08 มิถุนายน 2552

ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นตามตลาดหุ้นต่างประเทศ

ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นตามตลาดหุ้นต่างประเทศ

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย
จำกัด
รายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (1-5 มิ.ย.) ว่า ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 604.57 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.88 จาก 560.41 จุดในสัปดาห์ก่อน และพุ่งขึ้นร้อยละ 34.36 จากสิ้นปี 2551 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.88 จาก 91,018.71 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 149,160.49 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้นจาก 18,203.74 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 29,832.10 ล้านบาท

โดยภาพรวมตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันขายสุทธิที่ 8,020.07 ล้านบาท และ 732.18 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิที่ 8,743.26 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 179.31 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.97 จาก 174.13 จุดในสัปดาห์ก่อน และพุ่งขึ้นร้อยละ 10.05 จากสิ้นปีก่อน

ในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ตลาดหุ้นไทยมีแรงซื้อที่มีเข้ามาอย่างหนาแน่นในหุ้นกลุ่มหลักอย่างพลังงานและธนาคาร หนุนให้ดัชนีหุ้นไทยปิดปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่น ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นถึงร้อยละ 3.49 ปิดที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 8 เดือนในวันจันทร์ โดยการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบและค่าระวางเรือเป็นปัจจัยหนุนต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นเดินเรือ และแม้จะมีแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มพลังงานออกมาระหว่างสัปดาห์ วันศุกร์ ดัชนียังคงปิดบวก ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นกว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ดีดตัวขึ้น โดยแรงซื้อที่มีเข้ามาอย่างหนาแน่นในหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคาร ช่วยหนุนให้ดัชนีสามารถปิดยืนเหนือระดับ 600 จุด ได้เป็นครั้งแรกในปีนี้

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มธนาคารยังได้ปัจจัยหนุนจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจคลังกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ อีกด้วย ขณะที่การปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ราคาน้ำมันสิ้นปีของโบรกเกอร์ต่างชาติ ได้ช่วยหนุนการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน

สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (8-12 มิ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีอาจผันผวนขึ้นต่อได้ จากแรงหนุนการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งทำให้นักลงทุนอาจยังมีความสนใจลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ การรายงานตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ในวันที่ 11 มิ.ย. โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ส่วนปัจจัยในต่างประเทศที่สำคัญ คงจะต้องติดตามความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ รวมทั้งการปรับตัวของตลาดหุ้นภูมิภาค ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด

คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 585 และ 570 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 620 และ 666 จุด ตามลำดับ.

ที่มา:สำนักข่าวไทย

05 มิถุนายน 2552

ฟันธงตลาดหุ้นไทย ลุ้นแตะ630จุด

ฟันธงตลาดหุ้นไทย ลุ้นแตะ630จุด ทองพุ่งพรวดปลายปี




หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด คาดการณ์แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยระหว่างวันที่ 5 มิ.ย. - 5 ก.ค.52 มีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 600-630 จุด ขณะที่แนวโน้มราคาทองคำปีนี้จะเข้าสู่ขาขึ้นในไตรมาส 4 โดยมีราคาเป้าหมายที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์...

วานนี้ (4 มิ.ย.) นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า คาดว่าแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยระหว่างวันที่ 5 มิ.ย. - 5 ก.ค.52 มีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 600-630 จุดแต่จะมีความผันผวนขึ้นลงในระหว่างทางเนื่องจากนักลงทุนต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยมีการย้ายเม็ดเงินลงทุนออกจากตลาดตราสารหนี้และตลาดเงิน หันมาลงทุนในหุ้น, น้ำมัน รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์โดยดัชนีในช่วงดังกล่าวคาดว่าจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับที่ 570- 550 จุด ส่วนแนวต้านจะอยู่ที่600 -630 จุด ทั้งนี้ นับจากเดือนมี.ค.ถึงพ.ค.ดัชนีหุ้นได้ปรับขึ้นมา 161 จุด หรือ 40%

