28 มีนาคม 2552

วอร์แรนท์ใกล้หมดอายุ

มองวอร์แรนท์ใกล้หมดอายุ ผ่านทฤษฎีเกม


หลายคนคงจะสงสัยว่า ทำไม วอร์แรนท์ใกล้หมดอายุบางตัว ถึงมีการทำราคากันอย่างสนั่นหวั่นไหว เขาไม่กลัวกันบ้างหรือว่า เมื่อเล่นไปแล้ว จะขาดทุนบรรลัย ทั้งคนทำราคา และคนเล่นรายย่อย รายฝุ่น รายละอองเพราะวอร์ฯหลายๆตัว ผลประกอบการก็ไม่ดีเลย แต่ก็ยังเล่นกันเข้าไปได้ และในท้ายที่สุด วอร์ฯ กับแม่ที่ไม่สามารถทำราคาขึ้นไปจนถึงราคาใช้สิทธิอย่างสมเหตุสมผลได้ ก็จะมีค่าเป็นเพียง wall paper

ผม จะลองอธิบายดูว่า ทำไม การเล่นวอร์ฯใกล้หมดอายุ ถึงเกิดขึ้นได้อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องดูพื้นฐานบริษัทเลยด้วยซ้ำ แต่ต้องดูว่า วอร์ตัวนั้น สามารถเรียกผู้เล่นเข้าไปร่วมในเกมได้มากพอหรือไม่ก็พอแล้ว กรอบการพิจารณาใช้ game theory นะครับ

ดังนี้

เมื่อวอร์ฯตัวหนึ่ง ใกล้หมดอายุ
ราย ใหญ่(เจ้าของ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ อินไซเดอร์ใกล้ชิดผู้บริหาร ผู้ที่มีปริมาณหุ้นแม่ และวอร์ฯอยู่ในมือ(ทั้งของตัวเอง หรือ nominee เยอะๆ ฯลฯ) จะมีทางเลือกคือ จะเล่น หรือไม่เล่น
เช่นเดียวกับรายย่อย คือมีทางเลือกคือ เล่นกับไม่เล่น

กรณีที่๑ รายใหญ่เลือกเล่น รายย่อยเลือกเล่น
ใน ส่วนของรายใหญ่ ถ้าเลือกที่จะเล่น ผลตอบแทนจากการเล่นครั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการชักจูงให้รายย่อยเข้ามาเล่นให้ได้(ข่าวลือ อำนาจซื้อนำ ความสามารถต่างๆในการกระตุ้นความโลภ ฯลฯ) และในเวลาเดียว กัน ถ้าสามารถทำราคาตัวแม่ให้ขึ้นไปจนมากกว่าราคาใช้สิทธิของตัวลูกได้พอสมควร ก็จะมีคนนำวอร์ฯตัวนั้น มาแปลง เป็นตัวแม่ มีเงินเข้ามาในบริษัทเพิ่มขึ้นอีกทางด้วย ดังนั้นจึงเป็นผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด สมมติให้มีค่าผลตอบแทนเป็น +๑๐๐
ในส่วนของรายย่อย ถ้าเลือกที่จะเข้าสู่เกม และสามารถออกได้ทัน จะได้ผลตอบแทนเป็นบวกด้วยเช่นกัน แต่จะน้อยกว่ารายใหญ่ สมมติให้ค่าผลตอบแทนเป็น +๕๐

กรณีที่๒ รายใหญ่เลือกเล่น แต่รายย่อยไม่ตาม
กรณี นี้ อาจเกิดได้กับหุ้นที่ไม่ดึงดูด ไม่มีสภาพคล่อง ไม่เล่นข่าวลือ อำนาจซื้อนำไม่พอ ฯลฯ เมื่อรายใหญ่เลือกเล่น แต่ไม่มีรายย่อยตาม ผลตอบแทนของรายใหญ่ เมื่อทำราคาขึ้นไปสูงๆ ทั้งวอร์และตัวแม่แล้ว จะเป็นแค่การเรียกใช้สิทธิของวอร์ฯ เพื่อเพิ่มเงินสดในบริษัท และหลังจากนั้นรายใหญ่จะประคองราคาตัวแม่ไว้ เมื่อเกิดการแปลงลูกเข้ามา แล้วทยอยรินขายตัวลูกที่แปลงเป็นแม่แล้วอีกด้วย ในที่สุดอาจได้ผลลัพธ์เป็นกำไรเล็กน้อย หรืออย่างแย่ น่าจะไม่ได้ไม่เสียเท่าไร จึงสมมติให้ค่าผลตอบแทนเท่ากับ ๐ ก็พอ ซึ่งน่าจะเป็นกรณีแย่ที่สุด
ส่วนรายย่อย ก็ไม่ได้ไม่เสียเช่นกัน เพราะไม่เล่น จึงมีค่าเท่ากับ ๐ ด้วย

