10 มิถุนายน 2552

ตลาดหุ้นจีนสไตล์แนสแด็ค

ตลาดหุ้นจีนสไตล์แนสแด็ค
มีไว้ให้นักลงทุนที่มีประสบการณ์เท่านั้น



เซี่ยงไฮ้ 9 มิ.ย.- จีนเตรียมเปิดตลาดหุ้นแห่งใหม่ที่มีรูปแบบการซื้อขายหุ้นคล้ายตลาดแนสแด็คในสหรัฐ แต่จะเปิดรับเฉพาะนักลงทุนที่มีประสบการณ์ในการซื้อขายหุ้นอย่างต่ำ 2 ปีขึ้นไป

คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน เป็นผู้ร่างกฎระเบียบดังกล่าว เนื่องจากเล็งเห็นว่า ตลาดหุ้นที่ตั้งขึ้นใหม่เลียนแบบตลาดแนสแด็คในสหรัฐ จะเต็มไปด้วยบริษัทที่เพิ่งตั้งกิจการแต่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้ามาจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหุ้น ถือเป็นกิจการที่มีความเสี่ยงสูง จึงไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่รับความเสี่ยงได้น้อย

นอกจากนี้ การเปิดให้นักลงทุนที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องความเสี่ยง หรือรองรับความเสี่ยงได้น้อยเข้ามาลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดมาก ๆ ท้ายสุด จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง ดังนั้น จึงต้องจำกัดให้เฉพาะนักลงทุนที่มีประสบการณ์อย่างต่ำ 2 ปีขึ้นไปเท่านั้น ให้เข้ามาซื้อขายหุ้นได้ แต่ถึงกระนั้น คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน จะเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้ส่งความเห็นเข้ามาจนถึงวันที่ 23 เดือนนี้ ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับกฎระเบียบดังกล่าว

ตลาดหุ้นแห่งใหม่ที่เลียนแบบตลาดแนสแด็คในวอลล์สตรีทนี้ จะดำเนินการโดยตลาดหลักทรัพย์เสิ่นเจิ้น หวังส่งเสริมบริษัทที่เพิ่งตั้งกิจการ แต่มีศักยภาพในการขยายตัวสูง ให้สามารถระดมเงินทุนได้อย่างรวดเร็วผ่านตลาดหุ้น แต่ทางการจีนยังไม่ประกาศว่าตลาดหุ้นแห่งใหม่จะเริ่มเปิดการซื้อขายได้เมื่อใด

สำนักข่าวไทย

อาจผันผวน จากแรงขายทำกำไรบ้าง

อาจผันผวน จากแรงขายทำกำไรบ้าง


สภาพตลาดวันวาน :
ภาคเช้าการแกว่งตัวในกรอบแคบของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า ส่งผลทำให้บรรยากาศการลงทุนไม่ค่อยคึกคักเช่นหลายวันที่ผ่านมา ดัชนีเปิดเพิ่มขึ้นจากวันก่อนเล็กน้อย ก่อนที่จะมีแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มหลัก กดดันให้ดัชนีอ่อนตัวลงจนติดลบเล็กน้อย


โดยลดลงต่ำสุดที่ระดับ 598 จุด จากนั้นจึงมีแรงซื้อกลับเข้ามาหนุนให้ดัชนีสามารถแกว่งขึ้นไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 605 จุด ได้อีกครั้ง อย่างไรก็ดีการที่ตลาดหุ้นหลัก ๆ ในเอเชีย ยังคงปรับฐานต่อเนื่องจากวันก่อน และไม่มีปัจจัยบวกใหม่ ๆ เข้ามาในตลาด ทำให้มีแรงขายหุ้นกลุ่มหลักออกมาเป็นระยะ ๆ กดดันให้ดัชนีอ่อนตัวลงมาทดสอบแนวรับบริเวณ 600 จุดอีกรอบ และปิดภาคเช้าที่ 600.81 จุด เพิ่มขึ้นจากวันก่อนเพียง 0.78 จุด โดยมีปริมาณซื้อขายชะลอตัวลง

