22 กรกฎาคม 2552

รอบนี้ขอเสิร์ฟหุ้นอาหาร

รอบนี้ขอเสิร์ฟหุ้นอาหาร

หุ้นอาหารติดเทอร์โบ รับรัฐบาลเปิดนโยบายหนุนระบบรับประกันราคาสินค้าข้าวเปลือกปี 52/53 สุดตัว แถมธุรกิจส่งออกมีสัญญาณฟื้นตัว ด้านโบรกฯ แนะนำเก็งกำไร KASET - KSL -CPF-CFRESH คาดไตรมาส 3/2552 ส่งออกอาหารคืนชีพ ขณะที่ผู้บริหาร KASET ออกมาการันตีรายได้ครึ่งปีหลัง เติบโตกว่าครึ่งปีแรก รับราคาข้าวพุ่ง แถมความต้องการในต่างประเทศเพิ่ม


บรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทย วานนี้ (21 ก.ค.) เรียกได้ว่ากำลังหาแนวทางเดิน ระหว่างวันจึงเกิดความแปรปรวน เดี๋ยวบวก เดี๋ยวลบ แม้จะไม่มีข่าวลบ แต่ราคาหุ้นที่ขึ้นมามากในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเริ่มมีการขายทำกำไรออกมา การขายทำกำไรนั้นไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดอะไร สำหรับตลาดหุ้นแบบนี้ เพราะหากไม่มีการขาย โอกาสที่หุ้นจะขึ้นต่อก็จะยากเต็มที เพราะคนไม่กล้าซื้อหุ้น เนื่องจากตลาดต่างประเทศ และสัญญาณน้ำมันก็เริ่มมีแรงขายเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากปริมาณการซื้อขายแล้ว ยังถือว่าค่อนข้างสูงพอควร

แต่ท่ามกลางความผันผวน หุ้นกลุ่มอาหารกลับได้รับความนิยม ส่งผลให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวปรับตัวอยู่ในแดนบวกได้อย่างคึกคัก หลักๆ น่าจะมาจากยอดตัวเลขส่งออกเดือน มิ.ย. 52 ที่แม้ว่าจะยังคงติดลบอยู่ 25.9% เทียบจากปีก่อน แต่ถือว่าปรับตัวดีขึ้น 5.8% จากเดือนเดียวกันปีก่อน มาอยู่ที่ 12.3 พันล้านเหรียญฯ โดยการส่งออกปรับตัวดีขึ้นหากเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะ ข้าว และ สินค้าอิเล็คทรอนิกส์ จึงมีความเป็นไปได้ว่าการส่งออกอาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ประกอบกับแนวโน้มราคาจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุง มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณข้าวเปลือกที่จะนำมาผลิตเป็นข้าวสารบรรจุถุงในตลาดอยู่ในภาวะตึงตัว ขณะที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (21 ก.ค) ได้เห็นชอบในหลักการระบบประกันราคาสินค้าข้าว


วานนี้(21 ก.ค.) ดัชนีฯ ตลาดปิดที่ 609.83 จุด ลดลง 3.84 จุด หรือ 0.63% มูลค่าการซื้อขาย 20,712.15 ล้านบาท ราคาหุ้น บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) หรือ KASET ปิดตลาดที่ 4.08 บาท เพิ่มขึ้น 0.42 บาท หรือ 11.48% มูลค่าการซื้อขาย 112.70 ล้านบาท ,บริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด (มหาชน)หรือ CFRESH ปิดตลาดที่ 1.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.07 บาท หรือ 4.05% มูลค่าการซื้อขาย 3.66 ล้านบาท ,บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL ปิดตลาดที่ 9.65 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 2.12% มูลค่าการซื้อขาย 30.82 ล้านบาท และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ปิดตลาดที่ 4.88 บาท ลดลง 0.02 บาท หรือ -0.41% มูลค่าการซื้อขาย 85.35 ล้านบาท

*** ครม.เห็นชอบ ระบบประกันราคาข้าว สินค้าข้าวเปลือกปี 52/53

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้รับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานผลจากการพิจารณาของอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการประกันราคาและการประกันภัยข้าวเปลือก โดยเห็นชอบแนวทางในการดำเนินมาตรการข้าวปี 2552-2553 โดยให้ดำเนินการประกันราคาขาวเปลือกแก่เกษตรกรเป็นการทั่วไป เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง และแก้ไขปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ส่งออกของประเทศ

