28 กรกฎาคม 2552

ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2552

ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2552

BY นายบรรยง วิเศษมงคลชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.,BAM)
Tuesday, 28 July 2009 09:25





นายบรรยง วิเศษมงคลชัย

พอกล่าวถึงคำว่า “ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ “ คนทั่วไปอาจเข้าใจถึง “ ตลาดของบ้านสร้างใหม่ “ เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมีหลายส่วนที่สามารถแยกแยะออกมาได้ เช่น

· ตลาดของที่ดินเปล่า

· ตลาดของที่ดินพร้อมบ้านไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์

· ตลาดของคอนโดมิเนียม

· ตลาดของบ้านมือสอง




ปีนี้หากพูดถึงตลาดบ้านใหม่แล้วดูไม่สดใสมากนัก แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้แย่กว่าที่คาดไว้ เดิมผู้ประกอบการต่างๆ คาดว่าปี 2552 น่าจะหดตัวระหว่างร้อยละ 20-30 เทียบกับปี 2551 เอาเข้าจริงคาดว่าจะหดตัวเพียงร้อยละ 15-20 เท่านั้น โดยคาดว่าจำนวนบ้านสร้างใหม่ขายได้ปีนี้น่าจะอยู่ที่ราวๆ 50,000-60,000 หน่วย เหตุที่เป็นเช่นนี้น่าจะมีหลายๆ เหตุผลประกอบกัน เช่น ราคาน้ำมันครึ่งปีแรกของปี 2552 ลดลงกว่าปี 2551 ค่อนข้างมาก ทำให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและอื่นๆ ลดลง ช่วยผู้ประกอบการใช้เป็นส่วนลดให้กับผู้ซื้อได้มาก อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยยังเอื้อต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำอยู่ อีกทั้งจากสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังมีมากในระบบอยู่ในขณะนี้ โดยมีสภาพคล่องล้นระบบอยู่เกินกว่า 1 ล้านล้านบาท อีกทั้งในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ก็หดตัวลงไปพอสมควร จึงคาดว่าธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จะเร่งระดมการปล่อยสินเชื่อในช่วงครึ่งปีหลังกันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อยอดขายอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างมาก



สำหรับตลาดของที่ดินเปล่านั้น พบว่า จำนวนรายการที่มีการซื้อขายกันในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2552 มีจำนวน 283,872 รายการ เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปี 2551 ซึ่งมีจำนวน 283,774 รายการ เพิ่มขึ้น 0.03% แต่ที่น่าสนใจ คือ ดัชนีราคาที่ดินเปล่าย้อนหลัง 10 ปี เพิ่มขึ้นค่อนข้างน่าสนใจ ดังภาพข้างล่าง






จากข้อมูลจะเห็นว่า ที่ดินปี 2551 ราคาเพิ่มจากปี 2550 จาก 169.2 มาเป็น 180.2 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 6.10% แต่จากปี 2542-2551 ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นจาก 135.5 เป็น 180.2 ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 32.99% หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3.08% ต่อปี โดยปีที่ราคาที่ดินเพิ่มมากขึ้นมากที่สุดคือปี 2551 ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่ 6.10%

ที่กล่าวมาเป็นเพียงทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของที่ดินเปล่าและบ้านสร้างใหม่เท่านั้น ส่วนบ้านมือสองและตลาดคอนโดมิเนียมจะกล่าวถึงในครั้งหน้าครับ

โดยสรุป

ตลาดบ้านสร้างใหม่ในปี 2552 คาดว่าจะหดตัวจากปี 2551 ไม่มากนัก ซึ่งมีสาเหตุมาจากเหตุผลต่างๆ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่สำหรับที่ดินเปล่ายังมีอนาคตโดยที่ราคามีการเคลื่อนไหวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่มีเงินที่จะลงทุนในยามดอกเบี้ยต่ำที่เป็นอยู่ในขณะนี้ สามารถที่จะลงทุนและได้รับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