ภาคบ่าย : แรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มหลักและ TTA โดยเฉพาะแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า ส่งผลให้ดัชนีเปิดภาคบ่ายเพิ่มขึ้นเกือบ 4 จุดและสามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 604 จุดขึ้นไปได้ แต่ยังคงมีแรงขายทำกำไรเป็นระยะๆ ส่งผลให้ดัชนีแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 604-606 จุด จนเมื่อเข้าสู่ช่วง 30 นาทีสุดท้าย จึงมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มหลักหนุนให้ดัชนีปรับตัวขึ้น จนมาปิดตลาดที่ 607.73 จุด เพิ่มขึ้น 7.70 จุด (+1.28%) โดยมีปริมาณซื้อขายลดลงเป็น 2.0 หมื่นล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติพลิกมาขายสุทธิเล็กน้อย


แนวโน้มตลาด : ขึ้นอยู่กับผลกระทบจากปัจจัยสำคัญ ต่อไปนี้

1. ทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดแกนนำ ยังคงมีแนวโน้มผันผวนในกรอบแคบ เพื่อรอปัจจัยหนุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะการรอดูข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ อาทิ ยอดค้าปลีก เดือน พ.ค. สต็อกสินค้าทั้งของภาคค้าส่ง และภาคธุรกิจเดือน เม.ย. เพื่อให้มั่นใจถึงการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจและการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งรอการประกาศรายชื่อธนาคารที่จะสามารถคืนเงินกู้แก่โครงการ TARP เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ว่าธนาคารใดบ้าง มีฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้นเพียงพอในระดับหนึ่ง ซึ่งจะช่วยหนุนหุ้นกลุ่มธนาคาร และทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐได้ในระยะสั้น

2. ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า หลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ก.ค. ปรับฐานลง 2 วัน ผลจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ เริ่มมีแนวโน้มแกว่งตัวขึ้นอีกครั้ง หลังจากค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อยในระยะสั้น ในขณะที่คาดการณ์ว่าปริมาณสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจจะลดลงเล็กน้อย ราคาน้ำมันดิบ WTI เดือน ก.ค. จึงมีโอกาสแกว่งขึ้นไปทดสอบระดับราคา 69-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยหนุนราคาหุ้นกลุ่มพลังงานได้เช่นเดิม

3. ปัจจัยภายในประเทศ ความคืบหน้าของการเตรียมการกู้เงิน 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ พรก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 15-16 มิ.ย. นี้ อาจจะช่วยหนุนความหวังที่จะเห็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง มีความเป็นไปได้มากขึ้น ในขณะที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) คาดว่าจะมีการเปิดซองเสนอราคาค่าก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง สัญญาที่ 2 ในวันที่ 11 มิ.ย. และสัญญาที่ 3 ในช่วงปลายเดือน มิ.ย. ก็จะช่วยทำให้การพัฒนาโครงการเมกะโปรเจค และการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาลเป็นไปตามแผนการได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนการกระเตื้องขึ้นของเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นในระยะสั้นได้เช่นกัน

จากปัจจัยข้างต้น คาดว่าตลาดหุ้นวันนี้ ยังคงมีแนวโน้มผันผวน ขึ้นอยู่กับทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศ ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า และทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวภายในกรอบแนวรับ 597-600 จุด กับแนวต้าน 612-615 จุด

นักลงทุนระยะสั้น - ลดพอร์ตลงบ้าง เมื่อดัชนีเข้าใกล้แนวต้าน รอซื้อคืนปลายสัปดาห์
นักลงทุนระยะยาว - ถือต่อ หรือ Short Port บ้าง หากดัชนีไม่ผ่านแนวต้าน

โกสินทร์ ศรีไพบูลย์


หุ้นไทยปิดบวกอีก 1.28%

หุ้นไทยปิดบวกอีก 1.28% บล. ฟาร์อีสท์ให้กรอบดัชนีสัปดาห์นี้ 590-620 จุด

นายจักรกริช เจริญเมธาชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล. ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียและไทยหลังจากนี้มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นได้ยาก และมีโอกาสปรับฐานลงได้ เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณการไหลออกของเงินลงทุนต่างชาติบ้างแล้ว หลังนักลงทุนเริ่มกังวลเพิ่มขึ้นว่าปัจจัยพื้นฐานจะสามารถรองรับกับการปรับเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้หรือไม่ เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจไม่ได้สนับสนุน

