50 ล้านบาท



***รฟม. คาดกลุ่ม CK เริ่มสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญา 1 ภายใน 60 วัน


แหล่งข่าวจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) เปิดเผยกับ eFinance.Thai.com ว่า หลังการลงนามสัญญารถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 1 กับกลุ่ม CKTC joint Ventureในวันนี้ แล้ว คาดว่าภายใน 60วัน จะเริ่มก่อสร้างได้ ทั้งนี้ขั้นตอนภายหลังการลงนามสัญญา รฟม.จะต้องส่งหนังสือแจ้งให้กลุ่ม CKTC joint Venture ภายใน 30 วัน เพื่อแจ้งว่า กลุ่มดังกล่าวเตรียมพร้อมการก่อสร้าง ภายใน 30วัน และกำหนดวันที่จะเริ่มลงมือก่อสร้าง โดยกำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 1,350 วันหรือประมาณ 3 ปี 7 เดือนนับจากวันที่เริ่มก่อสร้าง

อย่างไรก็ตามหากเกิดปัญหาการก่อสร้างล่าช้า หรือข้อพิพาทในอนาคต เหมือนกรณีหลายโครงการที่มีปัญหา ทางอัยการสูงสุดผู้ตรวจร่างสัญญา ได้ตั้งข้อสังเกตุไว้ โดยแนะนำให้ รฟม.ดำเนินการไม่ให้รัฐเสียประโยชน์

'ตอนนี้ยังไม่ได้มองถึงประเด็นนั้น แต่อัยการแนะนำให้ยึดหลักรัฐต้องไม่เสียประโยชน์' แหล่งข่าวกล่าว

ส่วนการลงนามสัญญารถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 2และ3 นั้น ขณะนี้ยังรอการตรวจสอบเอกสารจากทางไจก้า

ทั้งนี้รถไฟฟ้าสัญญาที่ 2 และสัญญาที่ 3 กำลังรอผลการพิจารณาเงินกู้จากไจก้า โดยสัญญาที่ 2 เป็นโครงสร้างยกระดับส่วนตะวันตก จากสถานีสะพานพระนั่งเกล้า-สถานีคลองบางไผ่ และงานก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้ของสะพานพระนั่งเกล้า ระยะทางรวม 11 กม. โดยมี บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น(STEC)เป็นผู้ชนะการประมูล และสัญญาที่ 3 เป็นงานก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดรถ ที่กลุ่มพีเออาร์จอยท์เวนเจอร์ ประกอบด้วย บมจ.แอสคอน คอนสตรัคชั่น(ASCON), บมจ.เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง(PLE) และบริษัท รวมนครก่อสร้าง เป็นผู้ชนะการประมูล



*** ปลิว ลั่นโค้งสุดท้ายปีนี้ ทยอยรับรู้รายได้รถไฟฟ้าสีม่วง


นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ช.การช่าง (CK) เปิดเผย ภายหลังจากลงนามสัญญาว่าจ้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง(ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ) สัญญา 1 มูลค่า 14,292 ล้านบาท กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ว่า นับจากนี้ไปคาดว่าจะมีการโยกย้ายสาธารณูปโภคในเขตพื้นที่ ที่จะทำการก่อสร้างฯ โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน และคาดการณ์ว่าจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวประมาณไตรมาส 4/2552

สำหรับอัตรากำไรสุทธิของโครงการดังกล่าว ประเมินว่าจะไม่ถึง 5% ภายใต้สมมุติฐานราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่เกิน 80 ดอลล์/บาร์เรล หลังจากมีการต่อรองราคากับรฟม.ลงหลือ 14,292 ล้านบาท จากเดิม 16,700 ล้านบาท

นายปลิวกล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทได้มีการต่อรองราคาจำหน่ายสินค้ากับคู่ค้าหรือร้านค้า โดยตกลงที่จะขอล็อกราคาสินค้า เนื่องจากมีความกังวลต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคาวัสดุปรับตัวขึ้นตาม และคาดว่าจะสามารถล็อกราคาสินค้าได้นานถึง 2 ปี

