17 เมษายน 2552

Downgrades 4 Thai Banks

Fitch Downgrades 4 Thai Banks on Sovereign Downgrade

Fitch Ratings has today downgraded the international ratings of four Thai banks and revised the Outlook to Stable from Negative.

The action follows the downgrade of the Kingdom of Thailand's Long-term foreign and local currency Issuer Default Ratings (IDR) to 'BBB' from 'BBB+' and to 'A-' (A minus) from 'A', respectively, and the revision of the Outlook to Stable from Negative. The agency has also downgraded Thailand's Short-term foreign currency IDR to 'F3' from 'F2' and the Country Ceiling to 'BBB+' from 'A-' (A minus). The downgrades of Krung Thai Bank Public Company Limited (KTB) and Export Import Bank of Thailand (EXIM) reflect the weakening in the government's ability to provide support, in case of need. The Bank of Thailand's (BOT) Financial Institution Development Fund (FIDF) holds a 55% stake in KTB, while EXIM is fully owned by the Ministry of Finance.

The downgrades of Standard Chartered Bank (Thai) Public Company Limited (SCBT) and United Overseas Bank (Thai) Public Company Limited (UOBT) follow the downgrade of Thailand's Country Ceiling. The Country Ceiling of Thailand captures transfer and convertibility risks and limits the extent to which support from the foreign parent companies of these banks can be factored into their Long-term foreign currency Issuer Default Ratings (IDRs).

The ratings of the five major private banks - Bangkok Bank Public Company Limited, Siam Commercial Bank Public Company Limited, Kasikornbank Public Company Limited, Bank of Ayudhya Public Company Limited and TMB Bank Public Company Limited - were unaffected by the sovereign downgrade. The ratings of these five private banks are driven more by standalone financial strength which remains relatively strong although the severe economic contraction (Fitch GDP forecast -3.8% in 2009) could affect their financial performance over the next two years, which is reflected in their Negative Outlooks. Government ownership and control of the private banks is limited and exposure to Thai government securities and loans is moderate at less than 20% of assets.

As the National ratings are a relative measure of creditworthiness between the sovereign and other issuers within Thailand, the National ratings are, at this stage, not affected. Hence, all the National ratings on the four banks listed below were affirmed with Stable Outlooks. A complete listing follows below:

Source:efinancethai.com

ดาวโจนส์ปิดเหนือ 8,100 จุด

ดาวโจนส์ปิดบวกเหนือ 8,100 จุด "ครั้งแรกนับแต่ ก.พ."

สหรัฐ 17 เม.ย. - ตลาดหุ้นสหรัฐปิดในแดนบวกเหนือ 8,100 จุดได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือน ก.พ.
หลังนักลงทุนเชื่อว่า เศรษฐกิจในประเทศส่งสัญญาณฟื้นตัวแล้ว

ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีบวกเพิ่มขึ้น โดยมีแรงซื้อเข้าในหุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน
หลังจาก เจพี มอร์แกน เชส ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้ออกมาดีกว่าที่คาดไว้
หลังจากสัปดาห์ก่อน เวลส์ ฟาร์โก และ โกลด์แมน แซคส์ เป็นสถาบันการเงินอีก 2 แห่ง
ที่ประกาศผลประกอบเป็นที่น่าพอใจ ขณะที่หุ้นของ โนเกีย มีผู้ซื้อหนาแน่น
หลังข้อมูลชี้ว่า สามารถขายโทรศัพท์มือถือได้มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ช่วยให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.61 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 4 ต่อ 1
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.37 พันล้านหุ้น

ฟิล โอแลนโด นักวิเคราะห์จาก Federated Investors ในกรุงนิวยอร์กกล่าวว่า
รายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาดของเจพีมอร์แกน กูเกิล และโนเกีย
ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าภาคธุรกิจในสหรัฐเริ่มมีเสถียรภาพแล้ว
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลว่าผลประกอบการของซิตี้กรุ๊ปและเจนเนอรัล อิเล็กทริก
จะออกมาย่ำแย่ เพราะทั้งสองบริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตการณ์การเงินโลก

เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ธนาคารรายใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐในแง่สินทรัพย์
รายงานว่าบริษัทมีกำไร 2.14 พันล้านดอลลาร์ หรือ 40 เซนต์ต่อหุ้น
ลดลง 10% จากระดับ 2.37 พันล้านดอลลาร์ หรือ 68 เซนต์ต่อหุ้นในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
แต่ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่บลูมเบิร์กสำรวจความคิดเห็นว่า
กำไรต่อหุ้นน่าจะอยู่ที่ 32 เซนต์

