04 มิถุนายน 2552

พรก.กู้เงินผ่าน คาดQ4ขยายตัว4%

พรก.กู้เงินผ่าน คาดQ4ขยายตัว4%


ม.หอการค้าเชื่อไตรมาส4GDPขยายตัว4%หลังพ.ร.ก.กู้เงินไม่ขัดรธน.

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่า พ.ร.ก.กู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และจะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินที่จะออกมาใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้

นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า หากพระราชบัญญัติกู้เงินอีก 400,000 ล้านบาท ผ่านการพิจารณาของสภาด้วย และรัฐบาลกู้เงินได้ในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ก็จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในเดือนสิงหาคมนี้ ก่อให้เกิดการจ้างงานและการซื้อวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ 4 ปีนี้เป็นบวกได้ร้อยละ 4 จากที่ช่วงต้นปีเศรษฐกิจไทยติดลบร้อยละ 5-6 และเมื่อมีเม็ดเงินชุดแรกจากการกู้เงินของ พ.ร.ก.จำนวน 100,000 ล้านบาท จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป ก็จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ ติดลบร้อยละ 2-3.5

เอกชนขานรับเชื่อกระตุ้นศก.ได้

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.กู้เงิน4 แสนล้านบาทของรัฐบาลไม่ขัดรัฐธรรมนูญ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลให้มากขึ้น การที่นายกรัฐมนตรีจะให้มีการประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณา พ.ร.ก.ดังกล่าว นับเป็นเรื่องที่ดี เพราะเมื่อการกู้เงินได้รับอนุมัติ รัฐบาลจะได้รีบวางแผนใช้เงินกู้ และคาดว่าเงินจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งน่าจะมีการใช้เม็ดเงินได้ประมาณ 4 -5 หมื่นล้านบาท เชื่อว่า จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้พอสมควร แต่ทั้งนี้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการกู้เงินออกมาใช้จ่ายโครงการต่าง ๆ โดยเร็ว หากดำเนินการเร่งรัดการใช้จ่ายได้เร็วเท่าใดจะมีส่วนช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ตามไปด้วย

รบ.เร่งเดินหน้าใช้เงินกระตุ้นศก.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมครม.วันนี้ว่าต้องขอขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างรวดเร็วตั้งใจว่าจะสามารถนำเข้าพิจารณาในการประชุมสภาสมัยวิสามัญได้พร้อมกับ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 พร้อมปฎิเสธว่า การยืดเวลาโครงการเช่ารถเมล์NGV จำนวน 4พันคัน เพราะต้องการรอให้ร่าง พ.ร.ก.เงินกู้ผ่านสภาก่อน จากนี้ไปจะเดินหน้าเตรียมการใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะดำเนินการต่อได้ทันที ซึ่งมีการวางแผนงานไว้แล้ว โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)จะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดซึ่งตามกรอบ เงินกู้จำนวนดังกล่าวกำหนดให้กู้แล้วเสร็จภายในปี 53




ประธานเฟดคาดเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวปลายปีนี้

ประธานเฟดคาดเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวปลายปีนี้

สหรัฐ 4 มิ.ย. - ประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ระบุเศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัวได้ช่วงปลายปีนี้

นายเบน เบอร์นานกี เข้าให้ปากคำต่อกรรมาธิการงบประมาณของวุฒิสภา ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งตลาดการเงินและภาวะตลาดหุ้น ทำให้เขามั่นใจว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความพยายามของเฟด ที่ดำเนินมาตรการให้สถาบันการเงินกลับมาปล่อยกู้อีกครั้ง แต่รัฐบาลมีภาระจะต้องรักษาความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเอาไว้ ด้วยการแก้ไขปัญหาขาดดุลงบประมาณให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากจะยิ่งส่งผลกระทบทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวเพิ่มสูงขึ้น


สำนักข่าวไทย

ฝรั่งซื้อทะลัก!!

ฝรั่งซื้อทะลัก!!

ดัชนีหุ้นวันที่ 3 มิ.ย.52 ปิดที่ 582.25 จุด เพิ่มขึ้น 7.95 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 30,743.92 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิทะลักล้น 3,992.57 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด นำโดย TTA ปิดที่ 24.50 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท, PTT ปิดที่ 226 บาท ลดลง 1 บาท, PTTEP ปิดที่ 138.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท, KBANK ปิดที่ 62 บาท เพิ่มขึ้น 3.75 บาท และ SCB ปิดที่ 75.50 บาท เพิ่มขึ้น 6 บาท

วอลุ่มต่างชาติที่จู่ๆก็ทะลักล้นวันเดียวไล่ซื้อสุทธิร่วม 4,000 ล้านบาท ไม่ได้เห็นนานแล้ว เป็นประเด็นที่ต้องจับตา...!!

