08 กรกฎาคม 2552

คอลัมน์ เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน

คอลัมน์ เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน

- ตลาดหุ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีการปรับฐานตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศที่มีการเก็งว่า เศรษฐกิจสหรัฐได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ดัชนีวันแรกปิดที่ 601.60 จุด เพิ่มขึ้น 5.80 จุด มูลค่าซื้อขาย 17,504.10 ล้านบาท

- กลางสัปดาห์ ดัชนีปิดที่ 586.42 จุด ลดลง 11.06 จุด มูลค่าซื้อขาย 18,683.98 ล้านบาท หลังตัวเลขว่างงานสหรัฐยังพุ่งไม่หยุด จาก 9.4% ในเดือน พ.ค. เป็น 9.5% ในเดือน มิ.ย. เช่นเดียวกับตลาดหุ้นยุโรป ที่มีอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นล่าสุด 9.5% สูงสุดในรอบ 10 ปี




- ท้ายสัปดาห์ ดัชนีปิดที่ 583.48 จุด ลดลง 2.94 จุด มูลค่าการซื้อขาย 10,958.94 ล้านบาท โดยมีปัจจัยจาก ตลาดหุ้นต่างประเทศปรับตัวลง บวกกับมีวันหยุดยาวจึงเทขายหุ้นออกมา

- สัปดาห์นี้ บล.เกียรตินาคินมอง แนวโน้มตลาดหุ้นยังปรับตัวลงต่อ แนวรับ 550-560 จุด แนวต้าน 590 จุด

- ค่าเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดตลาดที่ 34.03/05 บาท/ดอลลาร์ และเคลื่อนไหวอยู่ในทิศของการแข็งค่าระดับใกล้ 34.00 ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่ได้รับแรงกดดันจากทางการจีนที่เรียกร้องให้มีการจัดตั้งสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศ เพื่อลดอิทธิพลของเงินดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุด ที่ 33.98 อย่างไรก็ตาม ช่วงกลางสัปดาห์ต่อเนื่องถึงท้ายสัปดาห์ เงินดอลลาร์ ได้กลับมาแข็งค่าขึ้น จากที่จีนปฏิเสธข่าวการเสนอให้พิจารณาจัดตั้งสกุลเงินใหม่ ทำให้ตลอดสัปดาห์ เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.98-34.20 และปิดตลาดที่ 34.05/07

- สัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวว่าจะอยู่ระหว่าง 33.90-34.30 บาท/ดอลลาร์ จะยังมีความผันผวนตามภาวะการลงทุนในตลาดการเงินโลก และการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ที่ยังขาดความชัดเจน



แนะพักเงินมันนี่มาร์เก็ต

แนะพักเงินมันนี่มาร์เก็ต รอจังหวะลงทุน

นักวิเคราะห์กองทุนรวม แนะพักเงินมันนี่มาร์เก็ต "รอจังหวะลงทุน”



หลังจากที่สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มขยับปรับตัวขึ้นมาในตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.2552 ถึงปัจจุบัน จากเม็ดเงินลงทุนที่เคยไหลไปพักไว้ในกองทุนตราสารตลาดเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำมาก เมื่อสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มออกมาดีก็เริ่มโยกย้ายกลับเข้ามาหาผลตอบแทนที่ดีกว่ากันทั้งในตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จนทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก

รวมทั้งตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งในระยะสั้นเริ่มเห็นสัญญาณของการปรับฐานลดดีกรีความร้อนแรงลงมาบ้างแล้ว เราจะวางกลยุทธ์รับมือในระยะสั้นอย่างไรดี

“ศุภมาศ พยัคพันธ์” นักวิเคราะห์กองทุนรวม บมจ.หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) แนะนำ ในช่วงที่ราคาหุ้นและราคาน้ำมันน่าจะยังมีการปรับฐานอย่างต่อเนื่องยังแนะนำพักเงินในกองทุนตราสารตลาดเงินที่มีระดับความเสี่ยงต่ำเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ที่มีอายุเฉลี่ย (Duration) ของตราสารหนี้ที่ลงทุนต่ำและมีสัดส่วนเงินฝากในพอร์ตการลงทุนสูงเพื่อลดความผันผวนที่อาจจะ เกิดขึ้นจากปริมาณการออกพันธบัตรภาครัฐในอนาคต ซึ่งปัจจุบันผลตอบแทนของกองทุนตราสารตลาดเงินโดยเฉลี่ยในอุตสาหกรรมจะอยู่ประมาณ 0.3-1.0%