เจมี ไดมอน ซีอีโอเจพีมอร์แกนซึ่งนำเจพีมอร์แกนเข้าขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ
เป็นจำนวนเงิน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยให้ธนาคารสามารถฝ่าฟันวิกฤตการเงินในช่วงไตรมาสสี่ปีที่แล้ว
ด้วยการลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี ตัวเลขขาดทุน และการจัดหาสินเชื่อ รวมมูลค่า 3.33 หมื่นล้านดอลลาร์
ซึ่งถือว่าดีกว่าคู่แข่งหลายราย อาทิ ซิตี้กรุ๊ปที่มีตัวเลขดังกล่าวสูงถึง 8.83 หมื่นล้านดอลลาร์
และดีกว่าตัวเลข 5.59 หมื่นล้านดอลลาร์ของเมอร์ริล ลินช์ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ
แบงก์ ออฟ อเมริกา ธนาคารรายใหญ่สุดของสหรัฐ

ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังคงขานรับโกลด์แมน แซคส์ รายงานผลกำไรไตรมาส 1 ปี 2552 ที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์
หรือ 3.39 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
เนื่องจากกำไรจากการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ได้ช่วยชดเชยการขาดทุนจากการปล่อยกู้ในภาคอสังหาริมทรัพย์

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟียเปิดเผยว่า ภาคการผลิตในเขตมิด-แอตแลนติกหดตัวลงในเดือนเม.ย.
แต่เป็นสถิติที่หดตัวในอัตราที่ช้าลง โดยดัชนีกิจกรรมภาคการผลิตอยู่ที่ -24.4 จุดในเดือนเม.ย.
กระเตื้องขึ้นจาก -35.0 จุด ในเดือนมี.ค. และดีกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าดัชนีจะอยู่ที่ -32.0 จุด

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังคงถูกปกคลุมด้วยความวิตกกังวลเรื่องภาวะซบเซาในตลาดอสังหาริมทรัพย์
หลังจาก RealtyTrac Inc. ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยชื่อดังในด้านอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐเปิดเผยว่า
จำนวนบ้านที่ถูกยึดเนื่องจากถูกบังคับจำนอง (foreclosure) ในสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ที่ 803,489 หลังในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ พุ่งขึ้น 24%
เนื่องจากภาคเอกชนลดการจ้างงานในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญภาวะถดถอยและโครงการก่อสร้างบ้านหลายแห่ง
ถูกเลื่อนออกไปเพราะถูกกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ

หุ้นเจพีมอร์แกนพุ่งขึ้น 2.1% หลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาด
ขณะที่หุ้นซิตี้กรุ๊ปปิดบวก 1.01% ก่อนการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสในวันศุกร์นี้
ส่วนหุ้นกูเกิลพุ่งขึ้น 5% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งเกินคาด
ขณะที่หุ้นฮิวเลตต์-แพคการ์ด หุ้นไอบีเอ็ม และหุ้นแอปเปิลดีดตัวขึ้นด้วย


ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์
บวกเพิ่ม 73 เซนต์ ไปปิดที่ระดับ 49.98 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ พุ่งขึ้น 95.81 จุด ไปปิดที่ระดับ 8,125.43 จุด
เป็นการปิดเหนือ 8,100 จุด ครั้งแรก นับตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.
แนสแดค ปิดที่ระดับ 1,670.44 จุด เพิ่มขึ้น 43.64 จุด
และ เอสแอนด์พี ปิดที่ระดับ 865.30 จุด บวกเพิ่ม 13.24 จุด

ที่มา:สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์

แนะสูตรซื้อหุ้นราคาถูก

บล.ทิสโก้แนะสูตรซื้อหุ้นราคาถูก พร้อมชี้ปิโตรเคมีผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว


วิ ศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการบริหารและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล. ทิสโก้ กล่าวในรายการก้าวทันตลาดทุน ทาง Money Channel ว่า สภาพคล่องในระบบยังอยู่มากทั้งในไทยและทั่วโลก ระยะนี้นักลงทุนสถาบันต่างประเทศจึงเริ่มมองหาหุ้นที่น่าสนใจ โดยมีหลักการที่น่าสนใจ 2 วิธีคือ

1) มองหาหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน โดยดูจากราคาเป้าหมายของนักวิเคราะห์จากสำนักต่าง ๆ

2) เอาราคาหุ้นปัจจุบัน หารด้วย มูลค่าทางบัญชี เพื่อหาหุ้น Under Value

ทั้งนี้ ยิ่งมีส่วนลดหรือยิ่งมีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมากเท่าไหร่ นักลงทุนก็จะยิ่งมีโอกาสได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น

บล. ทิสโก้ได้ใช้ 2 วิธีดังกล่าวพบว่า มีหุ้นที่น่าสนใจคือ บมจ. ปตท. เคมิคอล (PTTCH) บมจ. ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) และธนาคารนครหลวงไทย (SCIB)

