12 มิถุนายน 2552

”ซิโน-ไทยฯ”มาแรง

”ซิโน-ไทยฯ”มาแรง
คว้างานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 2 ไปครอง

การเมืองเปลี่ยน ”ซิโน-ไทยฯ”มาแรง คว้างานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง สัญญาที่ 2 ไปครอง เสนอราคาต่ำสุด 15,320 ล้าน รฟม.ต่อรองให้เหลือ 13,482 ล้านบาท แต่ยังเกินกรอบวงเงินครม. 12,602 ล้าน อยู่ 880 ล้าน ดีเดย์วันที่ 18 มิ.ย.เปิดซองราคาสัญญาที่3ต่อ อีก 5,962 ล้าน เริ่มก่อสร้างภายในปีนี้

นายชูเกียรติ โพธยานุวัตร รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) เปิดเผยว่า ผลการเปิดซองราคางานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ สัญญาที่2 จากสะพานพระนั่งเกล้า-คลองบางไผ่ ระยะทาง 11 กิโลเมตร ปรากฎว่าบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน)เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด โดยเสนอราคา 15,320 ล้านบาท อันดับที่2 กลุ่มกิจการร่วมค้าCKTC(บมจ.ช.การช่าง-บจ.โตคิว คอนสตรัคชั่น) เสนอ 15,600.5 ล้านบาท และดับดับที่3 กลุ่มกิจการร่วมค้าITON(บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์-โอบายาชิ-เนาวรัตน์พัฒนาการ) เสนอ16,350.83 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ราคาที่บมจ.ซิโน-ไทยฯเสนอนั้นยังสูงกว่ากรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติ 12,602 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการประกวดราคาจะไปต่อรองกับผู้รับเหมาต่อไป คาดว่าจะสามารถต่อรองราคาได้อีก 12% คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 13,482 ล้านบาท เท่ากับสัญญาที่1 ที่กลุ่มช.การช่างยอมลดราคาให้จาก 16,724.50 ล้านบาท เหลือ 14,842 ล้านบาท หลังจากนั้นเสนอให้องค์การเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญ่ปุ่น(ไจก้า) พิจารณา

“เมื่อรู้ผู้เสนอราคาต่ำสุดสัญญาที่2แล้ว สิ่งที่รฟม.จะทำคู่ขนานคือเปิดสัญญาที่3 งานก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดรถ 4 แห่ง กรอบวงเงิน 5,962 ล้านบาท ต่อทันทีซึ่งไจก้าอนุญาตแล้ว คาดว่าจะเปิดซองราคาได้วันที่ 18 มิถุนายนที่จะถึงนี้”

นายชูเกียรติกล่าวอีกว่า สำหรับสัญญาที่6 เป็นงานวางรางซึ่งอยู่ในกรอบวงเงิน 36,055 ล้านบาทที่ครม.อนุมัตินั้น จะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จไม่เกิน 8 เดือนนี้ ปัจจุบันกำลังรอการยืนยันการให้กู้เงินจากไจก้า คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหา ทั้งนี้รฟม.จะพยายามไม่ให้ค่าก่อสร้างทั้ง 4 สัญญาเกินจากกรอบวงเงิน 36,055 ล้านบาทตามที่ครม.อนุมัติไว้ แต่ถ้าหากเกินจะต้องขอให้ครม.ขยายกรอบวงเงินเพิ่มให้ คิดว่าคงเกินไม่มาก

ทั้งนี้ในเดือนกรกฎาคมจะเสนอภาพรวมทั้งหมดให้ครม.พิจารณา เพื่อเซ็นสัญญาก่อสร้างกับผู้รับเหมา จะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายในปีนี้ คาดว่าสัญญาที่1 จะเซ็นสัญญาเดือนกรกฏาคม จะเริ่มสร้างเดือนสิงหาคม สัญญาที่2 เซ็นสัญญาเดือนตุลาคมและเริ่มสร้างเดือนพฤศจิกายน ส่วนสัญญาที่3 เซ็นสัญญาเดือนพฤศจิกายนและก่อสร้างเดือนธันวาคม ใช้เวลาก่อสร้าง 3.6 ปี



ต่างชาติกลับมาซื้อหนัก

ต่างชาติกลับมาซื้อหนัก

กลับมาซื้อสุทธิเกินสองพันล้านบาทอีกครั้ง
ในขณะที่กองทุนเริ่มกลับมาสมทบซื้อต่อเนื่อง จับตาว่าจะเข้าสู่การทำ Window Dressing ตามที่คาด หรือไม่ ?