นอกจากนี้ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.)ด้านการผลิตพิจารณากำหนดราคาประกันข้าวเปลือกแต่ละชนิดที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากต้นทุนการผลิตขาวเปลือกแต่ละชนิด และค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกร เพื่อให้ได้รับราคาที่เหมาะสม พร้อมทั้งเร่งรัดให้เกิดการจัดทำทะเบียนเกษตรกรเพื่อนำมาใช้ประกอบในการประกันราคาข้าวเปลือกและมาตรการอื่นๆรวมถึงนำเสนอต่อกขช.พิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป

ทั้งนี้ได้มอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ทำการประชาสัมพันธ์การประกันราคาข้าวเปลือกเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แแก่เกษตรกรเกี่ยวกับราคาประกัน ราคาอ้างอิง และการชดเชยราคาของรัฐ รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการและผลที่เกษตรกรจะได้รับจากการประกันราคาข้าวเปลือก อีกทั้งมอบให้กขช.ด้านการตลาดได้พิจารณาถึงกำหนดมาตรการการรักษาเสถียรภาพของราคาข้าวเปลือก เพื่อเป็นมาตรการเสริมเพิ่มเติมจากการประกันราคาข้าวเปลือก และนำเสนอมาตรการต่อกขช.ในการประชุมครั้งต่อไป

นายวัชระยังกล่าวต่ออีกว่า ครม.ได้พิจารณาการจำหน่ายข้าวสาร โดยอิงกลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย(AFET) ตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอ โดยได้มีมติอนุมัติดังนี้

1.ให้องค์การคลังสินค้า(อคส.)นำเงินค่าข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/2552 ที่ระบายจำหนายได้ ซึ่งต้องส่งคืน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 425 ล้านบาท มาเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อให้อคส.ใช้เป็นหลักประกันในการซื้อขายล่วงหน้าในตลาด AFET เพื่อป้องกันการผิดสัญญาของผู้ซื้อและผู้ขาย ทั้งนี้ปริมาณข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/2552 จำนวน 763,920 ตัน แยกเป็นข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ปริมาณ 3 แสนตัน และข้าวขาว 5% ปริมาณ 463,920 ตัน ทั้งนี้เมื่อหมดภาระผูกพันแล้วหากเงินที่ได้รับคืนเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามเกณฑ์การวางหลักประกันซื้อขายของตลาด AFET ให้นำไปคำนวณเป็นรายได้หรือภาระขาดทุนตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2551/2552 ต่อไป

2.อนุมัติงบกลางเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงินจ่ายขาดจำนวน 24.64 ล้านบาท ให้อคส.ให้เป็นค่าตอบแทนนายหน้าซื้อขายล่วงหน้า และค่าจ้างผู้จัดการซื้อขายล่วงหน้า

***โบรกฯ มองหุ้นอาหารยังสดใส

นายเตชธร ลาภอุดมสุข ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า หุ้นในกลุ่มอาหารมีจุดเด่น คือ เป็นสินค้าจำเป็นในการบริโภค ซึ่งขาดไม่ได้ จึงไม่ได้รับผลกระทบแม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว ประกอบกับคาดว่าในไตรมาส 3/2552 ส่งออกอาหารน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น จึงแนะนำนักลงทุนซื้อเก็งกำไรหุ้นในกลุ่มดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ,บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) หรือ KASET และบริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TUF

" หุ้นกลุ่มอาหารก็เล่นเก็งกำไรได้ เพราะหุ้นกลุ่มนี้มีจุดเด่น คือ เป็นสินค้าที่จำเป็น และในไตรมาส 3 ส่งออกน่าจะดี ส่วนราคาข้าวถุงก็ปรับขึ้น ซึ่งตรงนี้คงส่งผลบวกต่อ KASET จึงแนะนำเก็งกำไร โดยให้แนวรับไว้ที่ 3.90 บาท แนวต้าน 4.20 บาท TUF ให้แนวรับไว้ที่ 24.40 บาท แนวต้าน 25 บาท ส่วน CPF ให้แนวรับไว้ที่ 4.80 บาท และแนวต้าน 5 บาท " นายเตชธร กล่าว