"คาดว่าปลายเดือนนี้หรืออย่างช้าไม่เกินกลางเดือนก.ค. ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 630 จุด แต่หลังจากนั้นมีโอกาสที่จะได้เห็นการปรับฐานของดัชนีลง 35 จุด"นายวิวัฒน์ กล่าว

นายวิวัฒน์ ยังแนะนำว่า หากดัชนีปรับตัวขึ้นมาได้ที่ระดับ 600-630 จุด แนะให้ขายล้างพอร์ต และถือเงินสด เนื่องจากประเมินว่าที่ระดับดัชนีดังกล่าวจะกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติเทขายทำกำไรออกมา ซึ่งจะได้กำไรถึง2เด้ง คือกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นและทำกำไรจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า นอกจากนี้ ยังแนะให้นักลงทุนกลับเข้าไปซื้อหุ้นคืนที่แนวรับบริเวณ 570 จุดและ 550 จุด โดยมีหุ้นที่น่าสนใจ คือ PTT ,PTTCH ,KBANK, BAY ,QH,LH,AP ,AMATA ,ITD ,ADVANC ,DTAC ,BEC และ BECL โดยให้จุดตัดขาดทุนที่ระดับดัชนีฯต่ำกว่า 540 จุด

นายวิวัฒน์ยังกล่าวว่า เชื่อว่าแนวโน้มราคาทองคำปีนี้จะเข้าสู่ขาขึ้นในไตรมาส 4 โดยมีราคาเป้าหมายที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และราคาทองคำของประเทศไทยมีโอกาสที่จะแตะที่น้ำหนักบาทละ 24,000 บาท ในช่วงปลายปี ส่วนแนวโน้มราคาทองคำเดือนมิ.ย.มีโอกาสที่จะแกว่งตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 1,000 เหรียญต่อออนซ์


ดอลล์ร่วง หนุนทองคำปิดทะยาน $16.70

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก:
ดอลล์ร่วง หนุนทองคำปิดทะยาน $16.70


สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 16 ดอลลาร์เมื่อคืนนี้ (4 มิ.ย.) เนื่องจากการร่วงลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้กระตุ้นนักลงทุนให้เข้าซื้อสัญญาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างหนาแน่น รวมถึงสัญญาทองคำและน้ำมันดิบ

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค.ปิดพุ่งขึ้น 16.70 ดอลลาร์ แตะที่ 982.30 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 962.00-983.40 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินเดือนก.ค.ปิดที่ 15.895 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 58.50 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงเดือนก.ค.เพิ่มขึ้น 8.9 เซนต์ ปิดที่ 2.3010 ดอลลาร์/ปอนด์

สัญญาพลาตินั่มเดือนก.ค.ปิดที่ 1,293.30 ดอลลาร์/ออนซ์ พุ่งขึ้น 48.80 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมเดือนก.ย.ปิดที่ 255.40 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 12.80 ดอลลาร์

เดฟ เมเกอร์ นักวิเคราะห์จากบริษัท อลารอน เทรดดิ้ง กล่าวว่า "สัญญาทองคำเคลื่อนไหวเข้าใกล้ระดับ 1,000 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใช้มาตรการเชิงรุกด้วยการลดดอกเบี้ยระยะสั้นลงสู่ระดับ 0-0.25% การที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงทำให้สัญญาทองคำและน้ำมันดิบมีราคาถูกลง และกระตุ้นนักลงทุนต่างชาติให้ทุ่มซื้อเพื่อเก็งกำไร"

นอกจากนี้ ตลาดทองคำยังได้รับแรงหนุนจากข่าวที่ว่า กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF รายใหญ่ที่สุดของโลก เพิ่มการถือครองทองคำ 15.27 ตัน แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,134.03 ตัน ณ วันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา

THCOM : ลุ้นเซ็นสัญญากับอินเดีย

THCOM : ลุ้นเซ็นสัญญากับอินเดีย


อินเดีย...สัญญากับอินเดียใกล้เป็นความจริง: ผู้บริหารบริษัทไทยคอม (THCOM) ค่อนข้างมั่นใจว่าการเจรจาระหว่างรัฐบาลอินเดีย คู่ค้าและ iPSTAR ใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงแล้ว หลังการเลือกตั้งที่ประเทศอินเดียเสร็จสิ้นลงเมื่อปลายเดือนก่อน โดยสัญญาเหลือเพียงการพิจารณารายละเอียดด้านกฎหมายเท่านั้น โดยผู้บริหารคาดว่าบริษัท จะสามารถเซ็นสัญญากับทางรัฐบาลอินเดียได้อย่างเร็วคือต้นไตรมาส 4 ปีนี้ และข้อดีของข้อตกลงนี้คือ บริษัทฯ สามารถทยอยรับรู้รายได้จากการเซ็นสัญญาได้ทันทีในปีนี้


จีน...เตรียมเซ็นสัญญากับ China Telecom ทำธุรกิจร่วมกันอย่างเป็นทางการ: หลังจากรัฐบาลจีนได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจสื่อสารและเทคโนโลยีตลอดปีที่ผ่านมา มีการควบรวมกิจการกันทำให้จำนวนผู้ให้บริการเหลือเพียง 3 รายจากเดิม 6 ราย โดย China SatCom ที่มี China Telecom เป็นพันธมิตรกับ iPSTAR นั้น ได้รวมกิจการดาวเทียมและโทรทัศน์ทั้งหมดเข้ามาไว้ด้วยกัน การทำงานจึงราบรื่นขึ้นมาก

ช่วงแรก iPSTAR จะเน้นบริการด้านโทรศัพท์ทางไกลในชนบทก่อน เนื่องจากความต้องการมีสูงมากในแต่ละมณฑลในจีน ขณะที่คาดหวังความร่วมมือกับ China Telecom ในการขยายบริการ Internet Broadband ผ่านฐานลูกค้าขนาดใหญ่ของ China Telecom และโครงการรัฐเกี่ยวกับระบบการเตือนภัย ทั้งนี้บริษัทมีแผนที่จะผูกตลาดที่ฟิลิปปินส์, อินโดฯ และมาเลย์ เข้าไว้ด้วยกัน (รวม 19% ของ Total capacity ของ iPSTAR) เร่งทำตลาดรายย่อย และเมื่อรวมกับตลาดในอินเดียและจีน ทำให้ iPSTAR มีฐานลูกค้าในมือเกือบ 50% ของประชากรโลก
2H09 เร่งผลักดันการใช้ Bandwidth บน iPSTAR-มือถือในอินโดจีนเติบโตดีมาก: อย่างที่เราได้เคยนำเสนอไว้ในรายงานเกือบทุกฉบับ ว่าการทำตลาด iPSTAR นับจากนี้ จะมุ่งเน้นปริมาณการใช้ Bandwidth บน iPSTAR มากกว่าการเร่งยอดขายอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ (UT) ซึ่งมีมาร์จินต่ำ ขณะที่รายได้ที่เกิดจากการใช้ Bandwidth ที่มีต้นทุนการดำเนินงานเพียง 20% ทำให้อัตรากำไรสูงกว่ามาก

ผู้บริหารย้ำว่าในช่วงครึ่งหลังของปี จะเน้นนโยบายการใช้ Bandwidth ให้มากขึ้น โดยเฉพาะการทำงามร่วมกับภาครัฐให้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาด Australia New Zealand และไทย ที่มีฐานลูกค้าที่ใช้บริการ iPSTAR อยู่แล้ว เช่นเดียวกับตลาดที่ญี่ปุ่นที่ช่วงแรกได้มีการให้ทดลองการใช้งานบน iPSTAR ไปแล้ว โดยผู้บริหารคาดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านรายได้ชัดเจนขึ้นใน 3Q09

