15 กรกฎาคม 2552

หุ้นไทยปิดบวก 2.70%

หุ้นไทยปิดบวก 2.70% บล.
ฟาร์อีสท์แนะเก็งกำไรระยะสั้นไว้รอขายที่ 586 จุด


นายจักรกริช เจริญเมธาชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล. ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยในวันนี้ปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากหลังร่วงลงอย่างหนักกว่าตลาด หุ้นอื่นในภูมิภาคตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในวันนี้เริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมดีขึ้น

สำหรับผลประกอบการของสถาบันการเงินสหรัฐฯ ที่ยังมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบไตรมาส 1/52 นั้น จะทำให้ตลาดหุ้นยังมีโอกาสปรับลดลงได้ แต่ก็อาจดีดตัวขึ้นได้บ้างในช่วงที่มีแรงขายมากเกินไป ขณะที่ตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวไปตามปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก

นายจักรกริชกล่าวว่า ที่ผ่านมามีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มถ่านหิน เหล็ก สำรวจและผลิต และเดินเรือ อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากกระแสเงินทุนที่เริ่มไหลรวดเร็ว จะทำให้มีแรงเทขายออกมาทันทีหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตลอดจนผลประกอบการสถาบันการเงินและภาคอุตสาหกรรมที่แท้จริง (Real Sector) ออกมาแย่เกินคาด เนื่องจากตลาดหุ้นในขณะนี้มีการซื้อขายกันที่ P/E สูงถึง 16 เท่า และเมื่อเทียบกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่จะลดลงไปอีก 2 ไตรมาส ทำให้ยังไม่น่าสนใจเข้าลงทุนระยะยาว แต่เหมาะกับการเก็งกำไรแทน

ทั้งนี้ บล. ฟาร์อีส์แนะนำให้ลงทุนหุ้นธนาคารกสิกรไทย ( KBANK) และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เพราะเชื่อว่าสินเชื่อจะยังขยายตัวได้ดี ประกอบกับการตั้งสำรองที่ค่อนข้างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในกลุ่ม เดียวกัน ทำให้ราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้

สำหรับแนวทางการลงทุนหุ้นพลังงานในขณะนี้ ควรเป็นการลงทุนระยะกลาง หรือเก็งกำไรระยะสั้น เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในอนาคตยังปรับเพิ่มขึ้นได้ ทำให้ยังมีปัจจัยเข้ามาหนุนผลประกอบการกลุ่มพลังงานต้นน้ำ เช่น บมจ. บ้านปู (BANPU) และ บมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ขณะที่ยังควรหลีกเลี่ยงพลังงานปลายน้ำ เช่น ปิโตรเคมี เพราะยังมีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ชะลอตัว และปริมาณการผลิตใหม่จากตะวันออกกลางและจีนที่เข้ามามากด้วย

บล. ฟาร์อีสท์ยังแนะนำให้เพิ่มพอร์ตการลงทุนในระยะสั้น และทยอยทำกำไรออกมาในช่วงที่ดัชนีขึ้นไปแตะที่ระดับ 586 จุด โดยควรนำปัจจัยต่างประเทศเข้ามาประกอบด้วย


ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ปิดเพิ่มขึ้น 15.20 จุด หรือ 2.70% มาอยู่ที่ 577.75 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ 14,135.56 ล้านบาท
- นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 925.96 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 54.95 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อย ขายสุทธิ 980.91 ล้านบาท




หุ้น BAY!!

หุ้น BAY!!

ดัชนีหุ้นวันที่ 14 ก.ค. 52 ปิดที่ 577.75 จุด บวก 15.20 จุด มี มูลค่าซื้อขาย 14,135.56 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 60.13 ล้านบาท

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก มองแนวโน้มตลาดว่า ยังขึ้นอยู่กับตลาดต่างประเทศเป็นหลัก แต่เตือนให้นักลงทุนระวังแรงขายทำกำไรหลังราคาหุ้นเด้งขึ้นแรง ด้านเทคนิคประเมินแนวรับไว้ที่ 570 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 575-582 จุด

มีรายงานข่าวบนเว็บไซต์บลูมเบิร์กระบุว่า บีเอ็นพีพาริบาส์คาดว่า ตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชียจะเข้าสู่ช่วงปรับฐานในไตรมาส 3 ปีนี้ โดยคาดว่า ตลาดหุ้นอินโดนีเซียจะปรับลงแรงที่สุด รองลงมาเป็นฟิลิปปินส์และจีน

โดยนับแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นมา ดัชนีเอ็มเอสซีไอภูมิภาคเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นได้ลดลงมาแล้ว 7.7% แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งลดลงไปถึง 54%

บทวิเคราะห์ของบีเอ็นพีระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชียเริ่มปรับฐาน เป็นผลจากนักลงทุนหวั่นเกรงว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นล่าช้า กว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนที่เพิ่มขึ้น, การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2