***บล.พัฒนสิน มอง CPF โดดเด่นสุด

นางเพลินใจ จิระจรัส นักวิเคราะห์ บล.พัฒนสิน เปิดเผยว่า หากพิจารณาหุ้นในกลุ่มธุรกิจอาหาร CPF จะเป็นหุ้นตัวที่โดดเด่น เนื่องจากในปีนี้จะเป็นปีที่ธุรกิจสามารถส่งออกอาหารเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไตรมาส 2 /2552 จะเป็นช่วงที่มีกำไรดีที่สุด จึงแนะนำลงทุน ซึ่งราคาเป้าหมายอยู่ที่ 5.62 บาท/หุ้น ขณะเดียวกันหากประเมินถึงอุปทานของอาหารโลกเริ่มมีแนวโน้มลดลงและยังมีภัยแล้งที่เป็นอุปสรรค

โดยการบริโภคเนื้อหมูและไก่ยังคงเพิ่มขึ้นแม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง เนื่องจากอาหารยังมีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกจากต้นทุนกากถั่วเหลืองที่ใช้เป็นอาหารมีราคาปรับตัวลดลง โดยเฉลี่ยทั้งปีราคาเนื้อหมูน่าจะปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ราคาเนื้อไก่น่าจะทรงตัว จึงยังคงแนะนำลงทุนในหุ้น บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TVO เนื่องจากราคาของสินค้าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งคาดว่าผลประกอบการในปีนี้จะโตจากปีก่อนประมาณ 55% โดยให้ราคาเป้าหมาย 14.85 บาท

ส่วนบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL ยังได้ประโยชน์จากราคาน้ำตาลที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยมองว่าผลประกอบการไตรมาส 1/2552 น่าจะเป็นจุดสูงสุดของปีนี้ แต่ยังมองว่ายังจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระดับสูง โดยให้ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 10.30 บาท

***หุ้น KASET วิ่งรับราคาข้าวขยับ หลังดีมานด์พุ่ง

นายสมฤกษ์ ตั้งพิรุฬธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) หรือ KASET เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า ถึงสาเหตุที่ราคาหุ้นของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรงในช่วงการซื้อขายวานนี้(21 ก.ค.) ว่า น่าจะเกิดจากการรับประเด็นข่าวบวก จากราคาข้าวที่เริ่มปรับเพิ่มขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการทั้งขายปลีกและขายส่งได้ทยอยปรับขึ้นราคาขายไปแล้ว ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาขายในตลาดขยับขึ้น ซึ่งก็น่าจะเป็นผลดีต่อเกษตรกร

'เข้าใจว่าภาครัฐได้เข้ามาช่วยดูแลในเรื่องของราคาข้าว โดยยอมรับว่ายังมีสต็อกข้าวที่อยู่ในฝั่งของรัฐบาลและเชื่อว่านโยบายของรัฐในปัจจุบันค่อนข้างจะปกป้องเกษตรกร และในส่วนของการดูแลราคาก็ยังเป็นไปในทางที่ดีอยู่ ในส่วนของข้าวหอมมะลินั้นเป็นช่วงของปลายฤดูกาล จึงทำให้มีการปรับตัวที่รวดเร็วไปนิดหนึ่ง เป็นผลทำให้ราคาขยับขึ้น' นายสมฤกษ์ กล่าว

สำหรับแนวโน้มของรายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง มีโอกาสที่จะเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรก เพราะพิจารณาจากช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาก็เริ่มส่งสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้น ประกอบกับส่วนหนึ่งได้รับผลบวกจากราคาข้าวที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงได้รับอานิสงค์จากความต้องการข้าวในต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น โดยล่าสุดพบว่าราคาข้าวในสหรัฐฯ ขยับเพิ่มขึ้นภายหลังจากข้าวขาดแคลน ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เหรียญฯ ขณะที่บริษัทฯ มีสัดส่วนในการส่งออกไปยังต่างประเทศกว่า 60% และลูกค้าส่วนใหญ่ที่ส่งสินค้าให้ค่อนข้างที่จะเป็นลูกค้าที่ดีและมีการจ่ายเงินในส่งสินค้าอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีการป้องกันความเสี่ยงโดยการเลือกลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ หากจะส่งสินค้าจะมีการทำสัญญาในลักษณะการจ่ายเงินแบบเงินสด

อย่างไรก็ตามแม้บรรยากาศการลงทุนช่วงนี้ เรียกได้ว่าเริ่มฟื้นดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัญหาไข้หวัด 2009 ก็ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อบริษัทเช่นกัน โดยเฉพาะกระทบต่อลูกค้าในกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร แต่ก็ถือว่าไม่หนักหนาสาหัสนัก

