สหรัฐเผยผลทดสอบภาวะวิกฤต 19 แบงค์ยักษ์ใหญ่ ชี้มี 10 แบงค์แห่งต้องเพิ่มทุน $7.46 หมื่นล้าน
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยผลทดสอบภาวะวิกฤต (stress test) ของ 19 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าในจำนวนธนาคารทั้ง 19 แห่งที่เข้ารับการทดสอบครั้งนี้ มีธนาคาร 10 แห่งที่ต้องระดมทุนเพิ่มเป็นวงเงินรวมทั้งสิ้น 7.46 หมื่นล้านดอลลาร์
การทดสอบ stress test มีเป้าหมายที่จะประเมินว่าสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีเงินทุนเพียงพอที่จะรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ รายชื่อธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้ง 19 แห่งที่จะเข้ารับการตรวจสอบ stress test มีดังนี้ อเมริกัน เอ็กซ์เพรส, แบงค์ ออฟ อเมริกา คอร์ป, แบงค์ ออฟ นิวยอร์ก เมลลอน คอร์ป, ซิตี้กรุ๊ป อิงค์, โกลด์แมน แซคส์, เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค, มอร์แกน สแตนลีย์, บีบีแอนด์ที คอร์ป, แคปิตอล วัน ไฟแนนเชียล คอร์ป, ฟิทช์ เธิร์ด แบงคอร์ป, จีเอ็มเอซี แอลแอลซี, เมทไลฟ์ อิงค์, คีย์คอร์ป, พีเอ็นซี ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส กรุ๊ป, รีเจียนส์ ไฟแนนเชียล คอร์ป, สเตท สตรีท คอร์ป, ซัน ทรัสต์ แบงค์ อิงค์, ยู.เอส.แบงคอร์ป และเวลล์ส ฟาร์โก แอนด์ โค
รายงานระบุว่าธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา จำเป็นต้องเพิ่มทุนมากที่สุดที่ระดับ 3.39 หมื่น ล้านดอลลาร์ ธนาคารเวลส์ ฟาร์โกต้องเพิ่มทุน 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์ บริษัท GMAC ต้องเพิ่มทุน 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์ ซิตีกรุ๊ป อิงก์ ต้องเพิ่มทุน 5.5 พันล้านดอลลาร์ และมอร์แกน สแตนลีย์ ต้องเพิ่มทุน 1.8 พันล้านดอลลาร์
ส่วนธนาคารอีก 5 แห่งที่ต้องเพิ่มทุนได้แก่ รีเจียนส์ ไฟแนนเชียล เพิ่มทุน 2.5 พันล้านดอลลาร์ ซันทรัสต์ แบงค์ 2.2 พันล้านดอลลาร์ คีย์คอร์ป 1.8 พันล้านดอลลาร์ ฟิทธ์ เธิร์ด แบงคอร์ป 1.1 พันล้านดอลลาร์ และพีเอ็นซี ไฟแนนเชียล 600 ล้านดอลลาร์
ผลการทดสอบ stess test สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตการณ์ในภาคการธนาคารของสหรัฐยังไม่จบสิ้นลง แม้นายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐเปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 19 รายใหญ่ของสหรัฐ ไม่มีรายได้ที่อยู่ในสภาพล้มละลายก็ตาม
"ผมคิดว่าผล stress test จะช่วยสร้างความมั่นใจต่อระบบการเงิน และขอยืนยันว่าไม่มีธนาคารใดสุ่มเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะล้มละลาย และการรายงานผลทดสอบสถานะทางการเงินจะช่วยบรรเทาความวิตกกังวลในภาคสถาบันการเงินได้อย่างมากและจะช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นชาวอเมริกาว่าสถาบันการเงินจะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยรัฐบาลจะถือหุ้นในธนาคารเหล่านี้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มเงินทุนหรือแปลงหลักทรัพย์บุริมสิทธิ์ หากมีความจำเป็น" ไกธ์เนอร์กล่าว สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน
อินโฟเควสท์
แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
11 พฤษภาคม 2552
ผลทดสอบภาวะวิกฤต 19 แบงค์ยักษ์ใหญ่
โดย Mboy เวลา 09:06 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
งินนอกไหลเข้าตลาดหุ้น โบรกฯเล็งปรับเป้า
เงินนอกไหลเข้าตลาดหุ้น โบรกฯเล็งปรับเป้า
สมาคมนักวิเคราะห์เล็งปรับเพิ่มดัชนีอีกรอบ หลังตลาดหุ้นคึกคัก ดันดัชนีพุ่งแรง ด้านตลาดหลักทรัพย์มั่นใจเงินนอกไหลเข้าจริง
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ขณะนี้สมาคมมีแนวคิดที่จะมีการปรับเพิ่มประมาณการดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้ จากเดิมคาดว่าดัชนีจะอยู่ที่ระดับ 495 จุด ซึ่งได้ให้บริษัทสมาชิกประเมินตัวเลขเป้าดัชนีสิ้นปีใหม่อีกครั้ง ก่อนจะนำมาสรุปผลสำรวจเร็วๆ นี้
