17 กรกฎาคม 2552

เศรษฐกิจจีนขยายตัวเพิ่มขึ้น

เศรษฐกิจจีนขยายตัวเพิ่มขึ้น
จุดความหวังโลกฟื้นตัว



ปักกิ่ง 16 ก.ค.-เศรษฐกิจจีนไตรมาส 2 ของปีนี้ขยายตัวมากกว่าไตรมาสแรก อันเป็นผลจากการที่ทางการเพิ่มการใช้จ่ายและธนาคารเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ ก่อให้เกิดความหวังว่าจีนจะช่วยนำพาเศรษฐกิจโลกให้พ้นจากภาวะถดถอยได้

ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในไตรมาส 2 ของปีนี้ขยายตัวร้อยละ 7.9 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.1 ในไตรมาสแรก และสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 7.5 ถือว่าขยายตัวมากที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจใหญ่ ส่วนยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายนปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากเดือนเดียวกันปีก่อน แม้สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนออกตัวว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แต่รัฐบาลและเศรษฐกรหลายคนเชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวได้ร้อยละ 8 ตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นเกณฑ์ต่ำสุดที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำหนดไว้เพื่อคงอัตราว่างงานไม่ให้เพิ่มขึ้น

เศรษฐกิจจีนขยายตัวหลังจากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 4 ล้านล้านหยวน (ราว 20 ล้านล้านบาท) และส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากเป็นประวัติการณ์


สำนักข่าวไทย

ให้เลือกเล่นหุ้นบางตัว

ให้เลือกเล่นหุ้นบางตัว


สภาพตลาดหุ้นไทยโดยรวมยังแกว่งตัวตามดัชนีตลาดหุ้นในต่างประเทศเป็นหลัก โดยมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมีเข้ามาหนุนตามการคาดการณ์ว่าผลดำเนินงานใน Q2 จะยังออกมาดี แต่ด้วยเรามองว่าตั้งแต่กลางเดือนนี้ถึงปลายเดือนตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญกับความผันผวนในอีกหลายเรื่อง

อย่างผลการดำเนินงาน Q2 ของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะทยอยออกในปลายอาทิตย์นี้หรือต้นอาทิตย์หน้า ยังออกมาชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับ Q1 จากฐานข้อมูลของ IBES ปรากฏว่าหุ้นใหญ่ในกลุ่มธนาคาร ผลดำเนินงานที่ออกมาจะต่ำกว่าใน Q1

นำโดย BBL ที่คาดว่าค่า EPS จะอยู่ที่ 2.29 เทียบ Q1 ที่ 2.55 บาท
KBANK คาดว่า EPS อยู่ที่ 1.29 เทียบ Q1 ที่ 1.59 บาท
SCB คาดว่า EPS จะอยู่ที่ 1.49 เทียบ Q1 ที่ 2.23 บาท
และ KTB ที่คาดว่า EPS จะอยู่ที่ 0.11 เทียบ Q1 ที่ 0.24 บาทต่อหุ้นตามลำดับ

หุ้นธนาคารที่กำไรจะออกมาดี ยังคงเป็นหุ้นเล็กอย่าง BAY SCIB และ TISCO

นอกจากผลกระทบจากการประกาศงบ Q2 ของธนาคารพาณิชย์แล้ว ความเสี่ยงยังอยู่ที่การประกาศงบ Q2 ของหุ้นสถาบันการเงิน และบริษัทยักษ์ใหญ่ในดาวโจนส์ ที่จะทยอยประกาศออกมาในปลายอาทิตย์นี้ จากฐานข้อมูลจาก IBES ปรากฏว่าจะมีเพียง IBM เท่านั้นที่กำไรออกมาสูงกว่าใน Q1 นอกนั้นลดลงหมด ประกอบด้วย JPM/GE/Citigroup/Bank of America ส่วน Morgan Stanley จะประกาศในวันที่ 22 มิ.ย. กำไรก็ลดลงเมื่อเทียบกับ Q1 จากตัวเลขการประมาณการของ Thomson ถึงผลดำเนินงาน Q2 ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จดทะเบียนในดัชนี S&P 500 ปรากฏว่าจะลดลงประมาณ -36% (Revised วันที่ 2 มิ.ย.) เทียบกับการประมาณการครั้งแรกที่ -32% (วันที่ 1 เม.ย.) กลุ่มที่กำไรถูกปรับลดลงมากที่สุดคือวัสดุ (Material) คือ -79% (จากเดิมที่ -63%) กลุ่มพลังงานลดลง-65% (จากเดิมที่-61%) กลุ่มสถาบันการเงิน ลดลง-52% (จากเดิมที่-40%) และสุดท้ายคือกลุ่มอุตสาหกรรมลดลง-42% (จากเดิมที่ -34%) ส่วนกลุ่มที่มีการปรับให้ดีขึ้นคือ กลุ่มสื่อสาร คือ -16% จากเดิมที่-21% แรงส่งตรงนี้เองที่ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าซื้อหุ้นกลุ่มสื่อสารทั่วโลก