***บล.คันทรี่ กรุ๊ป แนะเล่นสั้น

นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่ กรุ๊ป กล่าวว่า ราคาหุ้น KASET ปรับตัวสูงขึ้นและมีวอลุ่มเทรดเข้ามาอย่างคึกคักช่วงนี้ คาดว่าจะเป็นการเข้ามาเล่นเก็งกำไรของนักลงทุน ภายหลังจากที่มีการเก็งกันว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะขยับขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนประเด็นข่าวแนวโน้มราคาจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นแรงเสริมได้ส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ ช่วงสั้นนักลงทุนสามารถเข้ามาเก็งกำไรได้ ตามกรอบแนวต้าน 4.20 บาท แนวรับ 3.90 บาท


Selective Buy

บล. ฟาร์อีสท์แนะช่วงนี้ต้อง “Selective Buy”
THCOM น่าสน ราคามีสิทธิแตะ 14.70 บาท
จักรกริช เจริญเมธาชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวในรายการ Trading Hour (Afternoon) ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบ ๆ เนื่องจากมีการ Sell on Fact ออกมาในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่วน 3 วันทำการที่เหลือของสัปดาห์นี้ควรต้องจับกระแสการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศหลัก รวมไปถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบในตลาดสหรัฐฯที่หากยังปรับขึ้นก็ยังช่วยพยุงหุ้นกลุ่มพลังงานและตลาดหุ้นไทยไว้ได้

จักรกริชมองว่าตลาดหุ้นไทยอาจต้องลงไปพักฐานที่ดัชนีระดับ 560 จุด หลังการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/52 เสร็จสิ้นลง และนักลงทุนอาจต้องกระจายการลงทุนไม่ควรเน้นที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือใช้กลยุทธ “Selective Buy” เลือกลงทุนในหุ้น “Outperform” ที่มี “Story” ผลประกอบการเติบโตได้ต่อเนื่องหรือก้าวกระโดด อย่าง บมจ. ไทยคม (THCOM)

ทั้งนี้ กระทรวง ICT ของอินเดีย เพิ่งจะยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะให้ดาวเทียม IP Star เป็นวาระแห่งชาติ และมีการบรรจุลงในงบประมาณแผ่นดิน จึงทำให้เชื่อได้ว่า ราคาหุ้น THCOM ซึ่งซื้อขายอยู่ที่ 6.10 บาทขณะนี้ มีโอกาสปรับขึ้นไปซื้อขายที่ 1 เท่าของ Book Value โดย บล. ฟาร์อีสท์ได้ปรับประมาณการณ์ราคาเป้าหมายของ THCOM มาอยู่ที่ 14.70 บาท พร้อมกับแนะนำให้ทยอยซื้อ เพราะมีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นได้อีกมาก อีกทั้งในระยะยาว THCOM ยังเตรียมนำบริษัทลูกในลาว เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของลาวอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีหุ้น บมจ. อินโดรามาโพลีเมอร์ส (IRP) ที่คาดว่า กำไรสุทธิในไตรมาส 2/52 จะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 1/52 และน่าจะทำให้กำไรครึ่งแรกของปีนี้สูงกว่าปี 2551 ตลอดทั้งปี



ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 609.83 จุด ลดลง 3.84 จุด มูลค่าการซื้อขาย 20,712.081 ล้านบาท

นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 146.95 ล้านบาท
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,065.59 ล้านบาท
นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 918.64 ล้านบาท




หุ้น SCC!!

หุ้น SCC!!

ดัชนีหุ้นวันที่ 21 ก.ค. 52 ปิดที่ 609.83 จุด ลบ 3.84 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 20,712 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,075 ล้านบาท...