หากเทียบกับผลตอบแทนของเงินฝากออมทรัพย์ถือว่าดีกว่า และหากจะเทียบกับเงินฝากประจำ 6 เดือน ปัจจุบันเฉลี่ยหลังหักภาษีอยู่ที่ 0.4-0.6% ส่วนเงินฝากประจำ 1 ปี ให้ผลตอบแทนสุทธิหลังหักภาษีไม่ถึง 1.0% ซึ่งจะเห็นว่าผลตอบแทนไม่ต่างกันมากแต่กองทุนตราสารตลาดเงินได้เปรียบกว่าในเรื่องของสภาพคล่องซึ่งเหมาะที่จะพักเงินเพื่อรอจังหวะลงทุนต่อไป

“แนวโน้มของดอกเบี้ยเงินฝากในตลาดยังมีโอกาสจะปรับลงได้อีก โดยมุมมองของนักวิเคราะห์ในตลาดส่วนใหญ่มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังมีโอกาสจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) ลงได้อีก 0.25% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

เรายังแนะนำผู้ฝากเงินลงทุนในกองทุนต่างประเทศประเภท Locked-in fund ที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ทั้งหมด เพราะผลตอบแทนของกองทุนประเภทนี้ปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากการลดภาษีดอกเบี้ยหัก ณ ที่จ่ายของรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยพันธบัตรอายุประมาณ 1 ปี ให้ผลตอบแทนประมาณ 3% กว่า ซึ่งดีกว่าผลตอบแทนดอกเบี้ยเงินฝากประจำในประเทศไทยมากพอสมควรทีเดียว”

โดยศุภมาศแนะนำให้ลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลงในช่วงนี้ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ หรือน้ำมันเพราะอยู่ในช่วงที่ตลาดมีโอกาสปรับฐาน จึงควรจะขายลดความเสี่ยงเข้ามาพักเงินไว้ในกองทุนตราสารตลาดเงินก่อนบางส่วนเพื่อรอความชัดเจนและหาโอกาสเข้าลงทุนต่อไป

ในส่วนของตลาดหุ้นไทยเริ่มมีการอ่อนตัวให้เห็นหลังมีปัจจัยลบมากระทบจากข่าวของ S&P ที่อาจจะมีการปรับลดอันดับเครดิตของประเทศไทยจาก BBB+ เนื่องจาก ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และจากการอัดฉีดเงินจากภาครัฐที่ลดลง โดยการส่งออกของไทยในเดือน พ.ค. 2552 ลดลง 26.6% กระทรวงพาณิชย์คาดว่า การส่งออกของไทยในปี 2552 จะหดตัว 15-19% นอกจากนี้ทางธนาคารโลกยังออกมาปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในปีนี้ลงอีก

“ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบก็อ่อนตัวลงจากข่าวนักเก็งกำไรน้ำมันดิบล่วงหน้าในตลาด NYMEX มีการปรับลดสถานะซื้อสุทธิลงเกือบครึ่งหนึ่งในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 16 มิ.ย. 2552 ด้านราคาทองคำก็ลดลงเช่นกัน หลังจากที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมาประกอบกับมีข่าวว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อาจจะมีการขายทองคำ 400 ตัน ออกมาในตลาด จึงอาจจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อราคาทองคำในระยะนี้ได้ จึงแนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในน้ำมันและทองคำในระยะนี้ออกไปก่อน”

ด้าน “สิทธิศักดิ์ ณัฐวุฒิ” ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บลจ.ยูโอบี (ไทย) บอกว่า บนสมมติฐานที่ว่าเศรษฐกิจโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว เงินเฟ้อต่ำ อนาคตเศรษฐกิจมีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้ในอีก 1-3 ปีข้างหน้า จังหวะนี้การลงทุนในหุ้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยแนะนำให้นักลงทุนลงทุนในหุ้นประมาณ 60% ของพอร์ต