ปิดท้ายหุ้น BAY ซื้อขายอยู่ใน Top 10 หลังหลายสำนักวิเคราะห์ปรับคำแนะนำ โดยเกียรตินาคินแนะนำเป็น "ถือ" จากเดิมแนะ "ขายทำกำไร" ให้ราคาเหมาะสมเพิ่มขึ้นจาก 10.50 บาท เป็น 14.70 บาท

ขณะที่ก่อนหน้านี้ บล.ยูไนเต็ดแนะซื้อ ให้ราคาเป้าหมายปี 52 ที่ 17.50 บาท ส่วน บล.ดีบีเอสวิคเคอร์สแนะซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 17.80 บาท ล่าสุด BAY ปิดที่ 15 บาท เพิ่มขึ้น 0.90 บาท

แถมให้!! หุ้นใหม่บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) ที่จะเปิดให้จองซื้อวันที่ 16-17 และ 20 ก.ค.นี้ บล.กิมเอ็งในฐานะที่ปรึกษาการเงิน มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน แถมคุยว่าเป็นหุ้นมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ และเตรียมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้ผู้ถือหุ้นวันที่ 1 ต.ค. ขณะที่ ราคาจองที่ 1.98 บาท ให้ส่วนลดจากราคาที่นักวิเคราะห์ให้ไว้ถึง 30%

คุยดีนัก อย่าให้ "เหนือจอง" แค่วันแรกที่เข้าเทรดเหมือนหุ้น พื้นฐานดีอย่าง JMART นะจ๊ะ!!



อินเด็กซ์ 51


14 กรกฎาคม 2552

นลท.โยกเงินฝาก-หุ้น รับ ดบ.ยวนใจ

บอนด์ออมทรัพย์ขายเกลี้ยง
*นลท.โยกเงินฝาก-หุ้น รับ ดบ.ยวนใจ


นักลงทุนแห่ซื้อบอนด์ไทยเข้มแข็งหมดเกลี้ยงงวดแรก 3 หมื่นล้านบาท จับตางวดที่ 2 และ 3 วงเงินที่เหลืออีก 2 หมื่นล้านบาทกระแสตอบรับดีหรือไม่ หลังให้ผลตอบแทนเยี่ยม ดอกเบี้ยจูงใจ 5% แถมความเสี่ยงยังต่ำ กระทรวงคลังเตรียมพิจารณาคลอดงวดสอง วงเงินราว 4 หมื่นล้านบาท ด้านนายแบงก์ประสานเสียงมั่นใจไม่มีเงินโยกจากระบบเงินฝากไปซื้อพันธบัตรฯ แต่เข็นผลิตภัณฑ์การเงินสารพัดรูปแบบดึงลูกค้ากลับ ฟากตลาดหุ้นบรรยากาศซบเซา หุ้นแบงก์ถูกเทกระจาดเดี้ยงยกแผง นำทีมโดย BBL-KBANK--KTB-SCB


และแล้วพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งที่ออกจำหน่ายงวดแรกจำนวน 3 หมื่นล้านบาทก็จำหน่ายได้หมดเกลี้ยงในพริบตา เพียงแค่เปิดจำหน่ายวันแรกเมื่อวานนี้ (13กรกฎาคม 52) โดยเดิมทีกระทรวงการคลังมอบหมายให้ 7 สถาบันการเงินจำหน่ายงวดแรกให้กับผู้สูงอายุในวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท แต่จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของนักลงทุน ส่งผลให้กระทรวงการคลังตัดสินใจเข็นพันธบัตรฯ งวดที่เตรียมขายในวันที่ 17, 20 - 21 กรกฎาคม 2552 อีกจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาทออกจำหน่ายทันที จากจำนวนที่เตรียมจำหน่ายรวม 2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เหลือพันธบัตรฯ ออกจำหน่ายตามกำหนด 5 พันล้านบาท และทำให้พันธบัตรออมทรัพย์ฯ วานนี้จำหน่ายรวดเดียวหมดในจำนวน 3 หมื่นล้านบาท ส่วนงวดที่จำหน่ายวันที่ 15 - 16 กรกฎาคม 2552 ให้กับนักลงทุนทั่วไปยังคงเดิมที่ 1.5 หมื่นล้านบาท

จากการสำรวจสถาบันการเงิน 3 แห่ง จากทั้งหมด 7 แห่ง พบว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK จำหน่ายพันธบัตรฯ 4.7 พันล้านบาทได้หมดรวดเร็ว โดยมีผู้ได้รับการจัดสรร 6 พันราย ขณะที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดจำหน่ายพันธบัตรฯ จำนวน 7.1 พันล้านบาทได้หมดภายใน 1ชั่วโมง ส่วนธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB ได้เปิดจำหน่ายพันธบัตรฯ จำนวน 2.4 พันล้านบาทได้หมดในเวลาไม่ถึงชั่วโมง และมีผู้จอง 3.45 พันคน

