30 เมษายน 2552

WHOยกระดับ5เตือนภัยหวัดเม็กซิโก

WHOยกระดับ5เตือนภัยหวัดเม็กซิโก



วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552 07:06


ชื่อ:  ScreenHunter_770.gif ครั้ง: 389 ขนาด:  43.1 กิโลไบต์

หวัดเม็กซิโกตายพุ่ง160 WHO ยกระดับ5เตือนภัยแพร่อย่างน้อย 2 ประเทศ ติดจากคนสู่คน

นางมาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศหลังการประชุมฉุกเฉินของคณะนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดที่เกิดจากไข้หวัดใหญ่ ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันพุธตามเวลาท้องถิ่นว่า ได้เพิ่มระดับการเตือนภัยไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกจากระดับ 4 เป็น 5 จากทั้งหมด 6 ระดับแล้ว บ่งชี้ว่าไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกใกล้จะเกิดการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก ทั้งนี้ระดับ 5 หมายถึงไวรัสแพร่ไปอย่างน้อย 2 ประเทศ และกำลังเกิดการระบาดเพิ่มมากขึ้น ส่วนระดับ 6 หมายถึงระบาดเพิ่มมากขึ้นอย่างน้อย 2 ภูมิภาคของโลก และกำลังเกิดการระบาดไปทั่วโลก



การตัดสินใจของ WHO มีขึ้นขณะมีการยืนยันจำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้ 7 คน จากผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าเกิดจากโรคนี้ในเม็กซิโกรวม 159 คน และพบผู้เสียชีวิตนอกเม็กซิโกคนแรกเป็น เด็กชายชาวเม็กซิโกวัย 23 เดือน ซึ่งไปเสียชีวิตที่รัฐเท็กซัส ขณะเดียวกันก็มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าติดโรคนี้ 19 คนจากผู้ป่วยต้องสงสัยรวมทั้งหมด 2,498 คนในเม็กซิโก ส่วนในประเทศมีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้ว 93 คนในสหรัฐฯ,16 คนที่แคนาดา, 14 คนที่นิวซีแลนด์, 5 คนที่อังกฤษ, 3 คนที่เยอรมนี, 10 คนที่สเปน, 2 คนที่อิสราเอล และ 1 คนที่ออสเตรีย

ผู้อำนวยการ WHO กล่าวว่า การเพิ่มระดับเตือนภัยไข้หวัดเม็กซิโกในครั้งนี้เป็นสัญญานเตือนรัฐบาลทั่วโลกให้เร่งดำเนินการสกัดกั้นการแพร่ระบาดอย่างเร่งด่วน และทุกประเทศควรดำเนินการพร้อมกันในทันที อย่างไรก็ตาม นางชานเชื่อว่ารัฐบาลทั่วโลกเคยมีประสบการณ์กับการแพร่ระบาดครั้งใหญ่มาแล้ว รวมถึงไข้หวัดนก จึงเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ได้

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนลงความเห็นว่าเศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบจากไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกไม่น้อยไปกว่าเมื่อครั้งที่โรคซาร์สระบาดในปีพ.ศ.2546 โดยขณะนี้เม็กซิโกต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่ ล่าสุดนายอาร์ทูโร่ เมนดิคัทที ประธานหอการค้า บริการ และการท่องเที่ยวของเม็กซิโก ประเมินว่าการปิดโรงภาพยนตร์ งานสังคม ไนท์คลับ พิพิธภัณฑ์ต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก ทำให้กรุงเม็กซิโก ซิตี้ ได้รับความเสียหายมูลค่าอย่างน้อย 777 ล้านเปโซ หรือ 57 ล้านดอลลาร์ต่อวัน



ดาวโจนส์พุ่งกว่า 160 จุด

ดาวโจนส์พุ่งกว่า 160 จุด หลังเฟดระบุ ศก.สหรัฐชะลอตัวน้อยลง

นิวยอร์ก 30 เม.ย.-ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นกว่า 160 จุด หลังเฟดระบุเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มที่จะผ่อนคลายลงแล้ว

ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีพุ่งขึ้นต่อเนื่อง หลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ออกแถลงการณ์ในการประชุมสองวันที่ระบุว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐโดยรวมจะยังคงชะลอตัว แต่ทิศทางถือว่าน้อยลงมากกว่าเมื่อเดือนที่แล้ว ชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น ประกอบกับนักลงทุนเลือกที่จะมองข้ามปัจจัยลบอย่างตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกของปีนี้ ที่ดิ่งลงถึง 6.1%

Fed Holds Steady On Interest Rates
NEW YORK - APRIL 29: Traders work on the floor of the New York Stock Exchange moments before the Federal Reserve announcement on interest rates April 29, 2009 in New York City. The Fed left the federal funds rate unchanged at at 0% to 0.25%.

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.48 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 2,560 ต่อ 484
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.40 พันล้านหุ้น

ริชาร์ด คลิปส์ นักวิเคราะห์จาก Stifel Nicolaus ในกรุงนิวยอร์กกล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กคึกคักขึ้นทันทีหลังจากคณะกรรมการเฟดออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมเมื่อคืนนี้ว่า มีสัญญาณบ่งชี้บางอย่างที่บ่งชี้ว่าภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอาจจะทุเลาลง โดยเฟดระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวขึ้นปานกลางตั้งแต่เดือนมี.ค. ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาวะตึงตัวในตลาดการเงินเริ่มบรรเทาลงแล้ว นอกจากนี้ เฟดเชื่อว่าตลาดการเงินจะเริ่มมีเสถียรภาพขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลและเฟดร่วมมือกันใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและระบบการคลังภายในประเทศ

การแสดงความคิดเห็นในด้านบวกของเฟดช่วยให้ตลาดคลายความวิตกกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก (swine flu) และในการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0-0.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.ปีพ.ศ.2497 โดยมีเป้าหมายที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาะถดถอยนับตั้งแต่เดือนก.ย.ปีพ.ศ.2550

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ หลังจากเฟดคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวประมาณ 0.5-1.3% ในปีนี้ มากกว่าที่ได้มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะหดตัวเพียง 0.2-1.1% โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวตลอดทั้งปี 2552 ซึ่งเป็นสถิติที่หดตัวทั้งปีเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีและคาดว่าอัตราว่างงานในสหรัฐจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 8.5-8.8% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 7.1-7.6%

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกหดตัวลง 6.1% ต่อปี แต่รายงานระบุว่าการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น และสต็อกสินค้าคงคลังลดลง
ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกจำเป็นต้องเก็บสต็อกสินค้าเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ หุ้นแบงค์ ออฟ อเมริกาปิดบวก 6.5% หุ้นซิตี้กรุ๊ปิดบวก 8%

หุ้นโบอิ้งพุ่งขึ้น 4.4% ยูไนเต็ด เทคโนโลยีส์ปิดบวก 2%
ส่วนหุ้นวอล-มาร์ท ปิดพุ่งขึ้น 4.1% หลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาด

ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์
เพิ่มขึ้น 1.05 ดอลลาร์สหรัฐ ไปปิดที่ 50.97 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 8,185.73 จุด ปรับขึ้น 168.78 จุด หรือ 2.11%
ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,711.94 จุด ปรับขึ้น 38.13 จุด หรือ 2.28%
และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 873.64 จุด ปรับขึ้น 18.48 จุด หรือ 2.16%

ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,189.59 จุด ปรับขึ้น 93.19 จุด หรือ 2.27%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 4,704.56 จุด ปรับขึ้น 97.14 จุด หรือ 2.11%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,116.94 จุด ปรับขึ้น 65.92 จุด หรือ 2.16%

ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ปิดที่ 50.78 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปรับขึ้น 79 เซนต์

ขณะที่ราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก
ปิดที่ 899.80 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ปรับขึ้น 7 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนตลาดลอนดอน ปิดที่ 897.90 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ปรับขึ้น 4.30 ดอลลาร์สหรัฐ

ที่มา:สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์

เด้งดึ๋ง!!

เด้งดึ๋ง!!

