ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก:
ทองคำปิดร่วง $3.70
ระหว่างนลท.รอดูผลประกอบการภาคเอกชน
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนวันศุกร์ (10 ก.ค.) หลังนักลงทุนเลี่ยงซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงระหว่างรอดูผลประกอบการของภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถบ่งชี้ทิศทางของเศรษฐกิจได้
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. ร่วง 3.70 ดอลลาร์ ปิดที่ 912.50 ดอลลาร์/ออนซ์ และลดลงรวม 2% สำหรับสัปดาห์นี้
ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 29 เซนต์ ปิดที่ 12.6450 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 2.6 เซนต์ ปิดที่ 2.2115 ดอลลาร์/ปอนด์
นักลงทุนค่อนข้างเป็นกังวลกับผลประกอบการของภาคเอกชนที่กำลังจะได้รับการเปิดเผยในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เจเนอรัล อิเล็กทริค โค, แบงค์ ออฟ อเมริกา คอร์ป และ กูเกิล อิงค์ โดยพวกเขาหวังว่าผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้จะบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยใกล้สิ้นสุดลงแล้ว
ในขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าเมื่อเทียบอีกหลายสกุลเงินหลักก็ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติหลีกเลี่ยงที่จะซื้อทองคำ เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะมีราคาแพงสำหรับนักลงทุนต่างชาติหากดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบสกุลเงินอื่น
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
13 กรกฎาคม 2552
ทองคำปิดร่วง $3.70
โดย Mboy เวลา 10:07 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ทองคำ, เศรษฐกิจไทย, เศรษฐกิจโลก, เศรษฐกิจสหรัฐ
คอลัมน์ เกาะติดหุ้นร้อน
คอลัมน์ เกาะติดหุ้นร้อน
- เปิดตลาดปลายสัปดาห์หลังปิดวันหยุดเทศกาล แม้จะยังไม่คึกคัก แต่ก็มีหุ้นเก็งกำไรอย่าง หุ้นสาลี่อุตสาหกรรม (SALEE) วิ่งรับข่าว ผู้ถือหุ้นรายใหม่ในบริษัทลูกที่ใกล้จะ สรุปผลแล้ว โดยราคาปรับขึ้นถึง 68% จากราคา 1.57 บาท มาที่ 2.64 บาท ส่วน SALEE-W1 บวก 90% จาก 0.43 บาทอยู่ที่ 0.82 บาท ซึ่ง บล.เคทีซีมิโก้ มองว่า หากราคาหุ้น SALEE สามารถยืนเหนือระดับราคา 2.50 บาทได้ แข็งแกร่งก็สามารถเล่น "เก็งกำไร" ได้ แต่ถ้าหลุดแนวรับดังกล่าว "ไม่แนะนำลงทุน" โดยให้แนวต้านที่ 2.80 บาท และถัดไปที่ 3 บาท ขณะที่ SALEE-W1 แนวรับ 0.60 บาท และแนวต้าน 0.82 บาท
- ส่วนหุ้นกระแสแรงได้ใจต้อง ยกให้ หุ้นไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม (TIES) วิ่งขึ้นรวดเดียว 27% หลังมีรายชื่อนักลงทุนขาใหญ่ เข้าไปถือหุ้น หลังมีการใช้สิทธิ หลักทรัพย์แปรสภาพหรือวอร์แรนต์ ที่บริษัทแจกฟรีก่อนหน้านี้ โดยนายรัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ถือหุ้น 9.3% นางอังศนา มาสะกิ 6.38% นางโฉมพิศ บุนนาค 6.61% และ นายฉาย บุนนาค 6.94% แต่ราคาหุ้นขึ้นได้ไม่นานก็ร่วงมาติดฟลอร์ ที่ 1.01 บาท ทำให้ลูกค้าต้องใช้เงินสดวางไว้ ล่วงหน้าเต็มจำนวนก่อนการซื้อ (cash balance) ตั้งแต่วันที่ 8-24 กรกฎาคม 2552
- เปิดตัวผู้บริหารคนใหม่ "ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ" ไปพร้อมๆ กับพาหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) คันทรี กรุ๊ป (CGS) เด้งขึ้นแรงอีกครั้ง ซึ่งขนทีมงานมาซบอกร่วม 70 ชีวิต เป็นฝ่ายมาร์เก็ตติ้ง 50-60 คน ฝ่ายปฏิบัติการแบ็กออฟฟิศ 10 กว่าคน และฟรอนต์ออฟฟิศ 10 คน ตั้งเป้าเดินหน้าขึ้นแท่นอันดับ 3 มาร์เก็ตแชร์ 6% ภายในสิ้นปีนี้ สวนทางกับ บล.บีฟิท ที่ดูท่าจะแย่ลง ราคาหุ้นร่วง จาก 2.10 บาท อยู่ที่ 1.37 บาท มาร์เก็ตแชร์จาก 4% เหลือ 2% คงต้องติดตามกันต่อไป