ฝ่ายพัฒนธุรกิจ บล.เกียรตินาคิน ชี้ว่าตลาดหุ้นแค่พักฐาน หลังสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นมามากกว่า 5% ขณะที่มองช่วงนี้เป็นช่วงของการเก็งกำไรข่าวผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียน ขณะที่มองแนวโน้มตลาดว่าจะแกว่งตัวแคบๆออกด้านข้าง ให้แนวรับไว้ที่ 605-600 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 615-620 จุด โดยต้องติดตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯและการรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่จะออกมา

"โชติกา สวนานนท์" กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ มองตลาดหุ้นไทย ยังมีโอกาสปรับตัวลงจากแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนปีนี้จะออกมาต่ำกว่าปีก่อน แต่มองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นใหญ่ เช่น แบงก์และพลังงาน รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและแนะให้เลี่ยงหุ้นโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ขณะที่บริษัทเตรียมออกกองทุนรวมเพื่อลงทุนในหุ้นหากดัชนีหุ้นปรับตัวลงมาที่บริเวณ 500-520 จุด

โฟกัสหุ้นรายตัว SCC หลังหลายโบรกเกอร์ปรับเพิ่มความน่าลงทุน โดย บล.แมควารี ปรับเพิ่มความน่าลงทุนหุ้น SCC จาก "ถือ" เป็น outperform

โดยมองว่าธุรกิจปูนซีเมนต์จะฟื้นตัวชัดเจนในปีหน้า และปรับเพิ่มเป้าหมายราคาหุ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้าขึ้นสู่ระดับ 220 บาท จาก 110 บาท

ด้าน บล.เคจีไอ แนะ "ถือ" หุ้น SCC ให้ราคาเป้าหมายที่ 170 บาท

มีข่าว ก.ล.ต.เตือนผู้ลงทุนใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหุ้นธนาคารสินเอเชีย จำกัด (มหาชน) (ACL) เนื่องจากข้อมูลยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแผนการขายหุ้นในส่วนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ ทั้งเรื่องราคา จำนวน และความเป็นไปได้ รวมทั้งข่าวที่ออกมาเป็นการให้ข่าวจากแหล่งข่าวที่ไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันตัวตนของผู้ให้ข่าวได้ จึงไม่มีความน่าเชื่อถือ และในส่วนของกระทรวงการคลัง ก็ยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงแผนการขายหรือความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวที่ชัดเจน

ปิดท้าย บอร์ด MCOT มีมติเลือก "ธนวัฒน์ วันสม" เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ของ MCOT แล้ว!!

อินเด็กซ์ 51



21 กรกฎาคม 2552

ส่งออกเดือนมิ.ย.ติดลบ 25.9%

ส่งออกเดือนมิ.ย.ติดลบ 25.9% แต่แนวโน้มดีขึ้น
นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า การส่งออกการไทยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีมูลค่า 12,334 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 25.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการส่งออกสินค้าเกษตรปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตามความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง การแข่งขันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น รวมทั้งประเทศคู่ค้าที่ชะลอการสั่งซื้อ แต่หากเทียบกับเดือนพฤษภาคม การส่งออกปรับเพิ่มขึ้น 5.8% และมีมูลค่าสูงสุดในรอบ 7 เดือน

ขณะที่การส่งออกในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่า 68,207 ล้านดอลลาร์ลดลง 23.5% แต่มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าการส่งออกปีนี้จะติดลบเพียง 10% จากเป้าหมายติดลบ 15-19%

นายศิริพล ยังบอกถึงแนวโน้มการส่งออกในปีหน้า เชื่อว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ 12-15% จากฐานการส่งออกในปีนี้ ที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดแล้ว ทำให้ออเดอร์จากการส่งออกเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น

ส่วนการนำเข้าเดือนมิถุนายน มีมูลค่า 11,397 ล้านดอลลาร์ติดลบ 29.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ส่วนการนำเข้าในช่วง 6 เดือนแรกของปีมีมูลค่า 57,215 ล้านดอลลาร์ ลดลง 35.4% ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนมิถุนายนเกินดุลอยู่ที่ 936 ล้านดอลลาร์และ 6 เดือนแรกเกินดุลการค้าอยู่ที่ 10,991 ล้านดอลลาร์




งบ BBL และ KTB

"แบงก์กรุงเทพ"เผยกำไรไตรมาส 2 ทรงตัว4,830 ล้าน
"กรุงไทย"โชว์กำไร2,325 ล้าน

ธนาคารกรุงเทพรายงานผลประกอบการในไตรมาส 2 ของปี 2552 มีกำไรก่อนภาษีเงินได้จำนวน 7,184 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรก ร้อยละ 2.8 และมีกำไรสุทธิทรงตัวที่ 4,830 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 ซึ่งเป็นระดับที่น่า พอใจในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยและความต้องการสินเชื่อลดลง