ในส่วนนี้ควรจะกระจายไปในหุ้นจีน 20% หุ้นเอเชีย 10% และหุ้นไทยอีก 10% ส่วนที่เหลืออีก 20% กระจายไปในโอกาสลงทุนในหุ้นสหรัฐในบริษัทที่แข็งแกร่งคิดว่ายังไงก็ต้องฟื้นตรงนี้เป็นโอกาสเช่นกัน แบ่งลงทุนในตราสารหนี้ 30% โดยเน้นหุ้นกู้ภาคเอกชนเพื่อลดผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่อาจจะปรับสูงขึ้นได้จากการออกพันธบัตรจำนวนมากของรัฐบาล ที่เหลืออีก 10% เป็นสินค้าโภคภัณฑ์และอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีโอกาสจะปรับขึ้นได้เมื่อเศรษฐกิจฟื้น

คำแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้นและการจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับสถานการณ์น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ลงทุนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย




พักเงินไว้ในหุ้นเล็กปันผลดี

บล. พัฒนสินแนะช่วงนี้พักเงินไว้ในหุ้นเล็กปันผลดี
ดีกว่าฝากเงินไว้กับธนาคาร


ถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้บังคับบัญชาสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.พัฒนสิน กล่าวในรายการ Trading Hour (Afternoon) ว่า จากการเก็บสถิติมาตั้งแต่ปี 2540 ช่วงไตรมาส 3 ของทุกปีถือเป็นช่วงที่ดัชนีอ่อนตัวลงต่ำที่สุด หลังจากที่ขึ้นไปทำจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม

สำหรับในไตรมาส 3 ปีนี้ ยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหลังการทำ Window Dressing ก่อนปิดไตรมาส 2 โดยมุมมองของนักลงทุนต่างชาติในขณะนี้คือ Wait & See ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการประกาศผลประกอบการในไตรมาส 2 และตัวเลขเศรษฐกิจ ดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศอาจผันผวนตามกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน

ในสัปดาห์หน้า ซึ่งมีวันทำการเพียง 3 วัน บล.พัฒนสินให้กรอบแนวรับไว้ที่ 561 จุด และแนวต้านที่ 595 จุด พร้อมทั้งแนะนำให้ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น มีการจ่ายปันผลระหว่างกาล หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นหุ้น Low Beta ซึ่งถนอมศักดิ์เห็นว่า น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการพักเงินฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์

หุ้นเหล่านี้ ได้แก่ บมจ. ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) บมจ. อสมท (MCOT) บมจ. ศุภาลัย (SPALI) บมจ. เอ็ม.ซี.เอส.สตีล (MCS) บมจ. น้ำมันพืชไทย (TVO) เป็นต้น




ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 583.48 จุด ลดลง 2.94 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 10,958.941 ล้านบาท

นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 840.96 ล้านบาท
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 396.61 ล้านบาท
นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 1,237.57 ล้านบาท


อ่อนตัวลง!!

อ่อนตัวลง!!

แนวโน้มตลาดหุ้น 3 วันที่เหลือของสัปดาห์ หลังหยุดยาว นักวิเคราะห์ ส่วนใหญ่มองมีทิศทางปรับตัวลง จากแรงกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากความกังวลของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง

รวมทั้งแรงขายหุ้นจากพอร์ตโบรกเกอร์ในประเทศจะทำให้ตลาดหุ้นอ่อนตัวลงด้วย

นักวิเคราะห์ บล.ฟาร์อีสท์ระบุว่า เมื่อตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงจะมีแรงเทขายออกมาจากพอร์ตโบรกเกอร์ ที่เน้นลงทุนระยะสั้น เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาเงินกองทุนให้เหมาะสม ซึ่งจะเป็นตัวซ้ำเติมตลาด

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับตัวลง เพราะความไม่มั่นใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการจ้างงานของสหรัฐฯยังย่ำแย่ลงและมีแนวโน้มจะแย่ลงต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนยิ่งกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย เศรษฐกิจที่ย่ำแย่และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ลดลง หุ้นกลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบสุดคือ กลุ่มน้ำมัน เดินเรือ และปิโตรเคมี ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่มีน้ำหนักรวมกันถึง 40% ของตลาด

กลยุทธ์การลงทุนสัปดาห์นี้ แนะให้ขายหุ้นที่มีอยู่ในมือออกไปก่อน เพื่อรอซื้อกลับเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงแรง เพื่อเก็งกำไรในช่วงการดีดกลับของตลาด ด้านเทคนิค ให้แนวรับที่ 560 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 600 จุด