อย่างไรก็ตามบริษัทจะใช้เวลาในการเร่งการก่อสร้างให้แล้วเสร็จไม่เกิน 3 ปี จากแผนการก่อสร้างที่ระบุไว้ในสัญญาฯ ที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1,350 วัน


***โบรกฯ แนะทยอยซื้อ CK


นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า หลังจาก CK เซ็นสัญญาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 1 แล้ว จะส่งผลดีต่อการรับรู้รายได้ในปี 2553 นอกจากนี้ ในปีหน้ายังรับรู้รายได้จากยอดงานในมือ(Backlog) อีกส่วนหนึ่งที่สะสมจากปีก่อนด้วย รวมถึงโครงการน้ำงึม 2 นอกจากนี้บริษัทฯกำลังอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาโครงการน้ำบาก 1-2 โดยคาดว่ามีโอกาสทราบผลในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งหาก CK ได้โครงการดังกล่า วจะส่งผลให้ Backlog เพิ่มขึ้นอีก 1.7 หมื่นล้านบาท สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ ทยอยซื้อ โดยประเมินราคาเหมาะสมอยู่ที่ 5.76 บาท


***STEC เด่นสุดในกลุ่มรับเหมาฯ

สำหรับภาพรวมกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ประเมินว่า ผลประกอบการในปีนี้อาจไม่โดดเด่นมากนัก ซึ่งการรับรู้รายได้เป็นงานเก่าที่สะสมมามากกว่า แต่จะเริ่มเห็นภาพการเติบโตอย่างชัดเจนในช่วงปี 2553-2554 จากโครงการใหม่ๆที่เข้ามา ทั้งนี้ตัวเลขผลประกอบการที่เริ่มดีขึ้นในปีหน้านั้น ภายใต้สมมติฐานที่ราคาวัตถุดิบอย่าง ปูนซีเมนต์ เหล็ก ไม่ผันผวนมากนัก ทั้งนี้ในปีนี้มีโครงการขนาดใหญ่ค่อนข้างน้อย และการเมืองที่ยังไม่มีความแน่นอน ทำให้งบประมาณภาครัฐยังไม่เห็นชัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มรับเหมาฯ

ส่วนบริษัทผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มรับเหมาฯ ที่โดดเด่น ที่สุดของกลุ่มรับเหมาฯ คือ STEC ซึ่งสามารถรักษาระดับได้ดี เนื่องจากภาระทางการเงินค่อนข้างต่ำ ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นมีภาระทางการเงินสูง ทำให้กดดันต่อผลการดำเนินงาน กลยุทธ์แนะนำทยอยซื้อ STEC ให้ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 5.25 บาท


***กูรูหุ้นประเมิน บจ.กลุ่มรับเหมาฯ ที่ขาดทุนมีลุ้นพลิกเป็นกำไร

นายชัย จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.พัฒนสิน เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการช่วงที่เหลือในปีนี้ของหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ประเมินว่ามีโอกาสเติบโตในทิศทางที่ดี เนื่องจากที่ผ่านมางานก่อสร้างเริ่มขยายตัวในทิศทางที่ดี ประกอบกับงานในมือ (Backlog) เพิ่มขึ้น หลังจากโครงการรถไฟฟ้าภาครัฐมีความคืบหน้า

" ประเมินว่าช่วงที่เหลือของปีนี้ราคาหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่อย่าง CK,ITD,STEC,TTCL และขนาดกลาง SEAFCO ราคาหุ้นคงไม่มี New Low แล้ว บริษัทที่ขาดทุนอยู่ก็คงมีกำไรหรือที่มีกำไรอยู่แล้วก็คงมีกำไรเพิ่มมากขึ้นจึงแนะนำนักลงทุนซื้อ ส่วน CK ก็ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 4.60 บาท " นายชัย กล่าว