ดัชนีหุ้นวันที่ 29 เม.ย. 52 ปิดที่ 483.50 จุด เพิ่มขึ้น 10.78 จุดมีมูลค่าซื้อขาย 14,543.94 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 141.83 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด PTT ปิดที่ 185 บาท เพิ่มขึ้น 4 บาท, BANPU ปิดที่ 282 บาท เพิ่มขึ้น 14 บาท, PTTEP ปิดที่ 101 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท, PTTAR ปิดที่ 14.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท และ SCC ปิดที่ 117.50 บาท เพิ่มขึ้น 9 บาท

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็งชี้ว่า เหตุที่หุ้นไทยปรับขึ้นแรงกว่า 10 จุด เป็นผลจากนักลงทุนคลายความกังวลเรื่องไข้หวัดหมูที่ยังไม่ได้แพร่ระบาดในเอเชีย

ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 1 ของปูนซีเมนต์ไทย (SCC) ที่ออกมาดีกว่าที่คาด โดยพลิกมามีกำไรหลังจากไตรมาส 4 ปี 51 ขาดทุน ทำให้ มีความคาดหวังว่า ผลประกอบการหุ้นกลุ่มอื่นๆโดยเฉพาะหุ้นพลังงานน่าจะออกมาดี ทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามาดันดัชนี

นอกจากนี้ ยังมีแรงซื้อหนาแน่นเข้ามาในหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะ UNIQ, PLE, ITD ซึ่ง บล.กิมเอ็งระบุว่า เกิดจากนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรหลังโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญา 2 จะเปิดซองประมูลเร็วๆนี้หลังสัญญา 1 ได้สรุปราคาค่าก่อสร้างแล้ว

ทั้งนี้ แนะเก็งกำไร CK ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 3.92 บาท, ITD ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 2.87 บาท และ STEC ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 3.54 บาท

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า หุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นมามาก พอสมควรแล้ว โดยปัจจุบันซื้อขายกันที่ P/E 11 เท่าเศษ ขณะที่ราคาหุ้นใหญ่ปรับขึ้นมาใกล้เต็มมูลค่าที่เหมาะสม ทำให้อัพไซด์ที่จะขึ้นได้อีกมีไม่มากจึงประเมินว่าดัชนีอาจปรับฐานลงได้

แนะกลยุทธ์ระยะสั้นให้ขายทำกำไร

ปิดท้ายสถาบันวิจัยนครหลวงไทยชี้ว่า ตลาดมีปัจจัยที่นักลงทุนยังวิตกขณะนี้คือ การที่เฟดจะประกาศการแก้ไขหนี้เสียของ 19 ธนาคาร วันที่ 4 พ.ค. ซึ่งล่าสุด 6 ใน 19 ไม่ผ่านการแก้ไขดังกล่าว ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลกหลังจากนี้.

อินเด็กซ์ 51


คาดหุ้นไทยมีลุ้นแตะ 488-490 จุด

บล. เกียรตินาคินคาดหุ้นไทยมีลุ้นแตะ 488-490 จุด แนะทยอยขายทำกำไร


วิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยในช่วงบ่ายวันนี้สามารถปิดทะยานขึ้นได้มากเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังมีปัจจัยบวกที่ประเทศจีนเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้าไปลงทุนในไต้หวันได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นต้นไป ประกอบกับการคาดการณ์ว่าตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯในช่วงไตรมาส 2/52 จะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาส 1/52 ทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ และวัสดุก่อสร้างค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ การที่บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ประกาศผลกำไรสุทธิของไตรมาส 1/52 ออกมาเกือบ 5.2 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ทำให้การซื้อขายในช่วงบ่าย ปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างโดดเด่น และมีโอกาสขึ้นไปแตะระดับ 488-490 จุดได้ในระยะนี้ จึงเป็นโอกาสทยอยขายทำกำไรออกมาได้

ส่วนสัปดาห์หน้าจะมีการประกาศผล Stress Test ที่จะบ่งชี้ว่าสถาบันการเงินใดในสหรัฐฯที่จะต้องเพิ่มทุน ก็อาจทำให้ดัชนีดาวโจนส์มีการพักตัวได้เช่นกัน

สำหรับสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโก จะมีผลต่อกระทบต่อตลาดหุ้นไทยน้อยกว่าโรคซาร์สและไข้หวัดนก ประกอบกับราคาหุ้นหลายตัวก็ยังมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับปี 2551 ทำให้ราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมายังลดลงไม่แรงนัก และยังควรติดตามความคืบหน้าของการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคด้วยว่าจะลุกลามไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียหรือไม่ ซึ่งอาจมีผลต่อหุ้นไทยมากกว่านี้




ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ ปิดเพิ่มขึ้น 10.78 จุด หรือ 2.28% มาอยู่ที่ 483.50 จุด
ด้วยปริมาณการซื้อขาย 14,543.94 ล้านบาท

- นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 805.40 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 137.24 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อย ขายสุทธิ 668.16 ล้านบาท


- Money Channel โดยวาสิฏฐี อนุกูล Email: wasittee@set.or.th

29 เมษายน 2552

บีทีเอสส่วนต่อขยายตากสิน

บีทีเอสส่วนต่อขยายตากสินปลุกราคาที่ดิน-คอนโดฯฝั่งธนฯ ยักษ์อสังหาฯเด้งรับผุดโครงการเพิ่ม



พื้นที่ฝั่งธนบุรีถึงก้าวจุดเปลี่ยนอีกครั้ง หลังกรุงเทพมหานคร (กทม.) เชื่อมเส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอสเดิมที่สิ้นสุดบริเวณสถานีตากสินไปยังฝั่งธนบุรี และถือฤกษ์ทดลองเดินรถเป็นทางการเมื่อ 01.00 น.วันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.เป็นประธาน ก่อนเปิดให้บริการจริงในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเข้าไปลงทุนพัฒนาโครงการล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อ 1-2 ปีก่อน เริ่มเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะค่ายพัฒนาที่ดินระดับบิ๊กแบรนด์ที่ต่างขยายฐานเจาะตลาดคอนโดมิเนียมในทำเลรถไฟฟ้าฝั่งธนฯ แบบซื้อเวลารออนาคต

ทั้งฉวยจังหวะจัดอีเวนต์ส่งเสริมการขายรับรถไฟฟ้าสายใหม่ การงัดกลยุทธ์ชะลอขายก่อนจะปรับราคา ขณะที่ผู้ประกอบการหลายรายวางแผนผุดโปรเจ็กต์ใหม่เพิ่ม เพื่อรองรับกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยติดแนวรถไฟฟ้าในโซนฝั่งธนฯ นอกจากนี้รถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ยังแผ่อานิสงส์ทำให้ราคาที่ดินในเขตคลองสาน ธนบุรี ภาษีเจริญ บางแค ฯลฯ ปรับเพิ่มขึ้น จนทำให้กรมธนารักษ์เตรียมปรับราคาประเมินที่ดินครั้งใหม่ ขณะที่ กทม.ก็พิจารณาปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินในผังเมืองรวม กทม.รองรับความเจริญเติบโตที่จะตามมา

@ บิ๊กแบรนด์แข่งลงทุนหมื่นล้าน

ผู้สื่อข่าว ""ประชาชาติธุรกิจ"" รายงานผลการสำรวจพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยายฝั่งธนฯ 2.2 กิโลเมตร พบว่ามีโครงการอสังหาฯเกิดใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่สถานีสะพานตากสิน สถานีเจริญนคร ไปจนสุดแนวส่วนต่อขยายใหม่ที่สถานีวงเวียนใหญ่ และแม้จะเลยแนวส่วนต่อขยาย 2.2 กิโลเมตรไป ก็ยังมีทาวน์เฮาส์ คอนโดฯ ฯลฯ เกาะแนวโครงสร้างเส้นทางส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและจะเปิดใช้ในอนาคตอีก 5.3 กิโลเมตรจนถึงสถานีปลายทางบางหว้า

ที่น่าสังเกตคือบริเวณโดยรอบ 2 สถานีหลักของส่วนต่อขยายใหม่ ส่วนใหญ่จะเป็นคอนโดฯขนาดความสูง 20-30 ชั้น กระจุกตัวหลายโครงการติดๆ กัน โดยเฉพาะบริเวณทางขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้า 2 ฝั่งถนน หลักๆ เป็นของรายใหญ่ทั้งแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, ควอลิตี้ เฮ้าส์, แสนสิริ และ ที.ซี.ซี.แคปปิตอลแลนด์ รวมทั้งอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่กำลังมาแรง โดยพัฒนาคอนโดฯแบรนด์ไอดีโอถึง 2 โครงการ นอกจากนี้มีคอนโดฯพาร์คแลนด์ ของค่าย

