16 กรกฎาคม 2552

รฟม.คาดต่อรองสายสีม่วงสัญญา 3 เสร็จสัปดาห์นี้

รฟม.คาดต่อรองสายสีม่วงสัญญา 3 เสร็จสัปดาห์นี้
กระทรวงคมนาคมรายงานว่า ภายในสัปดาห์นี้ คณะกรรมการต่อรองราคาโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ที่มีนายชัยสิทธ์ คุรุรัตน์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นประธาน จะเจรจาต่อรองราคากับเอกชนในสัญญาที่ 3 กับกลุ่มพีเออาร์จอยท์เวนเจอร์ได้เสร็จสิ้นภายนในสัปดาห์นี้ โดยคาดว่าจะต่อรองได้ใกล้เคียงกับสัญญาที่ 1 และสัญญาที่ 2 หรือมากกว่า 12% จากที่เอกชนเสนอราคาต่ำสุดที่ 6,399 ล้านบาท



สำหรับ กลุ่มพีเออาร์จอยท์เวนเจอร์ ประกอบด้วย บมจ. แอสคอน คอนสตรัคชั่น ,บมจ. เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง และบริษัท รวมนครก่อสร้าง โดยสัญญาที่ 3 จะเป็นงานก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดรถซึ่งมีพื้นที่รองรับการก่อสร้างไว้แล้ว

ด้านนายชูเกียรติ โพธยานุวัตร ผู้ว่าการ รฟม.เชื่อว่าหลังจากที่ได้มีการต่อรองเจรจาทั้ง 3 สัญญา จะทำให้วงเงินการก่อสร้างงานโยธา ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ อยู่ในกรอบประมาณ 32,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับระบบวางราง อีก 4,000 ล้านบาท ก็ยังอยู่ในกรอบที่ ครม.อนุมัติไว้ที่ 36,055 ล้านบาท

โดยในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ รฟม.เตรียมเสนอให้คณะกรมการ รฟม.อนุมัติผลการประกวดราคารถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ สัญญาที่ 2 และ สัญญาที่ 3 จากนั้นส่งให้กระทรวงคมนาคมนำเสนอให้ครม.อนุมัติทั้ง 3 สัญญาต่อไป




ธปท.คงดอกเบี้ย 1.25% ชี้ ศก.เริ่มฟื้น

ธปท.คงดอกเบี้ย 1.25% ชี้ ศก.เริ่มฟื้น


แบงก์ชาติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% หลังเห็นสัญญาณเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ไม่มีแรงกดดันทั้งเงินเฟ้อและเงินฝืด ในขณะที่ขอบเขตความรุนแรงไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งสถานการณ์การเมือง ระบุ 24 ก.ค.นี้ รู้ผลว่าปรับหรือไม่ปรับจีดีพี


นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า ที่ประชุมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 1 วันไว้ที่ 1.25% เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การเงินระหว่างประเทศปรับตัวในทิศทางดีขึ้น หลังจากที่หลายประเทศใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและนโยบายกระตุ้นทางการคลังทำให้เศรษฐกิจโลกเริ่มขยายตัว ซึ่งในส่วนของไทยมีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้น เห็นได้จากมาตรการการคลังของรัฐบาลเริ่มเห็นผลมากขึ้น ส่วนนโยบายการเงินยังคงผ่อนคลาย ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยขยายตัวในอนาคต

สำหรับปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยคือ เรื่องไข้หวัดใหม่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งไม่รู้ว่าขอบเขตการแพร่ระบาดจะรุนแรงแค่ไหน รวมทั้งปัญหาการเมืองภายในประเทศอาจทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น ซึ่งจะกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ว่าจะฟื้นตัวในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม กนง.จะติดตามสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินที่เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวในอนาคต ส่วนการปรับผลิตภัณฑ์มวลรวมรายได้ในประเทศ หรือจีดีพี ในปีนี้หรือไม่ ต้องรอประกาศตัวเลขเงินเฟ้อในวันที่ 24 ก.ค.นี้ก่อน ซึ่งขณะนี้เงินเฟ้อก็ยังติดลบ 4%

นายไพบูลย์ กล่าวย้ำว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณเป็นบวก เห็นได้จากตัวเลขการผลิต การอุปโภคบริโภค ที่อยู่อาศัยหดตัวลดลง ซึ่งเห็นว่าการที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ต้องมีจุดต่ำสุดก่อน ส่วนภาวะเศรษฐกิจโลกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าจะฟื้นตัวในปีหน้า และทุกฝ่ายเห็นว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้น แต่จะยั่งยืนหรือไม่ต้องดูกันต่อไป โดยเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรปเริ่มดีขึ้น แต่ยอมรับว่าปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะกระทบต่อการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของประชาชน และพร้อมจะลดดอกเบี้ยนโยบายหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงและเกิดปัจจัยเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจไทย

