25 กุมภาพันธ์ 2552

ภาวะเศรษฐกิจไทย ปี 51-52

ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สี่และทั้งปี และแนวโน้มปี 2552

# เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2551 หดตัวร้อยละ 4.3 ภายหลังจากมีการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5.0 ใน 3 ไตรมาสแรก การหดตัวของเศรษฐกิจเป็นผลจากทั้งการส่งออกสินค้าและบริการ และความต้องการสินค้าภายในประเทศลดลงจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ปัญหาการเมืองภายในประเทศ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจลดลง รวมทั้งความล่าช้าของการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายครั้ง

# รวมทั้งปี 2551 เศรษฐกิจขยายตัวเพียงร้อยละ 2.6 นับว่าเป็นการชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับการขยายตัวร้อยละ 4.9 ในปี 2550 และเป็นแรงส่ง (economic momentum) ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ลดลงมาก แต่ในภาพรวมเศรษฐกิจนับว่ายังมีเสถียรภาพ โดยที่แรงกดดันเงินเฟ้อไตรมาสที่สี่ลดลงเป็นร้อยละ 2.1 ตามภาวะราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงและเฉลี่ยทั้งปีอัตราเงินเฟ้อเท่ากับร้อยละ 5.5 แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดรวมทั้งปี 2551 อยู่ในฐานะขาดดุลเล็กน้อยประมาณ 178 ล้านดอลลาร์ สรอ.

# อัตราดอกเบี้ยปรับลดลง แต่อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงเร็วกว่าจึงมีผลให้อัตราดอกเบี้ยแท้จริงกลับมาเป็นบวกและเพิ่มขึ้นและยังไม่เป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจโดยเฉพาะในช่วงของเศรษฐกิจขาลง สินเชื่อชะลอตัวและเงินฝากเร่งตัวขึ้นทำให้สภาพคล่องส่วนเกินกลับมาเพิ่มขึ้น ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ สรอ. อ่อนค่าลงต่อเนื่องเช่นเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์โดยเฉลี่ยลดลงมากและมีความผันผวนเป็นช่วง ๆ ตามการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าและออกของนักลงทุนต่างชาติในภาวะที่ผลกระทบจากปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพได้นำไปสู่วิกฤตทางการเงินที่เป็นวงกว้างมากขึ้น และตามปัญหาการเมืองภายในประเทศที่ทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง

# ฐานะการคลังขาดดุลงบประมาณและขาดดุลเงินสดเป็นจำนวนสูงถึง 129,003 ล้านบาท และ 208,134 ล้านบาท ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2551 เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ลดลงและต่ำกว่าเป้าหมายมากจึงไม่เพียงพอกับการเบิกจ่ายในด้านรายจ่าย หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2551 มีจำนวน 3,415,565 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37 ของ GDP เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 36.92 ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของหนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน

# ในปี 2552 คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะหดตัว โดยมีแนวโน้มที่จะหดตัวชัดเจนในช่วงครึ่งปีแรก แต่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีอันเนื่องจากปัจจัยสนับสนุน คือ (i) การผลักดันการดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลให้มีความต่อเนื่องและเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง (ii) การเร่งรัดการเบิกจ่ายและการดำเนินโครงการภายใต้กรอบงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2552 และการเตรียมความพร้อมให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2553 ได้ทันทีในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม (iii) การเร่งดำเนินโครงการลงทุนสำคัญของภาครัฐภายใต้แผนการลงทุนระยะปานกลางและระยะยาวให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปลายปีนี้ และ (iv) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจการเงินโลกที่จะทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายปี

# คาดว่าโดยรวมเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวติดลบร้อยละ (-1.0)-(0.0) อัตราเงินเฟ้อเท่ากับร้อยละ(-0.5) – (0.5) อัตราการว่างงานอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5-3.5 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเล็กน้อยประมาณร้อยละ 0.0-1.0 ของ GDP