วิศิษฐ์ยังเชื่อว่า จุดต่ำสุดของอุตสาหกรรมปิโตรเครมีได้ผ่านพ้นไปแล้ว เพราะ Spread ของปิโตรเคมี หรือราคาผลิตภัณฑ์ ลบด้วย ราคาต้นทุน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/52 และราคาหุ้นของ PTTCH ลดลงไปแล้ว 0.3-0.4 เท่าของ Book Value อย่างไรก็ตาม ต้องรออีก 2-3 ปี อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจึงจะอยู่ในช่วงขาขึ้น เมื่อ GDP ทั่วโลกไม่ติดลบ



-Money Channel โดย สุจิตรา สินทวีวงศ์ Email: suchitra@set.or.th


ฝรั่งขายทิ้ง!!

ฝรั่งขายทิ้ง!!
[17 เม.ย. 52 - 05:51]

ดัชนีหุ้นวันที่ 16 เม.ย. 52 ปิดที่ 452.97 จุด ลดลง 0.91 จุด หลังลงไปต่ำสุดที่ 446.96 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 22,149 ล้านบาท ต่างชาติ ขายสุทธิ 2,671.17 ล้านบาท

แม้หุ้นตัวใหญ่จะปรับตัวลงทั้งกระดานเหตุต่างชาติขายทิ้ง แต่จากการสำรวจพบบทวิเคราะห์ของสำนักต่างๆ ยังคงแนะให้ ซื้อหุ้น PTTEP

โดย บล.เกียรตินาคิน แนะซื้อลงทุน ให้ราคาเหมาะสมที่ 112 บาท เท่ากับไซรัส ขณะที่นครหลวงไทยแนะเก็งกำไรให้ราคา 102 บาท

ส่วนกิมเอ็งให้ราคาเหมาะสม 110 บาท ด้านสินเอเซียให้ราคาพื้นฐานสูงสุด 120 บาท

ส่วนหุ้น TOP บล.กิมเอ็ง ระบุไตรมาส 1 มีปัจจัยบวกหลายประเด็น ทั้งการฟื้นตัวของราคาน้ำมัน, ค่าการกลั่น และราคาอะโรเมติกส์ ทำให้คาดว่าไตรมาสแรกจะมีกำไร 1.5-2 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 8,394 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 51 แนะ “ซื้อเก็งกำไร” TOP ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 32 บาท

ปิดท้ายมีข่าว ก.ล.ต. เปิดทางให้โบรกฯไทยนำบทวิเคราะห์ หุ้นต่างประเทศมาเผยแพร่หรือเชิญนักวิเคราะห์ต่างประเทศมาให้คำแนะนำแก่ผู้ ลงทุนไทยได้ เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนไทยมีข้อมูล เพียงพอประกอบการตัดสินใจลงทุนในหุ้นไทยและหุ้นต่าง-ประเทศ ที่จะมีการเชื่อมโยงการซื้อขายระหว่างตลาดหุ้นกลุ่ม ประเทศอาเซียน (ASEAN Linkage)

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังออกประกาศเตือนผู้ลงทุนให้ใช้ความระมัดระวังศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อน อนุมัติรายการซื้อที่ดินและการเพิ่มทุนของบริษัท ดราก้อน วัน หรือ D 1 ในการประชุมผู้ถือหุ้น 30 เม.ย.นี้

ที่ทั้งคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทและที่ปรึกษาทาง การเงินอิสระเห็นสอดคล้องกันว่า ผู้ถือหุ้นไม่ควรอนุมัติ เนื่องจากไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงแก่ D1 และผู้ถือหุ้นมีเหตุผลความไม่ชอบมาพากลเพียบ!!


อินเด็กซ์ 51


16 เมษายน 2552

จับตาหุ้นเด่นวันนี้ 16-4-52

STOCKFOCUS: จับตาหุ้นเด่นวันนี้

*PYLON
-คาดรายได้กำไร Q1/52 โตจาก backlogที่มีราว 200 ลบ.คาด H2 ได้งานเพิ่ม

*PTT
-PTT ทยอยออกหุ้นกู้ 2-3 หมื่นลบ.ปีนี้, PTTEP เล็งออก 3-4 หมื่นลบ.ในพ.ค. มองโอกาสเหมาะส่ง PTTEP เน้นทำ M&A พลังงานต้นน้ำเพิ่มสร้างสมดุลธุรกิจ

*KASET
-ตั้ง PM และเครือกระทิงแดงเป็นตัวแทนจำหน่าย,คาดปี 52 ลงทุน 45 ลบ.