สาเหตุที่มีการปรับเพิ่มประมาณการใหม่เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นมาแรง และมูลค่าการซื้อขายเริ่มหนาแน่นหากเทียบกับช่วงไตรมาสแรก ประกอบกับมีเม็ดเงินต่างชาติเริ่มทยอยกลับเข้ามาลงทุนตลาดหุ้นเอเชียอีกครั้ง
ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์คนใหม่ กล่าวว่า ภายหลังจากเข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคมฯคาดว่าจะวางนโยบายหลักในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และต้องการให้มีบทบาทมากขึ้น
โดยเฉพาะในส่วนของการสะท้อนแนวความคิดเห็นของผู้ประกอบการในส่วนของตลาดทุน เพราะที่ผ่านมาการกำหนดนโยบายของภาครัฐส่วนใหญ่ จะรับฟังได้เฉพาะในส่วนของภาคธุรกิจ จึงต้องการให้ตลาดทุน ได้มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นไปสู่ภาครัฐ เพื่อจะได้นำข้อมูลไปกำหนดนโยบายของประเทศ
"เราอยากให้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มีบทบาทในการระดับมหภาคมากขึ้น เป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ประกอบการในส่วนของตลาดทุนและต้องการให้มีน้ำหนักขึ้นกว่าปัจจุบัน และสิ่งสำคัญต้องการที่จะเน้นคุณภาพของนักวิเคราะห์ให้มีการพัฒนามากขึ้น รวมทั้งจะมีการให้ข้อมูลในระดับสากลโดยการเชิญวิทยากรจากต่างประเทศมาให้ข้อมูลด้วย" นายไพบูลย์กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบันสมาคมนักวิเคราะห์จะเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ยังมีบทบาทไม่โดดเด่นและยังไม่มีน้ำหนักมากพอ ดังนั้นการพัฒนาให้นักวิเคราะห์มีบทบาทมากขึ้น เช่นขณะที่ภาครัฐมีการกำหนดนโยบายหรือปรับปรุงนโยบายใหม่ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่จะมีผลต่อตลาดหุ้นไม่ว่าจะเป็นตัวบริษัท หรือภาพรวมตลาด นักวิเคราะห์ก็ควรมีการเสนอแนวความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าวได้ทันเวลา
เขากล่าวว่า การพัฒนาคุณภาพจะเน้นไปทั้ง 3 ส่วน ประกอบด้วย การเผยแพร่ต่อสาธารณชน การพัฒนาความรู้สู่ผู้ลงทุน และการพัฒนาคุณภาพของนักวิเคราะห์ไทย เพื่อยกระดับให้มีมาตรการสากลมากขึ้น
ด้านนางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดตัดสินใจเลื่อนการเดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศกลุ่มยุโรปและสหรัฐ จากเดิมที่กำหนดเดินทางวันที่ 17-23 พ.ค.นี้ ไปเป็นปลายเดือนมิ.ย. เนื่องจากมีปัจจัยลบเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทำให้การเดินทางไม่สะดวก
อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับมุมมองนักลงทุนต่างประเทศมากนัก เพราะจากการดูข้อมูลพบว่า มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นเริ่มปรับตัวดีขึ้น ปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ระดับ 15,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 6,000-8,000 ล้านบาท โดยแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศเริ่มลดลง ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติยังมีเงินซื้อสุทธิคงเหลืออยู่ 280 ล้านบาท และเห็นสัญญาณการซื้อสุทธิมากยิ่งขึ้น
โดย Mboy เวลา 09:03 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
ต่างชาติลุยไม่ยั้ง
ต่างชาติลุยไม่ยั้ง พลิกยอดสะสมปี09เป็นบวก
กลุ่มนักลงทุนต่างชาติซื้อต่อเนื่องสุทธิใกล้แตะพันล้านบาทต่อวัน
ทำให้ยอดซื้อ-ขายเดือนพฤษภาคมเป็นบวก และพลิกยอดสะสมของปีให้เป็นบวกเช่นกัน
ในขณะที่กลุ่มสถาบันฯ สลับซื้อ-ขายรายวัน
และมียอดสะสมของปีติดลบ
เงินต่างชาติมารอบนี้ น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะอยู่ในตลาดนานแค่ไหน ?!?