# การบริหารเศรษฐกิจในปี 2552 เน้นการกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและแผนการลงทุนระยะปานกลางและระยะยาวโดยการใช้งบประมาณรายจ่ายรัฐบาลและการดำเนินโครงการภาครัฐเป็นปัจจัยนำ และดำเนินมาตรการเพื่อดูแลผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ การดูแลแรงงานผู้ถูกเลิกจ้างงาน ให้มีสวัสดิการรองรับที่เหมาะสมและได้รับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะและจัดหางานใหม่ การดูแลสาขาการผลิตและบริการที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรง เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น และวางกลไกช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งเผชิญราคาผลผลิตลดลงให้สามารถวางแผนการผลิตและได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม

ที่มา : สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภาวะตลาดหุ้นไทย 25-2-52

ภาวะตลาดหุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้ารีบาวน์ตามดาวโจนส์พุ่ง คาดกนง.ลดดอกเบี้ยหนุน

นักวิเคราะห์ประเมินดัชนีเช้าวันนี้รีบาวน์ตามดาวโจนส์ที่พุ่งแรง คาดกนง.ลดดอกเบี้ยหนุน ประกอบกับวานนี้ดัชนีทดสอบ 430 จุดอยู่พักใหญ่แล้ว แต่ไม่ผ่าน ส่วนปัจจัยที่จะจำกัดการรีบาวน์ไม่แรงคือตัวเลขเศรษฐกิจที
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้น่าจะรีบาวน์เพราะมีปัจจัยที่ทำให้รีบาวน์คือเรื่องที่กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยและดาวโจนส์ที่ทะยานขึ้น ทั้ง 2 ปัจจัยนี้น่าจะเป็นตัวที่ผลักดันให้ตลาดรีบาวน์ได้และเมื่อวานทดสอบ 430 จุดอยู่พักใหญ่ๆ แต่ไม่ผ่าน ส่วนตัวที่จะจำกัดการรีบาวน์ไม่แรงคือภาพรวมของตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาส่วนใหญ่คนก็ค่อนข้างจะกังวลกันอยู่ ตรงนี้จะเป็นตัวที่ถ่วงทั้งเศรษฐกิจในบ้านเราและเศรษฐกิจโลกด้วย

ส่วนที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐเตรียมแถลงนโยบายเศรษฐกิจต่อสภาคองเกรสครั้งแรกในวันนี้ ก็เป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปว่าจะออกมาในรูปแบบไหน อย่างไรบ้าง ขณะที่ดาวโจนส์บวกขึ้นมาก็น่าจะมีส่วนทำให้เรารีบาวน์ขึ้นไปได้

ประเด็นของการพิจารณาการลงทุน :

