30 กรกฎาคม 2552

Q4 ส่งออกบวกแรง 2 หลัก

รมช.พาณิชย์เชื่อ Q4 ส่งออกบวกแรง 2 หลัก
นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มั่นใจว่า การส่งออกในไตรมาส 4/52 จะฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกในระดับตัวเลข 2 หลัก เนื่องจากประเทศคู่ค้าหลักของไทย อย่าง สหรัฐ และจีน เริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับในไตรมาส 4 เป็นช่วงเทศกาล และการส่งมอบสินค้า ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกในครึ่งปีหลังปรับตัวดีขึ้น จากครึ่งปีแรกที่ติดลบกว่า 20% และทั้งปีคาดว่าการส่งออกจะติดลบ 15-20 %

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกอีกว่า ได้ร่วมกับกระทรวงการคลัง และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ ในการสนับสนุนสินเชื่อวงเงิน 2,000-3,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ที่รายได้หดตัวลง 30-50 % จากการขาดสภาพคล่อง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้เพื่อรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีหน้า



นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาภาษีมุมน้ำเงิน ทั้งวงเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ รวมไปถึงต้องให้ความช่วยเหลือครอบคลุมในทุกกลุ่มทุกอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาได้ในสัปดาห์นี้ ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรีต่อไป

นายประดิษฐ์บอกอีกว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทำให้ธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจมากขึ้น เพราะกังวลหนี้เสียจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่รัฐบาลจะพยายามช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ด้วยการเพิ่มวงเงินสินเชื่อให้กับธนาคารของรัฐจาก 600,000 ล้านบาท เป็น 900,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาการแบ่งสัดส่วนให้แต่ละธนาคารอยู่




ตั้งรับสัปดาห์นี้ที่ 600 จุด

บล. เกียรตินาคินมองกรอบตั้งรับสัปดาห์นี้ที่ 600 จุด

วิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บล.เกียรตินาคิน กล่าวในรายการ Trading Hour (Afternoon) ว่า ดัชนีตลาดหุ้นในภูมิภาคปรับลดลงตามตลาดหุ้นฮ่องกงและจีน ที่ธนาคารกลางจะเข้มงวดเรื่องการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนตามด้วยเช่นกัน หลังจากในต้นสัปดาห์นี้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นจากการ Rebound ของสินค้าโภคภัณฑ์ และตัวเลขเศรษฐกิจตลอดจนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯที่ออกมาดีเกินคาด

อย่างไรก็ตาม วิริยาเชื่อว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสอ่อนตัวใกล้แนวรับที่ 600 จุดได้ในสัปดาห์นี้ ถ้าไม่มีปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามา โดยนักลงทุนอาจเก็งกำไรในระยะสั้นเป็นรายตัว จากการประกาศผลประกอบการที่จะทยอยออกมา โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่สำหรับผู้ที่มีต้นทุนสูง อาจขายทำกำไรหุ้นในพอร์ตออกมาก่อน ถือเงินสดในมือเพิ่มเติมแล้ว ค่อยมองหาต้นทุนใหม่ ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงมีแรงซื้อเข้ามาพยุงช่วยให้ดัชนีไม่หลุดจากระดับ 550 จุด

สำหรับประเด็นที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอย่างมากในขณะนี้คือ เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และกระแสเงินมักไหลไปหาบริเวณที่มีสภาพคล่อง เนื่องจากหวังผลตอบแทนในระดับสูง

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 614.88 จุด ลดลง 7.08 จุด มูลค่าการซื้อขาย 20,431.425 ล้านบาท

- นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 2,850.43 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 3,379.23 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 528.80 ล้านบาท



จับตาต่างชาติ

จับตาต่างชาติ

ดัชนีตลาดหุ้นไทยประจำวันที่ 29 ก.ค.52 การซื้อขายในภาคเช้า ดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆในแดนลบ ปิดตลาดภาคเช้าลดลง 1.57 จุด

ก่อนเปิดตลาดบ่ายเวลา 13.40 น. ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ดัชนีดิ่งลงทำจุดต่ำสุด 789.03 จุด ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาทันที

เปิดตลาดภาคบ่ายมีแรงเทขายหุ้นกลุ่มพลังงานและแบงก์ กดดัชนี ลงไปยืนต่ำสุด 610.78 จุด รูดลง 11.18 จุด จากนั้นก็มีแรงซื้อเข้ามาช้อนหุ้น จนดัชนีตลาดหุ้นไทยกระเตื้องมายืนปิดตลาดที่ 614.88 จุด ลดลง 7.08 จุด มูลค่าซื้อขาย 20,431.43 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 3,380.83 ล้านบาท