นารายณ์พร็อพเพอร์ตี้ รวมเบ็ดเสร็จเม็ดเงินลงทุนที่สะพัดอยู่ในทำเลนี้น่าจะไม่ต่ำกว่า 10,680 ล้านบาท เฉพาะจำนวนโครงการขนาดใหญ่ 7 โครงการ

@ สบช่องปรับราคาขายเพิ่ม

ความคืบหน้าด้านการขายและงานก่อสร้าง พบว่าโครงการส่วนใหญ่ก่อสร้างฐานรากเรียบร้อยแล้ว สำหรับการขายเกือบทุกโครงการยังมั่นใจว่าตลาดยังไปได้ดี แม้จะมีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง เพราะทุกโครงการขายดีและมียอดขายเกิน 50% แล้ว อย่างโครงการพาร์คแลนด์ ตากสิน-ท่าพระ ของนารายณ์พร็อพเพอร์ตี้ สูง 29 ชั้น 2 อาคาร ซึ่งชูคอนเซ็ปต์คอนโดฯหน้ากว้าง 7.5 เมตร พื้นที่ใช้สอย 35-40 ตร.ม. ราคาขายเฉลี่ย 50,000 บาท/ตร.ม. มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท เปิดขายมาตั้งแต่กลางปี 2551 ปิดการขายแล้ว 1 อาคาร ที่เหลือ 1 อาคาร ได้ชะลอการขาย และจะปรับราคาขายเพิ่มขึ้น

""เวลานี้ผู้บริหารสั่งให้ชะลอการขายห้องชุดส่วนที่เหลือ เพราะเกรงว่าในวันเปิดแกรนด์โอเพนนิ่งเร็วๆ นี้จะไม่มีสินค้าขายให้ลูกค้าที่เชิญร่วมงาน เพราะที่ผ่านมามีลูกค้ามาชมห้องตัวอย่างจำนวนมาก และส่วนใหญ่ตัดสินใจวางเงินจองทันที น่าจะมาจากอานิสงส์การเปิดใช้รถไฟฟ้า"" พนักงานขายประจำโครงการดังกล่าวบอกกับ ""ประชาชาติธุรกิจ""

เช่นเดียวกับที่อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จะปรับราคาขายไอดีโอทั้ง 2 โครงการขึ้นอีก 1,000 บาท/ตร.ม. โดยไอดีโอ สาทร-ตากสิน ขนาดพื้นที่ใช้สอย 25.5-80.5 ตร.ม. จำนวน 349 ยูนิต ปัจจุบันราคาขายเฉลี่ย 75,000 บาท/ตร.ม. และไอดีโอ บลูโคฟ สาทร จำนวน 266 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยเริ่มที่ 35 ตร.ม. ราคาขายเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท หรือ 73,0000 บาท/ตร.ม. ขายได้แล้ว 70%

@ ""คิวเฮ้าส์-แลนด์ฯ-ที.ซี.ซี.แลนด์-แสนสิริ"" แย่งเค้ก

ด้านควอลิตี้เฮ้าส์ ซึ่งพัฒนาคอนโดฯพร้อมอยู่ Q.House Condo Sathorn สูง 35 ชั้น จำนวน 533 ยูนิต ขนาดพื้นที่ใช้สอย 32-50 ตร.ม. และ 57-84 ตร.ม. ราคาขายเริ่มต้น 2.69 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 84,000 บาท/ตร.ม. ก็ฉวยจังหวะช่วงที่ กทม.เปิดให้บริการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายฝั่งธนฯ เปิดให้ลูกค้าที่สนใจจองสิทธิ์ซื้อห้องชุดในระหว่างวันที่ 25-26 เมษายนนี้ ส่วนคอนโดฯแบรนด์ Hive สูง 31 ชั้น 363 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 40-99.50 ตร.ม. ราคาขายเฉลี่ย/ตร.ม. 85,000 บาท ของแสนสิริ กำลังจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองซื้อตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2552 รับโทรทัศน์แอลซีดีขนาด 32 นิ้วทุกยูนิต