*CENTEL
-ลุยรับบริหาร รร.ในตปท.ลดความเสี่ยง, ปรับลดเป้าปีนี้โตเหลือ 6-7% จากเดิมคาดไว้ 10%

*SHIN
-คาดปี 52 รายได้ใกล้เคียงปีก่อน รักษาระดับจ่ายปันผลเท่างวดปี 51

*PSAAP/MALEE
-ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) ห้ามซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของ MALEE และ PSAAP ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป จนกว่าบริษัทจะสามารถดำเนินการปรับปรุงแก้ไขฐานะการเงินและการดำเนินงานให้เป็นไปตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์

*TMB
-นสพ.ระบุ แบงก์ทหารไทย(TMB)ยังไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต.ให้ขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิ(TMB IT-ONE)ให้กับนักลงทุน เหตุยังแจงข้อมูลไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผล ที่ต้องขึ้นอยู่กับผลกำไรของธนาคาร หวั่นมีปัญหาเช่นเดียวกันไฮบริดจ์เทียร์1

*BCP
-นสพ.ระบุ"บางจาก"เตรียมทำเซอร์ไพรส์อีกรอบ แย้มกำไรไตรมาส 1/52 ดีเกินคาด โชว์บริหารจัดการดี เร่งทำความเสี่ยงล่วงหน้าแล้วกว่า 40% แถมค่าการกลั่นปีนี้มีลุ้นแตะระดับ 7-8เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลพร้อมเดินหน้าโครงการ PQI เพิ่มกำลังผลิตเป็น 1 แสนบาร์เรลต่อวัน หนุนรายได้ปีนี้ขยับเพิ่มเล็งทุ่มเงินสด 2,000 ล้านบาท สร้างโรงกลั่นเบนซินมาตรฐานยูโรโฟร์

*PAE
-นสพ.ระบุ PAE พร้อมเคลียร์กับกลุ่ม GPS หลังสงกรานต์นี้ กรณีปัญหาใช้สิทธิแปลงวอร์แรนต์เป็นหุ้นสามัญ ขณะที่ราคาหุ้นในกระดานต่ำลงกว่าราคาใช้สิทธิมากแล้ว ส่วนความช่วยเหลือทางการเงินยังปกติ ขณะที่กิจการของบริษัทก้าวหน้าตามลำดับ เริ่มรับงานเข้ามาต่อเนื่อง

*PERM
-นสพ.ระบุ โรงงานแห่งใหม่คืบ 90% อยู่ระหว่างรอเครื่องจักรจากญี่ปุ่นคาดแล้วเสร็จปลายปีนี้ ดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ต้นปี 53 พร้อมรับรู้รายได้ทันที สามารถเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 30% จากปัจจุบันมีกำลังการผลิต 2.2 แสนตันต่อปี มั่นใจไตรมาส 1/52 ใกล้เคียงกับปีก่อน

*RATCH
-นสพ.ระบุ ผุดวินฟาร์ม ใหญ่สุดในอาเซียน ที่เพชรบูรณ์ ขนาด 60 เมกะวัตต์ มูลค่าประมาณ4,300 ล้านบาท ติดตั้งกังหันลม 30 ต้น เริ่มการก่อสร้างต.ค.นี้ เดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าให้กฟผ.ปี 54 ตอบสนองนโยบายรัฐหนุนเอกชนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

*ACL
-นสพ.ระบุ ความคืบหน้าขายแบงก์ ธปท.เผย ICBC ยังเดินหน้าเจรจาซื้อหุ้นสินเอเชียจากคลังและแบงก์กรุงเทพ หวังเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเกิน 49%

*CK
-นสพ.ระบุ รฟม.บีบ CKTC ลดค่าก่อสร้างต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาทแล้ว เตรียมชงบอร์ดพิจารณา เร็วๆนี้ ก่อนทำราคากลางใหม่ คาดเหลือเพียง 1.3 หมื่นล้านบาท หลังหักลบอัตราเงินเฟ้อ และราคาน้ำมัน ที่ลดลงปัจจุบัน

*EASTW
-นสพ.ระบุ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จึงจะทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อหาทางแก้ไขวิกฤติปัญหาน้ำขาดแคลนในระยะยาว อาจให้ กนอ.ลงทุนในบางส่วนเพื่อความมั่นคง ทั้งด้านปริมาณให้เพียงพอ อีกส่วนหนึ่งให้ภาคเอกชนเป็นผู้จัดหา

*SCB
-นสพ.ระบุ แบงกใบโพธิ์ใส่เงินเพิ่มทุนธนาคารเวียดนาม รักษาส่วนถือหุ้น 33% คาดไตรมาสแรกสินเชื่อแบงก์หดตัว 5%