“ตอนนี้ยังไม่มีแรงกดดันเรื่องเงินเฟ้อ เงินฝืด เพราะเงินเฟ้อยังติดลบ 4% อยู่ ซึ่ง กนง.ไม่ได้ตกใจ เพราะส่วนใหญ่มาจากมาตรการรัฐ และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ กนง.ไม่ปรับดอกเบี้ยนโยบาย บวกกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณที่มีเสถียรภาพมากขึ้น หากเศรษฐกิจโลกยังมีแรงเหวี่ยงไปได้ก็ยิ่งไม่มีแรงกดดัน”

เขากล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบ และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 0-3.5% ในขณะนี้ เป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนของรัฐบาล ซึ่งหากไม่มีมาตรการดังกล่าว เชื่อว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่เป็นบวก ดังนั้นเศรษฐกิจไทยขณะนี้ จึงยังไม่มีประเด็นทั้งในเรื่องเงินเฟ้อและเงินฝืด

"เรายังไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ หรือว่าดอกเบี้ยต่ำสุดแล้ว และไม่ต้องปรับดอกเบี้ยนโยบาย เพราะไม่มีประเด็นทั้งเรื่องเงินเฟ้อและเงินฝืด" นายไพบูลย์กล่าว

ส่วนการออกพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลวงเงิน 80,000 ล้านบาทนั้น ไม่ทำให้สภาพคล่องเกิดความตึงตัว เพราะนำเงินมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ แต่ถ้ามีปัญหาเงินตึงตัวจริง ธปท.พร้อมจะอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ ส่วนกรณีธนาคารพาณิชย์ระดมเงินฝากด้วยการจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูงนั้น เป็นเรื่องปกติของการแข่งขันตามกลไกตลาด

ด้าน น.ส.เกวลิน หวังพิชญาสุข เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้ความเห็นผ่านรอยเตอร์ กรณี กนง.คงอัตราดอกเบี้ยอาร์พีว่า แม้จะเชื่อว่าเศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่การฟื้นตัวยังคงจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ยังคงต้องจับตาต่อไป

"เรายังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากๆ ของการฟื้นตัว และถ้าคุณมองถึงความเสี่ยง เช่น ไข้หวัด และความไม่แน่ใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมาก ทั้งนี้ เราคาดว่า อาจจะได้เห็นการปรับขึ้นของดอกเบี้ยได้ในช่วงกลางปีหน้าหรือในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า"

ด้าน น.ส.นุชจรินทร์ ปัณรส นักเศรษฐศาสตร์ บล.พัฒนสิน มองว่า อาจจะมีความเอนเอียงในทางผ่อนคลายมากขึ้นในนโยบายการเงิน ถ้ามีความเสี่ยงขาลงใดๆ เพิ่มขึ้น เช่น การแพร่ระบาดของไข้หวัด และสถานการณ์การเมืองในประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อน่าจะยังคงติดลบต่อไปในช่วงไตรมาส 3

"ในมุมมองของเรา ถ้าหากมีการปรับลดดอกเบี้ยลงในระยะอันใกล้ ดอกเบี้ยนโยบายน่าจะลดลงอีก 0.25% เนื่องจากระดับปัจจุบันถือว่าใกล้จุดต่ำสุดแล้ว และที่สุดแล้ว อัตราเงินเฟ้อจะเริ่มกลับมาเป็นบวกอีกครั้งในไตรมาส 4 การปรับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายคงยังไม่เกิดขึ้นได้เร็ว บางทีเราอาจจะได้เห็นการปรับขึ้นครั้งแรก ในช่วงประมาณครึ่งหลังของปี 2553"



คอลัมน์ จับกระแส

คอลัมน์ จับกระแส

- ช่วงนี้งานหลักของตลาดหลักทรัพย์ฯคือ ควงโบรกเกอร์เดินสายโรดโชว์กันฮึ่มๆ ล่าสุด (7-8 ก.ค.) ตลท.ร่วมกับ บล.ทิสโก้และ ดอยซ์แบงก์ จัดงาน "DBTisco Roadshow in UK" พบนักลงทุนสถาบัน 25 แห่งที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธาน ตลท.กล่าวว่า นักลงทุนให้ความสนใจจะลงทุนเพิ่ม หลังได้รับข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่รัฐมีนโยบายจะลงทุนโครงการต่างๆ ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 และการเมืองก็มีเสถียรภาพ ขณะที่ผลประกอบการ บจ.ดีขึ้น พร้อมกันนี้ยังมีผู้บริหารจาก บจ. 5 แห่ง จากเจริญโภคภัณฑ์อาหาร, เซ็นทรัลพัฒนา, ไออาร์พีซี, ปตท.เคมิคอล และซีพีออลล์ร่วมให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ด้วย