5 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 1.บ้านปู (BANPU) ปิดที่ 345 บาท บวก 4 บาท 2.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ปิดที่ 135.50 บาท ลบ 4 บาท 3.ปตท. (PTT) ปิดที่ 235 บาท ลบ 3 บาท 4.ไทยออยล์ (TOP) ปิดที่ 37.25 บาท ลบ 0.75 บาท และ 5.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) ปิดที่ 22.50 บาท ลบ 0.40 บาท

ตลาดหุ้นในเอเชียต่างปรับลดลงถ้วนหน้า หลังจากคณะกรรมการกำกับกฎระเบียบธนาคารของจีน (CBRC) ออกมาเตือนแบงก์พาณิชย์ของจีน ที่ช่วงครึ่งปีแรกแข่งกันปล่อยสินเชื่อสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 7.4 ล้านล้านหยวน หรือ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ฯ หรือเกือบ 25% ของจีดีพี

เป็นเหตุให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ของจีน ทั้ง Industrial and Com-mercial Bank of China (ICBC) และ China Construction Bank (CCB) ต่างหั่นเป้าสินเชื่อปีนี้ลง (P ตัวดำเอียง) สิ่งที่ต้องติดตามสำหรับตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ หลังดัชนียืนเหนือ 600 จุด นักลงทุนต่างชาติยังคงตั้งหน้าตั้งตาเก็บหุ้นกลุ่มพลังงานและแบงก์อย่างต่อเนื่อง

ระหว่างวันที่ 1-29 ก.ค. นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิไปแล้ว 8,383.12 ล้านบาท ส่วนยอดซื้อสุทธินับจากต้นปีเฉียด 30,000 ล้านบาทแล้ว

ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นวนเวียนไม่ไปไหน เหมือนกับต่างชาติเล่นเกมกดราคาเก็บของถูกใส่พอร์ต.

อินเด็กซ์ 51



28 กรกฎาคม 2552

ใช้มาร์จินลงทุน


Monday, 29 June 2009

ใช้มาร์จินลงทุน

ในการลงทุนทำธุรกิจโดยทั่วไปนั้น เราต้องมีเงินส่วนตัวหรือเงินจากหุ้นส่วนมาร่วมกันลงทุน นอกจากเงินที่เป็น ส่วนของเจ้าของแล้ว ธุรกิจส่วนใหญ่ก็ยังมักจะ กู้เงิน หรือยืมเงินคนอื่นมาใช้ในการลงทุนด้วย ในเรื่องของธุรกิจแล้ว เงินที่กู้มามักจะมีมากกว่าเงินในส่วนของเจ้าของเองด้วยซ้ำ ดังนั้น เงินกู้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ถ้าขาดเงินกู้ โครงการหรือธุรกิจก็เดินไม่ได้ หรือไม่อย่างนั้น เราก็ต้องลดขนาดของธุรกิจลง การลดขนาดของธุรกิจลงก็ทำให้กำไรลดน้อยลง ผลตอบแทนการลงทุนของเราก็น้อยลง การลงทุนก็อาจจะไม่คุ้มค่า สรุปอย่างง่ายก็คือ เรากู้เงินมาใช้ก็เพื่อที่จะเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนของเรา

แต่การกู้เงินมาใช้นั้นมีความเสี่ยง เพราะเงินกู้นั้นต้องมีกำหนดเวลาใช้คืนและต้องมีดอกเบี้ยที่จะต้องจ่าย บางทีทุกเดือน ถ้าบริหารกระแสเงินสดไม่ดี และ/หรือ ธุรกิจเกิดประสบปัญหาขาดทุน เราอาจจะถูกฟ้องล้มละลาย เงินส่วนของเราก็สูญไปด้วย หรือในกรณีที่ไม่เลวร้ายเกินไปนัก เราอาจจะไม่ถึงกับล้มละลาย แต่ธุรกิจทำกำไรได้น้อยในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่า แบบนี้แทนที่เราจะได้กำไรบ้างถ้าเราไม่ได้กู้เงิน เราก็อาจจะไม่มีกำไรเลยหรือขาดทุนได้ ดังนั้น การที่เราจะกู้เงินหรือไม่จึงอยู่ที่การชั่งน้ำหนักว่า ระหว่างผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้เพิ่มขึ้น กับความเสี่ยงที่ว่าเราอาจจะล้มละลายหรือผลตอบแทนน้อยลงหรือขาดทุน เราจะเลือกอย่างไหน?

