10 สิงหาคม 2552

ผ่านกฎหมายสกัดปั่นราคาน้ำมัน

มะกันผ่านกฎหมายสกัดปั่นราคาน้ำมัน
โทษปรับ1ล้านเหรียญ/วัน


เอเอฟพี รายงานว่า คณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐ (Federal Trade Commision-FTC) เพิ่งอนุมัติกฎระเบียบใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงาน โดยห้ามไม่ให้ผู้เล่นในตลาดใช้ข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องราคาน้ำมัน



โดยแถลงการณ์ของเอฟทีซี ระบุว่า กฎใหม่นี้จะห้ามการฉ้อโกง หรือหลอกลวงในตลาดพลังงาน และการใช้ข้อมูลเพื่อบิดเบือนตลาด

หากใครฝ่าฝืนกฎระเบียบดังกล่าวจะต้องถูกปรับสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งกฎใหม่นี้จะเริ่มมีผลในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552

"จอน ไลโบวิตซ์" ประธานเอฟทีซี ระบุในแถลงการณ์ว่า กฎระเบียบใหม่นี้จะให้อำนาจเอฟทีซีในการจัดการกับพฤติกรรมฉ้อโกงและปั่นราคาให้สูงขึ้น

กฎระเบียบใหม่นี้ห้ามการกระทำที่เข้าข่ายความผิด อาทิ การประกาศแผนที่เกี่ยวกับราคา หรือการตัดสินใจเกี่ยวกับการผลิตที่เป็นเท็จ รวมถึงตัวเลขสถิติ หรือข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง


ปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯในสัปดาห์นี้

ยังเหลือให้ลุ้นต่อกับผลประกอบการไตรมาสที่2รายวันกับหุ้นบางตัว

ในขณะที่นักลงทุนยังติดตามข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้...

วันจันทร์
ที่น่าจะเป็นวันที่เงียบสุดของสัปดาห์ในช่วงเริ่มต้นSummerอันสุขสันต์

วันอังคาร ประกาศยอดการผลิตและต้นทุน

วันพุธ
กระทรวงพลังงานจะปิดเผยตัวเลขสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ และยังมียอดนำเข้า-ส่งออก
และลุ้นสรุปข้อมูลจากFED

วันพฤหัสบดี
กระทรวงแรงงานจะเปิดเผยยอดชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
รวมทั้งลุ้นตัวเลขการค้าปลีก

วันศุกร์ รอตัวเลขค้าปลีกและความมั่นใจผุ้บริโภคและรายงานภาคการผลิต

ทิศทางหุ้น 10/08/52

ทิศทางหุ้น 10/08/52

ภาวะการซื้อขายหุ้น

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 644.20 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.24% จาก 624.00 จุด ในสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์เพิ่มขึ้น 26.29% จาก 93,768.28 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 118,416.58 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้นจาก 18,753.66 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 23,683.31 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิที่ 6,771.94 ล้านบาท และ 23.96 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิที่ 6,795.90 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 186.81 จุด ขยับลง 0.27% จาก 187.31 จุดในสัปดาห์ก่อน


สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (10-14 ส.ค. 52) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าดัชนีอาจปรับฐานต่อจากท้ายสัปดาห์ก่อน เนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวดีไปมากพอสมควรแล้ว ขณะที่การประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2552 ของบริษัทจดทะเบียนก็ใกล้จะสิ้นสุดลง โดยปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ การรายงานตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค. ในวันที่ 13 ส.ค. โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รวมทั้งเหตุการณ์ทางการเมือง

ส่วนปัจจัยในต่างประเทศที่สำคัญ คงจะต้องติดตามผลการประชุมนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในวันที่ 11-12 ส.ค. การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน

ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่าดัชนีจะมีแนวรับที่ 641 และ 623 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 650 และ 660 จุด




ภาวะตลาดเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นยังค่อนข้างนิ่ง โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการทยอยไหลกลับเข้ามาของสภาพคล่องหลังจากการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ในขณะที่มีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) หนาแน่นตลอดทั้งสัปดาห์ที่ระดับ 1.15% เช่นเดียวกับสัปดาห์ก่อนหน้า


เงินบาทในประเทศ (Onshore) แข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ แม้มีแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าเป็นการเข้าดูแลเสถียรภาพเงินบาทของ ธปท. เงินบาทปรับตัวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆในภูมิภาค โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการเสี่ยงของนักลงทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นตามความหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เงินบาทลดช่วงบวกลงเล็กน้อยในช่วงกลางสัปดาห์ โดยตลาดมองว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทจาก ธปท. สำหรับในวันศุกร์เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับ 33.97 บาทต่อดอลลาร์.

บ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด




04 สิงหาคม 2552

ทำสถิติใหม่ของปี !!

ตลาดหุ้นไทยหักปากกาเซียนบวกวันเดียวกว่า 17 จุด
ทำสถิติใหม่ของปี !!

ภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.หลักทรัพย์ เอเชีย พลัส กล่าวในรายการ Trading Hour (Afternoon) โดยยอมรับว่า ดัชนีบวกแรงกว่าที่คาดไว้ เดิมให้กรอบแนวต้านในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 630 จุดเท่านั้น โดยแรงซื้อส่วนใหญ่เป็นของนักลงทุนต่างชาติที่มีเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งมีสัดส่วนถึง 40% ของมูลค่าตลาด โดยสาเหตุหลักมาจากตัวเลข GDP ของสหรัฐฯที่ออกมาดีเกินคาด และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น

ภรณียังเตือนให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น เพราะเชื่อว่า จะมีแรงขายทำกำไรออกมา โดยในระยะนี้ควรหันไปเลือกลงทุนหุ้นที่ราคายังห่างจากมูลค่าที่แท้จริง จ่ายปันผลดี มีค่า Beta ต่ำ หรือผันผวนตามตลาดน้อย เช่น บมจ. จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (EASTW) และ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)

ในขณะที่หุ้นขนาดใหญ่หลายตัวราคาปรับเพิ่มขึ้นไปมากจากแรงเก็งกำไรจากผลประกอบการ อาทิ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) จนราคาเกือบเต็มมูลค่าแล้ว



ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 641.43 จุด เพิ่มขึ้น 17.43 จุด มูลค่าการซื้อขาย 24,636.79 ล้านบาท

- นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 354.67 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2,034.10 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 2,388.76 ล้านบาท



03 สิงหาคม 2552

กระฉูด!!

กระฉูด!!

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 3 ส.ค. กระฉูดมาปิดทำการที่ 641.43 จุด บวก 17.43 จุด ทำนิวไฮในรอบกว่า 10 เดือน มีมูลค่าการซื้อขาย 24,243.70 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,030 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด นำโดย PTT ปิด 248 บาท บวก 9 บาท, BANPU ปิด 394 บาท บวก 19 บาท, PTTEP ปิด 142.50 บาท บวก 4.50 บาท, KBANK ปิด 75.25 บาท บวก 2.75 บาท และ SCC ปิด 198 บาท บวก 14 บาท

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่าเงินทุนยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย ที่ช่วยดันตลาดให้ปรับตัวขึ้นแรง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 3 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามความคาดหวังว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะฟื้นตัว ส่งผลบวกต่อการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย

ขณะที่มองแนวโน้มตลาดระยะสั้น คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวรุนแรงเพราะมีโอกาสโดนแรงขายทำกำไร หลังดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง โดยต้องระวังแรงขายทำกำไรของต่างชาติ

นอกจากนี้ ตลาดยังหมดข่าวดี จากข่าวการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลกับปัญหาการเมืองภายในประเทศ โดยอาจเป็นผลกดดันต่อการลงทุนอีกครั้ง

ขณะที่ต้องติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯรายสัปดาห์ รวมถึงประเด็นการยื่นถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้อดีตนายก-รัฐมนตรีของกลุ่ม นปช.ในวันที่ 17 ส.ค.นี้

แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้เลือกซื้อหุ้นที่ยังไม่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 แต่คาดการณ์ว่าจะออกมาดี โดยแนะให้เลือกซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เช่น PTTCH, TOP และ BCP ส่วนกลุ่มอสังหาฯ เช่น SPALI และ QH กลุ่มอาหาร เช่น CPF และ TVO รวมทั้งกลุ่มบันเทิง เช่น BEC และ MCOT ด้านเทคนิค ประเมินแนวต้านไว้ที่ 645-650 จุด แนวรับ 630 จุด

ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ เตือนว่าสิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง คือการแกว่งตัวของหุ้นมาร์เกตแคปใหญ่ หากเริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมา อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการปรับฐานระยะสั้นได้

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามคือ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะกรณียื่นถวายฎีกาขออภัยโทษให้อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอาจเป็นการจุดกระแสความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอีกได้

แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้ขายทำกำไร โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 628 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 645 จุด.



อินเด็กซ์ 51


เวิลด์แบงก์ยันศก.โลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว

เวิลด์แบงก์ยันศก.โลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว


กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)


เวิลด์แบงก์ยืนยันเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ระบุผ่านจุดต่ำสุดแล้ว คาดปีนี้เศรษฐกิจโลกติดลบ 2.9% ปี"53 พลิกกลับมาเป็นบวก 2%

น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะหดตัว 2.9% และจะขยายตัวเป็นบวก 2% ในปีหน้า ขณะที่เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวก 1.8% ในไตรมาส 4 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2552 จะติดลบ 2.7%

"หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนแปลงไป การบริโภคของสหรัฐจะลดลง การแข่งขันทางการค้าจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยลดลง"

นอกจากนี้ สภาพคล่องของโลกจะเพิ่มขึ้นตามการออมที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนมาสู่ภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้นและทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น




Template by - Abdul Munir | Blogging4