กระแสหุ้น

27 กรกฎาคม 2552

คอลัมน์ เกาะติดหุ้นร้อน

คอลัมน์ เกาะติดหุ้นร้อน

- เกาะติดกระแสร้อนของ หุ้นสยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) ที่ราคาพุ่งแค่สัปดาห์เดียว 64% จาก 5.55 บาท มาอยู่ที่ 9.15 บาท เป็นผลจากข่าวหลุดที่เป็นจริงขึ้นมา จากการที่ SGP ขออนุมัติ คณะกรรมการเข้าโครงการซื้อหุ้นคืนในตลาด 90 ล้านหุ้น วงเงิน 720 ล้านบาท เลยทำให้บรรดาขาใหญ่เข้ามาร่วมดันราคาหุ้น ร้อนถึงตลาดหลักทรัพยสั่งให้ชี้แจงด่วน

- บล.กิมเอ็งให้สัญญาณทางเทคนิคหุ้น SGP ระยะสั้นมีโอกาสปรับฐาน แต่หาก นักลงทุนสนใจยังสามารถเก็งกำไรได้ โดยประเมินแนวรับที่ 8.50-8.30 บาท แนวต้านที่ 9.25-9.45 บาท และแนวต้านถัดไป 9.60 บาท และ 9.90 บาท อย่างไรก็ตาม หากราคาหุ้น SGP หลุดต่ำกว่า 8.25 บาท แนะนำให้ "ขายตัดขาดทุน"




- กระแสควบรวมธุรกิจหลักทรัพย์ยังมีให้ได้ลุ้นตลอด ล่าสุด หุ้นโกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ (GBX) ก็ปูดข่าวไม่ต้องการควบรวมกับใคร แต่จะเข็นบริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก ซึ่งเป็นบริษัทลูกเข้าตลาดหุ้นแทน และได้หารือกับทางการเรียบร้อยแล้ว ราคาหุ้น GBX เลยพุ่งขึ้นรับข่าวจาก 0.57 บาท มาอยู่ที่ 0.90 บาท ส่วน GBX-W1 ก็ขยับจาก 0.25 บาท ขึ้นมาที่ 0.36 บาท



- ข้ามมาดูกลุ่มอสังหาฯ ช่วงนี้คงไม่มีใครเกิน หุ้นพฤกษาเรียลเอสเตท (PS) ที่ราคาเด้งจาก 8.10 บาท อยู่ที่ 9.55 บาท ซึ่งเป็นผลจากรายงานของนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2/52 โดดเด่นสุดๆ ซึ่ง บล.ซิกโก้ ระบุว่า PS ได้ทำลายสถิติยอดขายบ้านในไตรมาส 2 ทำ ให้ยอดขายครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 41.67% จาก ปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 50% ของเป้าหมายรายได้ปีนี้ที่ตั้งไว้ 18,000 ล้านบาท ส่วน บล.ซีมิโก้ ปรับประมาณการกำไรปี"52 และปี"53 เพิ่มขึ้น สะท้อนแนวโน้มธุรกิจ ที่ดีขึ้น ให้ราคาเป้าหมายที่ 12.10 บาท

กำไรครึ่งปีแรกลดแต่ดีเกินคาด

กำไรครึ่งปีแรกลดแต่ดีเกินคาด
บทพิสูจน์แบงก์ไทยปึ้ก-สู้วิกฤต

ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา ธนาคารพาณิชย์เป็นหนึ่งในธุรกิจหลักๆ ที่ถูกจับตามอง โดยเฉพาะประเด็นผลดำเนินงานและหนี้เสีย แต่ผลประกอบการ 2 ไตรมาสแรก ถือเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของธุรกิจธนาคารไทยที่สามารถรองรับแรงกดดันทางเศรษฐกิจได้ดี

โดยล่าสุดในไตรมาส 2 และงวดครึ่งแรกปี 2552 แม้ภาพรวมกำไรสุทธิแต่ละแห่งโดยเฉพาะธนาคารขนาดกลางและขนาดใหญ่จะปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน (ดูตารางประกอบ)