ขณะที่วิลล่า สาทร คอนโดมิเนียม ของ ที.ซี.ซี.แคปปิตอลแลนด์ บริษัทร่วมทุนระหว่าง ที.ซี.ซี.แลนด์ ของเจ้าสัว ""เจริญ สิริวัฒนภักดี"" กับแคปปิตอลแลนด์จากสิงคโปร์ คอนโดฯสูง 40 ชั้น ขนาดพื้นที่ใช้สอย 38-155 ตร.ม. จำนวน 660 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.9 ล้านบาท ซึ่งเปิดขายช่วงก่อนหน้านี้ ขณะนี้ขายได้แล้ว 95% เหลือแค่ 26 ยูนิต และ The Bangkok สาทร-ตากสิน คอนโดฯสร้างเสร็จก่อนขาย ของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่เปิดตัวในทำเลดังกล่าวเป็นรายแรกๆ จำนวน 214 ยูนิต ราคาขาย 85,000 บาท/ตร.ม. เหลือขายแค่ 2 ยูนิตสุดท้ายเช่นเดียวกัน ราคายูนิตละ 6.29 ล้านบาท

@ แลนด์ฯ+เพอร์เฟค ผุดโปรเจ็กต์เพิ่ม

แหล่งข่าวในวงการอสังหาฯเปิดเผยว่า นอกจาก The Bangkok สาทร-ตากสินแล้ว เร็วๆ นี้แลนด์ฯจะเปิดตัวคอนโดฯใหม่อีก 1 โครงการในโซนฝั่งธนฯ ทำเลที่ตั้งโครงการจะห่างจาก 4 แยกตากสินมุ่งหน้าไปถนนกัลปพฤกษ์เพียง 900 เมตร เป็นคอนโดฯสร้างเสร็จก่อนขายตามคอนเซ็ปต์ โดยจะเคาะราคาขายเริ่มต้น 80,000 บาท/ตร.ม.

""ขณะนี้แลนด์ฯอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะใช้แบรนด์ The Room หรือ The Bangkok เพราะโครงการนี้จะหรูขึ้นมาอีกหน่อย เพราะมีการใส่รายละเอียดลงไปค่อนข้างมาก ตามแปลนจะเปิดขายได้ต้นปี 2554""

ส่วนพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเปิดขายคอนโดฯเมโทร พาร์ค ที่เปิดตัวเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา และขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดขายโครงการเฟสที่ 3 ก็มีแผนจะลงทุนเปิดตัวโครงการใหม่ ทั้งคอนโดฯ, ทาวน์เฮาส์ โดยนายชายนิด โง้วศิริมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดเผยว่า เดือนพฤษภาคมนี้บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่บนถนนสาทรตัดใหม่ (กัลปพฤกษ์) ใกล้โครงการเมโทรพาร์ค (สาทรตัดใหม่) ที่เปิดขายอยู่ขณะนี้

@ บีทีเอสผู้โดยสารเพิ่ม 5 หมื่นคน

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานบริหาร บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ เปิดเผยว่า บริษัทกำลังหาซื้อที่ดินติดแนวรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยาย 2.2 กิโลเมตร และส่วนต่อขยายเฟสจากตากสิน-บางหว้า เพื่อมาพัฒนาอสังหาฯ เพราะดูแนวโน้มแล้วตลาดน่าจะไปได้ดีเหมือนทำเลแนวรถไฟฟ้าเส้นทางอื่นๆ ตัดผ่าน ที่สำคัญในอนาคตไลฟ์สไตล์คนฝั่งธนฯก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
""การเปิดใช้ต่อขยายมาฝั่งธนฯ แม้จะแค่ 2.2 กิโลเมตร ยอมรับว่าบีทีเอสได้อานิสงส์ด้วย ทำให้ปริมาณผู้โดยสารของบีทีเอสเพิ่มขึ้น ประมาณ 5 หมื่นคน เป็นกลุ่มเดิมที่ใช้ประจำ 3 หมื่นคนและกลุ่มใหม่ 2 หมื่นคน""