แม้หลายฝ่ายจะออกมาฟันธงว่า ต่างชาติซื้อรอบนี้น่าจะเป็นการเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น แต่หุ้นกำลังวิ่ง อะไรก็เกิดขึ้นได้

"ทองมกุฎ ทองใหญ่"นายกสมาคมโบรกเกอร์ต่างชาติ บอกว่า มีแรงเข้ามาไล่ซื้อหุ้นในกระดานซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติหนาแน่นในแบงก์ขนาดใหญ่ จนทำให้เกิดส่วนต่างของราคาหุ้น (พรีเมี่ยม) ระหว่างหุ้นที่เทรดในกระดานหลักกับกระดานต่างประเทศ (Foreign)

โดยเฉพาะในหุ้นแบงก์ใหญ่ เช่น KBANK -F มีพรีเมียมหรือราคาสูงกว่าหุ้น KBANK ในกระดานหลักถึง 12% ถือว่าสูงกว่าปกติมากเพราะปกติจะมีพรีเมียมแค่ 1-2% เท่านั้น แสดงถึงความต้องการซื้อหุ้นของต่างชาติที่ยอมซื้อหุ้นในราคาสูง

ทั้งนี้ จึงมองข้ามช็อตว่า หุ้นขึ้นรอบนี้ที่มีวอลุ่มต่างชาติเข้ามาหนุนหนาแน่น อาจทำให้ดัชนีดีดเด้งขึ้นไปได้สูงกว่า 600 จุด แม้จะไม่แน่ใจว่าการเข้ามาซื้อหุ้นของต่างชาติครั้งนี้จะเป็นการกลับเข้ามาแบบของจริงหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นการเข้ามาเทรดดิ้งระยะสั้นหรือรับข่าวบวกเรื่อง พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังพบว่านักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ตกรถไฟไม่ได้เข้ามาซื้อหุ้นก่อนหน้านี้ ได้กลับเข้ามาไล่ราคาหุ้นเพื่อหวังเกาะขบวนรถไปกับเขาด้วย

ปิดท้าย ก่อนหน้านี้บล.กิมเอ็งปรับลดดัชนีหุ้นเดือน มิ.ย.ลงเหลือ 540-560 จุด จาก 530-590 จุด แนะให้ถือเงินสดเพิ่มเป็น 85% ของพอร์ตลงทุนและแนะให้นักลงทุนขายเมื่อราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นไปอีก.


อินเด็กซ์ 51


03 มิถุนายน 2552

ตุลาการศาลรธน.จะพิจารณาชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้าน

ตุลาการศาลรธน.จะพิจารณาชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้าน
โดยไม่ออกนั่งบัลลังก์ เหตุตีความกฎหมาย ไม่มีคู่ขัดแย้ง ระบุอย่างน้อย6เสียงชี้ให้ตกไป




วันนี้(3 มิ.ย.) ที่ประชุมจะแถลงคำวินิจฉัยส่วนตนก่อนลงมติ ในคำร้องของประธานรัฐสภา ที่ส่งคำร้องของ ส.ส. 99 คนเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจ กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท ชอบตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

โดยคณะตุลาการฯ จะพิจารณาและลงมติในวันที่ 3 มิ.ย. แต่จะไม่ใช่การออกนั่งบัลลังก์

เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังเช่นก่อนหน้านี้ อาทิ กรณีวินิจฉัยเรื่องเขาพระวิหารว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 หรือไม่ ไม่ใช่กรณีมีคู่ความขัดแย้ง หรือมีผลกระทบต่อตัวบุคคล เช่นกรณีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือการยุบพรรค โดยศาลรัฐธรรมนูญจะใช้วิธีประชุมและลงมติในห้องประชุม ก่อนจะมอบหมายให้เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้แถลงผลการวินิจฉัย จากนั้นจะส่งคำวินิจฉัยฉบับเต็มไปให้ประธานรัฐสภาในฐานะผู้ร้อง

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการลงมติเรื่องพ.ร.ก.ดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 185 วรรคท้าย กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทำให้ พ.ร.ก.ตกไป จะต้องมีเสียง 2 ใน 3 หากองค์ประชุมมีทั้งหมด 9 คน จะต้องมีเสียงไม่น้อยกว่า 6 เสียงวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ และจะมีผลให้พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้ทันที