*SEAFCO
-นสพ.ระบุ ซีฟโก้เตรียมเซ็นสัญญาโครงการมูลค่า 300 ล้านบาทหลังเม.ย.นี้ ดันรายได้ปีนี้โตกว่า 1.6 พันล้านเทียบปีก่อน เผยแนวโน้มผลประกอบการไตรมาสแรกพลิกมีกำไร หลังรับเงินพิเศษจากการคืนหนี้สูญ 2 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าเก็บหนี้ลูกหนี้คืนหมดภายในพ.ย.ปีนี้

*VIBHA
-นสพ.ระบุ บิ๊ก VIBHA ประเมินแนวโน้มธุรกิจไตรมาส 2/2552 ได้รับผลจากพิษเศรษฐกิจการเมืองวุ่นวายไม่มาก ขณะที่รายได้ Q1/2552 ทรงตัว ใกล้เคียงช่วยเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 260.79 ล้านบาท ขณะที่ทั้งปีมั่นใจรายได้เข้าเป้า 1,200 ล้านบาทเตรียมเข้าเทกโอเวอร์ โรงแรมปริ๊นส์ ตั้น พาร์ค สวีท รองรับทัวร์สุขภาพ

*GRAMMY
-นสพ.ระบุ แกรมมี่ชี้ทีวียังเป็นสื่อที่มีอิทธิพลมากสุด มองทีวีดาวเทียมจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างรายได้ ย้ำวางหมากเดินหน้าถูกทาง มุ่งสร้าง Total Entertainment Platform มั่นใจเดินหน้าสวนกระแสพิษเศรษฐกิจและการเมือง สิ้นปี 52 รายได้ไม่ต่ำกว่าปี51 แน่

*EVER
-นสพ.ระบุ "สวิจักร์ โลจายะ" แห่ง EVER บอกผู้ถือหุ้นปีนี้ไม่ตั้งเป้าเติบโต แค่เก็บโครงการเก่าขายประคองตัวให้ผ่านพ้นวิกฤตปีนี้ไปก่อน ส่วนหุ้นที่ปรับลงก็ปล่อยตามกลไกไม่เข้าเก็บหุ้นราคาถูกเพิ่ม

*THAI
-นสพ.ระบุ เปิดแผนหารายได้บินไทยพลิกเกมเอาเครื่องบินเจ้าปัญหาแอร์บัสเอ 340-500 ทั้ง 4 ลำ บินเต็มพิกัดหลังประกาศขายไม่มีคนซื้อ โดยหันไปเปิดเส้นทางบินใหม่กรุงเทพฯ-ออสโล ประเทศนอร์เวย์สัปดาห์ละ 5 เที่ยวบินและเพิ่มความถี่เป็นบินทุกวัน กรุงเทพฯ-แอลเอ ด้านประธานแผนฟื้นฟูอนุมัติทันทีเริ่ม 1 มิถุนายนนี้ ตั้งเป้าสองเส้นทางโกยไม่ต่ำกว่า 6 เดือน แฉถ้าจอดทิ้งขาดทุนเดือนละกว่า 100 ล้านบาท

*MFC
-นสพ.ระบุ บอร์ด MFC อ้าแขนรับกลุ่มบล.แอ๊ดคินซัน นั่งกรรมการเพิ่ม 1 เก้าอี้ ชงผู้ถือหุ้นวันนี้ หลังกุมหุ้นใหญ่อันดับสอง

ที่มา:IQ ข่าวหุ้น

3 สาเหตุฉุด GDP

การเมือง-คลังสะดุด-โลกทรุด 3เหตุฉุดGDPไทยลบสุด5%


ท่ามกลางวิกฤติโลก ที่ยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ว่าจะจบลงหรือลงเอยอย่างไรนั้น การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจทั้งระดับโลกและระดับภูมิภาคของบรรดาองค์กรการ เงินชั้นนำสำหรับปี 2552 ซึ่งครอบคลุมถึงปี 2553 นั้น ได้ทยอยประกาศให้รับรู้เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา


โดยปลายไตรมาส 2 เข้าสู่ไตรมาส 3 ปี 2552 ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี), กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้เรียงแถวกันให้ข้อมูลผลการประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ ในหลายแง่หลายมุม ที่รัฐบาลและนักเศรษฐศาสตร์ไทยต้องตระหนักถึงปัจจัยลบต่างๆ ที่อาจเหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทยยิ่งลงลึกแตะ 5% ติดลบมากกว่าสมมติฐานเป็นกลางคือหดตัว 2-4%

ห่วงการเมือง-การคลังสะดุด

เอดีบีถือเป็นองค์การเงินระดับภูมิภาครายแรก ที่เผยแพร่ข้อมูลการวิเคราะห์เศรษฐกิจเอเชียและไทยปีนี้และปีหน้า โดยให้ข้อมูลเชิงลึกและชัดเจนกว่าองค์กรอื่น ในแง่ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีของไทยหดตัวแรงกว่าคาดการณ์ไว้บนสมมติฐานเป็นกลาง ซึ่งสะท้อนถึงจำนวนคนที่จะตกงานเพิ่มขึ้น