สำหรับ นักธุรกิจแล้ว ส่วนใหญ่มักจะเลือกการกู้เงิน เพราะการลงทุนทำธุรกิจมักจะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูง บางทีเกินกำลังเงินส่วนตัวที่มีอยู่ นอกจากนั้น นักธุรกิจมักมองว่าผลตอบแทนที่จะได้จากธุรกิจนั้นสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ดังนั้น การกู้เงินจะทำให้ได้กำไรเพิ่มขึ้น ส่วนความเสี่ยงที่จะล้มละลาย เขามักจะให้ความใส่ใจน้อยกว่า เขาคงคิดว่าเขาเข้าใจและรู้จักธุรกิจดีพอ เหนือสิ่งอื่นใด เขาเป็นคน คุมธุรกิจ นั้นเอง แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เขาอาจจะคิดว่า ถ้าเลวร้ายมากและธุรกิจต้องล้มละลาย เขาก็แค่เสียเงินส่วนตัวที่ลงทุนไปเท่านั้นและก็อาจจะเป็นเงินที่ไม่มาก และหลังจากล้มละลายเพียง 3-4 ปีเขาก็ หลุด จากการล้มละลายและกลับมาลองใหม่ได้อีก แต่ถ้าเขาโชคดี ธุรกิจประสบความสำเร็จงดงาม กำไรของเขาจะมหาศาลและมากกว่าการไม่กู้เงินหลายเท่า ดังนั้น สำหรับนักธุรกิจบางคนแล้ว เขาต้องการกู้เงินมาลงทุนให้มากที่สุด เขารู้ว่านี่เป็น เกม ที่เขาได้เปรียบ คือ ถ้าเขาชนะ เขาได้ 10 ถ้าแพ้ อย่างมากเขาก็เสีย 1 คนที่รับความเสี่ยงมากจริง ๆ ก็คือคนให้กู้ ซึ่งก็คือสถาบันการเงินที่เชื่อเขา

การลงทุนในหุ้นสำหรับผมก็คือ การลงทุนคล้ายกับการทำธุรกิจเหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างจริง ๆ สำหรับผมก็คือ ผมสามารถค่อย ๆ ทยอยลงทุนทีละน้อยไปเรื่อย ๆ เมื่อมีเงินเพิ่มเติมขึ้นมาจากแหล่งไหนก็ตาม อีกความแตกต่างหนึ่งก็คือ การกู้เงินมาใช้ซื้อหุ้นลงทุนนั้น สถาบันการเงินอื่นมักไม่ให้กู้ จะมีก็แต่โบรกเกอร์ที่เราเป็นลูกค้าอยู่ที่จะให้กู้ที่เรียกกันว่าการซื้อหุ้นด้วย มาร์จิน แต่โบรกเกอร์นั้นก็ให้กู้แบบมีข้อจำกัด นั่นคือ เราไม่สามารถกู้ได้เกินหนึ่งเท่าของเงินส่วนตัวที่เราเอามาลงทุน และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ เราจะกู้ได้เฉพาะเพื่อที่จะลงทุนซื้อหุ้นที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง เราไม่สามารถจะซื้อหุ้นของกิจการที่ดีแต่หุ้นไม่มีสภาพคล่องพอได้

ด้วยข้อจำกัดในการกู้ดังกล่าว ประกอบกับการที่ผมค่อนข้างที่จะเน้นความปลอดภัยในการลงทุนเป็นพิเศษเนื่องจากเราไม่อยู่ในฐานะที่เสี่ยงต่อความสูญเสียที่รุนแรงได้ ผมจึงเลือกที่จะลงทุนโดยไม่กู้เลยตั้งแต่แรกที่ผมเริ่มลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ของเงินส่วนตัวของผมเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ผมรู้สึกว่า ผมไม่จำเป็นที่จะต้อง เร่ง ผลตอบแทนการลงทุนไปมากกว่านั้น ว่าที่จริง การลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ของเงินเก็บทั้งหมดนั้น ถ้ามันให้ผลตอบแทนที่พอสมควรเช่นปีละ 10% เงินมันก็โตเร็วมากอยู่แล้ว พูดโดยสรุปก็คือ การลงทุนโดยการกู้หรือที่เรียกว่าซื้อขายหุ้นด้วยมาร์จิน ไม่เคยอยู่ในความคิดผมเลยมากกว่าสิบปีนับตั้งแต่ประมาณปี 2538 หรือ 2539

ประมาณเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน 2551 หรือปลายปีที่แล้ว วิกฤติเศรษฐกิจก็ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเดือนเดียวดัชนีตกลงมาเข้าใจว่าเกือบ 30% หุ้นจำนวนมากมีราคาตกต่ำลงอย่างไม่น่าเชื่อ หลายบริษัททำกิจการที่ผมมั่นใจว่าจะต้องอยู่ต่อไปในประเทศไทยและจะกลับมาทำกำไรได้เท่าเดิมและมากกว่าเมื่อวิกฤติผ่านพ้นไป แต่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นตกต่ำเกินความเป็นจริง โอกาสในการลงทุนเกิดขึ้นแต่ผมกลับไม่มีเงินสดเลยเพราะผมถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ผมไม่อยากขายหุ้นตัวอื่นที่อยู่ในพอร์ตเพราะหุ้นเหล่านั้นก็มีราคาต่ำเกินไปเหมือนกัน ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจ กู้ โดยการเปิดพอร์ตการซื้อขายหุ้นด้วยมาร์จินเป็นครั้งแรก

การกู้เงินซื้อหุ้นของผมนั้น ผมคิดไว้ว่า ข้อหนึ่ง มันไม่ควรมากกว่า 10-20% ของมูลค่าพอร์ต ข้อสอง หุ้นที่ซื้อจะต้องเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องที่ดีที่เราสามารถขายทิ้งได้อย่างรวดเร็วถ้าจำเป็นแต่ที่สำคัญเท่า ๆ กันก็คือ ข้อสาม หุ้นจะต้องมีราคาต่ำมากและกำไรของบริษัทไม่ได้อยู่ในภาวะสูงผิดปกติ ตรงกันข้าม มันควรที่จะมีกำไรลดลงไปมากแต่ทุกอย่างกำลังดีขึ้นในเวลาไม่นานนัก และสุดท้าย เราต้องมี Exit Strategy หรือ ทางออกจากหนี้ ซึ่ง สำหรับผมก็คือ การนำเงินปันผลที่จะได้มาจากพอร์ตโดยรวมมาลดหนี้ การทยอยขายหุ้นที่ซื้อมาเมื่อมันมีราคาเพิ่มขึ้น และถ้าจำเป็น อาจต้องขายหุ้นตัวอื่นเพื่อมาล้างหนี้


ผมโชคดีที่การตัดสินใจถูกต้อง เพราะหลังจากนั้น ราคาหุ้นที่ซื้อมาปรับตัวขึ้นมาก และแม้ว่าหนี้ก็ยังคงอยู่แต่พอร์ตก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาก ความเสี่ยงจากการกู้ไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม ผมตระหนักอยู่เสมอว่า หนี้นั้นเป็นสิ่งที่อันตราย เราต้องมองป้าย ทางออก อยู่เสมอ และถ้าไม่มั่นใจจริง ก็ อย่าลอง จะดีกว่า

เพิ่มเติม www.settrade.com
http://portal.settrade.com/blog/nivate/2009/06/29/570

ตลท.จัด SET in the City สัญจร เชียงใหม่

โสภาวดี เลิศมนัสชัย

โสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการ สายงานการตลาดและงานบริการหลังการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

ตลาดหลักทรัพย์ฯจัดมหกรรมการออม การลงทุนครบวงจร ที่เชียงใหม่ 1 ส.ค.นี้ แนะทางเลือกเพิ่มค่าเงินออม ต่อยอดเงินลงทุน

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการ สายงานการตลาดและงานบริการหลังการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะจัด “มหกรรมการออม การลงทุน SET in the City สัญจร” ในวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคมนี้ ตามแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนแก่ประชาชนในส่วนภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายการขยายฐานผู้ลงทุน หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากจากการจัดกิจกรรม SET in the City สัญจรฯ ที่จังหวัดนครราชสีมาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

“จังหวัดเชียงใหม่ มีมูลค่าการออมและการลงทุนในหลักทรัพย์สูงเป็นอันดับ 1 ในภาคเหนือ โดย ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2552 มีฐานเงินออมกว่า 112,782 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29.29 ของภาคเหนือ ส่วนมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ตั้งแต่มกราคม – มิถุนายน 2552 เท่ากับ 37,022.56 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 39.24 ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดในภาคเหนือ ปัจจุบันมีสำนักงานสาขาของบริษัทหลักทรัพย์จำนวน 18 แห่ง รวม 22 สาขา ถือว่าเป็นจังหวัดที่ยังมีศักยภาพที่จะขยายฐานผู้สนใจด้านการลงทุนเพิ่มเติมได้อีก” นางสาวโสภาวดีกล่าว