ส่วนธุรกิจการให้บริการมือถือในลาวและกัมพูชา จะเติบโตแบบก้าวกระโดดหลังเปิดให้บริการ 3จี เต็มที่ โดยจะมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้งานด้านข้อมูลให้มากขึ้นเพื่อผลักดันรายได้จากการให้บริการด้าน Non-voice ให้เติบโตเร็วขึ้น และแม้ว่าช่วงที่ผ่านมาการแข่งการให้บริการมือถือ โดยเฉพาะในกัมพูชา (Mfone) จะมีการแข่งขันรุนแรงมากจากการตัดราคาของผู้ให้บริการรายเล็ก แต่คุณภาพของเครือข่ายที่ไม่สามารถรองรับการใช้งานให้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ลูกค้ายังคงไหลเข้ามายัง Mfone อย่างต่อเนื่อง

คงประมาณการ-ราคาเป้าหมาย: เรายังคงประมาณการเชิงอนุรักษนิยม ด้วยอัตราการใช้งานบน iPSTAR ในปีนี้ที่ 12% (ไม่รวมจีนและอินเดีย) ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในปี 2013 ที่ 30% หลังคาดว่าตลาดจีนและอินเดียจะทยอยเปิดให้บริการและทยอยสร้างรายได้ (ผู้บริหารคาด U-rateบน iPSTAR จะอยู่ที่ 15% กรณีรวมจีนและอินเดียและจะเพิ่มเป็น 30% ในปี 2010)
เราคาดว่า THCOM จะพลิกมีกำไรปรกติได้ราว 385 ล้านบาท (EPS 0.35 บาท) ในปี 2010 (จากเดิมคาดว่าจะมีกำไรปรกติในปี 2009 แต่จากต้นทุนการย้ายลูกค้า T-1 ไปยัง T-5 เกือบ 40 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการทำตลาด iPSTAR ที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดตลาดในแถบเอเชียเพิ่มขึ้น อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน เราจึงคาดว่า THCOM จะยังมีผลขาดทุนปรกติเล็กน้อยราว 53 ล้านบาท หรือ -0.05 บาท/หุ้น) โดยราคาหุ้นที่เหมาะสมภายใต้สมมติฐานดังกล่าวจะอยู่ที่ 6.44 บาท/หุ้น (มูลค่าทางบัญชีที่ 14.7 บาท/หุ้น)

ระยะสั้น แนะนำ “เก็งกำไร” จากข่าวการเซ็นสัญญากับอินเดียที่ใกล้บรรลุใน 4Q09 แต่สำหรับการลงทุนระยะยาวแล้ว การที่ราคาหุ้น THCOM ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาที่ปรับตัวขึ้นมากถึง 36% (แม้ว่ายังมีส่วนต่างจากมูลค่าที่เหมาะสมอยู่ถึง 53%) กอปรกับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในการเซ็นสัญญากับอินเดียที่อาจถูกเลื่อนออกไปอีก จากที่คาดไว้ในช่วงต้น 4Q09 รวมทั้งการทำการตลาดในจีนที่ยังไม่คืบหน้า ระยะยาวเราจึงแนะนำเพียง “ถือ”

ที่มา..บล.สินเอเซีย


กลยุทธ์ทิสโก้!!

กลยุทธ์ทิสโก้!!

ดัชนีหุ้นวันที่ 4 มิ.ย. 52 ปิดที่ 593.60 จุด เพิ่มขึ้น 11.35 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 29,629 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 521 ล้านบาท

"ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่" นายกสมาคมโบรกเกอร์ต่างชาติชี้ว่า กรณีที่มูดีส์ปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือผู้ออกตราสารสกุลเงินในประเทศของ PTT และ PTTEP ลงนั้น แทบไม่มีผลกระทบต่อราคาหุ้นทั้ง 2 ตัว เพราะปัจจัยพื้นฐานยังไม่เปลี่ยน