แต่ความสามารถรักษากำไรให้อยู่ในระดับสูงและดีเกินคาดของธนาคารหลายแห่ง ในมุมมองของนักวิเคราะห์ บางสำนัก แสดงถึงพัฒนาการปรับตัวของธนาคารพาณิชย์ไทย หลังจากได้รับบทเรียนจากวิกฤตปี 2540

นายธนัท รังษีธนานนท์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี อยุธยา กล่าวว่า ไตรมาส 2 และครึ่งแรก ปีนี้ ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ (ไม่รวมธนาคารกรุงศรีอยุธยา) มีกำไร 1.96 หมื่นล้านบาท และ 4 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ ถือว่าดีกว่าประมาณการที่คาดไว้ ซึ่งมาจาก 2 ประเด็นหลัก คือ การมีกำไรจากการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะตลาดหุ้น และต้นทุนทางการเงินที่ลดลงตามภาวะดอกเบี้ย ในขณะที่ NPL ค่อนข้างทรงตัว ไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ซึ่งหากแต่ละแห่งยังสามารถทำกำไรได้ดีต่อเนื่อง คาดว่าจะต้องปรับประมาณการขึ้นอีก





"คลายกังวลได้แล้วสำหรับประเด็นคุณภาพสินทรัพย์ แต่ที่ต้องจับตามองคือ เศรษฐกิจจะมีการฟื้นตัวมากขึ้นเพียงใด แต่คาดว่าสินเชื่อครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งแรก ทำให้แนวโน้มกลุ่มแบงก์ค่อนข้างเป็นบวก ซึ่งหากมีการฟื้นตัว กลุ่มที่จะได้ประโยชน์คือ ธนาคารขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมที่จะโยกเงินจากที่ฝากไว้ในตลาดเงินระยะสั้นมาปล่อยสินเชื่อ" นายธนัทกล่าว

ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ทั้งกลุ่มนอกจากจะได้รับปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศแล้ว ยังมีแรงกดดันจากสังคมในฐานะที่เป็นตัวกลางรับการส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ย จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จนเป็นที่มาให้ต้องลดดอกเบี้ยเงินกู้ ลงขาเดียว 0.25-0.30% เหลือ 0.85-0.875% แต่ผ่านครึ่งปีแรก ทั้งผู้บริหารธนาคารและนักวิเคราะห์ต่างมองในทิศทางเดียวกันว่า ภาวะเศรษฐกิจที่เป็นแรงกดดันของธุรกิจ ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุด พร้อมที่จะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง

"6-8 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราเห็นสัญญาณความต้องการสินเชื่อจากฝั่ง รายย่อยมากขึ้น แต่ในส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่อาจจะยังไม่ฟื้นตัว เร็วนัก"

ดังกล่าวคือการให้ความเห็นของ นายตัน คอง คูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งระยะ 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมาได้ชะลอการขยายสินเชื่อเพื่อดูแลคุณภาพสินทรัพย์ ให้สอดคล้องกับการหดตัวของภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งนายคอง คูนกล่าวว่า เพื่อชดเชยการเติบโตของธุรกิจที่มีการตั้งเป้าหมายในปีนี้ไว้ที่ 6% ธนาคารได้เลือกเดินกลยุทธ์การเติบโตจากภายนอก (inorganic growth) ด้วยการซื้อกิจการ ซึ่งภาวะเศรษฐกิจทำให้สามารถซื้อสินทรัพย์ได้ในราคาที่ไม่แพงมาก

"ในครึ่งหลังจะดีขึ้นเพราะเศรษฐกิจน่าจะผ่านช่วงต่ำสุดไปแล้ว คาดว่าเราจะสามารถขยายตัวได้ตามปกติ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป" นายคอง คูนกล่าว