โดย ฌอง ปิแอร์ เวอร์บีสท์ ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทนของเอดีบี ประจำประเทศไทย กล่าวว่าหากพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะชาติอุตสาหกรรมสำคัญไม่ว่าจะ สหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น ขยายตัวติดลบหมด ทำให้คาดการณ์การขยายตัวของเอเชียปี 2552 อยู่ที่ระดับ 3.4% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 12 ปี เทียบกับวิกฤติปี 2540

"เฉพาะไทยจีดีพีจะติดลบ 2% ปีนี้ ก่อนฟื้นตัวเป็นบวก 3% ปีหน้า การหดตัวของจีดีพีไทยที่ 2% ถือเป็นครั้งแรกนับจากที่เคยหดตัวถึง 10.5% เมื่อเกิดวิกฤติปี 2540 การหดตัวของจีดีพีปีนี้ อาจทำให้คนว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคน แต่หากการเมืองไทยเลวร้ายมากขึ้น การดำเนินนโยบายเบิกจ่ายล่าช้าเงินไม่สามารถส่งถึงในเวลาอันควร จีดีพีจะยิ่งติดลบ 4-5% ซึ่งไม่ใช่เพราะปัจจัยในประเทศเท่านั้น แต่อาจมีปัจจัยต่างประเทศร่วมด้วย" เวอร์บีสท์ให้ข้อมูล

เวอร์บีสท์เตือนด้วยว่าเศรษฐกิจเอเชียกำลังหดตัว สะท้อนได้จากดัชนีค้าปลีกในภูมิภาคลดลง สะท้อนถึงกำลังในการบริโภคยังคงลดลง เป็นผลสืบเนื่องจากอัตราว่างงานมากขึ้น หากคำนวณเทียบจีดีพี คาดว่าจีดีพีไทยที่ลดลงทุก 1% จะทำให้คนตกงานเพิ่ม 4 แสนคน

ขณะที่ธนาคารโลกให้ข้อมูลการจ้างงานในไทย มีอัตราว่างงานเพิ่มขึ้น เดือนแรกปีนี้เพิ่มจากธ.ค.ปีก่อน 3 แสนคน อัตราว่างงานเดือนม.ค.ปีนี้อยู่ที่ 2.4% เทียบกับเดือนม.คปีก่อน 1.7%
ความกังวลของเวอร์บีสท์ สอดรับกับ นิสสันเก วีระซิงห์ ที่ปรึกษาจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประจำเอเชีย-แปซิฟิก ที่ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะหดตัวแรง ติดลบระหว่าง 2-4% ด้วยเงื่อนไขนโยบายการเงินการคลังต้องต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลงและต้องเกิดผล สำเร็จ การเมืองต้องมีเสถียรภาพ

ไอเอ็มเอฟระบุว่าในช่วงปี 2552 รัฐบาลไทยต้องใช้นโยบายการเงินและการคลังเข้ามาเสริม ซึ่งการดำเนินนโยบายทั้งสองด้านที่ผ่านมาเหมาะสมแล้วและถือว่าจำเป็น เพื่อสกัดกั้นหรือหยุดยั้งการบริโภคกับการลงทุนไม่ให้หดตัวไปมากกว่านี้

ความเห็นของวีระซิงห์ตอกย้ำมุมมองของเวอร์บีสท์ ที่ว่าระยะสั้นปัญหาท้าทายรัฐบาลไทยคือ การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ประกาศไว้แล้วให้ได้ผลอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องเบิกจ่ายดีขึ้น เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ล่าช้ามานานกว่า 3 ปี เพราะความไม่มั่นคงทางการเมือง

ขณะที่ กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ในไทย มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาว ดึงเอกชนร่วมพัฒนาสาธารณูปโภค ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน จะช่วยลดแรงกดดันที่มีต่องบประมาณฐานะการคลังได้

หวั่นโลกถดถอยเกินคาด

ทั้งนี้วีระซิงห์เตือนว่า หากสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองไทย ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้างต้น บวกแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังถดถอยซบเซาต่อเนื่อง หรือยืดเยื้อกว่าคาดการณ์ไว้ ไอเอ็มเอฟเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตและคาดการณ์จีดีพีของไทยแน่นอน