  • ตลาดหุ้นนิวยอร์คเมื่อวานนี้(24 ก.พ.) ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 7,350.94 จุด เพิ่มขึ้น 236.16 จุด(+3.32%) ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 773.14 จุด เพิ่มขึ้น 29.81 จุด(+4.01%) และดัชนีแนสแด็ก ปิดที่ 1,441.83 จุด เพิ่มขึ้น 54.11 จุด (+3.90%)
  • นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 183.05 ล้านบาทเมื่อวานนี้
  • ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน เม.ย.ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการเมื่อวานนี้ที่ 39.96 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.52 ดอลลาร์
  • 'กรณ์' ค้าน 'ชาญชัย' อุ้มค่ายรถต่างชาติค้านลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 3% ซื้อรถใหม่ลดหย่อนภาษีได้ 50,000 บาท ย้ำรัฐต้องการช่วยพวกแรงงานที่ถูกเลิกจ้างก่อน ขณะที่รมต.อุตสาหกรรมเดินหน้าสรุปแพ็คเกจช่วยเหลือ ผู้ประกอบการ-ลูกจ้าง 26 ก.พ.นี้ ก่อนเสนอ ครม.เศรษฐกิจชี้ขาด
  • สภาพัฒน์รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ 'อภิสิทธิ์' คาดอาจติดลบยาวถึงไตรมาส 3 ก่อนมาบวก 0-1% ในไตรมาส 4 รัฐบาลเตรียมประกาศแผนกระตุ้นรอบสองภายใน 45 วัน ด้านพาณิชย์เล็งทบทวนเปิดเสรีธุรกิจต่างด้าวตามบัญชี 3 พ.ร.บ.ต่างด้าว
  • 'มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย' แนะเร่งเพิ่มศักยภาพ 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การบิน และโลจิสติกส์ รับการแข่งขันเดือดในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ระบุหากเพิกเฉยเงินลงทุนไหลเข้าเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ แนะศึกษาเปิดเสรีลงทุนให้รอบคอบ หวั่นเปิดช่องสวมสิทธิเข้าลงทุนกระทบธุรกิจภายใน สื่อนอกชี้เป็นโอกาสไทยชี้แจงสถานการณ์
  • นายกฯ ขีดเส้นก.พ.เร่งบรรจุข้าราชการ 2.4 หมื่นตำแหน่ง แก้ปัญหาว่างงาน ให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนเม.ย.นี้เผย พนักงานธุรการ รับมากที่สุดกว่า 1.7 พันตำแหน่ง ผู้ว่าการกนอ.รับวิกฤติเศรษฐกิจแรงงานเขตนิคมฯ 15 จังหวัด ถูกเลิกจ้างแล้ว 1.1 แสนคน เฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ กระทรวงแรงงานชี้เลิกจ้างยังน่าห่วงเผย 2 เดือนแรกปลดแล้วกว่า 1.7 หมื่นคนแนวโน้มลอยแพเพิ่มอีก 1.3 แสนราย
  • นักเศรษฐศาสตร์คาดแบงก์ชาติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.5% วันนี้ คาดส่งผลให้ดอกเบี้ยลดเหลือ 1.5% เหตุเงินเฟ้อยังลดลงต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจยังหดตัวต่อเนื่องอีกทั้งงบประมาณการคลังยังไม่เบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ พร้อมคาดว่ากนง.น่าจะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องไปเหลือ 1% กลางปีนี้
  • เครือเซ็นทรัล หวังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวครึ่งปีหลัง ตั้งงบ 19,000 ล้านบาท เดินหน้าขยายการลงทุน ชงรัฐลดภาษีวีเอที-ธุรกิจ ปลุกกำลังซื้อพร้อมดึงต่างชาติลงทุน ดันรายได้ปีนี้พุ่ง 1.12 แสนล้านบาท หรือเติบโต 11%
  • นักวิเคราะห์ชี้สองยักษ์ยานยนต์สหรัฐ จีเอ็ม-ไครสเลอร์ ขาดสภาพคล่องหนักเสี่ยงสูงล้มละลาย ผสมข่าววงในห่วงเอไอจีไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาขาดทุนหนัก 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2 ล้านล้านบาท อาจยื่นล้มละลายหากดีลขอทุนเพิ่มจากรัฐบาลล่ม ส่งผลนักลงทุนยิ่งผิดหวังแผนกู้ภาคการเงินของโอบามา ฉุดดาวโจนส์ร่วงทำสถิติต่ำสุดในรอบ 12 ปี
  • คลัง เปิดเผยว่า ฐานะการคลังเบื้องต้นตามระบบ สศค.(ระบบ Government Finance Statistics: GFS)ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 52(ต.ค.-ธ.ค.51) รัฐบาลขาดดุลการคลังทั้งสิ้น 124,800 ล้านบาท คิดเป็น 1.3 % ของ GDP ขาดดุลเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 55,415 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของการดำเนินนโยบายการคลัง สะท้อนถึงบทบาทของนโยบายการคลังในการพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ตลท.ยื่นขอเสนอคลังปล่อยหุ้น 10 ตัว ที่ถืออยู่กระจายสู่มือรายย่อย เพิ่มฟรีโฟลตให้ตลาดหุ้น ส่วนวันนี้พร้อมชงเรื่องลดฟรีโฟลตไอพีโอ เข้าที่ประชุมบอร์ดตลาดฯ ด้าน"ภัทรียา"ลั่นมาตรการนี้ใช้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ขณะที่ "อารีพงษ์"เมินข้อเสนอตลท. บอกไม่เข้าใจตลาดฯต้องการให้ขายหุ้นตัวไหน
  • รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การประชุมประเมินสถานการณ์การส่งออกไทยปี 52 วันที่ 25 ก.พ.ผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ประจำอยู่ทั่วโลกจะรายงานตัวเลขส่งออกรายตลาดให้ รมว.พาณิชย์ รับทราบเพื่อกำหนดเป้าหมายการส่งออกปีนี้ใหม่ โดยมีแนวโน้มที่จะปรับลดเป้าส่งออกสินค้า รายตลาดเกือบทุกตลาดทั้งใหม่และเก่า เช่นตะวันออกกลาง อินเดีย แอฟริกา ยุโรป
ที่มา : IQข่าวหุ้น