กรณีที่๓ รายใหญ่ไม่เล่น รายย่อยเล่น
กรณี นี้ ไม่มีประโยชน์สำหรับทั้งสองฝ่าย เพราะถ้ารายใหญ่ไม่เล่น โอกาสที่วอร์ฯ กับตัวแม่ จะมีค่าเหมาะสมกับราคาแปลงสิทธิจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะกำลังซื้อของรายย่อยไม่เพียงพอในการทำราคาเอง จึงเป็นแค่ทำกำไรกันระยะสั้น และรายใหญ่ก็จะไม่ได้ขายวอร์ที่ค้างอยู่ในมือ จนหมดมูลค่าไป รวมทั้งไม่ได้เงินเข้ามาในบริษัทอีกด้วย แต่มีโอกาสขายได้ในราคาที่สูงก่อนหมดมูลค่า ให้รายย่อยไปถือแทน สมมติว่ามีผลตอบแทนเป็น -๕๐
ส่วนรายย่อย รายฝุ่นรายละออง สุดท้ายแล้วน่าจะขาดทุนมากกว่า เพราะไม่สามารถดึงผู้เล่นเข้ามาในเกมได้ และพร้อมจะถูกรายใหญ่ขายยัดให้เสมอ สมมติผลตอบแทนเป็น -๑๐๐

กรณีที่๔ รายใหญ่ไม่เล่น รายย่อยไม่เล่น
กรณี นี้ เช่นกันรายใหญ่ จะเสียโอกาสในการใช้สิทธิแปลงเป็นแม่ และดึงเงินสดเข้าบริษัทจากค่าแปลงสิทธิ และจะไม่มีโอกาสขายใส่มือรายย่อยตอนที่รายย่อยกล้าลากด้วย จนวอร์ฯหมดอายุคามือไปฟรีๆ สมมติผลตอบแทนที่ได้เป็น -๑๐๐
ส่วนรายละออง ไม่เล่นก็ไม่ได้ไม่เสีย คือเท่ากับ ๐

ตีตาราง ผลตอบแทนได้ดังนี้


รายย่อย,รายฝุ่น,รายละออง
--------------------------------------------------------------------
///////////////////////
---------------------------------------------------------------------
รายใหญ่ เล่น/ (+๑๐๐,+๕๐) /////////////// (,๐)
---------------------------------------------------------------------
ไม่เล่น/ (-๕๐,-๑๐๐) //////////////// (-๑๐๐,๐)
---------------------------------------------------------------------

(ตารางจะดูยากหน่อยนะครับ เพราะผมจัดหน้ากระดาษไม่ได้)


อธิบายว่า เลขแรกเป็นของรายใหญ่ เลขถัดไปเป็นของรายย่อย
ค่าที่ ๑ คือ เล่น/เล่น ค่าที่ ๒ คือ เล่น/ไม่เล่น
ค่าที่ ๓ คือ ไม่เล่น/เล่น ค่าที่ ๔ คือ ไม่เล่น/ไม่เล่น

จะ เห็นว่า รายใหญ่มี dominant strategy คือ เล่นวอร์ฯใกล้หมดอายุดีกว่า เพราะ ไม่ว่ารายย่อยจะเลือกเล่นหรือไม่เล่น รายใหญ่เมื่อเลือกเล่น จะได้ผลตอบแทนมากกว่าไม่เล่นเสมอ คือกรณีที่รายย่อยไม่เล่น รายใหญ่จะได้ผลตอบแทนจากการเล่น ที่ ๐ ต่อ ไม่เล่น -๑๐๐
กรณีที่รายย่อยเล่น รายใหญ่จะได้ผลตอบแทนจากการเล่น +๑๐๐ ต่อไม่เล่น -๕๐

ดังนั้น ไม่ว่ารายย่อยจะเลือกเล่นอะไร รายใหญ่จะเลือกเล่น อยู่ดี เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากกว่าเสมอ

ส่วนรายละออง ไม่มี dominant strategy คือ ไม่มีอันไหนที่ถ้าเลือกทำแล้ว จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเสมออย่างรายใหญ่
แต่ในฐานะรายฝุ่น เมื่อเรารู้ว่า รายใหญ่ มีโอกาสที่จะเล่นมากกว่าไม่เล่น เพราะเป็น dominant strategy ของรายใหญ่
ดังนั้น เพื่อให้ได้ ผลตอบแทนที่สูงสุดเสมอ เราจึงควรเล่นกับรายใหญ่ด้วย(เพราะสามารถคาดเดาได้ว่ารายใหญ่พร้อมจะเล่นเกมนี้เสมอ)

ดังนั้น จุดสมดุลที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย จึงอยู่ที่ รายใหญ่ และรายย่อยร่วมเล่นเกมนี้ครับ คือ +๑๐๐ ต่อ +๕๐ ครับ

ส่วน จะเข้ากันที่ราคาไหน เมื่อไร หรือขายที่ราคาเท่าไรนั้น ต้องไปดูกันเองในสนามอีกที และแน่นอนว่าจะมีแมงเม่าเพื่อนตายตู ตายเป็นเบืออีกเช่นเคยครับ เพราะไม่ว่าอย่างไร แมงเม่ากลุ่มนี้ จะได้รับผลตอบแทนเป็น -๑๐๐ เสมอ ฮ่าๆ