ขณะที่ บล.ไซรัสมองแนวโน้มตลาดว่า มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก เพราะมีเม็ดเงินของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นต่อเนื่อง แต่ให้ระวังแรงขายทำกำไรที่จะมีสลับออกมาเป็นระยะ เพราะราคาหุ้นปรับขึ้นมาค่อนข้างมากแล้ว และยังต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯที่มีผลชี้นำการลงทุน

แนะกลยุทธ์ นักลงทุนระยะยาวและกลางให้ชะลอการลงทุน ส่วนระยะสั้นแนะเทรดดิ้งอย่างระมัดระวัง

ปิดท้าย "วิวัฒน์ เตชะพูลผล" หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ทิสโก้ ฟันธงหุ้นไทยระหว่าง 5 มิ.ย.-5 ก.ค.52 มีโอกาสทะยานขึ้นมาแตะระดับ 600-630 จุดได้ โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินกลางเดือน ก.ค. มีลุ้น 630 จุด แม้จะมีความผันผวนระหว่างทาง โดยให้กรอบแนวรับไว้ที่ 570 จุด

และหากดัชนีขึ้นมาได้ที่ 600-630 จุด แนะให้ขาย ล้างพอร์ต และถือเงินสด เพราะต่างชาติจะต้องขายหุ้นออกมา ซึ่งจะได้กำไรถึง 2 เด้งคือ กำไรจากราคาหุ้นและกำไรจากเงินบาทที่
แข็งค่า

ยังแนะให้นักลงทุนกลับเข้าไปซื้อหุ้นคืนที่แนวรับบริเวณ 570 จุดและ 550 จุด

โดยมีหุ้นที่น่าสนใจคือ PTT, PTTCH, KBANK, BAY, QH, LH, AP, AMATA, ITD, ADVANC ,DTAC, BEC และ BECL โดยให้จุดตัดขาดทุนที่ระดับดัชนีต่ำกว่า 540 จุด!!



อินเด็กซ์ 51


หุ้นไทยปิดพุ่ง 1.95% - บล. เคทีซีมิโก้แนะเล่นตามน้ำ

หุ้นไทยปิดพุ่ง 1.95% - บล. เคทีซีมิโก้แนะเล่นตามน้ำ


นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคที ซีมิโก้ กล่าวว่า แม้ว่าในวันนี้จะไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา แต่ก็ยังมีการเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทัรพย์อย่างต่อเนื่อง และในการซื้อขายภาคบ่ายก็มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงานด้วย ส่งผลให้ดัชนีฟื้นตัวกลับมาในทิศทางบวกได้อย่างชัดเจน ซึ่งทำให้นักลงทุนเริ่มมีการคาดหวังถึงการปรับเพิ่มขึ้นไปแตะที่ระดับ 600 จุดอีกครั้ง


บล. เคมีซีมิโก้แนะนำว่า กลยุทธ์การลงทุนที่ดีที่สุดในขณะนี้ ควรเป็นการ “เล่นตามน้ำ” หรือลงทุนตามภาวะตลาด เนื่องจากราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้อีก โดยยังมีการลงทุนในหุ้นสลับกันไปมา จึงยังสามารถลงทุนต่อไปได้หรือไม่ควรรีบขายออกมาอย่างเดียว

สำหรับหุ้นกลุ่มที่ควรพิจารณาในขณะนี้ คือ กลุ่มหลักทรัพย์ จากปริมาณการซื้อขายหุ้นในขณะนี้ที่เกือบ 3 หมื่นล้านบาทต่อวัน ซึ่งหากยังมีปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์เข้ามาในระดับนี้ก็อาจเลือกลงทุนได้ รวมถึงหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างด้วยเช่นกัน เนื่องจากภาครัฐยังเตรียมเข็นโครงการลงทุนใหม่ ๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป


ดัชนีหุ้นไทยในวันนี้ ปิดเพิ่มขึ้น 11.35 จุด หรือ 1.95% มาอยู่ที่ 593.60 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ 29,641.61 ล้านบาท
- นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 118.95 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 522.70 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อย ซื้อสุทธิ 403.75 ล้านบาท

Template by - Abdul Munir | Blogging4