ในงาน “มหกรรมการออม การลงทุนครบวงจร SET in the City สัญจร เชียงใหม่” ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในหุ้น อนุพันธ์ โกลด์ฟิวเจอร์ส กองทุนรวม ร่วม 30 แห่ง พร้อมฟังสัมมนาที่น่าสนใจ อาทิ “เพิ่มค่าเงินออม ต่อยอดเงินลงทุน กับ หุ้น - พันธบัตร - อนุพันธ์ – ทองคำ - กองทุนรวม” และ “วิเคราะห์ปากท้องชาวบ้าน จาก เศรษฐกิจชาติ และมาตรการการเงิน

นอกจากนี้ ผู้ชมงานจะได้พบกิจกรรมตลอดทั้งวัน อาทิ การสมัครแข่งขัน “TFEX Simulation 2009 และ “SET Click2WIN เกมลงทุนหุ้นออนไลน์” เพื่อให้ผู้สนใจได้เรียนรู้วิธีการซื้อขายก่อนลงทุนจริงผ่านเกมจำลอง ชิงรางวัลกว่าล้านบาท การนำเสนอสินค้าและบริการของตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านช่องทาง SET Easy Services เพื่อให้ผู้ลงทุนได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่ายขึ้น และสำหรับ 300 ท่านแรกที่เข้าร่วมสัมมนา รับฟรี “หนังสือการออมการลงทุน” มูลค่า 120 บาท และของสมนาคุณเมื่อทำธุรกรรมทางการเงินในงาน และเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ร่วมงาน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมาตรการป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ด้วยการฉีดพ่นอบน้ำยาฆ่าเชื้อโรคก่อนวันงาน ส่วนในวันงานได้จัดบริการเจลล้างมือและหน้ากากอนามัยแจกฟรีให้ผู้ร่วมงานอีกด้วย

“มหกรรมการออม การลงทุน SET in the City สัญจร เชียงใหม่” จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2552 เวลา 09.00–16.00 น. ณ ห้องป่าสักหลวง โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ S-E-T Call Center โทร. 0 2229 2222 และหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ โทร. 053 241404-5


โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


ได้เวลา"เก็งกำไร"หุ้นเด็ดสัปดาห์นี้!!!

ได้เวลา"เก็งกำไร"หุ้นเด็ดสัปดาห์นี้!!!

Tuesday, 28 July 2009 07:56



กูรู ประสานเสียง ชี้ หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างสัปดาห์นี้คาดมีบิ๊กเซอร์ไพร์ส หลังผลงานไตรมาส2/52 ส่อแววดีเกินคาด แนะนักลงทุนเตรียมจับตา SCC-PTTEP-TPIPL-DCC ให้ดีหลังเตรียมทยอยประกาศผลงานQ2/52 งานนี้ แนะเก็งกำไรสถานเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บทวิเคราะห์ บล.ยูไนเต็ด จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ OVERWEIGHTED กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง ในส่วนของวัสดุก่อสร้างนั้น การใช้ปูนซีเมนต์ เม.ย. 52 ยังลดลง –11% ต่อจาก มี.ค.อย่างไรก็ตาม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เม.ย. ติดลบน้อยลง และการใช้กำลังการผลิตในด้านก่อสร้างยังทรงตัวที่ 61.9% จึงคาดว่าใน 2Q52 มีโอกาสที่ยอดขายกลุ่มวัสดุก่อสร้างกระเตื้อง หุ้นที่เราชอบ คือ SCC (เป้าหมาย 180 บาท) อิงค่า P/E กลุ่มปูนซีเมนต์และปิโตรเคมีในต่างประเทศที่ขณะนี้ซื้อขายกันที่ระดับ 12x

ส่วนวัสดุตกแต่ง (furnishing materials) ปริมาณขายของวัสดุตกแต่งเริ่มกระเตื้องขึ้นจาก 4Q51 แต่ความต้องการโดยรวมยังซบเซา และราคาวัสดุตกแต่งส่วนใหญ่ยังอ่อนตัวเล็กน้อยจากการแข่งขันกันสูง ซึ่งมีเพียงบางบริษัทสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้โดยขยายสาขาในต่างจังหวัด ส่งผลให้ DCC (เป้าหมาย 20 บาท) ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีต้นทุนต่ำ ยังโตสวน ทางกับตลาดโดยรวมที่หดตัว