ทั้งนี้ หากการจำหน่ายพันธบัตรฯ ดังกล่าวจำหน่ายได้หมดทั้งจำนวน 5 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังเตรียมพิจารณาออกพันธบัตรฯ รอบที่ 2 วงเงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาทเพื่อจำหน่ายให้นักลงทุนอีกในเดือนสิงหาคม 2552 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ศึกษา

พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งดังกล่าวถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากมีความเสี่ยงน้อยจากการที่รัฐบาลเป็นผู้จัดจำหน่าย ขณะเดียวกันให้ผลตอบแทนสูง มีอัตราดอกเบี้ยจูงใจถึง 5% เทียบจากผลตอบแทนจากการลงทุนรูปแบบอื่นที่ยังต่ำ ฉะนั้นหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินจากระบบเงินฝากของสถาบันการเงิน รวมถึงเม็ดเงินจากตลาดหลักทรัพย์ฯ โยกไปซื้อลงทุนในพันธบัตรฯ

โดยในส่วนของสถาบันการเงินต่างๆ แม้นายแบงก์ส่วนใหญ่ออกมาระบุว่าการออกพันธบัตรฯ จะไม่กระทบกับฐานลูกค้าเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากสภาพคล่องยังล้นระบบ แต่ดูเหมือนว่าสถาบันการเงินหลายแห่งได้ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายรูปแบบเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้โยกกลับมาเข้ามาลงทุนในสถาบันการเงินมากขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษเงินฝากประจำเพื่อผู้สูงอายุ (Happy Senior Fixed Deposit) ระยะเวลาการออมนาน 30 เดือนสำหรับลูกค้าผู้มีอายุ 55 ปีขึ้นไปในอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจากปกติอีก 0.50% เป็น 2.15% ต่อปี ระหว่างวันที่ 13-21 กรกฎาคม นี้ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวสูงที่สุดของธนาคารฯ ขณะนี้

ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB จะออกกองทุนรวมตราสารหนี้เพื่อจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป ภายหลังรัฐบาลออกพันธบัตรฯ เสร็จสิ้น โดยกองทุนรวมตราสารหนี้ดังกล่วมีอายุแค่ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.1% แต่ยังไม่กำหนดวงเงินซื้อขั้นต่ำ ฟากธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KK ออกเงินฝากประจำ 2 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.75% ฝากขั้นต่ำ 1 แสนบาท สูงสุด 400 ล้านบาท เพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้าเงินฝากของธนาคารไม่ให้ไหลออก ส่วนธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย จำกัด ได้ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากอัตราดอกเบี้ยก้าวหน้าระยะเวลา 18 เดือน และ 24 เดือน เป็นเงินฝากประจำ โดยอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้น 0.25-0.50% ทุกๆ 6 เดือน ฝากขั้นต่ำ 5 พันบาท และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP จะเปิดจำหน่ายหู้นกู้อ้อยสิทธิของธนาคาร 2 ชุด โดยหุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 10 ปี และชุดที่ 2 อายุ 15 ปี เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเงินกองทุนธนาคาร เปิดจองซื้อวันที่ 20-23 กรกฎาคม 2552 กำหนดวงเงินขั้นต่ำ 1 แสนบาท และทวีคูณ 1 แสนบาท

สำหรับภาวะตลาดหลักทรัพย์ฯวานนี้ ดัชนีฯ ปรับลดลงและเคลื่อนไหวแดนลบตลอดทั้งวัน SET Index ปรับลดลงต่ำสุดที่ 556.11 จุด ก่อนจะมาปิดที่ 562.55 จุด ลดลง 3.48 จุด หรือ 0.61% มูลค่าการซื้อขาย 10,564.32 ล้านบาท

โดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่นำทีมกดดัชนีฯ โดยเฉพาะธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ราคาปิดที่ 96.50 บาท ลดลง 3.50 บาท หรือ 3.50% มูลค่าการซื้อขาย 430.19 ล้านบาท, ราคาหุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK อยู่ที่ 62.00 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 2.36% มูลค่าการซื้อขาย 318.28 ล้านบาท ส่วนราคาหุ้นธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB อยู่ที่ 8.10 บาท ลดลง 0.30 บาท หรือ 3.57% มูลค่าการซื้อขาย 309.95 ล้านบาท และราคาหุ้นธนาคารไทยพาณิชย ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB อยู่ที่ 64.25 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 1.91% มูลค่าการซื้อขาย 668.85 ล้านบาท

แรงเทขายจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ฉุดราคาหุ้นทั้งกลุ่มปรับลดลงอย่างแรง และส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซบเซา โดยแม้หลายฝ่ายจะออกมาระบุว่าการออกพันธบัตรฯ ดังกล่าวจะไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญกดดันดัชนีฯ แต่ต้องยอมรับว่ามีผลต่อจิตวิทยาการลงทุนบางส่วน เนื่องจากถูกมองว่ามีการโยกเงินลงทุนบางส่วนในตลาดหลักทรัพย์ฯไปซื้อพันธบัตรฯ ดังกล่าว