@ ราคาที่ดินเด้งรับขยับ 30-100%

นายแคล้ว ทองสม ผู้อำนวยการสำนักประเมินราคาทรัพย์สิน กรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า มีแผนจะปรับราคาประเมินที่ดินในทำเลรถไฟฟ้าฝั่งธนฯใหม่ เนื่องจากไม่ได้ปรับมานานแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างสำรวจ เพื่อให้สอดคล้องกับราคาตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปมาก สำหรับพื้นที่ที่ราคาประเมินจากปรับเพิ่มมากกว่าจุดอื่นๆ คือ เขตคลองสานและเขตธนบุรี อาจจะปรับมากกว่า 30% เพราะเป็นพื้นที่ที่แนวรถไฟฟ้าบีทีเอส 2.2 กิโลเมตรตัดผ่าน และเปิดให้บริการเป็นทางการแล้ว

@ กทม.คุมเข้มเตรียมปรับผังเมือง

ด้านนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า หลังเปิดให้บริการรถไฟฟ้าฝั่งธนฯเป็นทางการวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ที่จะเร่งดำเนินการ คือ ระบบฟีดเดอร์ ที่จะมารองรับสำหรับสถานีวงเวียนใหญ่ (S8) ได้จัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้มาใช้บริการ เช่น ลิฟต์ผู้พิการ ฯลฯ จัดให้มีจุดจอดแล้วจร (park & ride) และจุดเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสาร (PTI) พื้นที่สำหรับจอดรถแท็กซี่ รถตู้โดยสาร มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และรถบริการรับ-ส่ง (shuttle bus) จะมีทางเดินลอยฟ้า (sky walk) เพื่อเดินเชื่อมต่อกันระหว่างสถานี

นอกจากนี้กำลังให้สำนักผังเมือง กทม.พิจารณาปรับสีผังเมืองรวม กทม.ใหม่ เพื่อรองรับกับความเจริญเติบโตในอนาคต เพราะเห็นตัวอย่างมาจากบีทีเอสสายปัจจุบัน ที่พบว่ามีการพัฒนาตามแนวเส้นทางเกิดขึ้นมาก เนื่องจากฝั่งธนฯยังไม่เคยมีระบบขนส่งมวลชนมาก่อน การใช้ประโยชน์ที่ดินจึงต้องจัดให้

ตลาดหุ้นเชื่อไข้หวัดเม็กซิโกไม่กระทบ

ตลาดหุ้นเชื่อไข้หวัดเม็กซิโกไม่กระทบ


ตลาดหลักทรัพย์ไม่หวั่นไข้หวัดเม็กซิโกกระทบแรงซื้อ ระบุเข้าไตรมาส 2 วอลุ่มซื้อขายกระเตื้องแตะหลักหมื่นล้านบาท เตรียมประเมินเป้าหมายวอลุ่มและจำนวนไอพีโอประชุมบอร์ดครั้งหน้า ขณะที่วานนี้ดัชนีหุ้นผันผวนเหตุนักลงทุนกังวลไข้หวัดเม็กซิโก

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ไม่กังวลกับสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโกจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยปัจจุบันนี้ มูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นมา 9,800 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าในช่วง 2 เดือนแรกในต้นปี และในบางวัน มูลค่าการซื้อขายก็ปรับขึ้นสูงถึง 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับตัวสอดรับกับตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นทั่วโลก

"เท่าที่ติดตามมา นักลงทุนต่างประเทศเริ่มขายสุทธิลดลง และภาพของการซื้อสุทธิเริ่มมากขึ้น และจากการประชุมร่วมกันกับภูมิภาคก็เริ่มมีสัญญาณการลงทุนกลับเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย ตลาดหุ้นบางประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นไป 10-20% แล้ว ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับตลาดหุ้นไทยด้วย "

เธอกล่าวอีกว่า กรณีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโก แม้ตลาดหลักทรัพย์จะไม่กังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากนัก เพราะมองว่า การแพร่ระบาดยังไม่เข้ามาในประเทศไทย รวมทั้งภาครัฐได้ให้ความสำคัญและเข้ามาดูแล รวมถึงมีมาตรการต่างๆ ออกมาป้องกัน แต่ตลาดหลักทรัพย์ก็ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และจะไม่ละเลยปัจจัยนี้