ทั้งนี้ บล. ฟาร์อีสท์ได้คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ที่ 590 – 620 จุด โดยเชื่อว่าจะเป็นการทยอยซึมตัวลง แต่ยังคงขึ้นอยู่กับการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร เพราะจะมีผลต่อการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งอาจทำให้มีการขายทำกำไรออกมาหรือเงินไหลเข้าน้อยลงได้

นายจักรกริชกล่าวอีกว่า ราคาหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับเพิ่มขึ้นเกินมูลค่าที่เหมาะสมไปค่อนข้างมากแล้ว โดยเฉพาะบมจ. ปูนซีเมนต์ไทย (SCC) หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และพลังงาน ทำให้มีช่วงการปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างจำกัดแล้ว จึงเชื่อว่าหากสถานการณ์หรือปัจจัยเปลี่ยนแปลงไป ก็จะทำให้มีแรงขายออกมาทันที

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่คืบหน้า เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อ บมจ. เอเชียน อินซูเลเตอร์ (AI) เพราะจำเป็นต้องใช้ลูกถ้วยไฟฟ้าตลอดเส้นทางเดินรถไฟฟ้า ทำให้ราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้

ส่วนค่าระวางเรือในระยะกลางนี้ยังมีแนวโน้มปรับร่วงลง ส่งผลให้มีแรงเทขายออกมาในหุ้นกลุ่มเดินเรือทั่วภูมิภาคในช่วงที่ผ่านมา

“คำแนะนำการลงทุนในตอนนี้ จะเป็น “Trading Buy “ หรือการเข้าเร็ว ออกเร็ว โดยจะต้องลงทุนเกาะกระแสเงินทุนต่างชาติเป็นหลัก ” นายจักรกริชกล่าว




ดัชนีหุ้นไทยในวันนี้ปิดเพิ่มขึ้น 7.70 จุด หรือ 1.28% มาอยู่ที่ 607.73 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ 20,336.90 ล้านบาท

- นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 512.40 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 383.04 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อย ซื้อสุทธิ 895.44 ล้านบาท





ฝรั่งเริ่มทำกำไร!!

ฝรั่งเริ่มทำกำไร!!

ดัชนีหุ้นวันที่ 9 มิ.ย.52 ปิดที่ 607.73 จุด เพิ่มขึ้น 7.70 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 20,336.91 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 389.66 ล้านบาท

บล.เคที ซีมิโก้ระบุว่า นักลงทุนมีความคาดหวังมากขึ้นหลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มฟื้นตัว ซึ่งส่งผลดีต่อจิตวิทยาการลงทุนทำให้มีแรงซื้อกลับหุ้นพลังงาน

ส่วนหุ้นกลุ่มสื่อสารดี๊ด๊าหลังมีความคืบหน้าเรื่องใบอนุญาต 3G ที่คาดว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จะออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบการได้ทันภายในปีนี้

มองแนวโน้มตลาดระยะสั้นคาดว่า มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้ซื้อเก็งกำไรระยะสั้น

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์สระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากนักค้าน้ำมันเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัวได้ในปีนี้ หลัง "พอล ครุกแมน" กูรูเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลออกมาฟันธงว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะพ้นจากภาวะถดถอยเดือน ก.ย.นี้

ส่วนข่าว รฟม.เตรียมเปิดซองประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 2 วันที่ 11 มิ.ย.นี้ ยังคงส่งผลดีต่อหุ้นรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง

ขณะที่มองทิศทางตลาดภาพรวมยังสดใส และยังให้ติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบไลท์ที่ตลาดนิวยอร์กว่าจะไปในทิศทางใด

แนะกลยุทธ์ ให้นักลงทุนที่ซื้อและถือหุ้นอยู่ในมือรอดูสถานการณ์ เพื่อหาจังหวะขายทำกำไรระยะสั้นออกมา

ปิดท้าย ใครที่เข้าไปซื้อหุ้นไม่ทันรอบนี้ที่ขบวนรถไฟขึ้นเหนือใกล้จุดหมายแล้ว หากมีเวลาว่างอยากชวนให้มาที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเลือกซื้อผลไม้ดีราคาถูกจากไร่เกษตรกรชาวจันทบุรี ช่วยชาวสวนจากราคาผลไม้ตกต่ำให้มีรายได้เพิ่ม

มีให้เลือก ทั้งเงาะ มังคุด ลองกอง ทุเรียน และสละ ในวันที่ 12-13 มิ.ย. ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้ายันห้าโมงเย็น...