- ข่าววุ่นๆ ของ แบงก์ไทยพาณิชย์ ปรับโครงสร้างภายในกันอยู่นั้น ล่าสุดแบงก์เตรียมจัดตั้งบริษัทลูกมาติดตามทวงหนี้ให้กับกลุ่มแบงก์ไทยพาณิชย์อย่างครบวงจร โดยจะถือหุ้นเอง 100% และจะโอนย้ายพนักงานไปยังบริษัทใหม่ 1 ส.ค.นี้ พร้อมกับได้รับสิทธิเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ต่างๆ เทียบเท่ากับการเป็นพนักงานธนาคารทุกประการ ทั้งจะนับอายุการทำงานต่อเนื่องด้วย พนักงานวางใจได้เพราะงานนี้ "กรรณิกา ชลิตอาภรณ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่แบงก์ใบโพธิ์บอกมาเช่นนี้...จ้า

- รุกอีกแล้ว แบงก์นครหลวงไทย จัดแคมเปญกระตุ้นยอดสินเชื่อบ้าน "Home (Loan) Sweet Home" หรือ "สินเชื่อบ้านธนาคารนครหลวงไทย สร้างความสุขให้ กับบ้านคุณ" สำหรับผู้ยื่นคำขอกู้วงเงินตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป และได้รับการอนุมัติพร้อมยื่นจดจำนองกับธนาคารตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.-31 ส.ค.นี้ จะได้รับบัตรกำนัลสำหรับอบรมหลักสูตรทำเบเกอรี่หรืออาหาร 1 หลักสูตร (2 เมนู) มูลค่า 1,500 บาท ที่โรงเรียนศิลปะการทำเบเกอรี่และอาหาร (IBAF) ของบริษัทอิมพีเรียลศูนย์ศิลปะการทำเบเกอรี่และอาหาร จำกัด โดยคาดว่าปีนี้จะปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้า ไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท หลังครึ่งปีแรกปล่อยสินเชื่อแล้วกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท

- ขึ้นชื่อว่า "สถาบันการเงิน" ใครๆ ก็ตราหน้าว่า เป็นนายทุนที่ทำธุรกิจโดยมุ่งเน้นทำกำไรสูงสุด แต่กระแส CSR ที่ค่อนข้างมาแรงในยุคนี้ทำให้สถาบันการเงินไทยทั้งระบบซึ่งรวมถึงสาขาธนาคารต่างประเทศในไทยหันมาสนใจเรื่อง CSR อย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น และเพื่อให้เกิดพลังกิจกรรมนี้จึงเตรียมจัดตั้ง "ชมรมเครือข่ายสถาบันการเงินคุณธรรมเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม" ซึ่งจะมีพิธีลงนามให้สัตยาบันกันในวันที่ 30 ก.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี...งานนี้ คงต้อง "ลุ้น" ว่าสังคมจะได้อะไรบ้าง นอกเหนือการลดอัตราดอกเบี้ย !

- ก.ล.ต.ลั่นกลองเรียกผู้ถือหุ้นบมจ.สแกนดิเนเวียลีสซิ่ง (SCAN) เข้าประชุมผู้ถือหุ้นที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 ก.ค.นี้ เพื่อใช้สิทธิออกเสียงในการรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เนื่องจากคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบของ SCAN รวมทั้งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ ที่ระบุชัดเจนว่าผู้ถือหุ้น SCAN ไม่ควรอนุมัติให้ SCAN เข้าซื้อหุ้นบมจ.เดวา ดีเวลลอปเม้นท์ มูลค่า 543.57 ล้านบาท ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อ SCAN หลายประเด็น อาทิ เดวาฯขาดทุนรายได้ในอนาคตยังไม่แน่นอน มีหนี้สูง และยังมีปัญหาการส่งมอบบ้านเอื้ออาทรล่าช้า ขณะที่ราคาหุ้นเดวาฯที่ซื้อ 0.85 บาท/หุ้น สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่อยู่ 0.36 บาท

หุ้น Defensive!!

หุ้น Defensive!!

