"ณรงค์ชัย"ประเมินจีดีพีติดลบ 4% เตือนพ.ร.ก.ไม่ผ่านกระทบรุนแรง
"ณรงค์ชัย" ฟันธงเศรษฐกิจโลกต้องใช้เวลาฟื้นตัวกว่า 3 ปี ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้ติดลบ 4% หาก พ.ร.ก.ไม่ผ่านคาดรุนแรงมากขึ้นแนะผู้ส่งออกเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เจาะตลาดใหม่ทดแทนตลาดเก่า ชี้ตลาดเอเชียเป็นกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูง
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) กล่าวในงาน Exim Forum ครั้งที่ 4 หัวข้อ “สู่มิติใหม่แห่งการส่งออกและการแข่งขัน” โดยเขาระบุว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกจะติดลบ 1.8% เนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น และเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะติดลบ 4% หากรัฐบาลนำเงินจาก พ.ร.ก.การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท มาใช้ได้ตามกำหนด แต่หากไม่ดำเนินการจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยติดลบมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และจะทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องภายในสิ้นปีนี้
เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ขณะที่ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศกว่าแสนล้านดอลลาร์และมากขึ้นทุกเดือน ขณะเดียวกันมีเงินลงทุนเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อีก
“หากร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ผ่านรัฐสภา เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยติดลบมากกว่านี้ เนื่องจากขณะนี้มีเพียงรัฐบาลเท่านั้นที่ใช้จ่ายเงินและลงทุนด้านต่างๆ ขณะที่ภาคเอกชนไม่ลงทุน ดังนั้น รัฐบาลต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเร่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ผ่านโครงการต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ ไม่เช่นนั้น เมื่อเงินล้นระบบแถมมีสภาพคล่องในระบบธนาคารสูง” ประธานกรรมการ ธสน.กล่าว
เขากล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในหลายประเทศจะอยู่ในระดับที่เริ่มนิ่ง ซึ่งหมายความว่า เศรษฐกิจจะไม่ปรับตัวลดลงมากกว่านี้ ฉะนั้นในภาวะเช่นนี้ ภาคธุรกิจส่งออกของไทยก็ต้องเร่งปรับตัว เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด โดยแนะนำให้หาตลาดใหม่ ปรับสินค้าให้เหมาะสมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมในประเทศที่ส่งออก และปรับปรุงสินค้าให้มีลักษณะเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น
เขาระบุว่า กลุ่มตลาดใหม่ที่ว่านี้ คือ กลุ่มตลาดเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะคนระดับกลาง แม้ว่า ในภาพรวมของเศรษฐกิจแต่ละประเทศจะไม่ขยายตัวมากนัก แต่กลุ่มคนระดับกลางยังมีศักยภาพในการซื้อสูงมาก ยกตัวอย่าง ประเทศจีน และญี่ปุ่น ซึ่งประชาชนเหล่านี้มีฐานะที่ดี และมีเงินออมอยู่มาก ขณะที่ บางประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีแนวโน้มคนชราสูงมาก ฉะนั้น ผู้ประกอบธุรกิจส่งออก ก็ต้องมาคิดว่า จะผลิตสินค้า เพื่อป้อนลูกค้าเหล่านี้ได้อย่างไร นอกจากนี้ การผลิตสินค้าในเชิงสร้างสรรค์ จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าได้
“ตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศเอเชีย ประกอบด้วย เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และลิเบีย ปัจจุบันมีกำลังซื้อไม่แพ้ตลาดหลัก ขณะที่ บางประเทศ เช่น จีน และอินเดีย มีรายได้ประชากรต่อหัวไม่สูงนักในปัจจุบัน แต่ตัวเลขรายได้ประชากรต่อหัวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศแบบก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงกล่าวได้ว่า กำลังซื้อของตลาดใหม่ยังมีอยู่มากและเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และนั่นคือโอกาสของผู้ส่งออกไทย” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ผู้ประกอบการส่งออกของไทยจะเร่งปรับตัวทั้ง 3 ด้าน แต่ภาพรวมการส่งออกของไทยก็ยังขยายตัวติดลบ ซึ่งเราประเมินว่า มูลค่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวติดลบกว่า 20% ในปีนี้ และแนะนำว่า รัฐบาลควรเลิกพูดเรื่องเป้าหมายการส่งออกได้แล้ว แต่ควรหันมาเร่งปรับปรุงโครงสร้างการส่งออกให้เข้มแข็ง โดยมองดูว่า ขณะนี้ เราได้เลี้ยวออกจากเป้าหมายเดิม และหันมาหาเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพหรือยัง
"ในเม็ดเงิน 4 แสนล้านบาทที่รัฐบาลมีแผนจะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลงทุนในด้านต่างๆ นั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปรับปรุงคุณภาพสินค้าเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เพราะเท่าที่พิจารณาแล้ว เงินลงทุนจะลงในภาคเกษตรจำนวนมาก หากรัฐบาลเร่งปรับปรุงให้ความรู้เชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับการผลิตเพื่อส่งออก จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสินค้าแก่ผู้ส่งออกได้มากขึ้น"
นายณรงค์ชัย กล่าวว่า ให้รัฐบาลใช้กลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) เป็นกลไกการตลาดเข้าดูแลราคาสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร พร้อมพิจารณาจัดตั้งองค์กรขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลให้กลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าทำงาน (มาร์เก็ตเมคเกอร์) แทนการแทรกแซงตลาดด้วยการรับจำนำและประกันราคาผลผลิตทางการเกษตรอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่รัฐบาลดำเนินการไปตามการเรียกร้องของเกษตรกรและแรงกดดันทางการเมือง ซึ่งก็ควรใช้มาตรการนี้ในระยะสั้นเท่านั้น
ทั้งนี้สาเหตุที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการแทรกแซงราคา และประกันราคา เพราะทั้งสองวิธีการดังกล่าว ทำให้กลไกตลาดไม่ทำงาน และวิธีการรับจำนำข้าวยังทำให้สต็อกข้าวของรัฐบาลเพิ่มขึ้นจนมากอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยโชคดีที่ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ในตลาดโลกสูงขึ้นทำให้ไทยสามารถระบายข้าวออกไปได้ แต่โชคไม่ได้มีเสมอไป ในขณะที่ระบบประกันราคามีข้อดีกว่าตรงที่รัฐบาลทราบว่าจะขาดทุนเท่าใดจากส่วนต่างราคาตลาดและราคาที่ได้รับประกันราคาเอาไว้
ด้านนายอภิชัย บุญธีรวร กรรมการผู้จัดการ ธสน.กล่าวว่า ธสน.พร้อมให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ส่งออกที่มีแนวคิดการผลิตสินค้าเชิงสร้างสรรค์ โดยการสนับสนุนอาจจะเป็นไปในรูปของการร่วมลงทุน เพราะการผลิตสินค้าในเชิงสร้างสรรค์นี้ อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ รูปแบบการร่วมทุนนี้ ธสน.จะร่วมใส่เงินลงทุน โดยไม่คิดอัตราดอกเบี้ย แต่ต้องแบ่งผลตอบแทน อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนระยะสั้นแค่ 2-3 ปี ทาง ธสน.ก็พร้อมที่จะสนับสนุน โดย ธสน.พร้อมที่จะผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อให้
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
09 มิถุนายน 2552
"ณรงค์ชัย"ประเมินจีดีพีติดลบ 4%
โดย Mboy เวลา 09:19 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
บล. เอเซียพลัสคาดหุ้นไทยยังเสี่ยงร่วงลง 20-30 จุด
| บล. เอเซียพลัสคาดหุ้นไทยยังเสี่ยงร่วงลง 20-30 จุด แนะนักลงทุนใจไม่ถึงรอนอกตลาด |
| ภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ที่ผ่านมาหุ้นทุกกลุ่มในตลาดหุ้นไทยได้ทยอยปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง พลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น จนทำให้ดัชนีหุ้นไทยยืนเหนือระดับ 600 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน หรือให้ผลตอบแทนประมาณ 40% จากจุดต่ำสุด ประกอบกับเงินบาทเริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัวลงมาจากสัปดาห์ก่อน จึงคาดว่าหุ้นไทยมีแนวโน้มพักฐานไประยะหนึ่ง โดยอาจปรับลดลงได้ 20-30 จุดหรือมาแตะที่ระดับต่ำกว่า 580 จุด แต่หากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติกลับเข้ามา ก็สามารถเข้ามาเล่นได้อีกครั้ง “ตอนนี้อาจรอดูสถานการณ์ไปก่อน โดยหากไม่ได้เป็นนักลงทุนระยะสั้นก็ควรรอนอกตลาด เพราะต้นทุนตอนนี้เริ่มสูงแล้ว ทำให้อาจขายออกมาไม่ทัน แต่หากเป็นนักลงทุนระยะยาวก็ถือต่อไปก่อนได้ ส่วนคนที่ยังไม่มีหุ้นก็ควรรอให้ตลาดลงมาก่อนค่อยกลับมาซื้อใหม่” ภรณีกล่าว ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ปิดที่ 600.03 จุด ลดลง 4.54 จุด หรือ 0.75% ด้วยปริมาณการซื้อขาย 27,500.94 ล้านบาท - นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 1,514.77 ล้านบาท - นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,138.31 ล้านบาท - นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 376.46 ล้านบาท |
โดย Mboy เวลา 09:18 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
พักฐาน!!