จากนี้ต่อไปคงต้องจับตาดูการออกจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งในช่วงงวดที่ 2 และ 3 ว่าจะส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเงียบเหงาต่อไปหรือไม่ รวมถึงต้องติดตามต่อไปถึงปัจจัยต่างประเทศต่างๆ ที่มีผลต่อการลงทุน โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ล่าสุดต่ำกว่า 60ดอลลาร์/บาร์เรล รวมถึงตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงผลประกอบการไตรมาส 2/2552 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งไทยและต่างประเทศ เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวล้วนส่งผลต่อภาวะตลาดฯ



****รมว.คลัง เล็งเพิ่มวงเงินพันธบัตรออมทรัพย์ หลังงวดแรก 3 หมื่นลบ.ขายเกลี้ยงแล้ว

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าได้รับรายงานจากสถาบันการเงินทั้ง 7 แห่งที่เปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง งวดแรกวันนี้ 1.5หมื่นล้านบาทว่า ประชาชนให้ความสนใจเข้ามาลงทุนซื้อพันธบัตรจำนวนมากส่งผลให้ กระทรวงการคลังเพิ่มวงเงินให้กับผู้สูงอายุจากเดิม 1.5 หมื่นล้านบาทเป็น 3 หมื่นล้านบาท โดยโอนวงเงินจากงวดสุดท้าย (17-21 ก.ค.)มา 1.5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้จำหน่ายหมดแล้ว โดยเฉลี่ยมีผู้สูงอายุมาซื้อประมาณ 4 หมื่นรายทั่วประเทศ หรือตกประมาณ 6-7 แสนบาทต่อคน

'เหตุที่กระทรวงการคลังไม่ได้จัดสรรวงเงินเพิ่ม 1.5 หมื่นล้านบาท เป็น 3 หมื่นล้านบาทก่อนหน้านี้นั้น เนื่องจากเป็นการลดความเสี่ยงในกรณีที่ธนาคารอาจจะขายพันธบัตรล่วงหน้าให้กับประชาชน ซึ่งรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะขายพันธบัตรให้กับผู้สูงอายุอยู่แล้ว เพราะผู้สูงอายุมีความจำเป็นที่ต้องใช้รายได้ดอกเบี้ยเป็นส่วนใหญ่' รมว.คลังกล่าว

อย่างไรก็ดี หากการเปิดขายพันธบัตรงวดที่สองวันที่ 15 ก.ค.นี้ ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน กระทรวงการคลังเตรียมเพิ่มวงเงินจากเดิมอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยจะนำสัดส่วนวงเงินที่เหลือในงวดสุดท้าย 5 พันล้านบาท นำมาจัดสรรเพิ่มให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม หากความต้องการประชาชนมีจำนวนมาก อาจจะมีการพิจารณาเพิ่มวงเงิน โดยจะต้องรอผลสรุปทั้งหมดในวันพุธนี้


****ส.โบรกนอกฯ ห่วงเงินฝากจากแบงก์โยกไปลงทุนพันธบัตรรัฐ

มล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ กรรมการผู้จัดการ บล.ซิตี้ คอร์ป (ประเทศไทย) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ถึงกรณีที่รัฐบาลออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง 5 หมื่นล้านบาท และขายได้หมดเกลี้ยงในงวดแรก 3 หมื่นล้านบาทว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก เนื่องจากวงเงินพันธบัตรมีมูลค่าไม่มากนัก และไม่ทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นกังวลจากประเด็นดังกล่าว คือเม็ดเงินอาจไหลออกจากเงินฝากหรือส่งผลต่อต้นทุนของบริษัทในการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นมากกว่า

ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งรอบ 2 อีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยเช่นกัน โดยตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ยังคงปรับฐานต่อเนื่อง ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าตลาดฯ ยังซึมต่อ 1-2 เดือน จากความกังวลภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่ราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้นเกินมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง โดยให้ติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยและสหรัฐฯ ในไตรมาส 2/52 ที่เตรียมประกาศ

"หุ้นไทยสัปดาห์นี้น่าจะปรับตัวลดลงและตลาดฯ น่าจะเงียบ แต่คงไม่ลงแรง ทั้งนี้ต้องดูผลประกอบการไตรมาส 2/52 ด้วย ซึ่งหากออกมาไม่ดีก็จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ขณะที่นักลงทุนยังติดตามว่าเศรษฐกิจว่าจะฟื้นตัวหรือไม่" มล.ทองมกุฎ กล่าว


****บล.ฟินันเซียไซรัส คาดกำไรกลุ่มแบงก์ Q2/52 หด 13% จาก Q1/51 แต่แนะซื้อ BBL-KBANK-SCB - BAY

บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินกลุ่มธนาคารพาณิชย์(ศึกษา 7 ธนาคาร)ว่ากำไรสุทธิประจำไตรมาส 2/2552 รวมที่ 1.8 หมื่นลบ. ลดลง 13% yoy และลดลง 5% qoq สาเหตุที่ทำให้กำไรสุทธิลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนเกิดจาก

1. คาดรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงราว 5% yoy เป็นผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก ทำให้รายได้ดอกเบี้ยรับจากเงินให้กู้ลดลงทันทีทั้งจำนวน ขณะที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะปรับลงช้ากว่า ทำให้คาดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ลดลงราว 0.40% จากงวดเดียวกันในปีก่อนที่อยู่ที่ค่าเฉลี่ยที่ราว 3.5% มาอยู่ที่ค่าเฉลี่ยที่ราว 3.1% ในไตรมาสนี้

2. คาดการณ์ค่าเผื่อสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นราว 40% yoy ตามความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ทำให้การผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น และ NPL ที่เพิ่มขึ้น คาด TMB จะมีการตั้งค่าเผื่อสำรองหนี้สูญในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นสูงสุด เนื่องจากจะรับรู้กำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ราว 3 พันลบ. ซึ่งจะนำไปใช้เพื่อสำรองหนี้สูญทั้งหมด

3. คาดรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นราว 5% yoy จากธุรกรรมด้าน Trade Finance ที่เพิ่มขึ้นตามการส่งออกที่ฟื้นตัว

สาเหตุที่ทำให้กำไรสุทธิ 2Q2009 ลดลงราว 5% จากไตรมาสก่อนเกิดจากการตั้งค่าเผื่อสำรองหนี้สูญฯ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 70% qoq ส่วนใหญ่เกิดขึ้นใน KTB และ TMB หากไม่รวมรายการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯ คาดกำไรจากการดำเนินงาน (PPOP) จะทรงตัวจากไตรมาสก่อน โดยคาดการณ์รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิจะลดลงเล็กน้อยราว 0.5%qoq แต่ชดเชยจากค่าใช้จ่ายพนักงานในส่วนของการจ่ายโบนัสที่ลดลง

ทั้งนี้ จากรายงาน ธ.พ. 1.1 สินเชื่อ 5 เดือนแรกของปีลดลงราว 2.7% จากปี 08 ในขณะที่จากการสอบถามผู้บริหารธนาคารเกี่ยวกับสินเชื่อในเดือนมิ.ย. พบว่ามีสัญญาณที่ดีขึ้นในสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและรายย่อย (สินเชื่อเคหะ) อย่างไรก็ตามคาดว่าสินเชื่อ 6 เดือนแรกของปีน่าจะยังคงหดตัวอยู่ราว 2.3% จากปี 08 และเป็นอัตราการหดตัวที่เพิ่มขึ้นจาก 3 เดือนแรกของปีที่ลดลงที่ราว 2.2% YTD สาเหตุของการหดตัวของสินเชื่อเกิดจากการจ่ายชำระคืนสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ และการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นจากธนาคารพาณิชย์เอง ธนาคารที่มีสินเชื่อปรับลดลงมากที่สุดคือ TMB ( คาดลด 9.9% YTD มีสาเหตุจากการปรับโครงสร้างการปล่อยสินเชื่อภายใน) และ BBL (คาดลด 5.2% YTD มีสาเหตุจากการจ่ายชำระคืนสินเชื่อของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่) มีเพียง KTB ที่คาดว่าจะมีสินเชื่อขยายตัวที่ราว 4.8% YTD ด้านเงินฝากในช่วง 6 เดือนแรกคาดว่าจะขยายตัวราว 0.8% YTD แต่ลดลงจากที่ขยายตัวที่ราว 1.3% ในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งเกิดจากการเร่งระดมทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนผ่านตราสารทางการเงินอื่นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า อย่างไรก็ตามสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารยังไม่น่ามีปัญหา โดยคาดว่าอัตราส่วน LDR ใน 2Q09 อยู่ที่ 92% ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 08 ที่อยู่ที่ 95%

ด้าน NPL ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน 2Q2009 อีกราว 1-1.5 หมื่นลบ.จากปีก่อน หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 7.3% ในปี2008 มาอยู่ที่ราว 7.4% ใน 1Q2009 ส่วนใหญ่เกิดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้และการประสบปัญหาสภาพคล่องในกลุ่มส่งออก และกลุ่มโรงแรมท่องเที่ยว เป็นต้น อย่างไรก็ตามโดยรวมปัญหา NPL ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ TMB น่าจะแสดงการอัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อลดลงจากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ราว 16% มาอยู่ที่ราว 15% เนื่องจากการจำหน่ายออกราว 2 หมื่นลบ. ในช่วงต้นปี และหลายธนาคารมีแผนที่จะจำหน่าย NPL ให้กับบสก. อีกในช่วงครึ่งปีหลัง อาทิ BAY (ราว 1.5 หมื่นลบ.) , SCIB (ราว 7 พันลบ.) และ TMB เป็นต้น