เช่นเดิม...
ช่วงนี้ติดตาม2Factor ใหญ่ๆ คือ Fund Flowต่างชาติ และ Window dressing !!



ชื่อ:  ScreenHunter_492.gif ครั้ง: 366 ขนาด:  17.6 กิโลไบต์

ที่มา:ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


หุ้นไทยปิดบวก 0.40%

หุ้นไทยปิดบวก 0.40% บล. ธนชาตมองเป็นโอกาสขายทำกำไร


นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด บล. ธนชาต กล่าวว่า การที่ดัชนีหุ้นและราคาหุ้นไทยได้ปรับเพิ่มขึ้นเร็วในช่วงที่ผ่านมา จึงมีความเสี่ยงที่จะมีแรงเทขายทำกำไรออกมาได้ โดยแนะนำว่า นักลงทุนระยะสั้นควรติดตามทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เพราะจะมีต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดหุ้นโดยตรง ซึ่งหากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นติดต่อกันหลายวัน จะทำให้มีแรงเทขายทำกำไรครั้งใหญ่ออกมาได้ นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามกระแสเงินทุนต่างชาติที่จะมีผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงหุ้นไทยด้วย โดยหากยังมีเงินทุนต่างชาติเข้ามาต่อเนื่อง ก็อาจทำให้หุ้นไทยสามารถเคลื่อนไหวทะลุ 640-650 จุดได้

นายพิชัยแนะนำว่า การปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาหุ้น ถือเป็นจังหวะที่ดีในการขายทำกำไร เพื่อถือเงินสดไว้รอซื้อในช่วงปรับฐานลง หรือนักลงทุนอาจเลือกลงทุนในหุ้นที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจ (Defensive Stock) ที่ราคายังถูกและกระแสเงินสดยังมีแนวโน้มที่ดีก็ได้


ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ ปิดที่ 627.07 จุด เพิ่มขึ้น 2.52 จุด หรือ 0.40% ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ 34,257.74 ล้านบาท
- นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 102.59 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 2,159.63 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อยในประเทศ ขายสุทธิ 2,262.22 ล้านบาท



ผันผวน!!

ผันผวน!!

ดัชนีหุ้นวันที่ 11 มิ.ย.52 ปิดที่ 627.07 จุด เพิ่มขึ้น 2.52 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 34,255 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,159 ล้านบาท

ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนขายทำกำไรสลับออกมาตลอดทั้งวันในจังหวะที่ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้น

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน มองว่า กรณีที่มอร์แกนสแตนเลย์ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า ดัชนีตลาดหุ้นของตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น

โดยข้อมูลจากเอ็มเอสซีไอระบุว่า ปีนี้ดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดเกิดใหม่ ได้เพิ่มขึ้นมาแล้ว 39% สูงกว่าดัชนีเอ็มเอสซีไอเวิลด์ที่เพิ่มขึ้นเพียง 7.3% ประเด็นดังกล่าวได้ส่งผลบวกต่อจิตวิทยาการลงทุน

ขณะที่มองแนวโน้มตลาดจะยังคงผันผวนและมีโอกาสปรับฐานลง แนะกลยุทธ์ ให้เทขายทำกำไรเมื่อดัชนีปรับตัวขึ้น

ฝ่ายกลยุทธ์ บล.ฟาร์อีสท์ ชี้ว่า ตลาดได้รับผลดีที่รัฐบาลเตรียมคลอดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ 1.4 ล้านล้านบาท คาดว่าตลาดมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อ

ส่วนการเตรียมเบิกจ่ายเช็คช่วยชาติรอบ 2 มูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท จะส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มพาณิชย์และบันเทิง จึงแนะให้เก็งกำไร รวมทั้งหุ้นพลังงานที่ยังได้รับแรงส่งจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น