*** ประเมินรายได้ CK ปีนี้ 1.35 หมื่นลบ.

ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่าในปีนี้ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK จะรับรู้รายได้จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง(ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ) สัญญา 1 ในสัดส่วน 7-8% ส่วนปี 2553 จะรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวเข้ามาเต็มปี แต่ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในปีนี้คงไม่เติบโดดเด่นมากนัก แต่ที่ราคาหุ้นมีปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะนี้ เพราะได้รับปัจจัยบวกจากโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลบวกต่อจิตวิทยากการลงทุน

" ถ้าหากดูจากปัจจัยพื้นฐานหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง แต่ที่ราคาหุ้นปรับขึ้นในช่วงนี้ เพราะโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลบวกต่อจิตวิทยาการลงทุน ทำให้นักลงทุนเข้ามาเล่นเก็งกำไร เพราะคาดว่าหุ้นกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์ ส่วน CK เอง กอร์มาร์จิ้นปีนี้อาจจะดีขึ้นบ้างเล็กน้อย เพราะงานใหม่ที่รับเข้ามามีมาร์จิ้นดี แต่ก็ยังต่ำกว่าปีก่อน " แหล่งข่าวรายเดิม กล่าว

ทั้งนี้ประเมินรายได้ของ CK ในปีนี้ไว้ที่ 13,500 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ 490 ล้านบาท ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อ เพราะประเมินว่ายังมีปัจจัยบวกใหม่ๆ ทยอยเข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 5.50 บาท/หุ้น



***โบรกฯ แนะซื้อ PF


บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ ระบุว่าทางฝ่ายยังมีมุมมองที่สดใสต่อกำไรของ PF ในครึ่งปีหลัง โดยผู้บริหารคาดการณ์ยอดขายในไตรมาส 3/52 ที่ 1.5 พันล้านบาทและเพิ่มเป็น 2 พันล้านบาทในไตรมาส 4/52 โดยเรามองว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงจาก 1) backlog ประมาณ 1.8 พันล้านบาท โดยคาดว่าจะรับรู้ในไตรมาส 3/52 ประมาณ 700 ล้านบาทและ 500 ล้านบาทในไตรมาส 4/52 2) การรับรู้รายได้ของโครงการ Master piece เอกมัย-รามอินทราจำนวน 300 ล้านบาทที่มีปัญหาในไตรมาส 2/52 และสามารถแก้ไขได้ในต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา 3) รายได้ทีจะรับรู้จากการเปิดโครงการใหม่จำนวน 4 โครงการในไตรมาส 2/52 5) ยอดขายที่เข้ามาประมาณ 600-700 ล้านบาท/เดือน

นอกจากนี้เรายังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการพ้นจุดคุ้มทุนของบริษัท โดยเราประมาณกำไรสุทธิที่ 550 ล้านบาท ( EPS 0.7 บาท) ทั้งนี้การประมาณการของเรายังไม่รวมการรับรู้รายได้จากการขายที่ดินเข้ามา สำหรับความคืบหน้าในการขายที่ดิน 400 ไร่( มูลค่า 900 ล้านบาท) ให้กับลูกค้ารายใหญ่ โดยคาดว่าจะเซ็นสัญญาและรับเงินมัดจำก้อนแรกประมาณ 180 ล้านบาทได้ในไตรมาส 3/52 นี้ นอกจากนี้ PF ยังมีแผนการพัฒนาโครงการต่อเนื่องบริเวณใกล้เคียง โดยที่ PF ยังมีที่ดินอีกกว่า 500 ไร่ในทำเลโดยรอบ และจากต้นทุนที่ดินที่ได้มาค่อนข้างต่ำ (ประมาณ 2.25 ล้านบาท/ไร่) ทำให้เราเชื่อว่า PF จะมีกำไรขั้นต้นจากการขายที่ประมาณ 15-20% ซึ่งคิดเป็นเงินกว่า 180 ล้านบาท

ปัจจุบัน PF มี Land bank อีกประมาณ 2000 ไร่ซึ่งสามารถใช้พัฒนาโครงการได้ต่อเนื่องอีก 4 ปี ในขณะที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง 0.95 เท่าต่ำกว่าข้อจำกัดของธนาคารที่ให้สินเชื่อที่ 1.75 เท่า และเมื่อขายที่ดินจำนวน 400 ไร่ได้จะทำให้กระแสเงินสดของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอีก ซึ่งทำให้เรามองถึงศักยภาพในการพัฒนาในอนาคตอีกมาก