สอดรับกับ กิริฎา และแอนเนต ดิกซอน ผู้อำนวยการธนาคารโลก ซึ่งกล่าวถึงสมมุติฐานเลวร้ายสุดของธนาคารโลกที่ว่าจีดีพีไทยจะติดลบมากกว่า 2.7% โดยติดลบหนักสุด 4.9% ปีนี้ ด้วยการให้น้ำหนักกับปัญหาเกิดจากการค้าโลกหดตัวอาจฉุดจีดีพีไทยติดลบมาก ขึ้น

"ยอมรับว่าการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อคาดการณ์จีดีพีไทยอยู่บ้าง แต่ไม่ร้ายแรงหรือรุนแรงเท่ากับปัญหาจากเศรษฐกิจโลกหดตัว เราให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจโลกที่กำลังทรุดตัวและผลกระทบจากการค้าโลกหดตัว มากกว่า" กิริฎากล่าวย้ำ สอดรับเอดีบีให้ปัจจัยเสี่ยงเรื่องหนึ่งสำหรับไทย คือแนวโน้มที่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ อยู่ในสภาพถดถอยนานกว่าที่หวั่นเกรงกัน
หวั่นส่งออกหดตัวกว่า 17%

ทั้งนี้ธนาคารโลกมองวิกฤติโลกส่งผลกระทบต่อไทย ในแง่ที่ปริมาณการค้าโลกอาจลดลงกว่า 6% ซึ่งการส่งออก 2 เดือนแรกปีนี้ของไทยติดลบแล้ว 20% ส่งออกทุกประเภทโตติดลบหมด ทำให้คาดว่าปีนี้ส่งออกไทยจะติดลบ 17% สอดคล้องกับเอดีบีที่ว่าการส่งออกทั้งสินค้าและบริการหดตัวมากกว่าที่คาดไว้ เพราะปัจจัยเสี่ยงจากชาติอุตสาหกรรมชั้นนำถดถอยนานกว่าที่คาดไว้

ส่วนไอเอ็มเอฟชี้ว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลประกอบการแข็งแกร่งของภาคส่งออกของไทย ช่วยสนับสนุนการเติบโต ทั้งๆ ที่อุปสงค์ในประเทศซบเซาและเบาบางมาก แต่พอเข้าสู่ต้นไตรมาส 4 ปี 2551 การส่งออกกลับหดตัวแรง ซึ่งปีนี้ไอเอ็มเอฟคาดว่าส่งออกของไทยจะหดตัว 10%

โดยเอกสารติดตามเศรษฐกิจไทยของธนาคารโลก เตือนไว้ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจโลก จะเปลี่ยนไปหลังเกิดวิกฤติโลกครั้งล่าสุด ทำให้ผู้ส่งออกของไทยต้องเจาะหาตลาดใหม่พัฒนาสินค้าและบริการ ให้เป็นที่ต้องการของตลาดใหม่ เพิ่มขีดแข่งขันและมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ ขณะที่รัฐบาลต้องช่วยปรับปรุงบรรยากาศการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นทักษะและนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบวิธีการทำงานของรัฐด้วย

หนี้ต่ำเอื้อรัฐกู้-ต้องลงทุนเพิ่ม

รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจไทยของเอดีบี ระบุว่าจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้หนี้สาธารณะของไทยเทียบจีดีพีเพิ่ม เป็น 43% ในปี 2552 มีช่องว่างให้รัฐบาลกู้ยืมได้อีก เพราะกรอบความยั่งยืนทางการคลังอยู่ที่ 50% ของจีดีพี ขณะที่ทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศยังสูง และหนี้ต่างประเทศยังต่ำประมาณ 24%ของจีดีพี

“ถ้าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ไม่ดี รัฐบาลอาจพิจารณาใช้งบขาดดุลต่อเนื่องได้อีก และอาจก่อหนี้สาธารณะเกินกรอบยั่งยืนทางการคลังได้ตามความจำเป็น เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจเติบโต และเมื่อเศรษฐกิจโตในระดับที่อยู่ตัวแล้ว รัฐบาลควรลดใช้งบประมาณขาดดุล และทำให้การก่อหนี้อยู่ในกรอบยั่งยืนทางการคลังต่อไป” เวอร์บีสท์กล่าวเตือน

เวอร์บีสท์ระบุด้วยว่าขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยยังน้อยเทียบกับ ประเทศอื่น ซึ่งรัฐบาลคงจะประกาศมาตรการอื่นๆ ออกมาอีก แต่มาตรการจะได้ผลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างไร ถ้าโลกไม่ฟื้นตัวเร็ว ไทยต้องเพิ่มมาตรการอื่นๆ อีก