ปิดท้าย มีข้อมูลนับจากต้นปีถึง 11 มิ.ย.ที่ดัชนีหุ้นบวกขึ้นมาร่วม 200 จุด พบว่ามูลค่ามาร์เกตแค็ปของตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นมาถึง 1.18 ล้านล้านบาท จากต้นปีอยู่ที่ 3.79 ล้านล้านบาท ล่าสุดขยับขึ้นมาใกล้แตะ 5 ล้านล้านบาทแล้ว

ขณะที่ค่าพี/อีของตลาดหุ้นไทยขึ้นมาอยู่ที่ 21.24 เท่า จากต้นปีที่อยู่ที่ระดับ 7.46 เท่า

"ชนิตร ชาญชัยณรงค์" ผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหุ้นแนะ ให้พิจารณาปัจจัยพื้นฐานมากกว่าดูค่าพี/อี และยอมรับว่าหุ้นใหญ่ 100 อันดับแรกราคาอาจขึ้นมาสูงแล้ว

จึงอยากให้นักลงทุนหันมาพิจารณาหุ้นขนาดกลางที่มาร์เกตแค็ป ต่ำกว่า 8 พันล้านบาท รวมทั้งหุ้นในตลาด mai ซึ่งยังมีหุ้นดีๆที่น่าสนใจลงทุนอีกมาก.


อินเด็กซ์ 51


11 มิถุนายน 2552

ชี้เทรน"ดอกเบี้ยขึ้น"ชัดไตรมาส4

ชี้เทรน"ดอกเบี้ยขึ้น"ชัดไตรมาส4


แบงก์ยันดอกเบี้ยยังไม่ผงกหัว ขึ้นเงินฝากแค่แข่งขัน เชื่อแผนกู้ 4 แสนล้านไม่กระทบสภาพคล่อง ด้านนักวิเคราะห์คาด ถ้าการกู้เงินและลงทุนภาครัฐเป็นไปตามแผนมีโอกาสเห็นแบงก์รุมแย่งเงินฝาก

หลังจากเป็นผู้นำลดดอกเบี้ยเงินกู้ไปแล้ว ธนาคารกรุงเทพก็สร้างปรากฏการณ์ในตลาดด้วยการประกาศขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำ อายุ 12 เดือน 0.25% สำหรับวงเงินต่ำกว่า 3 ล้านบาท ได้ดอกเบี้ย 1.00% ทำให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่รายอื่นปรับขึ้นตาม อาทิ กสิกรไทยที่ปรับเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากอายุ 12-36 เดือน 0.25-0.50%

อย่างไรก็ตาม นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ได้เป็นการแสดงสัญญาณว่าแนวโน้มดอกเบี้ยในตลาดจะสูงขึ้นแต่เป็นเรื่องการแข่งขัน เพราะที่ผ่านมาดอกเบี้ยเงินฝากได้ปรับลดไปมาก ทำให้ผู้ฝากเริ่มหันไปสนใจผลิตภัณฑ์การออมประเภทอื่นมากขึ้นจึงต้องปรับเพิ่มดอกเบี้ยฝากระยะยาวกันไม่ให้เงินไหลออก






"การขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อธนาคาร เพราะเลือกปรับเพิ่มเฉพาะเงินฝากระยะยาวและเงินฝากผู้สูงอายุเท่านั้น ส่วนเรื่องสภาพคล่องในระบบ ขณะนี้ยังมีเหลืออยู่มากเพราะปล่อยสินเชื่อได้น้อย จึงมีแนวโน้มที่ภาครัฐจะเข้ามากู้ได้มากขึ้น หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ" นายประสารกล่าว

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในส่วนของกรุงไทยยังไม่มีการพิจารณาปรับดอกเบี้ยในตอนนี้ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารอื่นปรับขึ้นไปนั้นเป็นระดับเดียวกับดอกเบี้ยของกรุงไทย

นายณาศิส ประเสริฐสกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า การขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารขนาดใหญ่บางแห่งยังไม่ใช่สัญญาณการเปลี่ยนเทรนด์ดอกเบี้ย และเชื่อจะไม่กระทบผลการดำเนินงานในระยะสั้น เนื่องจากเป็นการเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาว อย่างไรก็ตามสาเหตุการขึ้นดอกเบี้ยคาดว่าเป็นผลจากความต้องการระดมเงินบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่ส่วนใหญ่เป็นระยะยาว