ขณะที่ บล.ซิกโก้มองในทิศทางเดียวกันว่า ดัชนีมีโอกาสปรับฐาน เพราะประเมินดัชนี ดาวโจนส์ตลาดหุ้นสหรัฐฯน่าจะปรับตัวลงต่อ หลังตัวเลขการจ้างงานเดือน มิ.ย.ออกมาไม่ดี มีผู้ว่างงานมากขึ้น และในช่วงวันที่ 15-17 ก.ค. กลุ่มธนาคารของสหรัฐฯจะประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ซึ่งคาดว่าจะแย่ลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ผ่านมา และสัปดาห์นี้ ธนาคารพาณิชย์ของไทย จะรายงานผลประกอบการที่คาดว่าน่าจะลดลงจากไตรมาส 1 เช่นกัน

ทั้งนี้ มองแนวรับดัชนีไว้ที่ 560 จุด และกลางเดือนนี้ ดัชนีมีโอกาสหลุดแนวรับที่ 550 จุด

นักวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส แนะกลยุทธ์ว่าหากดัชนีปรับตัวลงมาที่ระดับ 580 จุด น่าจะเป็นโอกาสในการซื้อสะสมหุ้น เพราะมองว่าสัปดาห์นี้ดัชนีมีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ระดับ 600 จุด

หุ้นที่แนะให้ซื้อ คือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภาครัฐ ตามโครงการไทยเข้มแข็ง คือ แบงก์ วัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์รายตัว.



อินเด็กซ์ 51


03 กรกฎาคม 2552

ฉุดน้ำมันดิบปิดร่วง $2.58

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX:
วิตกตัวเลขจ้างงานสหรัฐ ฉุดน้ำมันดิบปิดร่วง $2.58


สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักเมื่อคืนนี้ (2 ก.ค.) เพราะได้รับแรงกดดันจากตัวเลขจ้างงานที่ทรุดตัวลงอย่างหนักทั้งในสหรัฐและยุโรป ซึ่งข้อมูลจ้างงานที่อ่อนแอทำให้นักลงทุนกังวลว่าดีมานด์พลังงานจะหดตัวลงด้วย

สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค.ดิ่งลง 2.58 ดอลลาร์ หรือ 3.7% ปิดที่ 66.73 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 66.50-69.74 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 6.41 เซนต์ หรือ 3.63% ปิดที่ 1.7016 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 6.82 เซนต์ ปิดที่ 1.7908 ดอลลาร์/แกลลอน

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 2.14 ดอลลาร์ ปิดที่ 66.65 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 66.33-69.19 ดอลลาร์

นักลงทุนกระหน่ำขายสัญญาน้ำมันดิบหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfar payroll) ร่วงลงเกินคาด 467,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย. และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 26 ปี และบ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานยังคงเผชิญภาวะตึงตัวเพราะถูกกระทบจากเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง

ตัวเลขจ้างงานทำสถิติร่วงลงเหนือความคาดหมาย โดยก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือนมิ.ย.จะร่วงลง 365,000 ตำแหน่ง หลังจากดิ่งลง 345,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. ขณะที่อัตราว่างงานมีแนวโน้มไต่ขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปีที่ 9.6%

ทอม โคลซา นักวิเคราะห์จาก Oil Price Information Service กล่าวว่า นักลงทุนยังคงเทขายสัญญาน้ำมันดิบเนื่องจากความกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มดีดตัวขึ้นเนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนแอเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยเมื่อไม่นานมานี้เลขาธิการกลุ่มโอเปคคาดราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 70-75 ดอลลาร์/บาร์เรลภายในปลายปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับที่โกลด์แมน แซคส์คาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นอีก โดยโกลด์แมน แซคส์คาดว่าราคาน้ำมันอาจอยู่ที่ 85 ดอลลาร์/ บาร์เรล จากเดิมที่คาดว่าอยู่ที่ 65 ดอลลาร์

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการในระหว่างว่างงานลดลงเกินคาด 16,000 ราย แตะระดับ 614,000 รายในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 27 มิ.ย.จากระดับ 630,000 รายในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่ายอดสั่งซื้อของโรงงานในสหรัฐพุ่งขึ้นเกินคาด 1.2% ในเดือนพ.ค.และเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ตลาดน้ำมัน NYMEX จะปิดทำการในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค.นี้ เนื่องในวันชาติสหรัฐ