ด้านบล.พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ภาพรวมของกลุ่มวัสดุก่อสร้างในไตรมาส 2 เชื่อว่าผลประกอบการของ SCC, TPIPL และ DCC น่าจะออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่ได้คาดการณ์ว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวได้เร็วเช่นปัจจุบัน ซึ่งเดิมประมาณการว่าจะฟื้นตัวปลายปี จึงทำให้ในเชิงกลยุทธ์สามารถที่จะเข้าเก็งกำไรได้

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินทางปัจจัยพื้นฐานคงต้องพิจารณาถึงราคาหุ้นของแต่ละรายบริษัทว่าที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นมาใกล้เคียงกับราคาเป้าหมายมากน้อยเพียงใด ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนมองว่าหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างค่อนข้างที่จะผลการดำเนินงานไม่ค่อยโดดเด่นตั้งแต่ไตรมาส 4 ถึงไตรมาส 1 ทำให้ราคาหุ้นถูกกดดันแต่ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นดีกว่าคาด โดยราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นจะสะท้อน 6-9 เดือนล่วงหน้า ซึ่งสะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลังผลการดำเนินงานกลุ่มดังกล่าวจะปรับตัวดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ปัจจัยที่จะช่วยหนุนให้ราคาหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องน่าจะเป็น การสะท้อนถึงผลประกอบการที่แท้จริงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังว่าภาครัฐจะเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็ก ทั้งโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งจะช่วยผลักดันผลประกอบการของหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างให้ปรับเพิ่มขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนให้ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นได้อีก

'ความต้องการที่เพิ่มขึ้นถ้าหากเป็นจริงจะช่วยผลักดันราคาหุ้น แต่ถ้าหากมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นในแง่ลบเข้ามากระทบอาจจะทำให้นักลงทุนบางส่วนเทขายหุ้นออกมา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มนี้ปรับเพิ่มขึ้นมาแล้ว โดยหุ้นกลุ่มเหล็กก็ปรับเพิ่มขึ้นมา 2 เท่ากว่า และ SCC ปรับเพิ่มขึ้นมาพอสมควร เราก็มองว่าการปรับเพิ่มขึ้นดังกล่าวน่าจะเป็นการขึ้นมาตอบรับกับข่าว ซึ่งหากนักลงทุนจะสนในลงทุนหุ้นกลุ่มนี้อยากให้นักลงทุนมองการลงทุนแบบรายตัว ดูผลตอบแทนและความเสี่ยงประกอบในการลงทุน'

ทั้งนี้ หุ้นที่ค่อนข้างโดดเด่น คือ TSTH เพราะเป็นผู้ประกอบการที่ผลิตเหล็กส่งยาว ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีมาร์เก็ตแชร์ 30% โดยจะได้รับอานิสงส์จากการก่อสร้างที่จะกลับมา โดยหากพิจารณาจากนโยบายภาครัฐจะพบว่าเน้นการลงทุนในอินฟาสตรัคเจอร์ อาทิ รถไฟฟ้า รางรถไฟฟ้าใหม่ และการก่อสร้างสุวรรณภูมิเฟส 2 จะทำให้ธุรกิจเหล็กส่งยาวถูกนำมาใช้ ประกอบกับบริษัทค่อนข้างแข็งแกร่งทางด้านการเงิน เพราะมีบริษัทแม่คือทาทา ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะสามารถหาวัสดุเหล็กได้เปรียบกว่าคู่แข่ง ทำให้อัตราการทำกำไรสูง ประกอบกับ ในช่วงเดือน ส.ค. นี้ โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตเฟสแรกได้ โดยจะเป็นประโยชน์ต่อ TSTH

แต่อย่างไรก็ดี คาดว่างบไตรมาส 2/52 ของ TSTH อาจจะออกมาไม่ดี ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนที่สนใจเข้าลงทุนระยะยาว เพราะผลประกอบการที่ไม่ดีจะตอบรับไปในราคาหุ้นที่มีโอกาสปรับลดลง ซึ่งฝ่ายวิจัยอยู่ในระหว่างปรับประมาณการรายได้ กำไร ราคาเหมาะสมขึ้น จากการคาดการณ์ว่าจะได้รับอานิสงส์จากโครงการเมกะโปรเจ็ก ซึ่งเดิมประมาณการราคาเหมาะสมไว้ที่ 1.60 บาท