พักฐาน!!
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 8 มิ.ย.52 ปิดที่ 600.03 จุด ลดลง 4.54 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 27,500.94 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,135.54 ล้านบาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.เคทีซีมิโก้มองดัชนีมีโอกาสพักฐานระยะสั้นตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังปรับตัวขึ้นมาแรงอย่างต่อเนื่อง จึงมีแรงขายทำกำไรออกมา แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นการพักตัวในระยะสั้นหากไม่มีข่าวร้ายใหม่ๆเข้ามากดดัน
ส่วนกรณีที่เครดิตสวิสปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นฟิลิปปินส์จากระดับ "ลดน้ำหนักการลงทุน" หรือ "underweight" เป็น "เพิ่มน้ำหนักการลงทุน" หรือ "overweight" ถือเป็นเรื่องที่ดี สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อตลาดหุ้นไทยว่ายังคงดีอยู่
ส่วนแนวโน้มตลาดระยะสั้นยังคาดเดาทิศทางที่แน่ชัดได้ยาก ซึ่งต้องติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯและเอเชียว่าจะปรับตัวในทิศทางใด เพราะมี อิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ขณะที่กระแสเงินทุนไหลเข้า คาดว่าจะยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้เก็งกำไรระยะสั้น ด้านเทคนิค ประเมินแนวรับไว้ที่ 580 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 610-620 จุดตามลำดับ
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์สมองแนวโน้มว่า ดัชนีจะยังอยู่ในช่วงการปรับฐาน แต่ไม่รุนแรงมาก ทั้งนี้ นักลงทุนต้องติดตามการประกาศตัวเลขค้าปลีกเดือน พ.ค. ของสหรัฐฯ หากออกมาดีกว่าที่คาดจะส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุน
แนะกลยุทธ์นักลงทุนที่มีหุ้นต้นทุนต่ำ "ให้ถือ" และเล่นรอบตามการแกว่งตัวของตลาด โดยหากดัชนีปรับตัวลงให้ซื้อ และรอขายเมื่อดัชนีปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะหุ้นวัสดุและรับเหมาก่อสร้าง ที่จะได้ รับผลดีจากโครงการรถไฟฟ้า
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟิลลิปมองตลาดจะผันผวนต่อ เนื่องจากอยู่ในช่วงของการใกล้ปรับฐานและค่าเงินดอลลาร์เริ่มแข็งค่าขึ้น แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้ Trading ระยะสั้น และดูสถานการณ์ของดัชนีหากปรับฐานลงลึกกว่านี้ แนะให้เปลี่ยนไปลงทุนในตลาดพันธบัตร.