ปักป้ายเตือนTIESเสี่ยงสูง

ปักป้ายเตือนTIESเสี่ยงสูง
*ส่อแววติด Turnover List วางเงินสด100%


วงการประสานเสียง ปักป้ายเตือน TIES แม่-ลูก เสี่ยงสูง แม้ช่วงที่ผ่านมาหุ้นบวกกระฉูด โดยเฉพาะตัวแม่ 41 วันทำการ พุ่งกว่า120% เหตุไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับมากนัก หนี้ระยะสั้นมาก แถมอาจอยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องรับงาน จนกระทบผลการดำเนินงานในอนาคต นอกจากนี้ประเมินมีแนวโน้มเข้าข่าย Turnover List โดยลูกค้าต้องวางเงินสด 100% โดยใช้บัญชี Cash Balance ระบุหลายโบรกฯ เริ่มไหวตัวทัน เตือนลูกค้าหากรอบนี้โดน อาจทำให้ราคาหุ้นทั้งแม่-ลูก ซึมถึง 3 สัปดาห์ ขณะที่ผู้บริหาร ย้ำเป้ารายได้ปีนี้ที่ 1.3 พันลบ. ลั่น พร้อมทำกำไร ล้างขาดทุนสะสมประมาณ 250 ลบ. ก่อนจ่ายเงินปันผล พร้อมขอดูเกณฑ์ตลาดฯ วันนี้ หลังหุ้นแม่-ลูกดิ่งเหว

หลังจากวิ่งแรงมาอย่างต่อเนื่องสำหรับ หุ้นของบริษัท ไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) (TIES) ในที่สุดวานนี้ (2 ก.ค.) ราคาหุ้น TIES ก็เริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัดเจน รวมไปถึงหุ้น TIES-W1 ที่เพิ่งเข้ามาซื้อขาย เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมาด้วย ทั้งนี้ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงติดฟลอร์นั้นสอดคล้องไปกับภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โดยรวมที่ปรับตัวลดลง แต่ประเด็นหลักอีกด้านก็คือข่าวที่ว่าตลาดหลักทรัพย์ จะกำหนดให้สมาชิกต้องให้ลูกค้าซื้อหลักทรัพย์โดยวางเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวนก่อนการซื้อ (Cash Balance) รวมไปถึงเข้าตรวจสอบการซื้อขายหุ้นราคาหุ้นของ TIES ก่อนหน้านี้ จนส่งผลให้นักลงทุนเทขายออกมาอย่างหนัก อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากพื้นฐานและฐานะการเงินของ TIES ซึ่งล้วนแต่กระทบต่อจิตวิทยาการลงทุน


ทั้งนี้ราคาหุ้น TIES ไต่ระดับเพิ่มขึ้นมาถึง 41 วันทำการ โดยคำนวนจากราคาปิดวันที่ 4 พ.ค. 52 ราคาหุ้น TIES อยู่ที่ 1.30 บาท จากนั้นปรับเพิ่มขึ้นมาสูงสุดในวันที่ 30 มิ.ย. 52 ราคาอยู่ที่ 2.88 บาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 1.58 บาท หรือ121.54% โดยวานนี้ TIES ปรับตัวลดลงมาติดฟลอร์ และปิดที่ 1.94 บาท คิดเป็นลดลงจากวันที่ 30 มิ.ย. 0.94 บาท.หรือ 32.64% ส่วน TIES-W1 ภายหลังจากเข้าซื้อขายวันแรกวันที่ 30 มิ.ย. 52 ที่ผ่านมานั้นราคาก็ทะยานเพิ่มขึ้นมาปิดอยู่ที่ระดับ 2.20 บาท และถูกเทขายวันนี้จนติด Floor และปิดตลาดที่ 1.38 บาท คิดเป็นลดลง 0.82 บาท หรือ -37.27%