อ่านเอามันส์ เฉยๆครับ

บทความจาก คุณแมงเม่ามือใหม่ pantip.com


ทำไมจึงเล่นวอร์แรนท์

ทำไมจึงเล่นวอร์แรนท์

วันนี้มาให้มุมมองเรื่องของวอร์แรนท์ ทำไมจึงเล่นกันและควรจะซื้อตอนไหน หลีกเลี่ยงตอนไหน

Warrant หรือใบสำคัญแสดงสิทธิ์ ซึ่งราคาของมันจะผูกติดกับหุ้นหลักหรือที่เราๆท่านๆ มักเรียกว่า"แม่" ส่วนวอร์แรนท์เราเรียกสั้นๆว่า"ลูก"

ธรรมชาติลูกจะวิ่งแรงกว่าแม่ ทั้งวิ่งขึ้นหรือวิ่งลง จึงเป็นแรงดึงดูดให้นักเสี่ยงโชคเข้ามาขุดทองในตัวลูก เพราะ ได้-เสียกันปรู๊ดปร๊าดรวดเร็วทันใจ รวยก็รวยเร็ว จนก็แป๊บเดียวรู้ผล ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เข้ามาเล่นถ้าไม่ใช่คนโรคจิตก็น่าจะอยากได้มากกว่าอยาก เสีย

เซียนหลายๆท่านแม้จะอยู่ในวงการมานานนับสิบปี มองหุ้นทะลุปรุโปร่งก็ไม่นิยมเล่น"วอร์" เพราะมันมีความเสี่ยงสูง และบางครั้งมีเรื่องเหนือการคาดเดาที่เราจะว่ากันต่อไป

ดังนั้นมือใหม่ๆ หากคิดจะมาจับวอร์ก็ต้องศึกษาและทำความเข้าใจให้ดีก่อน รวมทั้งต้องยอมรับในความเป็นจริงที่อาจจะตรงกันข้ามกับความฝันพร้อมจะอึดที่ถือต่อ หรือพร้อมที่จะยอมขาดทุน cut loss เมื่อเห็นท่าไม่ดี ทั้งหมดนี้ความฉับไวรวดเร็วต้องมีสำหรับการเล่น

แน่นอนว่าผู้ที่ชั่วโมงบินสูงกว่าย่อมจะได้เปรียบเสมอ ดังนั้น"เม่ามือใหม่"ต้องยอมรับในความจริงตรงนี้

เกริ่นนำมาพอสมควร เข้าสู่คำตอบได้แล้วว่าทำไมจึงเล่นวอร์แรนท์ หากไม่รวมการเข้าถือสิทธิ์"วอร์"เพื่อเพิ่ม

ส่วนการถือหุ้นของขาใหญ่ การเล่นวอร์ของรายย่อยก็คือ "การหวังรวยแบบทางลัด"

เช่นราคาแปลงวอร์อยู่ที่ 5บาท ราคาแม่ตอนนี้6บาท ลูกอยู่ที่1บาท หากนักลงทุนมั่นใจจัดๆว่าหุ้นแม่ตัวนี้ต้องไป 7 บาทชัวร์ๆ หากเข้าซื้อแม่ที่ 6 บาททันทีเพื่อไปขาย 7 บาทก็กำไรหนึ่งบาทหรือประมาณ 17%

แต่หากซื้อลูกที่ 1 บาทตอนนี้ แนวโน้มลูกเมื่อแม่ไปแตะ 7 บาท ลูกก็น่าจะไปเป็น 2 บาท กำไรจะเป็นถึง100% อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างนะครับ ความเป็นจริงราคาลูกกับแม่จะแปลผันกันไม่ใช่เลขลงตัวแบบนี้

ว่าเบสิคกันมาเยอะแล้วเพื่อจะมาตบท้ายด้วยจังหวะการเล่นวอร์น่ะครับ หากเราเข้าใจเนื้อหาด้านบนแบบลึกซึ้งแล้ว เราก็คงจะมองเห็นสัจจธรรมข้อนึงก็คือ High risk - High return หรือเสี่ยงมากก็มีโอกาสกำไรมาก

(สัจจธรรมข้อนี้อย่าไปมองแต่ High return อยากให้โฟกัสมาที่ High risk ด้วย แต่ด้วยการวางคำจะทำให้คนมุ่งมั่นที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่มากกว่า หากวางคำกลับกันเป็น High return-High risk ผลตอบแทนมากต้องเสี่ยงมาก ความรู้สึกระมัดระวังก็จะมากขึ้น)