โดย Mboy เวลา 09:51 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
จับตาโยกเงินลงบอนด์ออมทรัพย์
สัปดาห์นี้หุ้นปรับฐาน
* จับตาโยกเงินลงบอนด์ออมทรัพย์
กูรู ฟันธง สัปดาห์นี้ คลัง ขาย พันธบัตรออมทรัพย์ 5หมื่นลบ.ไม่กระทบบรรยากาศการลงทุน เหตุนักลงทุนคนละกลุ่ม ชี้ อยู่ในช่วงปรับฐาน บล.ฟาร์อีสท์ มองกรอบดัชนี สัปดาห์นี้ 585-560 จุด แนะ ให้ถือหุ้นเพียง 15% ของพอร์ต ที่เหลือถือเงินสด ด้านDBSV แนะ ทยอยซื้อสะสมเมื่อดัชนีฯอ่อนตัวลง ส่วน FSS แนะ เก็งกำไร ที่แนวรับ560 จุด แนวต้านอยู่ที่ 575-585 จุด ด้านนายแบงก์ประสานเสียงพร้อมขายพันธบัตรออมทรัพย์ 5 หมื่นลบ. ลั่นงานนี้ไม่มีกั๊ก
สัปดาห์นี้ กระทรวงการคลังจะประเดิมขาย พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ล็อตแรก วงเงิน 50,000 ล้านบาท เริ่มกันในวันที่ 13 -21 กรกฎาคมนี้ ผ่าน 7 สถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย ธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลัง เตรียมเข็นพันธบัตรออมทรัพย์ ล็อต 2 วงเงิน 3หมื่นล้านบาท ออกมาอีก หากความต้องการของประชาชนในการซื้อล็อตแรกล้นหลาม
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการซื้อขายเพียง 3 วัน หลังปิดทำการเนื่องจากวันหยุดยาว ส่งผลให้ วันแรกของการซื้อขาย(8ก.ค. 52 )ดัชนีฯรูดลงไปถึง 15 จุด ก่อนจะมาปิดตลาด 575.87 จุด ลดลง 7.61 จุด
หรือ -1.30%แม้วันที่ 9 ก.ค. 2552 ดัชนีฯจะรีบาวน์ขึ้นมาปิดตลาดที่ 581.99 จุด เพิ่มขึ้น 6.12 จุดแต่สุดท้าย ก็ต้องเผชิญแรงขายทำกำไรจนทำให้ดัชนีฯ มาอยู่ที่ 566.03 จุด ลดลง 15.96 จุด (10 ก.ค.52) ขณะที่ปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ในช่วงระหว่างวันที่ 8-10 ก.ค.2552 พบว่า นักลงทุนสถาบัน ขายสุทธิ 3,151.3 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,806.8 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 6,958.1 ล้านบาท
*ผจก.ตลท.ยอมรับ อาจมีเม็ดเงินในตลาดหุ้นโยกไปลงพันธบัตรออมทรัพย์*
ด้าน นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ออกมายอมรับว่า อาจมีเม็ดเงินตลาดหุ้นโยกไปลงทุน พันธบัตรออมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ตลท.ไม่ได้มีความกังวลในเรื่องดังกล่าวเพราะมองว่าพันธบัตรที่เสนอขายออกมาน่าจะช่วยเกื้อหนุนและเสริมกันมากกว่า โดยผู้ที่เข้าไปลงทุนคงพิจารณาผลตอบแทนและอัตราดอกเบี้ย
*เชื่อ ไม่กระทบการลงทุน แต่ดัชนีฯร่วงต่อ แนะจับตาการประกาศตัวเลขศก.สหรัฐ*
นายจักรกริช เจริญเมธาชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ เปิดเผยว่า การเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลในสัปดาห์นี้อาจส่งผลให้มีเงินบางส่วนโยกจากตลาดหุ้นไปลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบบรรยากาศการลงทุน โดยมองแนวโน้มดัชนีฯสัปดาห์นี้มีโอกาสจะปรับตัวลดลง และต้องติดตามปัจจัยจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งน่าจะมีผลกับตลาดหุ้น ประกอบด้วยตัวเลข ยอดค้าปลีกดัชนีราคาผู้ผลิต ,ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม,ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย(จำนวน) การสร้างบ้านใหม่