โดย Mboy เวลา 09:16 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
08 มิถุนายน 2552
ทองคำปิดร่วง $19.70 หลังดอลล์แข็งค่า
ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก:
ทองคำปิดร่วง $19.70 หลังดอลล์แข็งค่า
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 19 ดอลลาร์เมื่อคืนนี้ (5 มิ.ย.) หลังจากที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งทะยานขึ้นและตัวเลขขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐในเดือนพ.ค.ออกมาดีกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้นเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค.ปิดร่วงลง 19.70 ดอลลาร์ หรือ 2% แตะที่ 962.60 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 953.80 - 985 ดอลลาร์
ขณะที่สัญญาโลหะเงินเดือนก.ค.ปิดที่ 15.388 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 50.7 เซนต์ หรือ 3.2% และสัญญาโลหะทองแดงเดือนก.ค.ร่วง 1.7 เซนต์ ปิดที่ 2.2840 ดอลลาร์/ปอนด์
สัญญาพลาตินั่มเดือนก.ค.ปิดที่ 1,286.20 ดอลลาร์/ออนซ์ อ่อนตัวลง 7.10 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมเดือนก.ย.ปิดที่ 259.80 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 4.40 ดอลลาร์
กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขขอรับสวัสดิการระหว่างงานเดือนพ.ค.อยู่ที่ 345,000 ราย ต่ำกว่าการคาดการณ์ 500,000 ราย และนับเป็นเดือนที่ 4 แล้วที่ อัตราขอรับสวัสดิการระหว่างงานลดลง นับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ตลาดงานกำลังจะมีเสถียรภาพขึ้น
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตัวเลขขอรับสวัสดิการที่ออกมาดีกว่าคาดการณ์ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องความผันผวนทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นลง ส่งผลให้ความต้องการลงทุนในทองคำลดลงตามไปด้วย
โดย Mboy เวลา 08:32 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ทองคำ
บล. ธนชาตชี้หุ้นไทยมีลุ้น 630 จุด
| บล. ธนชาตชี้หุ้นไทยมีลุ้น 630 จุด หากต่างชาติยังซื้อต่อเนื่อง นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด บล.ธนชาต กล่าวว่า การที่นักลงทุนต่างชาติยังเข้ามาลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน ซึ่งมีน้ำหนักในการคำนวณดัชนีหุ้นไทยค่อนข้างมาก ประกอบกับการที่ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ทำให้หุ้นไทยสามารถทะลุแนวต้านจิตวิทยาที่ระดับ 600 จุดไปได้ในวันศุกร์ นายพิชัยกล่าวอีกว่า การที่สภาพคล่องส่วนเกินทั่วโลกยังมีอยู่มาก ทำให้หุ้นไทยในสัปดาห์หน้ายังมีโอกาสวิ่งขึ้นไปยืนเหนือระดับ 630 จุดได้ และหากนักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่จะเห็นปริมาณการซื้อขายยืนเหนือ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อไปได้ สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตามองในสัปดาห์หน้า คือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ก็อาจกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับลดลงได้ ซึ่งอาจทำให้นักวิเคราะห์ต้องแนะนำขายทำกำไร เพราะกังวลว่าจะมีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน แต่ในขณะนี้ยังสามารถถือลงทุนไปก่อนได้ (Let Profit Run) |
โดย Mboy เวลา 08:32 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
หลังตัวเลขจ้างงานลดลงน้อยเกินคาด
นักวิเคราะห์คาดตลาดหุ้นนิวยอร์กเดินหน้าต่อสัปดาห์นี้ หลังตัวเลขจ้างงานลดลงน้อยเกินคาด
นักวิเคราะห์ในย่านวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กจะยังคงเคลื่อนไหวในแดนบวกสัปดาห์นี้ เนื่องจากนักลงทุนคลายความวิตกกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร (nonfarm payroll) ประจำเดือพ.ค.ปรับตัวลดลง 345,000 ตำแหน่ง ซึ่งน้อยกว่าที่คาดว่าจะร่วงลง 520,000 ตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐกำลังทุเลาลง
อย่างไรก็ตาม อัตราว่างงานเดือนพ.ค.ของสหรัฐที่พุ่งขึ้น 9.4% มากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 9.2% ทำให้นักวิเคราะห์บางคนมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะชี้ชัดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นในเร็วๆนี้ และอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับสูงเช่นนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
จอห์น ซิลเวีย หัวหน้านักวิเคราะห์จากวาโชเวีย คอร์ป กล่าวว่า "แม้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐเริ่มบรรเทาลงเนื่องจากจำนวนคนตกงานในสหรัฐเริ่มลดน้อยลง ประกอบกับตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาคอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่ชาวอเมริกันก็ยังคงจับจ่ายน้อยลงและออมเงินมากขึ้น นอกจากนี้ มูลค่าบ้านหดตัวลงและบริษัทหลายแห่งรวมถึงเจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) และอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ปลดพนักงานจำนวน ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะทำให้กระบวนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้าลง"
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน
โดย Mboy เวลา 08:31 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ, เศรษฐกิจโลก