ด้านบทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดว่า SCC จะรายงานกำไรไตรมาส 2/52 อยู่ที่ 5.2 พันล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่คงที่จากไตรมาสแรก ทั้งนี้ ผลประกอบการที่ลดลงจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน เป็นผลมาจากกำไรจากธุรกิจปูนซีเมนต์และกระดาษที่อ่อนตัวลง รวมถึงเงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุน (equity income) ที่ลดลง ในขณะที่ผลประกอบการคงที่จากไตรมาสแรก เนื่องจากกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้น ช่วยหักล้างกำไรจากธุรกิจปูนซีเมนต์และกระดาษที่อ่อนตัวลงตามปัจจัยฤดูกาล รวมถึงการมีเงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุน (equity income) ที่เพิ่มขึ้น อนึ่ง บริษัทจะประกาศผลประกอบการในไตรมาส 2/52 ในวันที่ 29 ก.ค. นี้

ทั้งที่เข้าสู่ช่วงที่ผลประกอบการน่าจะอ่อนตัวตามปัจจัยฤดูกาล แต่ผลประกอบการของ SCC น่าจะยังคงแข็งแกร่งในไตรมาส 2/52 สนับสนุนโดยกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมีที่ดีกว่าคาด ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า SCC จะประกาศเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกที่ 3.5บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 2.1% โดยในอนาคตฝ่ายวิเคราะห์ได้รวมส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่อ่อนตัวไว้ในประมาณการของเราแล้ว เพราะคาดว่าจะมีกำลังการผลิตปิโตรเคมีส่วนเพิ่มอีก 4-5 ล้านตันในครึ่งปีหลังของปี 52 และ 6-7 ล้านตันในปี 53 ตามข้อมูลของบริษัท

อย่างไรก็ดี จากต้นไตรมาส 3/52 ถึงปัจจุบัน ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมียังคงอยู่ในระดับที่สูง โดยคงที่จากไตรมาสก่อนโดยเฉลี่ยซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไป (สนับสนุนโดยความต้องการปิโตรเคมีทั่วโลกที่ดีกว่าคาด ความล่าช้าของการเริ่มกำลังการผลิตใหม่ และการเดินเครื่องกำลังการผลิตใหม่ทั่วโลกแบบไม่เต็มที่) จะแสดงถึง upside กับประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ และยังคงคำแนะนำ ถือ SCC ราคาเป้าหมายวิธี sum-of-the-part อยู่ที่ 170 บาท

ส่วนบทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ จำกัด รายงานว่า คาดว่า DCC จะรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/52 มีกำไรสุทธิ 232 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 20% จาดกไตรมาสแรก เนื่องจากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เราปรับประมาณการเงินปันผลสำหรับไตรมาส 2/52 ขึ้นมาอยู่ที่ 0.48 บาทจากเดิม 0.45 บาทจากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสำหรับไตรมาสอยู่ที่ 2.5%

ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการยังสดใส ยอดขายของ DCC โตอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน เนื่องจากความต้องการในต่างจังหวัดยังแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายของ DCC เรายังคงคาดว่า DCC จะได้ประโยชน์ทางอ้อมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะมุ่งเน้นถนนชนบทและโครงการบริหารจัดการน้ำในต่างจังหวัด ซึ่งโครงการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นอำนาจในการใช้จ่ายในต่างจังหวัด

ฝ่ายวิเคราะห์จึงยังคงแนะนำ“ซื้อ” สำหรับ DCC ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 24.10 บาท (ปรับการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมเป็นปีหน้า ที่ PER 10 เท่าปี 2553F) จากสถานะในตลาดที่แข็งแกร่ง, การมีระบบกระจายสินค้าเป็นของตนเองและความได้เปรียบด้านต้นทุน ส่งผลให้มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มูลค่าหุ้นในปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าราคาเป้าหมายของเราและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ยังน่าสนใจ

ด้านบทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดว่าไตรมาส 2/52 กำไรจากการดำเนินงานของ TPIPL จะอยู่ที่ 254 ล้านบาท ลดลง 58%จากช่วงเดียวกันปีก่อนภาวะการก่อสร้างโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ปริมาณการบริโภคปูนซีเมนต์ในประเทศช่วงไตรมาส 2 ปรับตัวลดลง 12%จากช่วงเดียวกันปีก่อน กดดันให้ราคาขายปูนปรับลดลงมาจากงวดไตรมาส 1/52 ประมาณ 50 บาท/ตัน เหลือเพียง 1,500 บาท/ตัน ราคาขายปูนที่ลดลงประกอบกับสัดส่วนการส่งออกปูนซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยกำลังซื้อในประเทศที่ถดถอย โดยที่การส่งออกปูน จะมี margin ต่ำกว่าการขายในประเทศ จะทำให้ผลประกอบการของธุรกิจปูนซีเมนต์ของ TPIPL มีแนวโน้มปรับลดลงจากงวดไตรมาส 1/52