ขณะเดียวกันในสัปดาห์นี้ ยังมีประเด็นสำคัญต้องติดตาม ประกอบด้วยการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 14 ก.ค.นี้ ที่จะมีการพิจารณาขยายอายุ 5 มาตรการ 6 เดือนซึ่งจะครบกำหนดสิ้น ก.ค. รวมทั้งการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง. เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 15 ก.ค.นี้ขณะเดียวกัน วันที่ 17-23 ก.ค. จะมีการประชุมรมต.ต่างประเทศอาเซียนที่ จ. ภูเก็ต โดยครม.จะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ภูเก็ตและพื้นที่โดยรอบ ปิดท้ายด้วย การวินิจฉัยสมาชิกภาพสส.ที่ถือหุ้นสัปทานของรัฐในวันที่ 23 ก.ค.จึงแนะนำให้ถือหุ้นเพียง 15% ของพอร์ต ที่เหลือถือเงินสด มองกรอบดัชนีฯที่ 585-560 จุด
* ฟันธง! พันธบัตรไม่กระทบตลาดหุ้น แนะทยอยซื้อเมื่อดัชนีฯอ่อนตัวลง*
ขณะที่นางสาวอาภาภรณ์ แสวงพรรค รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส DBSV กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้จะยังคงอยู่ในช่วงการปรับฐาน และมีโอกาสแกว่งตัวลงได้อีก โดยที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับการเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งล็อตแรกของธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใด
นอกจากนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่มีการโยกเงินลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อไปซื้อพันธบัตรอย่างแน่นอน เนื่องจากลักษณะของนักลงทุนมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้นักลงทุนในส่วนของพันธบัตร ย่อมมีความต้องในรูปแบบเงินออมระยะยาว ประกอบกับมีความเสี่ยงต่ำ ดังนั้นเม็ดเงินที่จำนวนไปใช้ในการซื้อพันธบัตรจึงเกิดจากเม็ดเงินคนละสัดส่วนกัน
อย่างไรก็ตาม การเปิดขายพันธบัตรฯอาจส่งผลกระทบต่อเงินฝากระยะยาวของธนาคารพาณิชย์ แต่เป็นการกระทบเพียงทางอ้อมเท่านั้น โดยไม่มีนัยสำคัญ ซึ่งในสัปดาห์นี้จะเป็นการประกาศผลประกอบการของธนาคาร รวมทั้งทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. อีกด้วย
ทั้งนี้ภาพรวมของตลาดฯจะปรับตัวลง โดยได้รับปัจจัยกดดันจากวามเชื่อมั่นที่ลดลงด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และอาจมีสัญญาณการรีบาวน์แทรกสลับกัน ทั้งนี้แนะนำให้ทยอยซื้อสะสมเมื่อดัชนีฯอ่อนตัวลง ทั้งนี้ประเมินแนวรับอยู่ที่ 560 จุดและ 550 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 580 จุด และ 590 จุด
* บ่ยั่น!พันธบัตร ชี้ นลท.คนละกลุ่ม มองตลาดร่วง เหตุกังวลศก.-หวัด 2009 *
ด้านนายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส (FSS)กล่าวถึงการเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งล็อตแรกในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ว่า จะไม่กระทบต่อบรรยากาศการลงทุนอย่างแน่นอน โดยการปรับตัวลดลงของดัชนีฯเนื่องจากมีความกังวลด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ขณะเดียวกันนักลงทุนจะไม่โยกย้ายเงินลงทุนไปยังตลาดพันธบัตรฯ เนื่องจากเป็นนักลงทุนคนละกลุ่ม
ทั้งนี้ สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ที่ผ่านมามีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก แต่เรื่องที่จะกระทบต่อธนาคารคาดว่าจะเป็นเรื่องการเติบโตของสินเชื่อที่ช้าลง ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออมเงินในรูปแบบเงินฝาก
โดยภาพรวมของตลาดฯในสัปดาห์หน้าจะยังคงอยู่ในช่วงการปรับฐาน จากความกังวลของสภาพเศรษฐกิจโลก การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 รวมทั้งเสถียรภาพของรัฐบาล ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะก่อนบริเวณแนวรับที่ 540 จุด แต่หากต้องการซื้อเก็งกำไร สามารถทำได้บริเวณแนวรับที่ 560 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 575-585 จุด
* นายแบงก์ประสานเสียงพร้อมขายพันธบัตร ลั่นงานนี้ไม่มีกั๊ก*
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวว่า ธนาคารได้เตรียมความพร้อมไปยังพนักงานประจำสาขาของธนาคารแล้วในการจำหน่ายพันธบัตรดังกล่าว รวมทั้งได้ปฏิบัติตามกติกาที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งไม่ให้รับจองล่วงหน้าอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับนางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวถึงความพร้อมในการจำหน่ายพันธบัตรว่า ธนาคารมีความพร้อมอย่างมาก
โดยมั่นใจว่าจะไม่มีการรับจองพันธบัตรล่วงหน้าอย่างแน่นอน และจะทำตามกฎของกระทรวงการคลังได้กำหนดไว้
สำหรับการดูแลพนักงานของธนาคารได้เตรียมการล่วงหน้าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว ซึ่งมีการทำความสะอาดวันละหลายครั้ง โดยเฉพาะตู้ ATM ซึ่งจะมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก
ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวว่า
การออกพันธบัตรของรัฐบาลจะไม่กระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารอย่างแน่นอน เนื่องจากมีสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนมาก
รวมทั้งระยะเวลาของการถือครองพันธบัตร 3-5 ปีนั้น จะไม่กระทบต่อทิศทางดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคาร โดยมองว่า
ทั้งการฝากเงินกับธนาคารและการออกพันธบัตรเป็นเพียงทางเลือกในการออมของประชาชนที่แตกต่างกัน
จึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อกันและกัน ซึ่งขณะนี้ธนาคารมีความพร้อมในการจำหน่ายพันธบัตรฯแล้ว
ขณะที่นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCIB กล่าวว่า
ธนาคารมีความพร้อมที่จะจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งล็อตแรก แต่ธนาคารได้รับโควต้าประมาณ 3 พันล้านบาท
ทั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก และคาดว่าจะมียอดผู้ที่ต้องการซื้อพันธบัตรมากกว่าจำนวนที่ได้รับมา
พร้อมสั่งห้าม พนักงานประจำสาขาต่างๆจองพันธบัตรฯ ล่วงหน้า
โดย Mboy เวลา 09:48 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
ปัจจัยบวกมากกว่าลบ
| หุ้นไทยสัปดาห์นี้ปัจจัยบวกมากกว่าลบ แต่ก็ยังผันผวน |
| ถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้บังคับบัญชา สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.พัฒนสินกล่าวในรายการ Trading Hour (Afternoon) ว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้น่าจะมีความผันผวนสูงตามประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจใน 4 ประเด็นด้วยกันคือ - การประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ประจำไตรมาส 2/52 ของจีน ที่คาดว่าจะขยายตัวจากไตรมาส 2/51 ประมาณ 7.8% เป็นการปรับเพิ่มประมาณการเดิม และหากเทียบกับไตรมาส 1/52 ก็คาดว่าจะขยายตัว 6.1% ส่วนในครึ่งหลังของปีนี้คาดว่า GDP จะขยายตัว 8-10% ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่หนุนตลาดโลก - การประกาศผลประกอบการประจำไตรมาส 2/52 ทั้งของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯและของไทย ซึ่งนักลงทุนบางส่วนที่ยังลังเลไม่เข้าลงทุนในสัปดาห์นี้ก็เพราะต้องการติดตามผลประกอบการไตรมาส 2/52 ก่อน สำหรับกลุ่มสถาบันการเงินของไทยที่จะประกาศออกมาเป็นหลุ่มแรกคาดว่าผลการดำเนินงานโดยรวมจะลดลง อันเนื่องมาจากการชะลอตัวของการปล่อยสินเชื่อ และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง อย่างไรก็ตาม บล.