เล่นวอร์ ถ้าวิ่งขึ้นก็กำไรมาก,ถ้าวิ่งลงก็เสียเยอะ = ผลตอบแทนมาก,ก็เสี่ยงมาก
ดังนั้น หากเราอยากจะได้ผลตอบแทนจากการเล่นวอร์มาก เราต้องเล่นวอร์ที่วิ่งขึ้น
วอร์ที่วิ่งขึ้น = วอร์ที่เป็นขาขึ้น หรือ วอร์ที่เป็นขาลงแต่เป็นจังหวะเด้ง
ซึ่งถ้าให้แนะนำจริงๆ จงซื้อแต่วอร์ที่เป็นขาขึ้นเท่านั้น ได้จะคุ้มเสีย แต่หากซื้อวอร์เพื่อเล่นจังหวะเด้ง ได้อาจจะไม่คุ้มเสีย
วอร์ขาขึ้นหากเข้าจังหวะพลาด โอกาสที่หุ้นจะกลับมาที่เดิมและวิ่งทำกำไรจะมีให้เห็นเสมอ ส่วนวอร์ที่แค่เด้งหากจังหวะพลาดก็ดอยดีๆนี่เอง แต่กะเซียนๆ ที่จับจังหวะเก่งๆอันนั้นอีกเรื่องนะครับ เพราะคำว่าเซียนก็มีความหมายในตัวอยู่แล้วว่าไม่ธรรมดา

เมื่อเห็นที่มาข้างต้น ตามทฤษฎีของ looking ต้องจับให้ถูกว่าวอร์หรือหุ้นตัวไหนสิ้นสุดขาลงแล้วกำลังจะกลับตัวเป็นขาขึ้น ตรง นี้สำคัญมากๆเพราะการที่หุ้นตัวใดก็ตามที่ราคาไหลลงเป็นน้ำตกอยู่ เราจะไม่ทราบเลยว่าก้นเหวจะอยู่ตรงไหน หรือที่เรียกว่าราคาถูกแล้วก็ยังถูกกว่าลงไปอีกได้เสมอ การวิเคราะห์ด้วยข้อมูลและการคาดเดาที่มีเหตุผลประกอบจะต้องถูกนำมาใช้ตรง นี้

ซึ่งเมื่อเราเลือกหุ้นตกต่ำมานานและกำลังจะดีดตัวออกจากก้นเหวไปสู่ยอดเขาแล้วนั้น
หากเราเก่งบวกเฮงก็อาจจะได้ซื้อที่ราคาก้นเหวซึ่งเป็นราคาที่ต่ำสุดที่คนเล่นหุ้นไฝ่ฝันว่าจะได้ซื้อราคาในราคานี้

แต่ในโลกความจริงความเก่งกับความเฮงตรงนั้นมักจะไม่เกิดขึ้นมาพร้อมๆกันให้เห็นซะเท่าไหร่ ดังนั้นการเลือกซื้อหุ้นที่เกือบจะลงสุดก้นเหว หรือการซื้อหุ้นที่เด้งจากก้นเหวมาแล้วนิดหน่อยจึงเป็นทางเลือกสำหรับคนธรรมดาที่ไม่ใช่เทวดาผู้หยั่งรู้ฟ้าดินแบบเราๆท่านๆ การทยอยเก็บหุ้นที่ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีนั่นคือกุญแจสู่ความสำเร็จทั้งมวล
จากที่ว่ากันมายืดยาวก็เพื่อข้อสรุปตรงนี้แหละครับ

ทำไมจึงเล่นวอร์แรนท์ ?
คำตอบ "การหวังรวยแบบทางลัด"

ควรจะซื้อตอนไหน ?
คำตอบ ควรจะซื้อเมื่อหุ้นตัวนั้นเป็นขาขึ้น มีข่าวดีรออยู่ในตัวหุ้น (หากมีปันผลหรือให้สิทธิต่างๆในตัวแม่ โปรดพิจารณาซื้อแม่แทน,เมื่อขึ้นXD,XRแล้วยังมั่นใจให้เข้าไปเก็บคืน)

ควรจะหลีกเลี่ยงตอนไหน ?
คำตอบ ควรจะเลี่ยงเมื่อหุ้นตัวนั้นเป็นขาลง หากมั่นใจว่าหุ้นแม่เป็นขาลง พยายามเลี่ยงเพื่อไม่ให้เราเป็นผู้รับว่าที่วอร์ที่ไม่มีมูลค่าจากผู้ที่ทิ้งมา

ทั้งหมดนี้อยากจะยกตัวอย่างที่มีในตลาดตอนนี้ทั้งวอร์ขาขึ้นและขาลง แต่เกรงจะไปกระทบผู้ที่ถือหุ้นตัวนั้นๆอยู่ ยังไงก็ลองสังเกตจากกราฟดูนะครับ


บทความนี้ดัดแปลงจาก กระทู้ของคุณ looking (www.settomorrow.com)

27 มีนาคม 2552

ตลาดหุ้นรายวัน 27/03/52

บล.ธนชาต : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 27/03/52

  • GDP ใน 4Q08 ของสหรัฐลดลงน้อยกว่าคาด ประกอบกับแนวโน้มผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยีดีขึ้นทำให้ DJ บวก 2.2% และ NYMEX บวก 3% ข่าวบวกอีกชิ้นหนึ่งคือการเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของ Fed ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาว 30 ปีของสหรัฐลดลงทำ new low ซึ่งหากเป็นแนวโน้มต่อเนื่องจะเป็นสัญญาณที่ดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ยังไม่ควรคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นเร็ว
  • คำแนะนำวันนี้ – “เก็งกำไร” LH DTAC (ราคา underperformed SET ใน 3 เดือน) และ TOP TUF (คาดกำไร 1Q09 จะดี)