“ขนาดมาตรการจะส่งผลมากต่อเศรษฐกิจ และส่งผลดีต่อเมื่อรัฐนำเงินไปลงทุนในสาธารณูปโภค ลำพังมาตรการออกเช็คช่วยชาติแม้ส่งผลต่อการบริโภคก็จริง แต่ไทยต้องลงทุนสาธารณูปโภคควบคู่กับการช่วยผู้บริโภค จึงจะช่วยเศรษฐกิจได้ในวงกว้างกว่า ลึกกว่าและได้ผล” เวอร์บีสท์ให้ความเห็น

ทั้งนี้ไอเอ็มเอฟประเมินขาดดุลงบประมาณของไทยจะอยู่ที่ 4.5% ของจีดีพี ระดับนี้เมื่อพิจารณาจากหนี้สาธารณะแล้วยังต่ำ สามารถรับได้หรือยังอยู่ในกรอบยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งมูลหนี้ส่วนนี้คงจะเพิ่มขึ้นตามการใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยให้ไทยอยู่บนเส้นทางเติบโตต่อเนื่องได้ และขาดดุลระดับนี้ควรช่วยกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์ในประเทศได้

"การลงทุนของภาครัฐนับว่าสำคัญช่วยจีดีพีเติบโตตลอด 2-3 ปีข้างหน้า และจำเป็นอย่างมากที่ต้องผลักดันโครงการสาธารณูปโภคให้เกิดขึ้นและดำเนินต่อ ไป ในระยะกลางคาดว่าไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้ ด้วยการส่งออกและการลงทุนของรัฐ แต่ต้องกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน หนุนการบริโภคฟื้นตัว ตอนนี้การลงทุนเอกชนเทียบจีดีพีต่ำมาก จากนี้ไปการลงทุนควรปรับขึ้นให้มาก" วีระซิงห์กล่าว

ระวังเอ็นพีแอลแบงก์เพิ่ม

ทั้งนี้เอดีบีมองว่า ท่ามกลางข่าวร้ายยังมีข่าวดีสำหรับไทย คือผลกระทบจากปัญหาสินเชื่อบ้านปล่อยกู้ลูกค้าความน่าเชื่อถือต่ำ (ซับไพร์ม) ไม่มากนัก ไม่ถึง 1% ของทุนสถาบันการเงินถือว่าต่ำมาก ซึ่งสะท้อนด้วยว่าสถาบันการเงินในภูมิภาครวมทั้งไทยยังแข็งแกร่ง ขณะที่ปริมาณหนี้ไม่ก่อรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสถาบันการเงินต่ำมาก

แต่รายงานของเอดีบีย้ำว่าความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินไทยเวลานี้ หากเศรษฐกิจเกิดชะลอตัวยาวนาน อาจจะทำให้ปริมาณเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นได้ จนส่งผลกระทบย้อนกลับกระทบต่อสถานะของสถาบันการเงินของไทยได้ในอนาคต

ขณะที่ไอเอ็มเอฟประเมินแนวโน้มภาคธนาคารและเอกชนของไทยไว้ว่า ยังสดใสสุขภาพดีแข็งแกร่งกับการเผชิญและรับมือวิกฤติโลก ฐานะเงินทุนของธนาคารยังดีอยู่ หลายปีที่ผ่านมาเอ็นพีแอลลดลงจากระดับสูงสุดเมื่อครั้งเกิดวิกฤติเอเชีย การลงทุนซับไพร์มมีน้อย

ภาคเอกชนไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาระหนี้ลดลงความสามารถทำกำไรสูง แต่มีแนวโน้มว่าวิกฤติขณะนี้จะกดดันภาคเอกชนและภาคธนาคารของไทย อาจทำให้เอ็นพีแอลขยับสูงขึ้นได้ ธุรกิจขนาดกลางถึงย่อม หรือ เอสเอ็มอี อาจเผชิญปัญหาคุมเข้มสินเชื่อมากขึ้น

จี้รัฐทำกันชนช่วยสังคม

ทั้งนี้เอดีบีมองปัญหาท้ายรัฐบาลไทย คือหากเศรษฐกิจยังชะลอตัวต่อเนื่องยาวนาน ปัญหาว่างงานจะยังเป็นปัญหาใหญ่ รัฐบาลต้องพิจารณาโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (social safety net) อย่างจริงจังทั้งในระยะสั้นและยาว
ขณะที่ดิกซอนจากธนาคารโลก แนะไทยพัฒนาระบบการป้องกันทางสังคม (social protection system) เพื่อลดผลกระทบเกิดกับประชาชน เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว และเป็นการส่งเสริมการบริโภคของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะเยาวชนในวัยทำงาน ให้ใช้วิกฤติเป็นโอกาส เข้ารับการศึกษาอบรมเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาทักษะให้มากขึ้น ขณะที่รัฐต้องสร้างแรงจูงใจคนเหล่านี้สนใจพัฒนาตัวเอง


Template by - Abdul Munir | Blogging4