พัฒนสินคาดว่า ธนาคารทหารไทย (TMB) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) และธนาคารนครหลวงไทย (SCIB) น่าจะยังเป็นกลุ่มที่ผลการดำเนินงานดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/52 - การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่แม้ส่วนใหญ่จะคาดกันว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ไปจนถึงสิ้นปี แต่หากกนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงก็อาจกลางเป็นการสร้าง Surprise ครั้งใหญ่ให้กับตลาดได้ด้วยเช่นกัน - ประเด็นทางการเมืองที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาคุณสมบัติของสส.จากพรรคประชาธิปัตย์ในประเด็นเรื่องการถือครองหุ้นบริษัทเอกชน อีกทั้งในวันที่ 16 ก.ค. 52 ยังถึงกำหนดที่คณะกรรมการสมานฉันท์จะส่งร่างรัฐธรรมนูญให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกด้วย ถนอมศักดิ์มองว่า แนวโน้มของบรรยากาศการลงทุนจะเป็นบวกมากกว่าลบ โดยให้แนวรับหลักไว้ที่ 561 จุด โดยเชื่อว่าหากไม่หลุดไปจากแนวรับนี้ก็จะมีการเก็งกำไรเข้ามา แต่หากหลุดจากระดับ 561 จุด ก็อาจต้องไปรอที่ระดับ 550 จุดหรือต่ำกว่า สำหรับการเปิดจองพันธบัตรออมทรัพย์นั้น ถนอมศักดิ์มองว่าจะส่งผลต่อตลาดหุ้นไม่มากนัก เพราะเชื่อว่าเงินที่จะนำไปลงทุนในพันธบัตรจะเป็นเงินออมในธนาคารพาณิชย์มากกว่าการโยกเงินจากการลงทุนในหุ้น ขณะเดียวกันนักลงทุนในตลาดหุ้นที่ไม่ชอบความเสี่ยงมากนัก ในระหว่างนี้อาจเลือกลงทุนหุ้นปันผลที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า 3% แทนก็ได้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดทำการ ณ จุดต่ำสุดของวันที่ 566.03 จุด ลดลง 15.96 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 15,838.712 ล้านบาท - นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 1,057.29 ล้านบาท - นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,263.80 ล้านบาท - นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 3,321.09 ล้านบาท |
โดย Mboy เวลา 09:47 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
คอลัมน์ เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน
คอลัมน์ เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน
- ตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเปิดทำการวันแรกของสัปดาห์หลังจากหยุดยาว ดัชนีเปิดตลาดวันพุธที่ 8 ก.ค.ที่ 575.87 จุด ลดลง 7.61 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 12,888.40 ล้านบาท ผลจากความกังวลภาวะเศรษฐกิจโลกที่กองทุนการเงิน ระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ได้ปรับลดประมาณการจีดีพีโลกปี 2552 จากเดิมที่ -1.3% เป็น -1.4% ซึ่งช่วงท้ายสัปดาห์ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจนยังคงกดดันตลาดหุ้นปรับตัวในแดนลบต่อเนื่อง โดยดัชนีปรับลดลงถึง 15.96 จุด ปิดที่ 566.03 จุด มูลค่าการซื้อขาย 15,838.71 ล้านบาท
- แนวโน้มสัปดาห์หน้า บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคิน ให้จับตาสถานการณ์ไข้หวัด 2009 ที่จะลุกลามจนก่อปัญหาความเชื่อมั่นและการบริโภคในประเทศ ลดลง มีแนวรับ 560-540 จุด และแนวต้าน 575 จุด