BBL คาดว่ากำไรสุทธิ 2Q09 จะอยู่ที่ 4.45 พันลบ.ลดลง 12%yoy และ 8.6%qoq คาดสินเชื่อจะหดตัวลง 5.2%YTD เนื่องจากการจ่ายชำระคืนสินเชื่อภาคธุรกิจรายใหญ่ ประกอบกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากทำให้คาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 0.48%yoy และราว 10%qoq และน่าจะเห็นการฟื้นตัวของ NIM ใน4Q เป็นต้นไป จึงคาดรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะลดลง 8.3%yoy และ 1%qoq รายได้ค่าธรรมเนียมคาดว่าจะขยายตัวราว 3-5%yoy ตามเป้าหมายของธนาคาร ขณะที่คาดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวมอยู่ที่ 53% จาก 50% ในงวดเดียวกันของปีก่อนและ 52.5% ในไตรมาสก่อน ถึงแม้ BBL จะพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายพนักงานและขยายสาขาลดลงแต่มีรายได้รับน้อยลง

KBANK คาดกำไรสุทธิ 2Q09 ที่ 3,494 ลบ. ลดลง 18%yoy เนื่องจากคาดการณ์การตั้งค่าเผื่อสำรองหนี้สูญที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 2 พันลบ. เป็น 2.5 พันลบ. หรือเพิ่มขึ้น 25%yoy และ 6%qoq และคาดว่าค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 8%yoy และ 3%qoq ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายพนักงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 17%yoyและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่และอุปกรณ์เพิ่มขึ้น 14%yoy ตามการลงทุนระบบเครือข่ายสาขาและสารสนเทศ ทำให้คาดสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวมจะสูงขึ้นมาอยู่ที่ 54%จาก 52% ใน 2Q08 คาดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิจะขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.75% จาก 3.66% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงจากการหมดอายุโครงการเงินฝากประจำดอกเบี้ยสูง(เงินฝากอุ่นรัก) และผลการปรับลดดอกเบี้ยออมทรัพย์ แต่เนื่องจากคาดว่าสินเชื่อ 6 เดือนแรกจะหดตัวลงราว 4%YTD ทำให้รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิโดยรวมน่าจะทำได้แค่ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

SCB คาดกำไรสุทธิ 2Q09 ที่ 4.9 พันลบ. ลดลง 16%yoy และ12%qoq โดยคาดรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะทรงตัวจากไตรมาสก่อนแต่จะลดลง 6%yoy เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ที่ลดลง และคาดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 0.60%yoy และ 0.15%qoq คาดรายได้ค่าธรรมเนียมทรงตัว YoY และ QoQ ทำให้ PPOP ลดลงราว 10%yoy และคาดอัตราภาษีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 30% เทียบกับ 27% ใน 2Q08 และ 23% ในไตรมาสก่อน

KTB คาดกำไรสุทธิ 2Q09 ที่2.3 พันลบ. เพิ่มขึ้น 29%yoy แต่ลดลง 13%qoq สาเหตุที่ทำกำไรโตขึ้นมากเมื่อเทียบ YoY เนื่องจากไม่มีค่าเผื่อด้อยค่า CDO ที่บันทึกใน 2Q08 ที่ 1 พันลบ. อย่างไรก็ตาม PPOP จะลดลงราว 8%yoy เกิดจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงาน 8%yoy ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จะอยู่ที่ราว 55% ในงวดนี้ เพิ่มขึ้นจาก 50% ในงวดเดียวกันของปีก่อน สาเหตุที่คาดว่ากำไรสุทธิจะลดลงราว 13%qoq เนื่องจากค่าเผื่อสำรองหนี้สูญที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 พันลบ. จาก 1.5 พันลบ. ในไตรมาสก่อน แต่คาด PPOP จะเพิ่มขึ้นราว 25%qoq เนื่องจากค่าใช้จ่ายพนักงานเกี่ยวกับโบนัสที่ลดลง

SCIB คาดกำไร 2Q09 ที่ 781 ลบ. ลดลง 5%yoy แต่เพิ่มขึ้น 20%qoq กำไรที่คาดว่าลดลง YoY เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยรับจะลดลงราว 3%yoy ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่หากเทียบกบไตรมาสก่อนกำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นราว 20% เนื่องจากคาดรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่เพิ่มขึ้นราว 18%qoq ส่วนมากเกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่านายหน้าในบริษัทหลักทรัพย์ ผลการดำเนินงานหลักในส่วนธนาคารถือว่ายังอ่อนแอ คาด PPOP ลดลงราว 20%yoy โดยคาดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยใน 2Q จะทรงตัวจาก 1Q ที่ 3% (เทียบค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 3.5%) และสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ยังอยู่ในระดับสูงที่ 64%(เทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ราว 55%)

BAY คาดจะมีกำไรสุทธิ 2Q ที่ราว 1.5 พันลบ. เพิ่มขึ้น 50%qoq เนื่องจากมีรายการพิเศษรับสุทธิราว 500 ลบ. จาก Negative Goodwill ซึ่งเกิดจากการเข้าซื้อ AIG ในตอนต้นปี แต่คาดการณ์กำไรสุทธิ 2Q09 จะลดลงราว 25%yoy เนื่องจากค่าใช้จ่ายภาษีและการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯที่เพิ่มขึ้น