ถึงจะตกรถก็ยังสุขใจอิ่มท้อง แถมยังได้ช่วยชาวสวนอีกต่างหาก!!

อินเด็กซ์ 51



09 มิถุนายน 2552

เกาะกระดานหุ้น

เกาะกระดานหุ้น


๐ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ (8 มิ.ย.) ยังสามารถยืนบนเส้นแนวรับสำคัญที่ 600 จุดได้ หลังจากที่ในช่วงเช้ามีแรงขายทำกำไรออกมาอย่างหนัก จนทำให้ดัชนีไปต่ำสุดที่ 595.39 จุด และสูงสุดที่ 609.88 จุด ก่อนจะมีแรงซื้อเข้ามาช่วงท้ายตลาด ดันดัชนีหุ้นมาปิดที่ 600.03 จุด ลดลง 4.54 จุด มูลค่าซื้อยังหนาแน่นกว่า 27,418 ล้านบาท ปัจจัยเดียวที่เข้ามากระทบคือการขายทำกำไรจากนักลงทุนนั่นเอง

๐งานเข้าจริงๆ แล้วสำหรับ วิสิฐ ตันติสุนทร อดีตเลขาธิการ กบข. ซึ่งที่ประชุมบอร์ด กบข.วานนี้ มีมติไม่รับใบลาออก แต่กลับมีมติให้เลิกจ้างแทน ด้วยเหตุผลไม่แจ้งออกล่วงหน้า 30 วัน ก่อนยุติการทำงาน ขณะที่ วิสิฐ ได้ยอมรับในหนังสือลาออกว่า มีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามระเบียบของกองทุน ซึ่งจากนี้ก็ต้องตามดูต่อไปว่าจะมีข้อหาอะไรตามติดตัวไปด้วยหรือไม่ เพราะมติบอร์ดขีดเส้นใต้ไว้ด้วยว่าหากพบความเสียหายในภายหลัง วิสิฐ ต้องรับผิดชอบด้วย...อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องติดตามเช่นกันว่า ใครจะมานั่งเก้าอี้ใหญ่นี้แทน

๐ได้ฤกษ์ดีมีชัยแล้วสำหรับหุ้น บริษัทควอลลีเทค (QLT) จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นครั้งแรกในวันนี้ หลังจากประสบความสำเร็จในการขายหุ้นไอพีโอ จำนวน 20 ล้านหุ้น ที่ราคา 4 บาท ซึ่งดูจากราคาจองแล้วยอมรับประการหนึ่งว่าอาจจะเหนื่อยน่าดูว่าจะยืนพ้นจองหรือไม่ แม้ผู้บริหารยังเชื่อมั่นว่าไม่มีปัญหา ดูจากกระแสตอบรับ จากแรงซื้อที่มีเข้ามา ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง อัตรากำไรสุทธิปีนี้จะโตมากกว่า 50% จะเป็นจริงได้แค่ไหน วันนี้ได้รู้กัน

๐เจอะเจอแน่นอนกับการแข่งขันที่ดุเดือดของบรรดาโบรกเกอร์ครึ่งปีหลัง....แว่วมาว่า บล.กสิกรไทย เดินหน้ารุกเต็มสูบ... รวบรวมมือดีในวงการเงินๆ ทองๆ พร้อมจัดกระบวนทัพภายในใหม่..งานนี้ คุณเอ ณัฐรินทร์ ตาลทอง ผู้บริหารสาวเก่ง ถึงกับประกาศสร้างความแตกต่างในบรรดาโบรกเกอร์ด้วยกัน....จริงจังขนาดวางเป้าเป็น 1 ใน 3 อันดับโบรกเกอร์ชั้นนำของประเทศเชียว...บอกได้แค่ว่า...ไม่นานเกินรอเตรียมพบโฉมใหม่ และแผนงานครึ่งปีหลังของ บล.กสิกรไทย ภายในเดือนมิ.ยนี้แน่นอน แล้วจารู้ว่าคิดต่างน่ะเป็นยังงัย