ดังนั้นจึงแนะนำ ซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 4.20 มี upside อีกถึง 37% ซึ่งปัจจุบันถือว่าราคาหุ้นยังถูกมากที่สุด โดยซื้อขายกันที่ PE เพียง 4 เท่าและที่ PBV ต่ำสุดในอุตสาหกรรมที่ 0.35 เท่าเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 8 เท่าและ 1.3 เท่าตามลำดับ ขณะที่การจ่ายเงินปันผลที่สูงถึง 12% 3) ศักภาพในการเติบโตจากที่ดินรอการพัฒนาและโครงการใกล้เคียงบริเวณที่ดินจำนวน 400 ไร่




20 สิงหาคม 2552

แนะหุ้นปันผล!!

แนะหุ้นปันผล!!

ดัชนีหุ้นวันที่ 19 ส.ค.52 ปิดที่ 631.28 จุด ลดลง 8.97 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 19,148.72 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 626.99 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด นำโดย PTT ปิดที่ 232 บาท ลดลง 5 บาท, TMB ปิดที่ 1.06 บาท ลดลง 0.09 บาท, BANPU ปิดที่ 396 บาท ลดลง 12 บาท, PTTEP ปิดที่ 137.50 บาท ลดลง 2.50 บาท และ TOP ปิดที่ 38 บาท ลดลง 0.75 บาท

ฝ่ายวิจัย บล.พัฒนสิน มองแนวโน้มระยะสั้น ดัชนียังคงลงต่อ เพราะนักลงทุนจะขายทำกำไรต่อหลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาสูง โดยนักลงทุนบางส่วนชะลอดูสถานการณ์จนกว่าจะแน่ใจว่าภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้จริงหรือไม่ เพราะขณะนี้ราคาหุ้นได้วิ่งแรงแซงหน้าเศรษฐกิจที่คาดหวังว่าจะฟื้นตัวขึ้นไปมากแล้ว เมื่อมีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯหรือไทยออกมาในเชิงลบ ก็จะทำให้นักลงทุนกลับมากังวลอีกครั้ง

ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงหวังว่า จะมีปัจจัยบวกใหม่ๆที่ชัดเจนเข้ามาเป็นตัวหนุนหรือกระตุ้นตลาดให้ปรับตัวขึ้นได้ โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ถ้อยแถลงนโยบายหรือทิศทางเศรษฐกิจของเบน เบอร์นันเก ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด

แนะกลยุทธ์การลงทุน หากดัชนีดีดตัวขึ้นให้รีบขายทำกำไรหรือตัดขาดทุนไป หรือหาจังหวะเข้าทยอยสะสมในหุ้นที่ผลประกอบการดี กำไรงาม และใกล้แขวน XD เพื่อรอรับเงินปันผล

หุ้นที่แนะนำ เช่น บริษัทน้ำมันพืชไทย (TVO), บริษัทศุภาลัย (SPALI), บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF)

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง มองแนวโน้มตลาดระยะสั้น คาดว่าจะแกว่งตัวลง แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้เก็งกำไรระยะสั้น โดยรอซื้อเมื่อดัชนีอยู่ที่แนวรับ 620 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 635 จุด

ปิดท้ายมีข่าว ศุภกร สุนทรกิจ บิ๊ก MFC คงเป้าสินทรัพย์ปีนี้โต 20% แตะ 2.6 แสนล้านบาท จากสิ้นเดือน มิ.ย.มีสินทรัพย์อยู่ที่ 2.27 แสนล้านบาท

โดยครึ่งปีหลังจะลุยออกกองทุนใหม่ 17 กอง เน้นลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ทั้งกองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั้งในและต่างประเทศ, สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมัน นอกจากนี้ยังจะลงทุนในหุ้นกู้ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ด้วย

ที่ผ่านมากองทุนรวมของเอ็มเอฟซีหลายกองทุนประสบผลสำเร็จ สามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยได้ในระดับสูง

ส่วนตลาดหุ้นไทยเชื่อ หากมีเงินนอกไหลเข้ามีสิทธิ์ลุ้นหุ้นทะลุ 700800 จุดได้ในปีหน้า!!