จากภาพที่กล่าวมาข้างต้น เรามองว่าดัชนีดาวโจนส์ และ S&P 500 น่าจะยังได้รับผลกระทบจากการประกาศผลดำเนินงานใน Q2 ที่จะออกมาไม่ดีกว่า Q1 ดังจะเห็นได้จากดัชนีดาวโจนส์ช่วงหลังๆ แกว่งตัวแคบลงทุกวัน ส่วนการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจในช่วงหลังๆ แม้บางตัวเลขจะเริ่มดีขึ้น แต่ตลาดกลับไม่ให้ความสำคัญมากนัก โดยช่วงหลังๆ ตลาดดาวโจนส์จะให้ความสนใจกับตัวเลขการบริโภคกับการจ้างงานนอกภาคเกษตรเป็นพิเศษ ซึ่งสองตัวเลขนี้กลับยังไม่ดีขึ้นอย่างที่คาดไว้ ดังนั้นการดีดตัวกลับของดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ในช่วงที่ผ่านมาน่าจะมาจากเหตุผลของ เทคนิค ที่ดัชนีลงมาหลายวันแล้วดีดตัวกลับ

หากบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้เริ่มเงียบและซึมลง การลงทุนก็จะกลับไปคึกคักในหุ้นเล็กและกลางที่พื้นฐานยังพอไปได้ แต่ยังมีแรงกดดันจากเหตุการณ์บางอย่าง โดยหุ้นที่เราเลือกมามีทั้งหมด 9 ตัว (ซึ่งเคยแนะนำไปแล้วทั้งหมด) จุดที่เลือกหุ้นเหล่านี้มาจาก

1.สภาพตลาดจะเริ่มเอื้ออำนวย

2.พื้นฐานทั้ง 9 ตัวจะเริ่มพื้นตัวดีขึ้นตามลำดับในครึ่งปีหลัง (TASCO/ESSO)

3.ผลดำเนินงาน Q2 เกือบทุกตัวมีกำไร

4.บางบริษัทได้ประโยชน์จากปัจจัยแวดล้อมอย่าง ราคาน้ำมันปรับตัวลง ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งขึ้น (TPIPL/THAI) ได้ประโยชน์จากการระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 (BGH/BH/BEC) หรือแม้แต่ได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือของภาครัฐ (THAI) หรือนโยบายของรัฐอย่าง 3จี (TRUE)

5.มีข่าวในบริษัท (SCIB) และ สุดท้ายราคาหุ้นในหลายๆ ตัวปรับตัวลงไปลึกมากนับตั้งแต่ต้นเดือนก.ค. ถึงปัจจุบัน จนระดับราคาหุ้นในปัจจุบันเริ่มน่าสนใจอย่าง THAI/TRUE

จากทั้งหมด 10 บริษัท หุ้นที่ซื้อเพื่อการลงทุนมี 4 ตัว คือ BGH/BH/THAI/BEC ส่วนอีก 5 ตัว เล่นเก็งกำไร คือ TPIPL/TRUE/ SCIB/TASCO/ ESSO ราคาเป้าหมายทั้ง 5 ตัวอยู่ที่ 6.7/2.7/20/15.3/6.7 บาท ตามลำดับ