ชื่อ:  S2M_41.gif ครั้ง: 378 ขนาด:  3.6 กิโลไบต์

สินเชื่อรวมในไตรมาส 2 ลดลงในอัตราที่ชะลอตัวจากไตรมาส 1 โดยสินเชื่อ ณ มิถุนายน 2552 มีจำนวน 1,099,474ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.2 จากสิ้นปี 2551 ส่วนใหญ่เนื่องจากลูกค้าธุรกิจมีการชำระคืนสินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของราคาวัตถุดิบและยอดการสั่งซื้อสินค้าลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ในไตรมาสที่ผ่านมา ธนาคารยังคงดำเนินงานตามเป้าหมายหลักสำคัญ 4 ด้านได้เป็นที่น่าพอใจ คือ ด้านสภาพคล่องด้านรายได้ค่าธรรมเนียม ด้านคุณภาพสินเชื่อ และด้านสถานะเงินกองทุน ทั้งนี้ ธนาคารสามารถรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับสูง โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ธนาคารมีเงินฝากเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ร้อยละ 81.1 นอกจากนี้ ธนาคารยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ8.2 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในขณะเดียวกันสามารถลดยอดสินเชื่อด้อยคุณภาพลงจำนวน 1,691 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมลดลงจากร้อยละ 4.8 ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 เป็นร้อยละ 4.6

สำหรับด้านสถานะเงินกองทุนธนาคารดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนเมื่อรวมกำไรของครึ่งปีแรกแล้ว อยู่ที่ร้อยละ 15.8ซึ่งเป็นระดับที่แข็งแกร่งและสามารถสนับสนุนให้ธนาคารดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงผันผวนต่อเนื่อง

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า "ในสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวธนาคารยังคงยึดแนวทางเดิมในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถสนับสนุนลูกค้าที่มีศักยภาพได้อย่างเหมาะสมทันท่วงที ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อันจะเกิดประโยชน์ที่ดีกับเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ยังช่วยการควบคุมคุณภาพสินเชื่อในไตรมาสนี้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ"

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ธนาคารมีเงินฝากทั้งสิ้น 1,355,687 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2551 จำนวน 44,210 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.4 เป็นผลสืบเนื่องจากผู้ฝากเงินมีความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของธนาคาร ประกอบกับการขยายฐานเงินฝากอย่างสม่ำเสมอ

ในขณะเดียวกันด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมช่วยให้ธนาคารสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการการเงินทางเลือกแก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิผล เช่น บริการประกันชีวิตผ่านธนาคาร การลงทุนในกองทุนรวม และหุ้นกู้บริษัทเอกชน อันส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ธนาคารสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี โดยรายจ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 1.9 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี2551 เป็น 9,337 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีจำนวน 179,718 ล้านบาท โดยมีกำไรต่อหุ้นในงวดแรก 5.02 บาท และมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น 94.15 บาท

ด้านธนาคารกรุงไทยแจ้งว่า กำไรสุทธิของธนาคารในไตรมาส 2/2552 เท่ากับ 2,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 291 ล้านบาท (ร้อยละ 14.31) จากไตรมาส 2/2551

ชื่อ:  S2M_42.gif ครั้ง: 376 ขนาด:  3.4 กิโลไบต์


ค่าเงินบาทหลุด34

ค่าเงินบาทหลุด34 เงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น

ค่าเงินบาทหลุด 34 บาท/ดอลลาร์ หลังดอลลาร์ร่วงหนัก นักลงทุนโยกเงินเข้าตลาดหุ้น ปิดตลาดอยู่ที่ 33.99/34.04 บาท/ดอลลาร์


นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเมื่อวานนี้ (20 ก.ค.) ว่า เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 33.99/34.04 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 34.04/05 บาท/ดอลลาร์

"วานนี้มีหลายปัจจัยที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เช่น การประกาศผลประกอบการของสถาบันการเงินในสหรัฐฯ เช่น ซิตี้กรุ๊ป รวมทั้งยอดการเริ่มสร้างบ้านและอนุญาตก่อสร้างเดือน มิ.ย.2552 ที่ออกมาดีขึ้นกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จึงทำให้นักลงทุนเริ่มมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น จึงหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และลงทุนในเงินสกุลที่ให้ผลตอบแทนสูง"

ส่วนปัจจัยในประเทศจะมาจากยังมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่ยังไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในวันนี้ (21 ก.ค.) คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.90-34.05 บาท/ดอลลาร์

Template by - Abdul Munir | Blogging4