อินเด็กซ์ 51

10 เดือนรัฐขาดดุล 3.7 แสนล้าน

10 เดือนรัฐขาดดุล 3.7 แสนล้าน


คลังแจงฐานะช่วง 10 เดือนรัฐบาลขาดดุลเงินสดรวมทั้งสิ้น 378,103 ล้านบาท คิดเป็น 4.3% ของจีดีพี สะท้อนถึงบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ภาคเอกชนชะลอการใช้จ่าย




นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด ว่า ในเดือน ก.ค. 2552 รัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณจำนวน 62,661 ล้านบาท ส่งผลให้ช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 รัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณจำนวนรวมทั้งสิ้น 449,241 ล้านบาท และเมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่เกินดุล 71,138 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวมทั้งสิ้น 378,103 ล้านบาท คิดเป็น 4.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สะท้อนถึงบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ภาคเอกชนชะลอการใช้จ่าย

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ชดเชยการขาดดุลเงินสดด้วยการออกพันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลัง ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนก.ค.2552 เท่ากับ 278,987 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่มีความมั่นคงต่อฐานะการคลังของรัฐบาล

โดยฐานะการคลังในช่วง 10 เดือนแรกปีงบประมาณ 2552 หรือ ต.ค.2551-ก.ค.2552 นั้นรายได้นำส่งคลัง รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1,128,844 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 107,150 ล้านบาท คิดเป็น 8.7% เนื่องจากการจัดเก็บภาษีของ 3 กรมหลักที่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และภาษีธุรกิจเฉพาะ นอกจากนั้นการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจก็ลดลงด้วยเช่นเดียวกัน

ส่วนรายจ่ายรัฐบาล การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลมีจำนวนทั้งสิ้น 1,578,085 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 219,165 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.1% ประกอบด้วยรายจ่ายปีปัจจุบัน 1,467,057 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว15.6% คิดเป็นอัตราการเบิกจ่าย 75.2% ของวงเงินงบประมาณ 1,951,700 ล้านบาท และรายจ่ายปีก่อน 111,028 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้ว 22.9%

โดยรายจ่ายปีปัจจุบันจำนวน 1,467,057 ล้านบาท แบ่งออกเป็นรายจ่ายประจำ 1,228,648 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 19.1% และรายจ่ายลงทุน 238,409 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 0.8%

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับดุลการคลังรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด ขาดดุล 378,103 ล้านบาท โดยเป็นการขาดดุลเงินงบประมาณ 449,241 ล้านบาท ส่วนดุลเงินนอกงบประมาณเกินดุลจำนวน 71,138 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการออกพันธบัตรตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังฯ จำนวน 50,000 ล้านบาท และการได้รับรายได้จากการชดใช้เงินคงคลังจำนวน 27,540 ล้านบาท ทั้งนี้ รัฐบาลได้บริหารเงินสดให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงิน รวมทั้งสร้างความมั่นคงของฐานะการคลัง จึงได้ชดเชยการขาดดุลดังกล่าวด้วยการออกพันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลังรวม 428,030 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินสด เกินดุล 49,927 ล้านบาท และเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ก.ค.2552 มีจำนวน 278,987 ล้านบาท

สำหรับฐานะการคลังเดือน ก.ค.นั้นรัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง 101,457 ล้านบาท ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 2,677 ล้านบาท คิดเป็น 2.6% โดยมีสาเหตุสำคัญจากการจัดเก็บรายได้ที่ลดลงในช่วงเศรษฐกิจหดตัว ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และอากรขาเข้าลดลงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว


เริ่มเห็นสัญญาณการพักตัวแล้ว

บล. เกียรตินาคินเตือน เริ่มเห็นสัญญาณการพักตัวแล้ว
ให้กรอบแนวรับไว้ที่ 610- 620 จุด


วิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยยังแกว่งตัวตามตลาดภูมิภาค โดยยังคงขาดปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามากระตุ้น ส่วนแรงขายในตลาดหุ้นจีน ก็จะเข้ามาเป็นปัจจัยกดดันตลาดภูมิภาคเอเชียโดยรวมในช่วง 2 วันที่เหลือของสัปดาห์นี้ได้ โดยดัชนีหุ้นไทยยังมีแนวโน้มแกว่งตัวได้ในกรอบ 610 – 620 จุด แต่การที่หุ้นหลายตัวได้ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลออกมา ทำให้มีแรงช้อนซื้อเข้ามาในตลาดด้วย

สำหรับราคาหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นตลอด 4 เดือนจากสภาพคล่องที่ไหลเข้ามาหาผลตอบแทนนั้น ก็เชื่อว่ายังมีโอกาสปรับลดลงได้หากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นหรือมีเงินไหลออกไป แต่การที่หุ้นกลุ่มนี้ในตลาดหุ้นไทยมีการจ่ายปันผลที่ดี เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้ าก็อาจมีแรงรับกลับเข้ามาได้เช่นกัน ส่วนโรงกลั่นที่จ่ายปันผลไม่สูงนัก ก็ยังมีโอกาสผันผวนได้

วิริยาแนะนำว่า เนื่องจากดัชนียังมีความผันผวนไปจนสัปดาห์หน้า ผู้ที่มีเงินสดในมือก็อาจรอตั้งรับไว้ที่ 610-620 จุด ส่วนคนที่ลงทุนระยะยาวเพื่อหวังปันผลก็อาจถือต่อไปได้ ส่วนผู้ที่เก็งกำไรในช่วงก่อนหน้าก็ต้องอิงกับกรอบทางเทคนิคด้วยว่าเริ่มเห็นสัญญาณพักตัวและผันผวนมากขึ้นแล้ว จึงอาจต้องขายออกมาด้วยหากมีการดีดตัวขึ้นโดยยังต้องให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจ รวมถึงจีดีพีที่จะประกาศออกมาในสัปดาห์หน้า ตลอดจนปัจจัยการเมือง และการไหลเข้าออกของเม็ดเงินต่างชาติ ซึ่งจะมีผลให้หุ้นไทยยังมีความผันผวนได้




18 สิงหาคม 2552

คาดได้ข้อสรุปปรับโครงสร้างการรถไฟฯ

คาดได้ข้อสรุปปรับโครงสร้างการรถไฟฯ ในอีก 2 สัปดาห์
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) บอกว่า แนวทางการปรับโครงสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สหภาพแรงงาน รฟท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ และสามารถรายงานต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรี ภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนการเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ น่าจะเริ่มทดลองวิ่งรถได้ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ หากขั้นตอนการเจรจาสามารถตกลงกันได้ โดยไม่เกิดการประท้วงขึ้น




ผู้อำนวยการ สคร. ย้ำว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงโครงสร้าง รฟท. เพื่อรองรับเม็ดเงินกระตุ้นการลงทุนตามแผนไทยเข็มแข็ง ซึ่งหากยังไม่ดำเนินการก็จะทำให้แผนการลงทุนล่าช้าออกไป นอกจากนี้ยังจะส่งผลต่อเจ้าของเงินกู้ที่จะปล่อยให้แก่ รฟท. ด้วย

ทั้งนี้ในการปรับโครงสร้าง รฟท. ยังมีความขัดแย้งภายใน โดยเฉพาะในส่วนการดำเนินการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ที่ทาง ผู้บริหารต้องการให้มีการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดำเนินการ เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญมาเดินรถ แต่ทางสหภาพ ต้องการที่จะให้ตั้งเป็นหน่วยธุรกิจและให้พนักงาน รฟท. เป็นผู้เดินรถ



Template by - Abdul Munir | Blogging4