สำหรับในส่วนของ THAI แม้ราคาหุ้นจะยังถูกกดดันจากพื้นฐาน และการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 แต่หลังจากที่ DD คนใหม่เข้ามาทำงาน และออกมาตรการ โดยช่วงแรกผ่านการลดค่าใช้จ่าย และการโปรโมทการขายตั๋วในการเดินทาง แล้วหลังจากนั้นเราคงจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น จุดดีของหุ้นสายการบินในช่วงที่เศรษฐกิจโลกค่อยๆ ฟื้นตัว เมื่อเทียบกับหุ้นขนส่งทางเรือ คือ ไม่มีข้อจำกัด เรื่องของ Supply กล่าวคือ แม้หุ้นเดินเรือจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจแต่สุดท้าย บรรดาหุ้นกองเรือ จะต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่คือ การเข้ามาของกองเรือใหม่ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่กลางปีนี้ ถึงปีหน้า นั่นก็หมายถึง ค่าระวางจะไม่ขึ้นมากอย่างที่คิด


---------------------------------------------
ที่มา...บล.ซิกโก้ นักวิเคราะห์ เกียรติก้อง เดโช


หุ้นเดินเรือ!!

หุ้นเดินเรือ!!

ดัชนีหุ้นวันที่ 16 ก.ค.52 ปิดที่ 582.74 จุด ลดลง 5.12 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 20,464.97 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,754.18 ล้านบาท

หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด PTTAR ปิดที่ 17.80 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง, PTT ปิดที่ 221 บาท ลดลง 2 บาท, TTA ปิดที่ 21.70 บาท ลดลง 0.40 บาท, BANPU ปิดที่ 312 บาท ลดลง 4 บาท และ PTTEP ปิดที่ 126 บาท ลดลง 1 บาท

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ชี้ว่าความกังวลของนักลงทุนจากประเด็นการเมือง หลัง กกต.มีมติชี้ขาดให้ 13 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จาก 28 คนขาดคุณสมบัติจากการเป็น ส.ส. กรณีถือครองหุ้นสัมปทานรัฐ ส่งผลให้ตลาดปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนเพราะมีผลถึงเสถียรภาพของรัฐบาลหลังจากนี้ และอาจกระทบบรรยากาศการลงทุนที่นักลงทุนต้องจับตาดูสถานการณ์ต่อจากนี้

ดังนั้นจึงมองทิศทางตลาดว่ามีโอกาสปรับตัวลงและเข้าใกล้การพักฐาน!!

แนะกลยุทธ์ ให้นักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้นและรอซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวลง ด้านเทคนิคดัชนีมีโอกาสปรับตัวลงทดสอบจุดต่ำสุดที่ 560 จุด แต่หากดัชนีดีดตัวขึ้นแนะให้ขายทำกำไร โดยแนวรับแต่ละระดับอยู่ที่ 580-575 จุด และ 570 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 590-597
จุด

ปิดท้าย หุ้นกลุ่มเดินเรือกลับมาดี๊ด๊าหลังดัชนีค่าระวางเรือ (BDI) ขยับขึ้น 227 จุด มาปิดที่ 3,324 จุด ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กลับมาแนะเก็งกำไรหุ้นกลุ่มเดินเรือยกกลุ่ม โดยหุ้น TTA เป็นกัปตันนำทีม RCL และ PSL

นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส มองสัญญาณทางเทคนิคของ TTA-PSL-RCL ระยะสั้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น แนะกลยุทธ์ ให้เก็งกำไรได้ แต่ TTA ปรับขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว จึงควรระมัดระวังแรงขายทำกำไร โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 21.50 บาท แนวต้าน 22.80 บาท และ 23.80 บาทแต่หากราคาหลุดต่ำกว่าแนวรับแนะให้ตัดใจขายตัดขาดทุน

ขณะที่ บล.เอเซียพลัส คงน้ำหนักกลุ่มเดินเรือ "มากกว่าตลาด" และเลือก TTA เป็นหุ้น Top Pick โดยระบุว่า ดัชนี BDI เริ่มปรับตัวขึ้นอีกครั้งเพื่อทดสอบที่ระดับ 4,000 จุด!!

อินเด็กซ์ 51

16 กรกฎาคม 2552

รฟม.คาดต่อรองสายสีม่วงสัญญา 3 เสร็จสัปดาห์นี้

รฟม.คาดต่อรองสายสีม่วงสัญญา 3 เสร็จสัปดาห์นี้
กระทรวงคมนาคมรายงานว่า ภายในสัปดาห์นี้ คณะกรรมการต่อรองราคาโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ที่มีนายชัยสิทธ์ คุรุรัตน์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นประธาน จะเจรจาต่อรองราคากับเอกชนในสัญญาที่ 3 กับกลุ่มพีเออาร์จอยท์เวนเจอร์ได้เสร็จสิ้นภายนในสัปดาห์นี้ โดยคาดว่าจะต่อรองได้ใกล้เคียงกับสัญญาที่ 1 และสัญญาที่ 2 หรือมากกว่า 12% จากที่เอกชนเสนอราคาต่ำสุดที่ 6,399 ล้านบาท