ขณะที่ นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย กล่าวว่า ภายหลังการปรับโครงสร้างภายใน ธนาคารมีความพร้อมมากขึ้นและมีความชัดเจนในแผนงาน ถ้าไม่มีประเด็นที่เหนือความคาดหมาย ธนาคารน่าจะรักษาความสามารถในการทำกำไรอยู่ในเกณฑ์ดีเช่นเดียวกับครึ่งปีแรก ซึ่งธนาคารยังคงเป้าหมายสินเชื่อที่ตั้งไว้ที่ 6% หรือ 1.8 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมองว่ามาตรการภาครัฐที่ออกมาจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นได้ และมีโอกาสที่นักลงทุนจะกลับมาทบทวนแผนเพิ่มเติมได้

ดูเหมือนบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่เริ่มคลี่คลายกำลังสะท้อนผลบวกถึงหลายธุรกิจ รวมถึงธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะฟื้นจริงหรือไม่คงต้องติดตาม



หุ้นไทยมีโอกาสทำ New High

หุ้นไทยมีโอกาสทำ New High ใหม่ภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า
ถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้บังคับบัญชา สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.พัฒนสิน กล่าวในรายการ Trading Hour (Afternoon) ว่า ในสัปดาห์หน้าสหรัฐฯจะประกาศตัวเลข GDP ของไตรมาส 2/52 ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อการลงทุนได้ เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่า จะออกมาดีกว่างที่คาดไว้ คือจากติดลบ 5.5% ในไตรมาส 1/52 มาเป็นติดลบ 1.5% ในไตรมาส 2/52

นอกจากนี้ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดประมาณการณ์ GDP ของไทยในปีนี้ลง 1.5% แต่ก็ปรับเพิ่มประมาณการณ์ในปีหน้า 1.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่คาดกันไว้ และน่าจะทำให้หลาย ๆ สำนักมีการทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจของไทยตามมา

บล.พัฒนสินเชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ตลาดหุ้นไทยจะสามารถทำสถิติ New Hi ใหม่ของปีเหมือนกับที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และฮ่องกงทำได้แล้วในขณะนี้ โดยมีหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่ยัง Underperform เป็นผู้นำตลาด อย่าง บมจ. ปตท. (PTT) บมจ.ปตท.สผ. (PTTEP) และ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) โดยมีห้วงเวลาของการสิ้นสุดการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/52 หรือในกลางเดือนสิงหาคมเป็นจุดสิ้นสุดที่สำคัญ หรือในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า โดยเชื่อว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะขึ้นไปทำสถิติใหม่ที่ระดับ 630 จุด

“เราให้น้ำหนัก Speculative Buy 3 อาทิตย์ เราเชื่อว่าน่าจะไปถึงวันสุดท้ายที่จะประกาศงบก็คือกลางเดือนหน้า จะเป็น Earning ของไตรมาสที่แล้ว ส่วนใหญ่ออกมาเชื่อว่าเป็นโทนบวกตลอด” ถนอมศักดิ์กล่าว

บล.พัฒนสินยังคาดว่า หุ้นกลุ่มที่จะสร้างความประทับใจให้กับนักลงทุนในการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/52 คือกลุ่มวัสดกุก่อสร้าง กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มพลังงาน ส่วนกลุ่มที่น่าจะสร้างความผิดหวังคือ กลุ่มค้าปลีก รับเหมาก่อสร้างและกลุ่มสื่อสาร

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 614.24 จุด เพิ่มขึ้น 2.05 จุด มูลค่าการซื้อขาย 17,685.83 ล้านบาท

- นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 363.77 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 741.92 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 1,105.69 ล้านบาท





24 กรกฎาคม 2552

เศรษฐีนักธุรกิจจีนเยือนไทย

เศรษฐีนักธุรกิจจีนเยือนไทย นำร่องลงทุน 2 หมื่นล.

สมาคมวัฒนธรรมไทย-จีน ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และ บีโอไอ รวมทั้ง หอการค้าไทย เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะนักธุรกิจจากสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลก 250-300 คน เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 24-29 ก.ค.นี้ ...



นายเทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นามยืนยง จำกัด ในฐานะอุปนายกสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีน เปิดเผยว่า สมาคมได้ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตลอดจนถึงหอการค้าไทย เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะนักธุรกิจจากสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลกจำนวน 250-300 คน ที่จะเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 24-29 ก.ค.นี้ ถือเป็นคณะแรกและคณะใหญ่ที่สุดที่นักธุรกิจฝ่ายไทยในสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีนเชื้อเชิญให้เดินทางเข้ามา ขณะที่หลายคนในจำนวนนี้ประสงค์จะเดินทางเข้ามาดูลู่ทางการค้าการลงทุน ตลอดจนถึงการท่องเที่ยวของไทยโดยตรง หลังจากที่ปฏิเสธการเดินทางเยือนไทยมาหลายครั้งจากเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มคนเสื้อเหลือง เหตุการณ์ก่อความไม่สงบในเดือน เม.ย.ของกลุ่มคนเสื้อแดง กระทั่งถึงวิกฤติ เศรษฐกิจโลก และการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009

"ความสำเร็จจากการเดินทางไปเชิญชวนนักธุรกิจจีนให้เข้าร่วมสัมมนาในงานเปิดสำนักงานการลงทุนของบีโอไอ ณ กรุงปักกิ่ง ช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาของสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีน และสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลก ปรากฏว่า มีนักธุรกิจจีนกว่าพันคนเข้าร่วม ทำให้มีนักธุรกิจจีนจำนวนมากสนใจเข้ามาลงทุนในไทย และแต่ละรายที่เดินทางมานี้เป็นนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของจีน คาดว่าน่าจะมีเงินทุนจากจีนไหลเข้ามาในไทยไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาทด้วยกัน"



อุปนายกสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีน กล่าวด้วยว่า นักธุรกิจจีนกลุ่มนี้ได้แจ้งความจำนงในการที่จะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ โรงงานเครื่องหนัง โรงงานปูนซีเมนต์ อู่ ต่อเรือ ตลอดจนถึงธุรกิจอัญมณี และธุรกิจท่องเที่ยว และบริการ เช่น โรงแรม เป็นต้น โดยรวมแล้วมีความสนใจด้วยกันถึง 15 หมวด ส่วนที่ถามว่า นักธุรกิจจีนกลุ่มนี้มีศักยภาพมากขนาดไหน นายเทพรักษ์ ตอบว่า ผู้ที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนทั่วโลกแห่งนี้ได้ ต้องมีทุนทรัพย์ อย่างต่ำ 1,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท ที่สำคัญสมาคมนี้มีเครือข่ายนักธุรกิจที่มีเชื้อสายจีนทั่วโลกเป็นสมาชิกถึง 300,000 คน กระจายอยู่ทั่วโลก ในจำนวนนี้มีบริษัทจีนที่ติดอันดับ 500 บริษัทแรกของโลกอยู่หลายราย

"รายที่ร่ำรวยที่สุดที่เดินทางเข้ามาไทยในครั้งนี้ด้วยเห็นจะเป็น นายหลิว หย่ง เห่า ประธานกลุ่มบริษัท นิว โฮป (NEW HOPE) นักธุรกิจใหญ่จากปักกิ่งซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ 4 กลุ่มคือ กลุ่มพลังงาน การเงิน-ธนาคาร เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ซึ่งมีสินทรัพย์รวม 300,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 1.65 ล้านล้านบาท (5.52 บาทต่อหยวน) คุณหลิวอยากจะเข้ามาหาลู่ทางลงทุนในไทยด้วย"

นายเทพรักษ์กล่าวด้วยว่า การเดินทางมาเยือนไทยของนักธุรกิจชั้นแนวหน้าจากจีนครั้งนี้ 150 คน เดินทางมาจากปักกิ่งและหลายมณฑลในจีน ขณะที่อีก 50 คนมาจากฮ่องกง และมาเก๊า ส่วนอีก 100 คนมาจากประเทศต่างๆทั่วโลก และทั้งหมดจะพำนักอยู่ ณ โรงแรมดุสิตรีสอร์ท พัทยา เพื่อเข้าร่วมสัมมนาลู่ทางการค้า และการลงทุนร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การเจรจาจับคู่การลงทุนกัน โดยมีนักธุรกิจฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมกว่า 400 ราย ขณะเดียวกันฝ่ายไทยโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ยังเตรียมการจะลงนามในข้อตกลงร่วมกับสมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน (China Association of Small and Medium Enterprise) ซึ่งมีสมาชิกมากถึง 43 ล้านราย เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยที่มีอยู่ 2 ล้านรายให้มีโอกาสเพิ่มขึ้น