"ในระยะสั้นไม่น่าเห็นดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศทาง แต่ถ้าการกู้และลงทุนของภาครัฐดำเนินไปตามแผนและเศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัว แม้คณะกรรมการนโยบายการเงินจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่แบงก์อาจขยับขึ้น ดอกเบี้ยเงินฝากอย่างมีนัยในไตรมาสสุดท้ายเพื่อดึงเงินฝากเข้าสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ" นายณาศิสกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้เงินฝากในระบบยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง (ดูตารางประกอบ) โดยทั้งระบบเพิ่มขึ้น 1.7% หรือ 103,183 ล้านบาท โดยธนาคารกรุงไทยเพิ่มขึ้นสูงสุด 9.66 หมื่นล้านบาท หรือ 9.1% ขณะที่ธนาคาร กสิกรไทยลดลงมากสุด 78,824 ล้านบาท หรือลดลง 8.1%



หุ้นสหรัฐปิดลบหวั่นเรื่องดอกเบี้ย

หุ้นสหรัฐปิดลบหวั่นเรื่องดอกเบี้ย
น้ำมันดิบพุ่งทะลุ 71 ดอลลาร์สหรัฐ

นิวยอร์ก 11 มิ.ย.-ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลดลงจากความหวาดวิตกเรื่องอัตราดอกเบี้ย
ส่วนราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 71 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีเคลื่อนไหวเบาบางในแดนลบต่อเนื่องเป็นวันที่ 2
หลังจากรัฐบาลประกาศขายพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีด้วยมูลค่า 19,000 ล้านบาท
ทำให้เกรงว่าอาจมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรือกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อ

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.22 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 1,635 ต่อ 1,376
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด 2.35 พันล้านหุ้น

เจฟฟรีย์ แฟรงเคล ประธานบริษัท Stuart Frankel & Co กล่าวว่า
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นไปอย่างซบเซา แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
เปิดเผยรายงาน Beige Book ซึ่งระบุว่าเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคฟื้นตัวขึ้นปานกลาง
โดยตลาดได้รับแรงกดดันจากข่าวที่ว่ารัฐบาลสหรัฐได้นำพันธบัตรประเภท 10 มูลค่ารวม
1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ออกประมูลขายและมีผู้ซื้อจำนวนมาก ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้เกิด
ความกังวลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้นอาจก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

"ภาวะเงินเฟ้อที่ส่อเค้าว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ใน
ระดับสูงนั้น อาจกดดันเฟดให้ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น
ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายและจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าลง"
แฟรงเคลกล่าว

กระแสความวิตกกังวลเรื่องดอกเบี้ยได้ฉุดหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย รวมถึง
หุ้นกลุ่มก่อสร้างบ้านและกลุ่มการเงิน ร่วงลงโดยดัชนีดาวโจนส์กลุ่มก่อสร้างบ้านร่วงลง
1.5% และดัชนี S&P หุ้นกลุ่มการเงินลดลง 1.6%

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 71 ดอลลาร์ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน
โดยหุ้นอ็กซอน โมบิลบวก 1% และเป็นปัจจัยสำคัญที่พยุงดาวโจนส์ไม่ให้ติดลบมากนัก

ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ พุ่งทะยานแตะ 71.79 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
สูงสุดตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก่อนขยับลงมาปิดที่ 71.33 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
เพิ่มขึ้นจากวานนี้ 1.32 ดอลลาร์สหรฐ

ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 8,739.02 จุด ลดลง 24.04 จุด หรือ 0.27%
ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,853.08 จุด ลดลง 7.05 จุด หรือ 0.38%
และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 939.15 จุด ลดลง 3.28 จุด หรือ 0.35%

ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป ตลาดหุ้นยุโรป
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 4,436.75 จุด ปรับขึ้น 31.96 จุด หรือ 0.73%
ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 5,051.18 จุด ปรับขึ้น 53.32 จุด หรือ 1.07%
และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,315.27 จุด ปรับขึ้น 18.54 จุด หรือ 0.56%

ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ปิดที่ 70.80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปรับขึ้น 1.58 ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 954.00 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
ส่วนตลาดลอนดอน ปิดที่ 953.20 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 3.05 ดอลลาร์สหรัฐ

ที่มา : สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์

Template by - Abdul Munir | Blogging4