  • หุ้นทางเทคนิควันนี้ – PTT BANPU KBANK
  • Dow Jones +2.2%; NYMEX +3% จากรายงานเศรษฐกิจที่แย่น้อยกว่าคาด
  • Dow Jones บวก 2.25% (+174.75 จุด) นักวิเคราะห์คาดว่าอาจมีแนวโน้มดีต่อถึงปลายเดือนจากการทำ window dressing และเพิ่มน้ำหนักในหุ้น กลุ่มเทคโนโลยีนำตลาดวันนี้
  • การเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของ Fed ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีลดต่ำสุดนับจากปี 1971 ที่ 4.85% และเป็นผลดีต่อผู้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยในการ re-finance เงินกู้ออกไป
  • GDP ใน 4Q08 ของสหรัฐติดลบน้อยกว่าคาด คือ -6.3% (ลดแรงสุดนับจาก 1Q 1982)
  • ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า GM และ Chrysler อาจได้รับความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่ม (หลังจากได้รับแล้ว 17.4 พันล้านเหรียญสหรัฐเมื่อ ธ.ค.08)
  • NYMEX ส่งมอบ พ.ค.09 ปิดบวก 2.98% (+USD1.57/bbl) เป็น USD54.34/bbl บริษัท Oil Movement คาดปริมาณส่งออกน้ำมันทางทะเลของ OPEC จะลดลงวันละ 7.7 แสนบาร์เรลใน 4 สัปดาห์ข้างหน้า
  • THAI (REDUCE; TP THB2.5) – ไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จากน้ำมันที่ลดลง ราคาหุ้นบวกเกิน 10% วานนี้ซึ่งน่าจะเกิดจากราคาน้ำมันเครื่องบินที่ลดลง 52% y-y ใน 1Q09 รวมทั้งจาก cabin factor ดีขึ้นจาก ธ.ค.08 ทำให้คาดกันว่าบริษัทจะกำไรใน 1Q09 แต่ทำ hedging ที่ราคาสูง จึงไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จากราคาน้ำมันลดลงใน 1Q09 กำลังจะปรับประมาณการณ์เพื่อสะท้อนราคาน้ำมันที่ลดลง & แผนปรับโครงสร้างบริษัทแต่ยังกังวลจากการแข่งขันที่สูง และธุรกิจที่จะเข้าสู่ low season ใน 2Q-3Q
  • LPN (BUY; TP THB5) – ตัวเลือกที่ดีใน segment คอนโด (Company Note) ระดับสินค้าคงคลังลดลงมาก และยอด pre-sale เพิ่มขึ้นมาก เรายังแนะนำ ซื้อโดยคาดว่าจะมี P/E ปีนี้เพียง 5 เท่า และให้ div.yield สูงถึง 10%
  • CPN (BUY; TP THB20.6) – กำไรจะไม่สะดุด (Company Note) ผู้ตรวจสอบบัญชียอมให้บันทึกค่าเช่าโดยยึดหลัก percentage of depletion กำไรจึงไม่สะดุด ส่วนงบปรับปรุงสถานที่ต่ำกว่าคาด IRR จากโครงการนี้เพิ่มเป็น 16%

ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/03/09 เวลา 9:05:53

ข่าวห้องค้า 27 มี.ค.52

ข่าวห้องค้า

ไทยเอ็นวีดีอาร์ซื้อหุ้นดีแทค
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งว่า ได้รับแบบรายงานการได้มา ซึ่งหุ้นบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) โดย บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2552 จำนวน 0.12% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ทำให้จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการได้มาคิดเป็น 5.11% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

สยาม เรลล์ ซื้อหุ้นบีทีเอส
สำนักงาน ก.ล.ต. แจ้งว่า ได้รับแบบรายงานการได้มาซึ่งหุ้นบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอส) โดย บริษัท สยาม เรลล์ ทรานสปอร์ต แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ จำกัด เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2552 จำนวน 37.99% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ทำให้จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการได้มาคิดเป็น 93.74% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

ไทยเอ็นวีดีอาร์ซื้อหุ้นภัทร
สำนักงาน ก.ล.ต. แจ้งว่า ได้รับแบบรายงานการได้มาซึ่งหุ้น บล.ภัทร โดยบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2552 จำนวน 0.78% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ทำให้จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการได้มาคิดเป็น 9.8% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

กรรมการสแกนดิเนเวียลาออก
บริษัท สแกนดิเนเวียลีสซิ่ง แจ้งการลาออกของรองศาสตราจารย์ พิเศษ เสตเสถียร จากการเป็นกรรมการและกรรมการตรวจสอบ เพราะมีภาระงานมากขึ้น ทั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.2552