* Q1/52 กระแสเงินสดการดำเนินงานติดลบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบฐานะการเงินของบริษัทสิ้นสุด ณ ไตรมาสแรก ปี 2552 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.52 นั้นสินทรัพย์ของ TIES ณ วันที่ 31 มี.ค.52 มีสินทรัพย์หมุนเวียน 335.07 ล้านบาท มีลูกหนี้การค้าตามสัญญาก่อสร้างเพิ่มขึ้น 134.76 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 91.43 ล้านบาท ขณะที่รายได้ที่ยังไม่ได้เรียกชำระไตรมาสแรกอยู่ที่ 173.76 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 91.43 ล้านบาท ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนไตรมาส 1/52 อยู่ที่ 699.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 640.20 ล้านบาท

ทั้งนี้หนี้สินหมุนเวียนในไตรมาส 1/52 รวมอยู่ที่ 641.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 573.80 ล้านบาท และหนี้สินไม่หมุนเวียนอยู่ที่ 320.19 ล้านบาท รวมแล้วหนี้สิน ณ สิ้นไตรมาสแรกอยู่ที่ 642.09 ล้านบาทน้อยกว่าสินทรัพย์รวม ณ สิ้นไตรมาสอยู่ที่ 699.71 ล้านบาท

สำหรับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ TIES ณ ไตรมาส 1/52 ติดลบ 52.99 ล้านบาท เปรียบเทียบกับไตรมาส 1/51 เป็นบวก 94.49 ล้านบาท ขณะที่กระแสเงินสดจากการลงทุนไตรมาส 1/52 เป็นบวก 4.35 ล้านบาท เปรียบเทียบกับไตรมาส 1/51 ติดลบ 7.94 แสนบาท กระแสเงินสดจากกิจกรรมการจัดหาเงินนั้นโดยรวมในไตรมาสแรกเป็นบวก 53.62 ล้านบาท โดยอัตราดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มเป็น 5.99 ล้านบาท เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 4.09 ล้านบาท เงินเบิกเกินบัญชีธนาคารและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นเป็น 60.14 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ลดลงถึง 78.68 ล้านบาท โดยกระแสเงินสดสุทธิของ TIES ณ สินไตรมาสมาสแรกอยู่ที่ 2.39 แสนบาท

ณ สิ้นไตรมาสแรก TIES ขาดทุนสะสม 214.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ 206.28 ล้านบาท ขณะที่ส่วนผู้ถือหุ้นยังเป้นบวกที่ 57.61 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 65.93 ล้านบาท



* วงการ ฟันธง มีสิทธิ์ถูกเทรดเงินสด แนะเลี่ยงลงทุน

นายธวัชชัย อัศวพรไชย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า หากมองทางปัจจัยพื้นฐานของหุ้น TIES ขณะนี้ไม่มีปัจจัยอะไรรองรับมากนัก เนื่องจากพบว่ามีจำนวนหนี้สินระยะสั้นจำนวนมาก ซึ่งอาจอยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ขณะเดียวกันบริษัทฯ มีปัญหาในเรื่องการรับงาน โดยยังไม่สามารถประมูลงานใหม่ๆ อาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในอนาคต

'หุ้นตัวนี้มีคนเล่นบ้าง เขาก็ซื้อๆ ลากขึ้นไปยาว แต่พอมีคนซื้อเยอะ ก็ต้องปรับตัวลงเป็นธรรมดา แต่เรื่องข่าวยังไม่มีเห็นมีอะไรใหม่ๆ' นายธวัชชัย กล่าว

ด้านนักวิเคราะห์เทคนิค บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาหุ้น TIES ปรับลดลงแรงมาก นักลงทุนควรลดความเสี่ยงด้วยการหลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้น TIES ในขณะนี้ ส่วนราคาหุ้น TIES-W1 สัญญาณเทคนิคก็ไม่ดีนัก หากสนใจเก็งกำไร แนะนำให้มีจุดตัดขาดทุน 1.37 บาท

นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่ กรุ๊ป กล่าวว่า ราคาหุ้นของ TIES และ TIES-W1 มีโอกาสที่จะเข้าข่ายติด Turnover List ซึ่งลูกค้าต้องวางเงินสด 100% ก่อนการซื้อหุ้นโดยใช้บัญชี Cash Balance เพราะจากประเมินเบื้องต้นจากปริมาณการซื้อขายและการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่หวือหวา

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้คงต้องพิจาณาถึงฟรีโฟลททางตลาดหลักทรัพย์ เพราะหากเปลี่ยนแปลงอาจจะมีผลต่อการคำนวนในเรื่องของการติดTurnover List