ดัชนีหุ้นวันที่ 15 ก.ค.52 ปิดที่ 587.86 จุด เพิ่มขึ้น 10.11 จุดมีมูลค่าการซื้อขาย 18,951.98 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 750 ล้านบาท

หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด PTT ปิดที่ 223 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท, PTTAR ปิดที่ 17.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท, TTA ปิดที่ 22.10 บาท เพิ่มขึ้น 1.10 บาท, PTTEP ปิดที่ 127 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท และ SCB ปิดที่ 71.75 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท

ฝ่ายวิเคราะห์บล.ฟิลลิป ชี้หุ้นไทยบวกตามดาวโจนส์ หลังโกลด์แมน แซคส์ สถาบันการเงินรายใหญ่ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลกำไรไตรมาส 2 ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้

มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. คงอัตราดอกเบี้ย อาร์/พี 1 วันไว้ที่ 1.25% โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น รวมทั้งได้รับแรงกระตุ้นจากนโยบายคลังที่เริ่มเห็นผล

ขณะที่มองแนวโน้มตลาด คาดว่าดัชนีจะยังคงปรับตัวขึ้นแต่คงไม่ แรงมาก จึงแนะให้เก็งกำไร หากดัชนีปรับตัวลงให้ใช้กลยุทธ์ลงซื้อ-ขึ้นขาย

ด้าน บล.ทิสโก้ แนะกลยุทธ์การลงทุน ช่วงนี้ให้ย้ายเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่มแบงก์และพลังงานมายังหุ้น Defensive เช่น สื่อสาร, พาณิชย์, อาหาร และกลุ่มโรงพยาบาล

เนื่องจากไตรมาส 3 ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงลงไปที่ประมาณ 500 จุด ซึ่งหุ้น Defensive น่าจะยืนได้ดีกว่า และน่าจะปกป้องเม็ดเงินที่ลงทุนไปได้

ปิดท้าย บทวิเคราะห์เครดิตสวิสกรุ๊ปเอจี คาดตลาดหุ้นในอาเซียนมีแนวโน้มสดใส หลังเศรษฐกิจสิงคโปร์มีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาส 2 ที่เพิ่มขึ้น 20.4% จากไตรมาสก่อน เป็นปัจจัยสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาเซียน และอาจเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนมาสู่อาเซียน

นอกจากนี้ยังระบุว่าราคาหุ้นในตลาดหุ้นอาเซียนขณะนี้มีส่วนลดลงราว 14% เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชีย


สำหรับหุ้นที่เครดิตสวิสแนะลงทุน ได้แก่ กลุ่มแบงก์ในไทยและสิงคโปร์


อินเด็กซ์ 51




15 กรกฎาคม 2552

หุ้นไทยปิดบวก 2.70%

หุ้นไทยปิดบวก 2.70% บล.
ฟาร์อีสท์แนะเก็งกำไรระยะสั้นไว้รอขายที่ 586 จุด


นายจักรกริช เจริญเมธาชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล. ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยในวันนี้ปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากหลังร่วงลงอย่างหนักกว่าตลาด หุ้นอื่นในภูมิภาคตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในวันนี้เริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมดีขึ้น

สำหรับผลประกอบการของสถาบันการเงินสหรัฐฯ ที่ยังมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบไตรมาส 1/52 นั้น จะทำให้ตลาดหุ้นยังมีโอกาสปรับลดลงได้ แต่ก็อาจดีดตัวขึ้นได้บ้างในช่วงที่มีแรงขายมากเกินไป ขณะที่ตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวไปตามปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก

นายจักรกริชกล่าวว่า ที่ผ่านมามีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มถ่านหิน เหล็ก สำรวจและผลิต และเดินเรือ อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากกระแสเงินทุนที่เริ่มไหลรวดเร็ว จะทำให้มีแรงเทขายออกมาทันทีหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตลอดจนผลประกอบการสถาบันการเงินและภาคอุตสาหกรรมที่แท้จริง (Real Sector) ออกมาแย่เกินคาด เนื่องจากตลาดหุ้นในขณะนี้มีการซื้อขายกันที่ P/E สูงถึง 16 เท่า และเมื่อเทียบกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่จะลดลงไปอีก 2 ไตรมาส ทำให้ยังไม่น่าสนใจเข้าลงทุนระยะยาว แต่เหมาะกับการเก็งกำไรแทน

ทั้งนี้ บล. ฟาร์อีส์แนะนำให้ลงทุนหุ้นธนาคารกสิกรไทย ( KBANK) และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เพราะเชื่อว่าสินเชื่อจะยังขยายตัวได้ดี ประกอบกับการตั้งสำรองที่ค่อนข้างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในกลุ่ม เดียวกัน ทำให้ราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้