- ด้านวงการแบงก์มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองในธนาคารไทยพาณิชย์ หลังจากการยื่นหนังสือลาออกอย่างเงียบๆ ของ "วิวัฒน์ กิตติพงษ์โกศล" ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ที่เดิมถูกหมายมั่นปั้นมือว่าจะมาขับเคลื่อนสายงานเอสเอ็มอี แต่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ด้วยผลงานไม่เข้าตา งานนี้ "ศิริชัย สมบัติศิริ" รองผู้จัดการใหญ่ เลยถูกให้มาดูแลสายงานนี้อย่างเต็มตัว ปล่อยให้สายงานรายใหญ่เป็นหน้าที่ของ "อาทิตย์ นันทวิทยา" วงการแบงก์จับตาการวางหมากของแบงก์สีม่วงให้ดี
- มาที่ความเคลื่อนไหวค่าเงินบาท สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเปิดทำเพียง 3 วันหลังวันหยุดยาว เปิดตลาดที่ 34.14/16 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เพราะนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการคาดการณ์การฟื้นตัวที่มี แนวโน้มชะลอตัวลง หลังเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาด นักลงทุนจึงเข้าถือดอลลาร์ในฐานะแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย ปิดตลาดท้ายสัปดาห์ที่ 34.05/07 บาทต่อดอลลาร์
- สัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวที่ 34.00-34.30 บาทต่อดอลลาร์
โดย Mboy เวลา 09:47 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
10 กรกฎาคม 2552
โบรกฯแนะซื้อหุ้นแบงก์ดัชนีต่ำ 550
โบรกฯแนะซื้อหุ้นแบงก์ดัชนีต่ำ 550
บล.กสิกรไทยแนะเก็บหุ้นเดือน ส.ค. รอขายต้นปีหน้าเพื่อรับผลตอบแทน 21% หลังสืบย้อนหลัง 20 ปี พบช่วงไตรมาส 3 ต่างชาติขายหุ้นมากที่สุด ชี้ซื้อหุ้นธนาคารช่วงดัชนีต่ำกว่า 550 จุด หลังเห็นแววสินเชื่อแบงก์สะพัดจากการกู้ภาครัฐ ด้านคลังกำชับ 7 แบงก์ขายบอนด์ออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งหน้าเคาน์เตอร์เท่านั้น แย้มหากความต้องการเกินพร้อมเปิดขายล็อต 2
นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา “Q3 หุ้นจะแย่ ทางแก้เป็นอย่างไร?” ซึ่งจัดขึ้นที่ตลาดหลักทรัพย์ ว่า ตามสถิติย้อนหลัง 20 ปี หากนักลงทุนเริ่มซื้อสะสมหุ้นตั้งแต่เดือน ส.ค.นี้ เพื่อขายในเดือน ม.ค.ปีหน้า จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 21% เนื่องจากตามสถิติแล้ว เดือน ส.ค.ของทุกปี จะเป็นปีที่ดัชนีปรับตัวลดลงมากที่สุด เพราะนักลงทุนต่างประเทศมีแรงขายมาก อย่างไรก็ตาม ลักษณะการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ อ้างอิงกับปัจจัยเรื่องเวลาทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับการลงทุนโดยอ้างอิงปัจจัยพื้นฐานแต่อย่างใด
เขากล่าวว่า การขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างสอดคล้องกับตัวเลขตามสถิติ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจากนี้ไป นักลงทุนต่างประเทศจะไม่ขายออกมาแรงนัก เพราะต้นทุนของนักลงทุนต่างประเทศรอบนี้อยู่ที่ระดับ 548 จุด โดยประเมินว่า รอบนี้ดัชนีจะค่อยๆ ปรับฐานลงจนถึงระดับ 550 จุด ในเดือน ส.ค.หรืออาจจะต่ำลงไปถึงระดับ 480 จุด ซึ่งมองว่าเป็นกรณีแย่ที่สุด ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนควรเข้ามาซื้อสะสม