ไซแมทตั้งบริษัทย่อย
บริษัทไซแมท เทคโนโลยี่ แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1 ปี 2552 เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2552 มีมติให้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ไซแมท อี-เทค (ประเทศไทย) จำกัด โดยร่วมทุนกับบริษัท E-Tech IT Sdn. Bhd. จากประเทศมาเลเซีย ในสัดส่วน 51% ต่อ 49% เพื่อประกอบธุรกิจจำหน่ายและให้บริการหลังการขาย สำหรับอุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์ สำหรับระบบ Point of Sales ของยี่ห้อ IBM, Hewlett-Packard และอื่นๆ

ไออาร์พีซีซื้อคืนหุ้นกู้
บริษัท ไออาร์พีซี แจ้งว่า ตามที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5 ปี 2550 เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2550 อนุมัติให้บริษัทฯเสนอขายหุ้นกู้สกุลดอลลาร์ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน 250 ล้านดอลลาร์ ดอกเบี้ย 6.375% ต่อปีครบกำหนดไถ่ถอน พ.ศ.2560 ให้แก่นักลงทุนสถาบันนั้น เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2552 บริษัทได้ซื้อคืนหุ้นกู้ดังกล่าวคืน 12 ล้านดอลลาร์ คงเหลือหุ้นกู้อีก 238 ล้านดอลลาร์

แลกหุ้นธนาคารแลนด์
บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ แจ้งว่า ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย ซึ่งเป็นบริษัทร่วมที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 42.12% อยู่ระหว่างดำเนินการปรับโครงสร้างของธนาคาร เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 โดยจะดำเนินการจัดตั้ง Holding Company ขึ้นมาใหม่และจะให้ผู้ถือหุ้นทุกรายของธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์เพื่อรายย่อย แลกเปลี่ยนหุ้นกับ Holding Company ที่จะจัดตั้งขึ้นมาใหม่ในสัดส่วนการถือหุ้นเดิม
เมื่อทำการแลกหุ้นแล้ว Holding Company จะเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดในธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย และผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ รวมทั้งบริษัทจะถือหุ้นใน Holding Company สัดส่วนเดิม 42.12% ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2552

ปลดเอสพีหุ้นเอสเอ็มซี
ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ได้ขึ้นเครื่องหมาย "SP" (Suspension) หลักทรัพย์ของบริษัท เอสเอ็มซีมอเตอร์ส ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าของวันที่ 3 มี.ค.2552 เพราะบริษัทไม่สามารถนำส่งงบการเงินประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.2551 มายังตลาดหลักทรัพย์ภายในเวลาที่กำหนด บัดนี้บริษัทได้นำส่งงบการเงินดังกล่าวเพื่อเผยแพร่แล้ว ตลาดหลักทรัพย์จึงเห็นสมควรปลดเครื่องหมาย "SP" ตั้งแต่การซื้อขายหลักทรัพย์รอบเช้าของวันที่ 26 มี.ค.2552 เป็นต้นไป


หุ้นหมวดใหม่

หุ้นหมวดใหม่ธุรกิจกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เริ่ม 31 มี.ค.นี้




กรุงเทพฯ 26 มี.ค.- นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการ สายงานการตลาดและงานบริการหลังการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ แยกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ออกจากหมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตั้งเป็นหมวดธุรกิจกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund Sector) ภายใต้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction Industry Group) พร้อมเผยแพร่ดัชนีและค่าสถิติต่างๆ เพื่อสะท้อนภาพรวมหมวดธุรกิจ Property Fund เริ่ม 31 มีนาคมนี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ชัดเจนมากขึ้น

ปัจจุบันมีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งหมด 21 กองทุน มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 48,690.66 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.19 ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อ สร้าง และร้อยละ 1.40 ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของตลาดหลักทรัพย์ฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 25 มี.ค. 2552) และคาดว่าในปี 2552 จะมีกองทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 5 กองทุน ด้วยจำนวนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีจำนวนมากขึ้น

“การแยกหมวดธุรกิจกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ให้ชัดเจน จะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเห็นภาพรวมของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลในหมวดธุรกิจนี้ได้เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการสร้างความสนใจให้แก่ผู้ลงทุนให้เข้ามาซื้อขายกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งส่งผลให้ผู้ออกหลักทรัพย์ใช้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เป็นเครื่อง มือหนึ่งในการระดมทุน” นางสาวโสภาวดี กล่าว

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะคำนวณมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Asset Value: NAV) และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Price/NAV: P/NAV) ของรายหลักทรัพย์และหมวดธุรกิจกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ โดยใช้ข้อมูลจากรายงานงบการเงิน และจะทำการยกเลิกการคำนวณอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) เพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกันกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ทั้งนี้ ประมาณการค่าสถิติ P/NAV และ Dividend Yield ของหมวดธุรกิจกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ณ วันที่ 25 มีนาคม 2552 มีค่าเท่ากับ 0.7 เท่า และ 9.38% ตามลำดับ

ที่มา: สำนักนักข่าวไทย

วิกฤตศก. 3-5 ปี ฟื้น!