สำหรับ กลุ่มพีเออาร์จอยท์เวนเจอร์ ประกอบด้วย บมจ. แอสคอน คอนสตรัคชั่น ,บมจ. เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง และบริษัท รวมนครก่อสร้าง โดยสัญญาที่ 3 จะเป็นงานก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดรถซึ่งมีพื้นที่รองรับการก่อสร้างไว้แล้ว

ด้านนายชูเกียรติ โพธยานุวัตร ผู้ว่าการ รฟม.เชื่อว่าหลังจากที่ได้มีการต่อรองเจรจาทั้ง 3 สัญญา จะทำให้วงเงินการก่อสร้างงานโยธา ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ อยู่ในกรอบประมาณ 32,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับระบบวางราง อีก 4,000 ล้านบาท ก็ยังอยู่ในกรอบที่ ครม.อนุมัติไว้ที่ 36,055 ล้านบาท

โดยในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ รฟม.เตรียมเสนอให้คณะกรมการ รฟม.อนุมัติผลการประกวดราคารถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ สัญญาที่ 2 และ สัญญาที่ 3 จากนั้นส่งให้กระทรวงคมนาคมนำเสนอให้ครม.อนุมัติทั้ง 3 สัญญาต่อไป




ธปท.คงดอกเบี้ย 1.25% ชี้ ศก.เริ่มฟื้น

ธปท.คงดอกเบี้ย 1.25% ชี้ ศก.เริ่มฟื้น


แบงก์ชาติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% หลังเห็นสัญญาณเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ไม่มีแรงกดดันทั้งเงินเฟ้อและเงินฝืด ในขณะที่ขอบเขตความรุนแรงไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งสถานการณ์การเมือง ระบุ 24 ก.ค.นี้ รู้ผลว่าปรับหรือไม่ปรับจีดีพี


นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า ที่ประชุมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 1 วันไว้ที่ 1.25% เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การเงินระหว่างประเทศปรับตัวในทิศทางดีขึ้น หลังจากที่หลายประเทศใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและนโยบายกระตุ้นทางการคลังทำให้เศรษฐกิจโลกเริ่มขยายตัว ซึ่งในส่วนของไทยมีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้น เห็นได้จากมาตรการการคลังของรัฐบาลเริ่มเห็นผลมากขึ้น ส่วนนโยบายการเงินยังคงผ่อนคลาย ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยขยายตัวในอนาคต

สำหรับปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยคือ เรื่องไข้หวัดใหม่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งไม่รู้ว่าขอบเขตการแพร่ระบาดจะรุนแรงแค่ไหน รวมทั้งปัญหาการเมืองภายในประเทศอาจทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น ซึ่งจะกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ว่าจะฟื้นตัวในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม กนง.จะติดตามสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินที่เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวในอนาคต ส่วนการปรับผลิตภัณฑ์มวลรวมรายได้ในประเทศ หรือจีดีพี ในปีนี้หรือไม่ ต้องรอประกาศตัวเลขเงินเฟ้อในวันที่ 24 ก.ค.นี้ก่อน ซึ่งขณะนี้เงินเฟ้อก็ยังติดลบ 4%

นายไพบูลย์ กล่าวย้ำว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณเป็นบวก เห็นได้จากตัวเลขการผลิต การอุปโภคบริโภค ที่อยู่อาศัยหดตัวลดลง ซึ่งเห็นว่าการที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ต้องมีจุดต่ำสุดก่อน ส่วนภาวะเศรษฐกิจโลกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าจะฟื้นตัวในปีหน้า และทุกฝ่ายเห็นว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้น แต่จะยั่งยืนหรือไม่ต้องดูกันต่อไป โดยเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรปเริ่มดีขึ้น แต่ยอมรับว่าปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะกระทบต่อการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของประชาชน และพร้อมจะลดดอกเบี้ยนโยบายหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงและเกิดปัจจัยเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจไทย

“ตอนนี้ยังไม่มีแรงกดดันเรื่องเงินเฟ้อ เงินฝืด เพราะเงินเฟ้อยังติดลบ 4% อยู่ ซึ่ง กนง.ไม่ได้ตกใจ เพราะส่วนใหญ่มาจากมาตรการรัฐ และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ กนง.ไม่ปรับดอกเบี้ยนโยบาย บวกกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณที่มีเสถียรภาพมากขึ้น หากเศรษฐกิจโลกยังมีแรงเหวี่ยงไปได้ก็ยิ่งไม่มีแรงกดดัน”

เขากล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบ และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 0-3.5% ในขณะนี้ เป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนของรัฐบาล ซึ่งหากไม่มีมาตรการดังกล่าว เชื่อว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่เป็นบวก ดังนั้นเศรษฐกิจไทยขณะนี้ จึงยังไม่มีประเด็นทั้งในเรื่องเงินเฟ้อและเงินฝืด

"เรายังไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ หรือว่าดอกเบี้ยต่ำสุดแล้ว และไม่ต้องปรับดอกเบี้ยนโยบาย เพราะไม่มีประเด็นทั้งเรื่องเงินเฟ้อและเงินฝืด" นายไพบูลย์กล่าว

ส่วนการออกพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลวงเงิน 80,000 ล้านบาทนั้น ไม่ทำให้สภาพคล่องเกิดความตึงตัว เพราะนำเงินมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ แต่ถ้ามีปัญหาเงินตึงตัวจริง ธปท.พร้อมจะอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ ส่วนกรณีธนาคารพาณิชย์ระดมเงินฝากด้วยการจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูงนั้น เป็นเรื่องปกติของการแข่งขันตามกลไกตลาด

ด้าน น.ส.เกวลิน หวังพิชญาสุข เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้ความเห็นผ่านรอยเตอร์ กรณี กนง.คงอัตราดอกเบี้ยอาร์พีว่า แม้จะเชื่อว่าเศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่การฟื้นตัวยังคงจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ยังคงต้องจับตาต่อไป

"เรายังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากๆ ของการฟื้นตัว และถ้าคุณมองถึงความเสี่ยง เช่น ไข้หวัด และความไม่แน่ใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมาก ทั้งนี้ เราคาดว่า อาจจะได้เห็นการปรับขึ้นของดอกเบี้ยได้ในช่วงกลางปีหน้าหรือในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า"

ด้าน น.ส.นุชจรินทร์ ปัณรส นักเศรษฐศาสตร์ บล.พัฒนสิน มองว่า อาจจะมีความเอนเอียงในทางผ่อนคลายมากขึ้นในนโยบายการเงิน ถ้ามีความเสี่ยงขาลงใดๆ เพิ่มขึ้น เช่น การแพร่ระบาดของไข้หวัด และสถานการณ์การเมืองในประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อน่าจะยังคงติดลบต่อไปในช่วงไตรมาส 3

"ในมุมมองของเรา ถ้าหากมีการปรับลดดอกเบี้ยลงในระยะอันใกล้ ดอกเบี้ยนโยบายน่าจะลดลงอีก 0.25% เนื่องจากระดับปัจจุบันถือว่าใกล้จุดต่ำสุดแล้ว และที่สุดแล้ว อัตราเงินเฟ้อจะเริ่มกลับมาเป็นบวกอีกครั้งในไตรมาส 4 การปรับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายคงยังไม่เกิดขึ้นได้เร็ว บางทีเราอาจจะได้เห็นการปรับขึ้นครั้งแรก ในช่วงประมาณครึ่งหลังของปี 2553"



คอลัมน์ จับกระแส

คอลัมน์ จับกระแส

- ช่วงนี้งานหลักของตลาดหลักทรัพย์ฯคือ ควงโบรกเกอร์เดินสายโรดโชว์กันฮึ่มๆ ล่าสุด (7-8 ก.ค.) ตลท.ร่วมกับ บล.ทิสโก้และ ดอยซ์แบงก์ จัดงาน "DBTisco Roadshow in UK" พบนักลงทุนสถาบัน 25 แห่งที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธาน ตลท.กล่าวว่า นักลงทุนให้ความสนใจจะลงทุนเพิ่ม หลังได้รับข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่รัฐมีนโยบายจะลงทุนโครงการต่างๆ ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 และการเมืองก็มีเสถียรภาพ ขณะที่ผลประกอบการ บจ.ดีขึ้น พร้อมกันนี้ยังมีผู้บริหารจาก บจ. 5 แห่ง จากเจริญโภคภัณฑ์อาหาร, เซ็นทรัลพัฒนา, ไออาร์พีซี, ปตท.เคมิคอล และซีพีออลล์ร่วมให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ด้วย