ปฏิทินหุ้น วันที่ 25 ก.พ. 2552

ที่มา:IQ ข่าวหุ้น
กุมภาพันธ์ 2552
25 ก.พ. TR จ่ายปันผล หุ้นละ 1.30 บาท
VAYU1 จ่ายปันผล หน่วยลงทุนละ 0.15 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
26 ก.พ. BSI ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ
KEST XD หุ้นละ 0.50 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
TOP XD หุ้นละ 1.00 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
27 ก.พ. URBNPF XD หน่วยลงทุนละ 0.222 บาท (รอบ 1 ต.ค.-31 ธ.ค.51)
LUXF จ่ายปันผล หน่วยลงทุนละ 0.36 บาท (รอบ 20 พ.ค.-31 ธ.ค.51)

มีนาคม 2552
3 มี.ค. LEE-W1 ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ
PTTCH XD หุ้นละ 1.00 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
SPF XD หน่วยลงทุนละ 0.1784 บาท (รอบ 1 ต.ค.-31 ธ.ค.51)
SYNEX XD หุ้นละ 0.12 บาท (รอบ 1 เม.ย.-31 ธ.ค.51)
4 มี.ค. TMT XD หุ้นละ 1.00 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
KK-W3 XE 1 : 1.13362 @ 12.35 บาท
5 มี.ค. DRT XD หุ้นละ 0.10 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
EGCO XD หุ้นละ 2.50 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
KSL XD หุ้นละ 0.22 บาท
MAKRO XD หุ้นละ 2.50 บาท (รอบ 1 ต.ค.-31 ธ.ค.51)
MSC XD หุ้นละ 0.20 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
PTT XD หุ้นละ 2.00 บาท
PTTAR XD หุ้นละ 0.50 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
TLUXE XD หุ้นละ 0.10 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
6 มี.ค. BROCK XD หุ้นละ 0.045 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
BSEC XD หุ้นละ 0.082 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
JCP XD หุ้นละ 0.60 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
QHPF จ่ายปันผล หน่วยลงทุนละ 0.21 บาท (รอบ 1 ต.ค.-31 ธ.ค.51)
9 มี.ค. CSC XD หุ้นละ 0.77 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
PHATRA XD หุ้นละ 1.00 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
10 มี.ค. SCCC XD หุ้นละ 4.50 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
11 มี.ค. DELTA XD หุ้นละ 1.10 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
SNC XD หุ้นละ 0.15 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
SWC XD หุ้นละ 0.12 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)

3 บริษัทยักษ์สหรัฐส่อล้มละลาย

นักวิเคราะห์ชี้สองยักษ์ยานยนต์สหรัฐ จีเอ็ม-ไครสเลอร์ ขาดสภาพคล่องหนักเสี่ยงสูงล้มละลาย ผสมข่าววงในห่วงเอไอจีไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาขาดทุนหนัก 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2 ล้านล้านบาท อาจยื่นล้มละลายหากดีลขอทุนเพิ่มจากรัฐบาลล่ม ส่งผลนักลงทุนยิ่งผิดหวังแผนกู้ภาคการเงินของโอบามา ฉุดดาวโจนส์ร่วงทำสถิติต่ำสุดในรอบ 12 ปี

ทั้งนี้แหล่งข่าวยังคาดการณ์ด้วยว่า เอไอจีจะขาดทุนราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.1 ล้านล้านบาทในไตรมาส 4 ซึ่งจะถือเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนของสหรัฐ ที่ขาดทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แซงหน้าบริษัทไทม์ วอเนอร์ ซึ่งเคยขาดทุนสูงถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2545 และมากกว่าการขาดทุนในไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมาของเอไอจีเอง ที่ระดับ 2.45 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยช่วงนั้นรัฐบาลสหรัฐได้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือเอไอจีอยู่ที่ประมาณ 1.5 แสนล้านดอลลาร์

แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยว่า การเจรจาระหว่างรัฐบาลกับเอไอจีรอบล่าสุดนั้น รวมถึงความเป็นไปได้ในการให้เงินทุนเพิ่มเติมกับเอไอจี และการแปลงหนี้เป็นทุน รวมทั้งหารือทางเลือกอื่นๆ ด้วย ส่วนสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีรายงานว่า เอไอจีจะประกาศตัวเลขขาดทุนวันจันทร์ (2 มี.ค.) โดยจะปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และสินทรัพย์อื่นๆ และเปิดเผยว่าคณะกรรมการของเอไอจีจะประชุมกันในวันอาทิตย์นี้ (1 มี.ค.) เพื่อทำข้อตกลงกับรัฐบาล

ทั้งนี้รอยเตอร์รายงานด้วยว่า ข่าววงในระบุเอไอจีอาจยื่นล้มละลาย และสองบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐเสี่ยงสูงที่จะล้มละลาย เป็นปัจจัยลบอย่างหนึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ฉุดดัชนีดาวโจนส์ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปีวานนี้ เพราะนักลงทุนไม่มั่นใจแผนกอบกู้เศรษฐกิจ สร้างเสถียรภาพให้กับภาคการเงินครั้งล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐ

โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดทรุดลง 250.89 จุด หรือ 3.41% นิ่งที่ระดับ 7,114.78 จุด ส่วนตลาดหุ้นเอเชียสำคัญกอดคอกันติดอยู่ในแดนลบตามดาวโจนส์ นำโดยดัชนีหุ้นที่ตลาดเซี่ยงไฮ้ทั้งกระดานเอและบี ลดลง 4.56% หรือลดลง 105.12 จุด ปิดที่ 2,200.65 จุด ดัชนีหั่งเส็งของฮ่องกงลดลง 2.9% หรือตกลง 376.58 จุด ปิดที่ระดับ 12,798.52 จุด ดัชนีนิกเคอิ ลดลง 1.46% หรือลดลง 107.60 จุด ปิดที่ 7,268.56 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นไทยดัชนีลดลง 3.68 จุด หรือ 0.84% ปิดที่ 431.32 จุด

ที่มา: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

AIG เข้าเจรจากับรัฐบาล

AIG เข้าเจรจากับรัฐบาล หลังคาดขาดทุนหนัก

บริษัท American International Group กำลังอยู่ในช่วงการเจรจาขอความช่วยเหลือรอบใหม่จากรัฐบาลสหรัฐฯหลังคาดว่าตนจะต้องรับมือกับภาวะขาดทุนรายไตรมาสก้อนใหญ่ที่สุด ถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง AIG เคยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลมาแล้วถึง 2 ครั้งในปีที่ผ่านมา

ตัวเลขขาดทุนที่ประเมินไว้สำหรับไตรมาส 4/51 นี้ ยังถือว่าเป็นจำนวนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการธุรกิจของสหรัฐฯ และทำลายสถิติการขาดทุน 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของ Time Warner ในปี 2545 รวมทั้งตัวเลขการขาดทุนกว่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของ AIG เองในไตรมาส 3/51 ด้วย

แหล่งข่าววงในบอกว่า นอกเหนือจากเรื่องของเงินอัดฉีดก้อนใหม่แล้ว การพูดคุยเจรจารอบล่าสุดนี้ยังจะมีการถกกันเกี่ยวกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนพันธบัตรและหลักทรัพย์ด้วย

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า หากการเจรจาครั้งนี้ไม่สำเร็จ AIG ก็เตรียมใจประกาศล้มละลายไว้แล้ว ขณะที่ก็มีแหล่งข่าวอื่นที่ปฏิเสธความน่าจะเป็นนี้

18 กุมภาพันธ์ 2552

signs the American Recovery



US Vice President Joe Biden (R) stands with US President Barack Obama (C) as he signs the American Recovery and Reinvestment Act at the Denver Museum of Nature and Science in Denver, Colorado, on February 17, 2009. Obama signed into law his 787-billion-dollar stimulus bill, designed to create or save 3.5 million jobs and end the worst US economic crisis since the 1930s.


AFP PHOTO/Jim WATSON


(Photo credit should read JIM WATSON/AFP/Getty Images)

Template by - Abdul Munir | Blogging4