อัศวิน’ขาใหญ่โผล่เก็บหุ้น‘GBX’

อัศวิน’ขาใหญ่โผล่เก็บหุ้น‘GBX’ ปัดไม่ได้ทำหุ้นวิ่ง-ยันอนาคตดี



วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

โพสต์ทูเดย์ — “อัศวิน ลีลายนะ” รายใหญ่ซุ่มเก็บหุ้น GBX ปัดไม่ได้เป็นเหตุไล่หุ้นวิ่ง เชื่อบริษัทมีอนาคตดี มาร์เก็ตแชร์พุ่ง

นายอัศวิน ลีลายนะ นักลงทุนรายใหญ่ รายงานสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า วันที่ 20 ก.ค. 2552 ได้ซื้อหุ้นบริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ (GBX) จำนวน 24 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.23% รวมกับหุ้นเดิม 35.086 ล้านหุ้น หรือ 3.26% ส่งผลให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 59.086 ล้านหุ้น หรือ 5.49%


นายอัศวิน กล่าวว่า การซื้อหุ้นจำนวนนี้เป็นการซื้อครั้งเดียว และไม่เชื่อว่าจะเป็นสาเหตุให้ราคาหุ้น GBX ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นการซื้อเพียงครั้งเดียว และหลังจากนั้นไม่ได้เข้าไปซื้อเพิ่มอีก

สำหรับการซื้อหุ้นเนื่องจากเห็นว่าเป็นหุ้นที่มีอนาคตทางธุรกิจดี โดยรายได้ไม่ได้มาจากธุรกิจหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งขณะนี้บริษัทได้เสริมธุรกิจค้าทองคำเข้ามา และด้านธุรกิจหลักทรัพย์ได้เสริมทีมการตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ดีขึ้น

นอกจากนี้ ราคาหุ้น GBX ในตลาดถือว่าต่ำกว่าราคาหุ้นที่เสนอขายประชาชนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก (IPO) ที่ 2 บาท จึงสนใจเข้ามาลงทุน

“การซื้อหุ้นของผมไม่เกี่ยวกับข่าวการควบรวมกิจการกับโบรกเกอร์อื่นและคิดว่าไม่น่าจะควบรวมกับใคร เพราะ GBX ได้ทำธุรกิจค้าทองคำและยังจะนำบริษัทลูกคือธุรกิจหลักทรัพย์เข้าตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่คิดว่าจะควบรวมกับใคร” นายอัศวิน กล่าว

สำหรับนักลงทุนรายนี้ซึ่งมีข่าวว่าเป็นนักลงทุนรายใหญ่ เป็นญาติของผู้ถือหุ้นใหญ่ GBX และมีมูลค่าซื้อขายร่วม 1 หมื่นล้านบาท/เดือน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งนักลงทุนรายนี้ยอมรับว่า ช่วงตลาดหุ้นดีเคยทำวอลุมขึ้นไปถึงขนาดนั้น แต่การลงทุนช่วงนี้ได้ชะลอลง และมุ่งหันไปทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งเป็นธุรกิจค้าทองคำ ขณะเดียวกันหุ้นที่ลงทุนจะถือลงทุนระยะยาว ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ถือหุ้นบริษัทไหนที่มีนัยสำคัญ

“การซื้อขายหุ้นของผมปัจจุบันน้อย เน้นการทำธุรกิจส่วนตัวมากกว่า” นายอัศวิน กล่าว



Template by - Abdul Munir | Blogging4