TMB คาดกำไรสุทธิ 2Q ที่ 703 ลบ. ลดลง 40%yoy แต่เพิ่มขึ้น 61%qoq ถึงแม้ว่า TMB จะบันทึกกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ Hybrid Tier 1 เข้ามาราว 3 พันลบ. ในไตรมาสนี้ แต่คาดว่าจะนำไปใช้ในการตั้งค่าเผื่อสำรองหนี้สูญทั้งจำนวนเพื่อเพิ่มอัตราส่วนเงินสำรองหนี้สูญต่อ NPL ให้สูงขึ้น ผลการดำเนินงานหลักของ TMB คาดว่ายังคงอ่อนแอคาดลดลงราว 53%yoy เนื่องจากการหดตัวของสินเชื่อท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้คาดรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิลดลง 20%yoy ขณะที่ค่าใช้จ่ายพนักงานสูงขึ้นราว 14%yoy และ 5%qoq จากการเพิ่มจำนวนพนักงานและปรับเพิ่มเงินเดือน Overweight; แนะนำ BBL KBANK SCB และ BAY

อย่างไรก็ดี คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของสินเชื่อและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยใน 2H2009 และมีมุมมองที่ดีมากต่อการขยายตัวของสินเชื่อในปี 10 ซึ่งคาดว่าน่าจะเติบโตได้ในระดับ 10% ขึ้นไป เนื่องจากอานิสงส์การกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐฯส่งผลต่อความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุนในภาคเอกชน รวมถึงเงินกู้จากภาครัฐที่เบิกจ่ายอย่างต่อเนื่องในปีหน้าเพื่อใช้ในโครงการเชิงพื้นฐานหลายรายการ ขณะเดียวกันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปใน 2Q2009 แล้ว จากนี้อัตราดอกเบี้ยกำลังเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น ยิ่งจะเป็นบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ในเชิงความแข็งแกร่งนั้น ธนาคารพาณิชย์ไทยมีความแข็งแกร่งด้านเงินกองทุนซึ่งที่ระดับค่าเฉลี่ยราว 15% สามารถต้านทานต่อภาวะเศรษฐกิจผันผวนและพร้อมที่จะขยายธุรกิจได้อีกมาก NPL อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ขณะที่เศรษฐกิจได้ผ่านช่วงเลวร้ายที่สุดไปแล้ว และธนาคารยังมีอัตราดตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่ค่าเฉลี่ย 70% ช่วยลดความกังวลความเสี่ยงที่เกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ได้ในระดับหนึ่ง เราแนะนำ ซื้อ ใน BBL,KBANK,SCB และ BAY



หุ้นไทยร่วง 0.61%

หุ้นไทยร่วง 0.61%
บล. เอเซียพลัสคาดยังมีแนวรับแข็งแกร่งที่ 550 -560 จุด

นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า หุ้นไทยในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนได้ปรับลดลงไปค่อนข้างแรงเมื่อเทียบกับตลาดเพื่อนบ้าน ทำให้ระยะนี้จะปรับลดลงไม่มากนัก โดยคาดว่าจะมีแนวรับอันแข็งแกร่งที่ 550 – 560 จุด

และจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าในตลาดโลก เช่น ถ่านหิน และค่าระวางเรือ เริ่มปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ราคาหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์บางตัวเริ่มขยับขึ้นด้วย ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไม่น่าจะปรับลดลงอย่างหนักแล้ว โดยแนะนำว่า ในระดับดัชนีที่ 560 จุด จะเป็นจังหวะที่ดีในการสะสมหุ้นอีก 50% ของเงินลงทุน แต่ยังต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจโลก และดัชนีหุ้นต่างประเทศด้วย เพราะจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นไทย

บล. เอเซียพลัสคาดการณ์ว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/52 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์รวม 7 แห่ง จะมีกำไรสุทธิรวมที่ 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งลดลงจากไตรมาส 1/52 และ ไตรมาส 2/51 แต่เชื่อว่านักลงทุนจะไม่กังวลมากนัก เพราะถือเป็นภาวะปกติ จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ซึ่งทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin : NIM) ลดลงด้วย

ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองมากขึ้น แต่ในครึ่งปีหลังหากอัตราดอกเบี้ยเริ่มทรงตัว และรัฐบาลเริ่มกู้ยืมเพื่อลงทุนในระบบสาธารณูปโภคแล้ว ก็เชื่อว่าสินเชื่อจะขยายตัวได้ และทำให้กำไรของกลุ่มธนาคารฟื้นตัวขึ้นด้วยเช่นกัน จึงเชื่อว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้ผ่านช่วงเลวร้ายที่สุดไปแล้ว

ภรณีกล่าวว่า กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์น่าจะเป็นกลุ่มเดียวที่มีผลประกอบการที่ดี เพราะยอดขายไตรมาส 2/52 ยังขยายตัวได้มาก จึงอาจจะลงทุนเพื่อรับข่าวผลประกอบการได้