๐ม็อบหนี้สินของเกษตรกรหน้ากระทรวงการคลังยอมสลายตัว หลัง กรณ์ จาติกวณิช ขุนคลังโย่ง ควงแขนคู่กับ รมช. พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ ลงไปกล่อมกลางฝูงชน ทำให้ม็อบเชื่อใจและแยกย้ายกันกลับบ้านหลังจากปักหลักตากแดดตากฝนหน้ากระทรวงมาถึง 20 กว่าวัน แถมท่านรัฐมนตรีทั้ง 2 ยังได้ของที่ระลึกเป็นพวงมาลัยจากคุณยายที่มาร่วมม็อบ ปลื้มใจทั้งคนให้คนรับ



"ณรงค์ชัย"ประเมินจีดีพีติดลบ 4%

"ณรงค์ชัย"ประเมินจีดีพีติดลบ 4% เตือนพ.ร.ก.ไม่ผ่านกระทบรุนแรง


"ณรงค์ชัย" ฟันธงเศรษฐกิจโลกต้องใช้เวลาฟื้นตัวกว่า 3 ปี ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้ติดลบ 4% หาก พ.ร.ก.ไม่ผ่านคาดรุนแรงมากขึ้นแนะผู้ส่งออกเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เจาะตลาดใหม่ทดแทนตลาดเก่า ชี้ตลาดเอเชียเป็นกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูง

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) กล่าวในงาน Exim Forum ครั้งที่ 4 หัวข้อ “สู่มิติใหม่แห่งการส่งออกและการแข่งขัน” โดยเขาระบุว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกจะติดลบ 1.8% เนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น และเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะติดลบ 4% หากรัฐบาลนำเงินจาก พ.ร.ก.การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท มาใช้ได้ตามกำหนด แต่หากไม่ดำเนินการจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยติดลบมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และจะทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องภายในสิ้นปีนี้

เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ขณะที่ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศกว่าแสนล้านดอลลาร์และมากขึ้นทุกเดือน ขณะเดียวกันมีเงินลงทุนเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อีก

“หากร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ผ่านรัฐสภา เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยติดลบมากกว่านี้ เนื่องจากขณะนี้มีเพียงรัฐบาลเท่านั้นที่ใช้จ่ายเงินและลงทุนด้านต่างๆ ขณะที่ภาคเอกชนไม่ลงทุน ดังนั้น รัฐบาลต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเร่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ผ่านโครงการต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ ไม่เช่นนั้น เมื่อเงินล้นระบบแถมมีสภาพคล่องในระบบธนาคารสูง” ประธานกรรมการ ธสน.กล่าว

เขากล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในหลายประเทศจะอยู่ในระดับที่เริ่มนิ่ง ซึ่งหมายความว่า เศรษฐกิจจะไม่ปรับตัวลดลงมากกว่านี้ ฉะนั้นในภาวะเช่นนี้ ภาคธุรกิจส่งออกของไทยก็ต้องเร่งปรับตัว เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด โดยแนะนำให้หาตลาดใหม่ ปรับสินค้าให้เหมาะสมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมในประเทศที่ส่งออก และปรับปรุงสินค้าให้มีลักษณะเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น

เขาระบุว่า กลุ่มตลาดใหม่ที่ว่านี้ คือ กลุ่มตลาดเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะคนระดับกลาง แม้ว่า ในภาพรวมของเศรษฐกิจแต่ละประเทศจะไม่ขยายตัวมากนัก แต่กลุ่มคนระดับกลางยังมีศักยภาพในการซื้อสูงมาก ยกตัวอย่าง ประเทศจีน และญี่ปุ่น ซึ่งประชาชนเหล่านี้มีฐานะที่ดี และมีเงินออมอยู่มาก ขณะที่ บางประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีแนวโน้มคนชราสูงมาก ฉะนั้น ผู้ประกอบธุรกิจส่งออก ก็ต้องมาคิดว่า จะผลิตสินค้า เพื่อป้อนลูกค้าเหล่านี้ได้อย่างไร นอกจากนี้ การผลิตสินค้าในเชิงสร้างสรรค์ จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าได้

“ตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศเอเชีย ประกอบด้วย เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และลิเบีย ปัจจุบันมีกำลังซื้อไม่แพ้ตลาดหลัก ขณะที่ บางประเทศ เช่น จีน และอินเดีย มีรายได้ประชากรต่อหัวไม่สูงนักในปัจจุบัน แต่ตัวเลขรายได้ประชากรต่อหัวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศแบบก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงกล่าวได้ว่า กำลังซื้อของตลาดใหม่ยังมีอยู่มากและเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และนั่นคือโอกาสของผู้ส่งออกไทย” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ผู้ประกอบการส่งออกของไทยจะเร่งปรับตัวทั้ง 3 ด้าน แต่ภาพรวมการส่งออกของไทยก็ยังขยายตัวติดลบ ซึ่งเราประเมินว่า มูลค่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวติดลบกว่า 20% ในปีนี้ และแนะนำว่า รัฐบาลควรเลิกพูดเรื่องเป้าหมายการส่งออกได้แล้ว แต่ควรหันมาเร่งปรับปรุงโครงสร้างการส่งออกให้เข้มแข็ง โดยมองดูว่า ขณะนี้ เราได้เลี้ยวออกจากเป้าหมายเดิม และหันมาหาเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพหรือยัง

"ในเม็ดเงิน 4 แสนล้านบาทที่รัฐบาลมีแผนจะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลงทุนในด้านต่างๆ นั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปรับปรุงคุณภาพสินค้าเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เพราะเท่าที่พิจารณาแล้ว เงินลงทุนจะลงในภาคเกษตรจำนวนมาก หากรัฐบาลเร่งปรับปรุงให้ความรู้เชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับการผลิตเพื่อส่งออก จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสินค้าแก่ผู้ส่งออกได้มากขึ้น"

นายณรงค์ชัย กล่าวว่า ให้รัฐบาลใช้กลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) เป็นกลไกการตลาดเข้าดูแลราคาสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร พร้อมพิจารณาจัดตั้งองค์กรขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลให้กลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าทำงาน (มาร์เก็ตเมคเกอร์) แทนการแทรกแซงตลาดด้วยการรับจำนำและประกันราคาผลผลิตทางการเกษตรอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่รัฐบาลดำเนินการไปตามการเรียกร้องของเกษตรกรและแรงกดดันทางการเมือง ซึ่งก็ควรใช้มาตรการนี้ในระยะสั้นเท่านั้น

ทั้งนี้สาเหตุที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการแทรกแซงราคา และประกันราคา เพราะทั้งสองวิธีการดังกล่าว ทำให้กลไกตลาดไม่ทำงาน และวิธีการรับจำนำข้าวยังทำให้สต็อกข้าวของรัฐบาลเพิ่มขึ้นจนมากอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยโชคดีที่ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ในตลาดโลกสูงขึ้นทำให้ไทยสามารถระบายข้าวออกไปได้ แต่โชคไม่ได้มีเสมอไป ในขณะที่ระบบประกันราคามีข้อดีกว่าตรงที่รัฐบาลทราบว่าจะขาดทุนเท่าใดจากส่วนต่างราคาตลาดและราคาที่ได้รับประกันราคาเอาไว้

ด้านนายอภิชัย บุญธีรวร กรรมการผู้จัดการ ธสน.กล่าวว่า ธสน.พร้อมให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ส่งออกที่มีแนวคิดการผลิตสินค้าเชิงสร้างสรรค์ โดยการสนับสนุนอาจจะเป็นไปในรูปของการร่วมลงทุน เพราะการผลิตสินค้าในเชิงสร้างสรรค์นี้ อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ รูปแบบการร่วมทุนนี้ ธสน.จะร่วมใส่เงินลงทุน โดยไม่คิดอัตราดอกเบี้ย แต่ต้องแบ่งผลตอบแทน อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนระยะสั้นแค่ 2-3 ปี ทาง ธสน.ก็พร้อมที่จะสนับสนุน โดย ธสน.พร้อมที่จะผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อให้


Template by - Abdul Munir | Blogging4