สำหรับแนวทางการลงทุนหุ้นพลังงานในขณะนี้ ควรเป็นการลงทุนระยะกลาง หรือเก็งกำไรระยะสั้น เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในอนาคตยังปรับเพิ่มขึ้นได้ ทำให้ยังมีปัจจัยเข้ามาหนุนผลประกอบการกลุ่มพลังงานต้นน้ำ เช่น บมจ. บ้านปู (BANPU) และ บมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ขณะที่ยังควรหลีกเลี่ยงพลังงานปลายน้ำ เช่น ปิโตรเคมี เพราะยังมีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ชะลอตัว และปริมาณการผลิตใหม่จากตะวันออกกลางและจีนที่เข้ามามากด้วย

บล. ฟาร์อีสท์ยังแนะนำให้เพิ่มพอร์ตการลงทุนในระยะสั้น และทยอยทำกำไรออกมาในช่วงที่ดัชนีขึ้นไปแตะที่ระดับ 586 จุด โดยควรนำปัจจัยต่างประเทศเข้ามาประกอบด้วย


ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ปิดเพิ่มขึ้น 15.20 จุด หรือ 2.70% มาอยู่ที่ 577.75 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ 14,135.56 ล้านบาท
- นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 925.96 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 54.95 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อย ขายสุทธิ 980.91 ล้านบาท




หุ้น BAY!!

หุ้น BAY!!

ดัชนีหุ้นวันที่ 14 ก.ค. 52 ปิดที่ 577.75 จุด บวก 15.20 จุด มี มูลค่าซื้อขาย 14,135.56 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 60.13 ล้านบาท

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก มองแนวโน้มตลาดว่า ยังขึ้นอยู่กับตลาดต่างประเทศเป็นหลัก แต่เตือนให้นักลงทุนระวังแรงขายทำกำไรหลังราคาหุ้นเด้งขึ้นแรง ด้านเทคนิคประเมินแนวรับไว้ที่ 570 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 575-582 จุด

มีรายงานข่าวบนเว็บไซต์บลูมเบิร์กระบุว่า บีเอ็นพีพาริบาส์คาดว่า ตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชียจะเข้าสู่ช่วงปรับฐานในไตรมาส 3 ปีนี้ โดยคาดว่า ตลาดหุ้นอินโดนีเซียจะปรับลงแรงที่สุด รองลงมาเป็นฟิลิปปินส์และจีน

โดยนับแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นมา ดัชนีเอ็มเอสซีไอภูมิภาคเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นได้ลดลงมาแล้ว 7.7% แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งลดลงไปถึง 54%

บทวิเคราะห์ของบีเอ็นพีระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชียเริ่มปรับฐาน เป็นผลจากนักลงทุนหวั่นเกรงว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นล่าช้า กว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนที่เพิ่มขึ้น, การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2

ปิดท้ายหุ้น BAY ซื้อขายอยู่ใน Top 10 หลังหลายสำนักวิเคราะห์ปรับคำแนะนำ โดยเกียรตินาคินแนะนำเป็น "ถือ" จากเดิมแนะ "ขายทำกำไร" ให้ราคาเหมาะสมเพิ่มขึ้นจาก 10.50 บาท เป็น 14.70 บาท

ขณะที่ก่อนหน้านี้ บล.ยูไนเต็ดแนะซื้อ ให้ราคาเป้าหมายปี 52 ที่ 17.50 บาท ส่วน บล.ดีบีเอสวิคเคอร์สแนะซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 17.80 บาท ล่าสุด BAY ปิดที่ 15 บาท เพิ่มขึ้น 0.90 บาท

แถมให้!! หุ้นใหม่บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) ที่จะเปิดให้จองซื้อวันที่ 16-17 และ 20 ก.ค.นี้ บล.กิมเอ็งในฐานะที่ปรึกษาการเงิน มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน แถมคุยว่าเป็นหุ้นมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ และเตรียมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้ผู้ถือหุ้นวันที่ 1 ต.ค. ขณะที่ ราคาจองที่ 1.98 บาท ให้ส่วนลดจากราคาที่นักวิเคราะห์ให้ไว้ถึง 30%

คุยดีนัก อย่าให้ "เหนือจอง" แค่วันแรกที่เข้าเทรดเหมือนหุ้น พื้นฐานดีอย่าง JMART นะจ๊ะ!!



อินเด็กซ์ 51


Template by - Abdul Munir | Blogging4