ทั้งนี้ นักลงทุนควรขาย เพื่อลดความเสี่ยงไปก่อน ซึ่งหากไม่ติดเกณฑ์จริงแล้วค่อยพิจารณาอีกครั้ง เพราะราคาหุ้นอาจรีบาวน์ขึ้นมาได้

ขณะที่ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง กล่าวว่า หุ้น TIES และ TIES-W1 มีแนวโน้มที่จะเข้าข่าย Turnover List โดยลูกค้าต้องวางเงินสด 100% ก่อนการซื้อหุ้น โดยใช้บัญชี Cash Balance และจะทำให้ราคาหุ้นเริ่มอ่อนตัวลดลงไปต่อจากนี้อีกระยะ ซึ่งถ้าสังเกตจากวันนี้ น่าจะสะท้อนว่านักลงทุนพอที่ทราบข่าวหรือคาดการณ์ได้ว่าเข้าเกณฑ์ จึงทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงมาติด Floor ทั้ง แม่และลูก

"ถ้าดูจากราคาหุ้นวันนี้ ก็น่าจะบอกได้ว่าไม่รอด เพราะราคาดิ่งแรงมาก แต่เท่าที่ดู ก็พบว่าหลายโบรกฯ ก็ไหวตัวทัน แจ้งเตือนลูกค้าไปแล้ว ซึ่งหากรอบนี้โดน ก็น่าจะทำให้ทั้งแม่และลูก ซึมไปอีก 3 สัปดาห์ " นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าว


* บิ๊กTIES ย้ำพื้นฐานไม่เปลี่ยน ย้ำเป้ารายได้ 1.3 พันลบ.

ด้านนายธีรพล เต็มสุข กรรมการบริษัท ไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TIES กล่าวกับ eFinanceThai.com ถึงกรณีที่ ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลงแรง ท่ามกลางกระแสข่าวตลาดหลักทรัพย์ กำหนดให้สมาชิกต้องให้ลูกค้าซื้อหลักทรัพย์โดยวางเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวนก่อนการซื้อ(Cash Balance)และตลาดหลักทรัพย์เข้าตรวจสอบการซื้อขายหุ้น ว่า คงต้องดูเกณฑ์วันนี้ (3ก.ค.) จะมีการเปลี่ยนแปลงและใช้ฐานเปอร์เซ็นต์ในการคิดอย่างใด ซึ่งจะมีเกณฑ์ปกติอยู่แล้ว โดยในแง่ของบริษัทฯจะนำพาให้ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปให้ได้ เพื่อสร้างประโยชน์ แสวงหาผลกำไรให้กับบริษัทฯ

ส่วนกรณีการหรือตลาดหลักทรัพย์เข้าตรวจสอบการซื้อขายหุ้นว่า โดยทั่วไป บริษัทฯก็คุยกับตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว ซึ่งเวลามีข่าวหรือมีเรื่องก็จะโทรศัพท์พูดคุยกับตลาดหลักทรัพย์ตลอด ปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ยังถือหุ้นเหมือนเดิม เพียงแต่ตอนนี้หุ้นTIES กระจายในวงกว้างหลังจากเพิ่มทุน 100 ล้านหุ้น

เขากล่าวว่า ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ยังคงเป้าหมายรายได้ไว้ที่ประมาณ 1.3 พันล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันมีงานอยู่ในมือ 1.1 พันล้านบาท ปัจจุบันบริษัทฯอยู่ระหว่างการทบทวนแผนงานต่างๆ หลังจากมีหลายสถาบันได้ประกาศเศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ตามบริษัทฯจะพยายามสร้างผลกำไร เพื่อล้างขาดทุนสะสมประมาณ 250 ล้านบาท จากนั้นจะได้จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น


" ผลประกอบการครึ่งปีแรกปีนี้ ตอนนี้เพิ่งจะปิดงบการเงินครึ่งปี จึงยังไม่สามารถตอบได้ ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทฯก็ได้หยุดรับงานอันเป็นผลมาจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวขึ้นแรง และภาวะเศรษฐกิจโลก ส่วนพันธมิตรทางธุรกิจนั้น ยังไม่ความคืบหน้า โดยจะต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอกประกอบการพิจารณา" นายธีรพล กล่าว



Template by - Abdul Munir | Blogging4