กูรูฟันธงโคตรวิกฤตศก.3-5ปีฟื้น!
จี้รัฐงัดทุกมาตรการอัดฉีดเต็มพิกัด


นักเศรษฐศาสตร์ยอมรับปัญหาเศรษฐกิจในรอบนี้เป็น "โคตรวิกฤต" รุนแรงที่สุดในรอบ 80 ปี คาดกว่าจะฟื้นตัวเต็มที่ต้องใช้เวลาอีก 3-5 ปี แนะรัฐบาลเตรียม "กระสุน" และงัดทุกนโยบายมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ และต้องตัดวงจร "อุบาทว์" แก้ปัญหาภาคเศรษฐกิจจริง ที่สำคัญควรพลิกวิกฤตเป็นโอกาสเร่งปฏิรูปภาคการผลิตให้เข้มแข็ง



ในการเสวนาหัวข้อ "โคตรวิกฤต ความเสี่ยงเศรษฐกิจ : ถึงเวลาเผชิญหน้าความจริง" ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เนื่องในโอกาสเปิดตัวหนังสือ "โคตรวิกฤต : หายนะฟองสบู่ซับไพรม สู่วิกฤตโลก" เมื่อวานนี้ (24 มี.ค.) ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) มีนักเศรษฐศาสตร์คลื่นลูกใหม่เข้าร่วมเสวนาคือ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้บริหารส่วนกลยุทธ์นโยบายการเงิน สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักการเงินและนักวิชาการอิสระ ดำเนินรายการโดยนายปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล

ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ต้องยอมรับความจริงว่า เป็นโคตรวิกฤต เพราะเป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุดในรอบ 80 ปี ดังนั้นมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ก็ต้องทำให้แรงที่สุดในรอบ 80 ปี เช่นกัน จึงไม่แปลกใจว่าทำไมรัฐบาลถึงมีแนวคิดจะยกเลิกกรอบวินัยการคลัง เพราะต้องปลดล็อกเพื่อนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ จะเกิดขึ้นตามมาอีก

เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ ดร.กอบศักดิ์เชื่อว่า ไม่จบง่ายๆ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาจนถึงขณะนี้อาจกล่าวได้ว่าเพิ่งเป็นจุด เริ่มต้นของจุดจบของวิกฤต ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนานกว่าปัญหาจะคลี่คลาย เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตงบดุลของสถาบันการเงินที่แก้ยากและต้องใช้ เวลา จากประสบการณ์ของประเทศไทยคือประมาณ 5 ปี ดังนั้นคาดว่ากว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเต็มที่และเข้มแข็งก็คงใช้เวลาอีก 3-5 ปี

เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครั้งนี้ ดร.กอบศักดิ์มองว่า ต้องเตรียมตัวตั้งรับให้ดี นโยบายการคลังเป็นพระเอกตัวจริงในการดำเนินมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนนโยบายการเงินก็ต้องสนับสนุนเต็มที่ แต่มีข้อจำกัด เพราะกลไกของธนาคารพาณิชย์ไม่ทำงาน

"การทำนโยบายของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็นต้องผสมผสานทั้งมาตรการ ระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นการสร้างอนาคตทั้งด้านคมนาคม การชลประทาน และการศึกษา และหากรัฐบาลมีแผนการลงทุนชัดเจน เชื่อว่าเอกชนจะเชื่อมั่นขยายการลงทุนตามด้วย" ดร.กอบศักดิ์กล่าว

ด้าน ดร.เอกนิติเห็นตรงกันว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นโคตรวิกฤตจริงๆ เพราะมีหลายวิกฤตมารวมกัน ทั้งวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ วิกฤตสถาบันการเงิน วิกฤตสภาพคล่อง และวิกฤตภาคเศรษฐกิจจริง ทั้ง 4 วิกฤตเกิดขึ้นพร้อมกันและมีขนาดใหญ่มาก เชื่อมโยงทั้งโลก ดังนั้นอีกนานกว่าวิกฤตครั้งนี้จะจบจึงจำเป็นต้องเผชิญหน้าความจริง และยอมรับความจริงเพื่อสู้กับวิกฤตดีกว่าฉายภาพดีๆ เมื่อสถานการณ์เลวร้าย กว่าที่คาดอาจปรับตัวไม่ทัน

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การตั้งรับกับวิกฤตครั้งนี้ต้องไม่ประมาทและต้องมีสติ ดังนั้นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลคือต้องเตรียมกระสุนไว้สู้รบกับวิกฤต เศรษฐกิจครั้งนี้ทั้งการใช้งบประมาณกลางปี 2552 จำนวน 100,000 ล้านบาทที่ดำเนินการไปแล้ว ส่วนมาตรการที่เตรียมไว้คือการกู้เงินต่างประเทศ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐและต้องเตรียมหาเม็ดเงินใหม่ที่จะเตรียมรองรับวิกฤต เศรษฐกิจโลกอีกรอบหนึ่งคือการขยายเพดานเงินกู้เพื่อชดเชยการ ขาดดุล