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้นักลงทุนติดตามเกี่ยวกับประเด็นการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโก หรือ ไข้หวัดหมู รวมถึงติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

“ส่วนตลาดหุ้นในสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมา จากการติดตามข้อมูลก็พบว่าในช่วงแรกหุ้นในกลุ่มการบินและท่องเที่ยวก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน แต่หลังจากผ่านไประยะหนึ่งการซื้อขายก็กลับสู่ภาวะปกติ ผลกระทบจึงยังไม่รุนแรง ดังนั้น ก็ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปว่าจะควบคุมโรคได้เร็วแค่ไหน”

นางภัทรียา กล่าวอีกว่า จากเดิมที่ตลาดหลักทรัพย์จะประเมินเป้าหมายมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันสำหรับปีนี้ และจำนวนบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปีนี้ใหม่ ภายในไตรมาส 1 นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ในครั้งต่อไป

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ได้รับความสนใจมากขึ้น จากการที่มีตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) มาเป็นหนึ่งในทางเลือก โดยตลาดอนุพันธ์ ได้เปิดให้บริการมาครบ 3 ปีและได้รับความสนใจอย่างมาก มีปริมาณสัญญาซื้อขายต่อวัน เพิ่มขึ้นมากกว่า 60% หรือเพิ่มเป็น 8,600 สัญญาต่อวัน จากปีแรกที่เปิดดำเนินการที่มีปริมาณสัญญาซื้อขาย 100 สัญญาต่อวัน ขณะเดียวกัน จำนวนบัญชีก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2,000 บัญชี

“ในปีที่แล้ว มูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง 6% เทียบจากปี 2550 แต่ตลาดอนุพันธ์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 66% จากปี 2550 สะท้อนว่านักลงทุนให้ความสนใจ และใช้ตลาดอนุพันธ์เป็นการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น และสินค้าโกลด์ ฟิวเจอร์ส เพิ่มเข้ามาซื้อขาย ก็ยิ่งทำให้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งนี้ ปริมาณสัญญาซื้อขายของ SET50 Futures ยังมีปริมาณสัญญาซื้อขาย 90% มูลค่าอนุพันธ์อยู่”

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นวานนี้ (28 เม.ย.) ดัชนียังคงผันผวนทั้งแดนบวกและลบ ตามแรงเทขายหุ้นกลุ่มหลัก ทั้งพลังงานและธนาคาร เพื่อลดความเสี่ยงจากความกังวลไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโกจะลุกลามจนกระทบเศรษฐกิจ โดยระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่ 480.35 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 468.96 จุด จนมาปิดตลาดที่ 472.72 จุด ลดลง 2.27 จุด หรือคิดเป็น 0.48% ด้วยมูลค่าการซื้อขายคึกคัก 17,642.85 ล้านบาท

ด้านสัดส่วนการลงทุน แบ่งเป็น นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 140.09 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 479.36 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 619.45 ล้านบาท

นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บล.เคที ซีมิโก้ มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นช่วงเช้าปรับตัวขึ้นได้ตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น จากนั้นก็มีแรงเทขายทำกำไรออกมา ตามแรงเก็งกำไรหุ้นรายตัว ซึ่งน่าจะเป็นกระแสเงินจากนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนต่างชาติ หลังก่อนหน้านี้รายย่อยเป็นฝ่ายซื้อสุทธิมามากแล้ว

ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้ (29 เม.ย.) มองว่า ดัชนียังคงแกว่งตัวผันผวนคล้ายกับ 2 วันก่อน โดยต้องติดตามปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก เช่น จะมีการเพิ่มทุนของ แบงก์ ออฟ อเมริกา หรือไม่ และโรคไข้หวัดเม็กซิโกจะลากยาวจนเป็นปัญหากระทบเศรษฐกิจหรือไม่ โดยประเมินแนวรับที่ 465 จุด และแนวต้าน 485-490 จุด ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกลงทุนหุ้น 20 อันดับแรก โดยเน้นกลุ่มที่มีพื้นฐานดีและสภาพคล่องสูง


Template by - Abdul Munir | Blogging4