แต่หากเสียงของคณะตุลาการฯ ที่เห็นว่าการออกพ.ร.ก.ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญมี ไม่ถึง 6 เสียง ก็จะส่งผลให้พ.ร.ก.ดังกล่าวมีผลใช้บังคับอยู่เช่นเดิม


ข้อมูล กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

28 พฤษภาคม 2552

"การเมือง" ตัวแปรชี้เศรษฐกิจฟื้นหรือฟุบ

สภาพัฒน์ฟันธง "การเมือง" ตัวแปรชี้เศรษฐกิจฟื้นหรือฟุบ

เป็นไปตามคาด เมื่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงเมื่อ 25 พ.ค.2552 ออกมาว่า ไตรมาสแรกปีนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีของไทยหดตัวลง 7.1% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่ขยายตัวถึง 6% สะท้อนถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างรุนแรง แต่หากดูจีดีพีเทียบรายไตรมาสพบว่าหดตัวลงเพียง 1.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2551 ที่หดตัว 4.2%

อย่างไรก็ตาม จีดีพีไตรมาสแรกที่หดตัว 7.1% ไม่ได้เป็นตัวเลขที่เลวร้ายหรือต่ำที่สุดในประวัติการณ์ เพราะในช่วงวิกฤตปี 2540 จีดีพีติดลบถึง 10.2% โดยมีบางไตรมาสที่ติดลบสูงสุดถึง 14% และต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาส ที่สำคัญไม่ใช่เฉพาะไทยเท่านั้นที่จีดีพีหดตัวลงแรง แม้แต่เศรษฐกิจประเทศหลักๆ ก็ได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงจากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ เป็นต้น




แม้จีดีพีไตรมาสแรกหดตัวลงแรงถึง 7.1% แต่ ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ กลับบอกว่ายังไม่กล้ายืนยันว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เพราะมีประเด็นที่เป็นห่วงคือ "สถานการณ์การเมือง"

เนื่องจากหากเกิดความรุนแรงเหมือนช่วง เม.ย.ที่ผ่านมา อาจทำให้กลไกการทำงานด้านเศรษฐกิจที่ต้องอาศัย "รัฐบาล" ในการขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐเกิดอาการสะดุดไม่สามารถทำตามแผนการลงทุนที่วางไว้ โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวผ่านจุดต่ำสุดคงยาก

โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการ ขนาดใหญ่ที่รัฐบาลเตรียมไว้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ภายใต้แผนปฏิบัติการ "ไทยเข้มแข็ง 2555" ซึ่งมี เม็ดเงินรวม 1.56 ล้านล้านบาท จะต้อง ดีเดย์ลงทุนได้ตั้งแต่ 1 ต.ค.นี้ หรือในปีงบประมาณ 2553 ต้องลงทุนให้ได้ตามแผนที่มีวงเงิน 1.1 ล้านล้านบาท

"ถ้าการลงทุนภาครัฐตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ผมไม่ยืนยันว่าจีดีพีทั้งปีนี้จะติดลบแค่ 3.5% ตามที่ประมาณการไว้ เพราะฉะนั้นขอภาวนาให้ 6-7 เดือนนี้คงจะเป็นภาวะที่สงบให้กลไกด้านเศรษฐกิจเดินหน้าได้ เพื่อให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าเราซ้ำเติมเศรษฐกิจมากไปกว่านี้คง ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ในปี 2553 ถึงตอนนั้นคงต้องบอกพระเจ้าช่วย" ดร.อำพลกล่าว

ทั้งนี้สภาพัฒน์ได้ปรับประมาณการจีพีดีทั้งปี 2552 ติดลบ 2.5% ถึงติดลบ 3.5% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 0-1%

ฉะนั้นแนวโน้มเศรษฐกิจไทยระยะต่อไปจะฟื้นหรือฟุบ !

ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ ฟันธงว่า หัวใจสำคัญคือ "การลงทุนของภาครัฐ" เพราะในสถานการณ์ที่ยังมีความเสี่ยงทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โอกาสที่จะเห็นการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นค่อนข้างจะลำบาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยการลงทุนภาครัฐเป็นสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากนี้ไป เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้เอกชนลงทุนตาม และสถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศชดเชยภาคการส่งออกที่หดตัวไป ซึ่งไตรมาสแรกหดตัวไปแล้วกว่า 20% ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง อันดับแรก คือลดอัตราการใช้กำลังการผลิต ทำให้แรงงานถูกลดชั่วโมงการทำงาน หรือถูกเลิกจ้าง ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายภาคครัวเรือนลดลง 2.6% เป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 10 หรือตั้งแต่ปี 2540

ทั้งนี้แม้จีดีพีหดตัว 7.1% แต่หากคิดเป็นมูลค่ายังอยู่ที่ 8.5 ล้านล้านบาท เท่ากับ สิ้นปี 2550 ซึ่งสะท้อนว่ารายได้เรายังไม่ตก แต่มีฐานะแค่เพียงพออยู่พอกิน ซึ่งไม่เพียงพอในการสะสมทุนเพื่อลงทุนในโครงการที่พัฒนาการเจริญเติบโตและการแข่งขันของเศรษฐกิจในอนาคต

จึงขอย้ำ "การลงทุนภาครัฐ" คือหัวใจสำคัญฟื้นเศรษฐกิจ


ธปท.โต้มูดี้ส์ แบงก์ไทยแกร่ง

ธปท.โต้มูดี้ส์ แบงก์ไทยแกร่ง และฐานะการคลังไม่มีปัญหา

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่มมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส เตรียมทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของหนี้สินและเงินฝากของธนาคารในประเทศไทย 11 แห่ง ซึ่งมีแน้วโน้มที่จะลดอันดับความน่าเชื่อถือว่า สถาบันการเงินของไทยอยู่ในฐานะที่มั่นคงแข็งแรง เห็นได้จากสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสียง(บีไอเอส เรโช)ที่เฉลี่ยอยู่ประมณ 14-15% เพราะฉะนั้นไม่เห็นโอกาสทีจะมีปัญหา

ส่วนเรื่องฐานะการคลังของไทยแม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 40% ของจีพีพี แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆมอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน จะพบว่าประเทศอื่นๆมีหนี้สาธารณะมากกว่าเกือบทั้งนั้น

"แม้เราจะใช้มาตรการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่คิดว่าเราจะมีปัญหาหนี้สาธารณะในอีก 2-3 ปี และแม้หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นในอนาคตแต่ไม่น่าจะเกิน 60% ซึ่งหากมาตรการการลงทุนภาครัฐมีประสิทธิภาพ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ ในที่สุดก็จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดลง เพราะฉะนั้นฐานะการคลังและหนี้สาธารณะไม่น่าเป็นประเด็น"


′มูดี้ส์′เล็งหั่นเครดิต11แบงก์ไทยเหตุประเมินศักยภาพการคลังรัฐบาลลดลง

มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส เตรียมทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของหนี้สินและเงินฝากของธนาคารในประเทศไทย 11 แห่ง ซึ่งมีแน้วโน้มที่จะลดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยธนาคารดังกล่าวได้แก่ ธ.กรุงเทพ (BBL), ธ.กรุงศรีอยุธยา (BAY), ธ.กสิกรไทย (KBANK), ธ.กรุงไทย (KTB), ธ.ไทยพาณิชย์ (SCB), ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) (SCBT), ธ.ทหารไทย (TMB), ธ.นครหลวงไทย (SCIB), ธ.ยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ แบงก์ (UOBT), ธ.เพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่ง ประเทศไทย (EXIMT) และธ.อาคารสงเคราะห์ (GHB)

แคโรลีน ซีท ผู้ช่วยรองประธานและนักวิเคราะห์ของมูดี้ส์ กล่าวว่า การทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของหนี้สินและเงินฝากนั้น จะมีการพิจารณาที่บริบทของความสามารถของไทยในการให้การสนับสนุนระบบการธนาคารของประเทศให้สอดคล้องกับความสามารถในการดูแลหนี้สินของรัฐบาล อันเนื่องมาจากผลพวงของวิกฤตเศรษฐกิจและสินเชื่อทั่วโลก

"มูดี้ส์เชื่อว่า รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะให้การสนับสนุนระบบการธนาคารของประเทศอยู่แล้ว ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องดูแลเรื่องหนี้สินของตนเอง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารได้รับประโยชน์จากการยกระดับ อันเนื่องมาจากการให้การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ดี ขณะที่วิกฤตการเงินยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสามารถของประเทศและธนาคารกลางของประเทศในการให้การสนับสนุนธนาคารในประเทศดำเนินการสอดคล้องกับความสามารถในการดูแลหนี้สินของรัฐบาลนั้น ถือเป็นเรื่องที่ถูกกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ"



Template by - Abdul Munir | Blogging4