"ตอนนี้นโยบายอะไรต้องงัดออกมาใช้หมด โดยเฉพาะนโยบายการคลัง เหมือน อเมริกาที่อัดฉีดเงินอย่างเต็มที่ แต่ปัญหา คือเม็ดเงินที่ใช้ไปทำอย่างไรจะสร้างความเชื่อมั่นได้ เพื่อทำให้เงินหมุนต่อไปได้ ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยช่วยเสริมนโยบายการคลังอีกแรงหนึ่ง แนวทางหนึ่งคืออาจต้องร่วมมือกันระหว่างประเทศ และไม่กีดกันการค้า ถ้าสามารถกระตุ้นดีมานด์ขึ้นมาได้ ก็จะมีความหวังมากขึ้น" ดร.เอกนิติกล่าว

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวลงมาก จากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัว ดังนั้นโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพิงเศรษฐกิจโลกย่อมจะถูกกระทบรุนแรง เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องเตรียมกระสุนไว้รับมือ แต่เพื่อใช้เม็ดเงินให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ มากที่สุด ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่จำกัด รัฐบาลจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญให้ถูกต้องชัดเจน" ดร.เอกนิติกล่าว

โดยลำดับความสำคัญที่รัฐบาลควรจัดเป็นอันดับแรกคือ ดร.เอกนิติเสนอว่า ควรทำมาตรการเน้นการลงทุนระยะกลางและยาว โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการคมนาคม การชลประทาน และการศึกษา ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมประเทศในอนาคต เป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการเน้นปฏิรูปภาคการ ผลิต กล่าวคือทำให้คนไทยเก่งขึ้น และมีประสิทธิภาพมีทักษะของแรงงานที่ดีขึ้น

แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ได้รับ ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ ดร.เอกนิติ บอกว่า ตรงกันข้ามจากปี 2540 ที่ปัญหาเริ่มต้นจากสถาบันการเงินแล้วนำไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริง แต่ครั้งนี้ไทยถูกกระทบจากภาคเศรษฐกิจจริงคือการส่งออกที่หดตัวลง จากคำสั่งซื้อที่หายไป ทำให้ผู้ประกอบการลดกำลังการผลิต ลดการจ้างงาน ซึ่งในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาอัตราการ ว่างงานอยู่ที่ 2.4% ถ้าอัตราการว่างงานขยายในวงกว้างจะทำให้การใช้จ่ายในประเทศที่ต้องการ กระตุ้นทดแทนการส่งออกจะทำได้ยากขึ้น

"เมื่อการบริโภคลดลง การลงทุนไม่ต้องพูดถึง ภาคเอกชนตอนนี้ก็ไม่ลงทุนอยู่แล้ว เมื่อกระตุ้นการบริโภคไม่ขึ้นบวกกับความเชื่อมั่นไม่มี ผลคือภาคเอกชนไม่รู้จะผลิตอะไรก็ลดการผลิตกลายเป็นปัญหาภาคเศรษฐกิจจริงหมุน เป็นวงจรอุบาทว์ ซึ่งรัฐบาลต้องตัดวงจรนี้ทุกวิถีทาง แต่ถ้าตัดไม่ได้ปัญหาจะไหลมาที่สถาบันการเงิน ซึ่งแม้ขณะนี้จะมีความเข้มแข็งแต่ก็มีความสามารถรองรับความเสี่ยงได้ระดับ หนึ่ง เพราะฉะนั้นไม่ควรประมาท" ดร.เอกนิติกล่าว

ด้านนางสาวสฤณีมองตรงกันว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นโคตรวิกฤต เนื่องจากต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐไม่ใช่มีแต่ปัญหาสถาบันการเงินและ ปัญหาภาคเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาสังคม โดยเฉพาะคนชราในอเมริกา ที่ปกติจะขายบ้านเพื่อไปอยู่บ้านพักคนชรา แต่จากปัญหาราคาบ้านตกต่ำ จึงไม่ขายบ้าน และไม่มีใครดูแลอีกเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้จากข้อมูลพบว่า ช่วงที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟูมีการสร้างบ้านในพื้นที่ที่ไม่ควร สร้าง ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการแก้ปัญหาของสหรัฐภายใต้การนำของบารัก โอบามา น่าจะมีความหวังว่าปัญหาจะคลี่คลาย เพราะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบองค์รวม โดยเฉพาะการใช้เงินเพื่อการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นธุรกิจในอนาคตและเติบโตได้ไกลในระยะยาวถือเป็นการใช้เม็ดเงินรอบ เดียว แต่ได้ผลยาว

สำหรับกรณีรัฐบาลไทยให้ความเห็นว่ารัฐบาลควรฉวยโอกาสปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาคการผลิตในประเทศ ที่เน้นสร้างตลาดในประเทศ ด้วยการทำให้ธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เข้มแข็ง และเกิดการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการทำนโยบายเกี่ยวกับการกระจายรายได้ และไม่ทำให้ความเจริญกระจุกตัวอยู่แต่ในเมือง ด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน เป็นต้น

"วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้รุนแรง เข้าใจได้ว่ารัฐบาลต้องทำมาตรการระยะสั้นเพื่อดูผลกระทบ แต่ก็อยากเห็นรัฐบาลทำมาตรการลงทุนในระยะกลางและยาวที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ด้วย" นางสาวสฤณีกล่าว


Template by - Abdul Munir | Blogging4