สำหรับผลประกอบการของธุรกิจเม็ดพลาสติก ก็มีแนวโน้มปรับลดลงเช่นกัน จากปริมาณการขายที่ลดลงตามฤดูกาล รวมถึงยังได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบคือ Ethylene ที่ปรับขึ้นเร็วกว่าราคาผลิตภัณฑ์ LDPE โดยรวมจึงคาดว่างวดไตรมาส 2/52 TPIPL จะมียอดขาย 5,510 ล้านบาท ลดลง 16%จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมี gross margin เฉลี่ยลดลงเหลือ 19.2% ขณะที่ค่าใช้จ่ายอื่นๆไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ในงวดไตรมาส 1 นี้ TPIPL จะมีการบันทึกกำไรพิเศษคือกำไรจากการขายหนี้คืนแบบมีส่วนลดประมาณ 353 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 607 ล้านบาท แม้ในระยะสั้น ผลประกอบการของ TPIPL ยังคงได้รับแรงกดดันจากสภาะวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังซบเซา แต่เชื่อว่าปี 2553 สถานการณ์ต่างๆน่าจะปรับตัวขึ้น จากการเร่งผลักดันโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆจากภาครัฐ ซึ่งจะเข้ามาช่วยกระตุ้นให้ปริมาณการบริโภคปูนซีเมนต์ฟื้นตัวได้ในปี 2553 ขณะที่โครงสร้างทางการเงินของ TPIPL มีความเข้มแข็งมากขึ้นมาก และกำลังอยู่ในช่วงการเจรจากับเจ้าหนี้เกี่ยวกับระยะเวลาการชำระหนี้และอัตราดอกเบี้ยใหม่ โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าปี 2552 TPIPL จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 1,392 ล้านบาท และกำหนด Fair Value ที่ P/E 10 เท่า จะให้ราคาหุ้นทีเหมาะสมอยู่ที่ 6.90 บาท มี Upside 23%

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงจากคดีความต่างๆที่ยังมีอยู่ โดยเฉพาะคดีเงินค่าปรับ 6.9 พันล้านบาท ที่ยังคงยืดเยื้อ รวมถึงโอกาสที่ TPIPL จะไม่จ่ายเงินปันผลในปี 2552 จึงคงคำแนะนำเพียง ถือ

ส่วนบทวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก จำกัด (มหาชน) ระบุว่า มั่นใจว่าบริษัทจะมีผลประกอบการไตรมาส 2/52 เป็นไปตามที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ โดยเราคาดกำไรสุทธิไว้ที่ประมาณ 6,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสแก่อน แต่ลดลง 47%จากช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ปัจจุบันราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ $60-$70/bbl ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคาขายปิโตรเลียมของบริษัท อย่างไรก็ตามเรายังมีความกังวลในด้านปริมาณขายซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 220,000 BOED ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของบริษัทที่ 240,000 BOED

ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์จึงยังไม่เปลี่ยนแปลงประมาณการผลการดำเนินงานในปีนี้ โดยยังคงประมาณการรายได้และกำไรสุทธิตามเดิม โดยคาดได้รายได้ประมาณ 114,480 ล้านบาทลดลง 18%จากช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดกำไรสุทธิประมาณ 31,746 ล้านบาทลดลง 24%จากช่วงเดียวกันปีก่อน

จากแนวโน้มเศรษฐกิจซึ่งคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวในปี 53 เราคาดว่าราคาน้ำมันจะเป็นขาขึ้นและส่งผลดีต่อราคาขายปิโตรเลียมโดยเฉลี่ย นอกจากนี้ในปี 53 บริษัทจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกจากแหล่งมอนทาราในออสเตรีย แหล่ง Arthit North และแหล่ง MTJDA ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 300,000 BOED จาก 240,000 BOED ในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25%ดังนั้นโดยภาพรวมคาดว่าผลประกอบการในปี 53 จะกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นโดยเราคาดรายได้ประมาณ 155,319 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 42%จากช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดกำไรสุทธิประมาณ 48,472 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 53%จากช่วงเดียวกันปีก่อน

ฝ่ายวิเคราะห์จึงแนะนำ “ซื้อ” : โดยมีราคาเป้าหมายในปี 53 ที่ 176 บาท ระยะสั้นหากราคาหุ้นปรับตัวลดลงถือเป็นโอกาสดีในการเข้าซื้อสะสมเพื่อรอการฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในปี 53


กระแสหุ้นออนไลน์

Template by - Abdul Munir | Blogging4