- ข่าววุ่นๆ ของ แบงก์ไทยพาณิชย์ ปรับโครงสร้างภายในกันอยู่นั้น ล่าสุดแบงก์เตรียมจัดตั้งบริษัทลูกมาติดตามทวงหนี้ให้กับกลุ่มแบงก์ไทยพาณิชย์อย่างครบวงจร โดยจะถือหุ้นเอง 100% และจะโอนย้ายพนักงานไปยังบริษัทใหม่ 1 ส.ค.นี้ พร้อมกับได้รับสิทธิเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ต่างๆ เทียบเท่ากับการเป็นพนักงานธนาคารทุกประการ ทั้งจะนับอายุการทำงานต่อเนื่องด้วย พนักงานวางใจได้เพราะงานนี้ "กรรณิกา ชลิตอาภรณ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่แบงก์ใบโพธิ์บอกมาเช่นนี้...จ้า

- รุกอีกแล้ว แบงก์นครหลวงไทย จัดแคมเปญกระตุ้นยอดสินเชื่อบ้าน "Home (Loan) Sweet Home" หรือ "สินเชื่อบ้านธนาคารนครหลวงไทย สร้างความสุขให้ กับบ้านคุณ" สำหรับผู้ยื่นคำขอกู้วงเงินตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป และได้รับการอนุมัติพร้อมยื่นจดจำนองกับธนาคารตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.-31 ส.ค.นี้ จะได้รับบัตรกำนัลสำหรับอบรมหลักสูตรทำเบเกอรี่หรืออาหาร 1 หลักสูตร (2 เมนู) มูลค่า 1,500 บาท ที่โรงเรียนศิลปะการทำเบเกอรี่และอาหาร (IBAF) ของบริษัทอิมพีเรียลศูนย์ศิลปะการทำเบเกอรี่และอาหาร จำกัด โดยคาดว่าปีนี้จะปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้า ไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท หลังครึ่งปีแรกปล่อยสินเชื่อแล้วกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท

- ขึ้นชื่อว่า "สถาบันการเงิน" ใครๆ ก็ตราหน้าว่า เป็นนายทุนที่ทำธุรกิจโดยมุ่งเน้นทำกำไรสูงสุด แต่กระแส CSR ที่ค่อนข้างมาแรงในยุคนี้ทำให้สถาบันการเงินไทยทั้งระบบซึ่งรวมถึงสาขาธนาคารต่างประเทศในไทยหันมาสนใจเรื่อง CSR อย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น และเพื่อให้เกิดพลังกิจกรรมนี้จึงเตรียมจัดตั้ง "ชมรมเครือข่ายสถาบันการเงินคุณธรรมเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม" ซึ่งจะมีพิธีลงนามให้สัตยาบันกันในวันที่ 30 ก.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี...งานนี้ คงต้อง "ลุ้น" ว่าสังคมจะได้อะไรบ้าง นอกเหนือการลดอัตราดอกเบี้ย !

- ก.ล.ต.ลั่นกลองเรียกผู้ถือหุ้นบมจ.สแกนดิเนเวียลีสซิ่ง (SCAN) เข้าประชุมผู้ถือหุ้นที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 ก.ค.นี้ เพื่อใช้สิทธิออกเสียงในการรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เนื่องจากคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบของ SCAN รวมทั้งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ ที่ระบุชัดเจนว่าผู้ถือหุ้น SCAN ไม่ควรอนุมัติให้ SCAN เข้าซื้อหุ้นบมจ.เดวา ดีเวลลอปเม้นท์ มูลค่า 543.57 ล้านบาท ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อ SCAN หลายประเด็น อาทิ เดวาฯขาดทุนรายได้ในอนาคตยังไม่แน่นอน มีหนี้สูง และยังมีปัญหาการส่งมอบบ้านเอื้ออาทรล่าช้า ขณะที่ราคาหุ้นเดวาฯที่ซื้อ 0.85 บาท/หุ้น สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่อยู่ 0.36 บาท

Template by - Abdul Munir | Blogging4