ส่วนการพิจารณาคดีทางการเมือง ในสัปดาห์นี้ คงจะมีผลกระทบต่อภาครัฐบ้าง แต่หากรัฐบาลยังอยู่และยังสามารถผลักดันโครงการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ได้ ก็จะไม่มีผลต่อดัชนีหุ้นไทยมากนัก


ดัชนีหุ้นไทยในวานนี้ปิดร่วงลง 3.48 จุด หรือ 0.61% มาอยู่ที่ 562.55 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ 10,564.32 ล้านบาท

- นักลงทุนสถาบัน ขายสุทธิ 289.20 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 728.01 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อย ซื้อสุทธิ 1,017.21 ล้านบาท



เตือน‘วิกฤตศก’ ยังไม่จบเกมง่ายๆ

เตือน‘วิกฤตศก’
ยังไม่จบเกมง่ายๆ




วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ผอ.การค้าโลกบอกวิกฤตเศรษฐกิจยังไม่จบลงง่ายๆ หนำซ้ำทั่วโลกยังใช้มาตรการกีดกันทางการค้าไม่ต่างจากเดิม

ปาสกาล ลามี

ปาสกาล ลามี ผู้อำนวยการ องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เปิดเผยว่า วิกฤตเศรษฐกิจโลกยังไม่จบลงง่ายๆ หนำซ้ำยังแทบจะไม่มีประเทศใดในโลกที่ยอมลดการกีดกันทางการค้าอย่างจริงจังอีกด้วย


ลามี กล่าวที่ผู้แทนสมาชิกจาก 153 ประเทศทั่วโลก ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า ยังคงมีการกีดกันทางการค้าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดภาษีนำเข้า หรือความเข้มงวดทางศุลกากร ซึ่งจะทำให้ตลาดการค้าปิดตัวลง และจะทำให้สถานการณ์ยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โลกประสบกับปัญหาความต้องการสินค้าน้อยลงอยู่แล้ว

“ยังแทบไม่เห็นสิ่งบ่งชี้ได้ว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ เต็มใจที่จะเปลี่ยนแนวโน้มหรือกำจัดกำแพงทางการค้า หรือแก้ไขกฎเกณฑ์ที่พวกเขาเคยใช้เมื่อครั้งก่อนวิกฤต” ผู้อำนวยการการค้าโลกกล่าว และย้ำว่า การกีดกันทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรมนั้นยังคงมีอยู่

อย่างไรก็ตาม ลามี กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้ว่า นโยบายการอุดหนุนทางการค้า และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประเทศต่างๆ ได้ประกาศใช้นั้นได้เข้าข่ายการละเมิดกฎหมายการค้าโลกหรือไม่ เนื่องจากยังไม่สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างเพียงพอ



ต่างชาติสนใจลงทุนหุ้นไทยเพิ่ม

ประธานบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ยืนยันต่างชาติสนใจลงทุนหุ้นไทยเพิ่ม
นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บอกว่า การเดินทางโรดโชว์ที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษรวมกับ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ และดอยซ์แบงก์ ช่วงวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี มีผู้ลงทุนสถาบันเข้ารับฟังข้อมูลจำนวน 25 แห่ง ซึ่งได้ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ได้นำบริษัทจดทะเบียน 5 ราย ประกอบด้วย บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา บมจ.ไออาร์พีซี บมจ.ปตท.เคมิคอล และ บมจ.ซีพี ออลล์ รวมมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดกว่า 300,000 ล้านบาท ไปร่วมให้ข้อมูลด้วย ซึ่งนอกจากข้อมูลผลประกอบการบริษัทที่ดีขึ้นแล้ว ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจไทย สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่มีเสถียรภาพมากขึ้น รวมทั้งนโยบายของภาครัฐในการลงทุนผ่านโครงการลงทุนภาครัฐภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2

นอกจากนี้ยังมีการแนะนำผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ เช่น ETF โครงการระบบอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมโยงการซื้อขายหลักทรัพย์ของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์อาเซียน รวมไปถึงการแปรสภาพตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นบริษัทมหาชนและทิศทางการพัฒนาตลาดในอนาคต ซึ่งผู้ลงทุนสถาบันต่างสนับสนุนเพราะ เป็นไปตามแนวทางเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์ในหลายประเทศทั่วโลก และเชื่อว่าจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้ามากขึ้น

ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด บอกว่า ผู้ลงทุนสถาบันที่เข้ารับฟังข้อมูลส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ หรือ Emerging Market ซึ่งทั้งหมดก็ลงทุนในไทยอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่มีความเห็นว่าบริษัทจดทะเบียนไทยมีศักยภาพในการเติบโต อันเนื่องมาจากความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่าไทยจะได้รับผลกระทบตามภาวะเศรษฐกิจโลก


Template by - Abdul Munir | Blogging4