กลุ่มหลักทรัพย์ที่แนะนำให้ลงทุนคือกลุ่มธนาคาร เนื่องจากจะเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เรื่องการเติบโตของสินเชื่อ โดยเฉพาะการกู้เงินของภาครัฐที่ต้องการเงินมาอัดฉีดเศรษฐกิจอีกจำนวนมากในครึ่งปีหลัง โดยเชื่อว่าในปี 2552 รัฐบาลจะต้องกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์อีกราว 5 แสนล้านบาท และปี 2553 กู้อีก 5 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ไม่กังวลเรื่องสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ ที่มีอยู่ราว 9 แสนล้านบาท เชื่อว่าสามารถรองรับความต้องการในการกู้ได้
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มพลังงานที่น่าสนใจเข้าลงทุน เพราะในไตรมาส 4 ปีนี้ ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นมาตามแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล และอาจผลักดันราคาน้ำมันให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม บล.กสิกรไทย ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารมากกว่ากลุ่มพลังงาน
นายกวีกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจ เชื่อว่าในไตรมาส 3 จะดีกว่าไตรมาส 2 ที่ผ่านมา และในไตรมาส 4 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะเป็นบวกได้ในที่สุด เพราะไตรมาส 3 และ 4 จะเป็นไตรมาสที่รายได้ภาครัฐจะกลับคืนมา หลังจากที่มีการใช้จ่ายอย่างหนักในไตรมาส 2 นอกจากนี้ยังเชื่อว่าตัวเลขการส่งออกในไตรมาส 4 โดยเฉพาะเดือน พ.ย.-ธ.ค. จะเริ่มกลับเป็นบวกอีกครั้ง โดยประเมินว่าน่าจะบวกประมาณ 10% หลังจากติดลบมาประมาณ 2 ไตรมาส
ทั้งนี้ เชื่ออีกว่าหากรัฐบาลสามารถผ่านงบประมาณปี 2553 ได้ในช่วงไตรมาส 4 นี้ จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของปี 2553 ได้ประมาณ 1-1.5% อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเติบโตของจีดีพี รัฐบาลจะต้องทำให้ภาคเอกชนและประชาชนมีความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายมากกว่านี้
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า สำหรับภาวะตลาดหุ้นในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา สภาพคล่องมีพอสมควร มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 21,000 ล้านบาทต่อวัน นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งหวังว่าแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลังจะดีเช่นเดียวกับไตรมาส 2 หลังจากรัฐบาลคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหากรัฐบาลเริ่มลงทุนโดยเร็ว น่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น
ส่วนการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในไทยนั้น มองว่าเป็นแรงแพนิคช่วงสั้นๆ จากกระแสข่าวที่ออกมา แต่ภาพรวมเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
กรณีที่รัฐบาลออกขายพันธบัตรรัฐบาล 50,000 ล้านบาทนั้น ยอมรับว่าอาจมีเม็ดเงินบางส่วนจากตลาดหุ้นโยกไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลบ้าง แต่คาดว่านักลงทุนที่เข้าไปลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีเงินออม จึงไม่กังวลในเรื่องดังกล่าว และมองว่าพันธบัตรที่เสนอขายออกมาน่าจะช่วยเกื้อหนุนและเสริมกันมากกว่า โดยผู้ที่เข้าไปลงทุนคงพิจารณาผลตอบแทนและอัตราดอกเบี้ย
คลังกำชับ 7 แบงก์ขายบอนด์หน้าเคาน์เตอร์
ด้านนายจักรกฤษฎิ์ พาราพันธกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สบน.ได้แจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 7 แห่งที่เป็นผู้จำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งวงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาทว่า จะต้องทำการจำหน่ายตามขั้นตอนที่กระทรวงการคลังวางไว้อย่างเข้มงวด โดยไม่มีการเปิดรับจองล่วงหน้า แต่จะต้องเปิดขายที่หน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร ณ วันที่กระทรวงการคลังกำหนด เพื่อให้ผู้ซื้อรายย่อยสามารถเข้าจองซื้อพันธบัตรได้ตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล
นอกจากนี้ แต่ละสาขาของธนาคารที่เปิดจำหน่ายพันธบัตร ควรจะมีการแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าว่า มีวงเงินรวมที่สาขาสามารถเปิดให้ลูกค้าสามารถจองซื้อได้จำนวนเท่าใด เพื่อให้ลูกค้าได้เตรียมตัวว่า ควรจะไปจองซื้อได้ในสาขาใด เพราะแต่ละธนาคารอาจจะจัดสรรวงเงินที่แต่ละสาขาจำหน่ายได้ตามฐานเงินของแต่ละสาขา
เขากล่าวว่า หากธนาคารใดไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด คลังจะสงวนสิทธิในการเป็นผู้จำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งต่อไป โดยประชาชนรายใดที่ไม่ได้รับสิทธิในการซื้อพันธบัตร แม้จะปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น เข้าจองซื้อในคิวแรก แต่ได้รับการปฏิเสธจากธนาคาร ให้ร้องเรียนมายังกระทรวงการคลังได้ ซึ่งสะท้อนว่าธนาคารแห่งนั้น ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่คลังกำหนด
เขากล่าวด้วยว่า การกำหนดวงเงินให้กับผู้สูงอายุให้ได้สิทธิในการซื้อพันธบัตรในระยะแรกจำนวน 3 หมื่นล้านบาท ถือว่าน่าจะเพียงพอสำหรับความต้องการ โดย สบน.ได้เทียบเคียงจากยอดจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์สำหรับผู้สูงอายุที่เปิดขายเฉพาะผู้สูงอายุในปีที่แล้ววงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งปรากฏว่า มีผู้จองซื้อรายใหญ่ หรือมีวงเงินการจองซื้อมากกว่า 1 ล้านบาทต่อรายจำนวน 7 คนเท่านั้น แต่ขณะนี้ มีวงเงินให้ซื้อพันธบัตรมากกว่า 4 เท่า จึงน่าจะเพียงพอสำหรับความต้องการ
อย่างไรก็ตาม หากความต้องการซื้อมีมากกว่าวงเงินที่กำหนด คลังเตรียมแผนรองรับไว้ใน 2 แนวทาง คือ อาจเปิดจำหน่ายอีกครั้งภายใต้วงเงินที่เกินความต้องการจากการขาย ล็อตแรก ซึ่งจะเป็นวงเงินที่ไม่มาก หรือเปิดขายในวงเงินจำนวนมาก เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการระดมเงินของคลัง ซึ่งคลังจะตัดสินใจ หลังผลซื้อพันธบัตรล็อตแรกออกขายเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ หากมองในแง่ต้นทุน กรณีที่คลังจะต้องระดมเงินในจำนวนที่มากกว่า 5 หมื่นล้านบาทนั้น ไม่ถือว่าเป็นต้นทุนที่มากกว่าเดิม เพราะเงินที่ระดมมาได้ ทางกระทรวงการคลังก็จะนำมาใช้ในไตรมาสนี้
ตลาดไม่ห่วงบล.แข่งตัดค่าคอมฯ
นางภัทรียา กล่าวอีกว่า ตลาดหลักทรัพย์ไม่มีความกังวลหากเปิดใช้ค่าคอมมิชชั่นแบบขั้นบันไดในปีหน้าจะเป็นการกระตุ้นให้ บล.แข่งขันตัดค่าคอมมิชชั่น หรือรีเบท เพื่อให้ลูกค้าเทรดกับโบรกเกอร์ ต้นสังกัดเพิ่มขึ้น โดยตลาดหลักทรัพย์ พยายามตรวจสอบและดูแลในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมี บล.บางแห่งรีเบทบ้าง แต่ก็ถูกดำเนินการตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์
"ส่วนการที่สมาคม บล.จะขอแยกบัญชีของลูกค้าในการคำนวณวอลุ่มเทรดต่อวันนั้น ตลาดหลักทรัพย์ในฐานะเป็นผู้ดูแลและออกประกาศเกณฑ์ในการซื้อขายของ บล. พร้อมที่จะพิจารณาหากทางสมาคม บล.ยื่นเรื่องมาให้พิจารณา เพื่อจะทำให้ต้นทุนไม่สูงมากนัก แต่ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ต้องรอสมาคมเข้ามาหารืออีกครั้งก่อนสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไร"
โดย Mboy เวลา 09:30 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