หากมีการซื้อลงทุนระยะยาวและซื้อต่อเนื่อง ดัชนี600จุดไม่น่าเป็นเรื่องยาก
ต้องติดตาม,,,,
ที่มา:ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โดย Mboy เวลา 09:02 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
คอลัมน์ เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน
คอลัมน์ เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน
- ตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นแรงจากการเก็งกำไรหุ้นกลุ่มพลังงานเข้ามาหนาแน่น ดันดัชนีขึ้นทะลุแนวต้านหลักที่ 500 จุด บวกกับข่าวหลายประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนโครงการขนาดใหญ่และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้วันแรกดัชนีปิดที่ 506.26 จุด สูงสุดในรอบ 6 เดือน เพิ่มขึ้น 14.57 จุด มูลค่าการซื้อขาย 20,262.05 ล้านบาท
- กลางสัปดาห์ ดัชนีปิดที่ 523.15 จุด เพิ่มขึ้น 16.89 จุด มูลค่าการซื้อขาย 30,862.91 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 1 ปี จากความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ท้ายสัปดาห์ ตลาดปรับตัวชะลอลงจากแรงเทขาย ดัชนีปิด 527.72 จุด เพิ่มขึ้น 4.57 จุด มูลค่าการซื้อขาย 30,357.84 ล้านบาท
- สัปดาห์นี้ บล.ฟินันซ่า ให้ติดตามผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และการประเมินภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ มีแนวรับ 520 จุด แนวต้าน 535 จุด
- ด้านค่าเงินบาท เปิดตลาดต้นสัปดาห์ที่ 35.21/23 บาท/ดอลลาร์ จากนั้นแข็งค่าขึ้นจากแรงหนุนการเพิ่มขึ้นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ระหว่างสัปดาห์ เงินบาทเคลื่อนไหว 34.90-35.39 บาท/ดอลลาร์ โดยทำสถิติแข็งค่ากว่า 35.00 บาท/ดอลลาร์ ในรอบ 2 เดือน และแตะระดับแข็งค่าสุดที่ 34.89 บาท/ดอลลาร์ ก่อนที่จะปิดตลาด 34.97/99บาท/ดอลลาร์
- สัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 34.90-35.10 บาท/ดอลลาร์ โดยปัจจัยหลักจะยังมาจากต่างประเทศที่เงินดอลลาร์มีแนวโน้มจะ อ่อนค่าลงอีก
โดย Mboy เวลา 09:00 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: คอลัมน์หุ้น
ภาวะการซื้อขายหุ้น
ภาวะการซื้อขายหุ้น
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 527.72 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.33% จาก 491.69 จุด ในสัปดาห์ก่อน และพุ่งขึ้น 17.28% จากสิ้นปี 2551
ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์เพิ่มขึ้น 20.54% จาก 67,599.27 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 81,482.81 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นจาก 16,899.82 ล้านบาท จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 27,160.94 ล้านบาท
โดยนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิที่ 4,824.96 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิที่ 2,424.56 ล้านบาท และ 2,400.40 ล้านบาท ตามลำดับ
ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 166.89 จุด ขยับขึ้น 1.95% จาก 163.69 จุดในสัปดาห์ก่อน และ 2.43% จากสิ้นปีก่อน
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีน่าจะยังคงแกว่งตัวผันผวนขึ้นต่อไป โดยปัจจุบันที่ต้องติดตาม ได้แก่ การรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.ในวันที่ 14 พ.ค.
ส่วนปัจจัยต่างประเทศ ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลก และการปรับตัวของตลาดหุ้นภูมิภาค ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ โดยคาดว่าดัชนีจะมีแนวรับอยู่ที่ 523 และ 518 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 535 และ 555 จุดตามลำดับ
ภาวะตลาดการเงิน
เงินบาทในประเทศ ทะยานขึ้นแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 เดือนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเช่นเดียวกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ท่ามกลางแรงเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง
หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ดีเกินคาดได้กระตุ้นกระแสความต้องการเสี่ยง และลดความต้องการสกุลเงินที่เป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย นอกจากนี้ เงินบาทยังได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นไทย โดยมีนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิอีกด้วย โดยเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ 34.85 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าสุดในรอบ 3 เดือน ส่วนเงินเยนอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ เงินยูโรลดช่วงบวกลง หลังจากแข็งค่าแตะระดับสูงสูดในรอบ 1 เดือน อยู่ที่ 1.3437 ดอลลาร์ฯต่อยูโร
และในสัปดาห์นี้ธนาคารพาณิชย์จะมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคาร อีกทั้งก็จะมีการนำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ด้วย จึงคาดว่าคงจะยังไม่มีปัจจัยที่ทำให้สภาพคล่องในตลาดเงินเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวใกล้ระดับ 1.25% อย่างต่อเนื่อง และค่าเงินบาทน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 34.80-35.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ.
บ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด.
โดย Mboy เวลา 09:00 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
07 พฤษภาคม 2552
600 จุดเป้าหมายต่อไป
600 จุดเป้าหมายต่อไป
หุ้นไทยเริงร่าวิ่งฝ่าด่าน 500 จุดแบบสบาย วานนี้ทะยานปิด 523.14 จุด บวก 16.88 จุด วอลุ่มพุ่งทะลุ 3 หมื่นล้านบาทสูงสุดในรอบปี นักลงทุนรอเวลาแรลลี่ต่อดันดัชนีฯ เด้งจอดสถานีถัดไปเป้าหมาย 600 จุด พลังงาน- แบงก์ยกขบวนหุ้นใหญ่เฮฮายกก๊วน เศรษฐกิจโลกฉายแววฟื้นตัว แถมต่างชาติยังกระหน่ำซื้อไม่เลิก ล่าสุดซื้อต่ออีกเกือบ 900 ล้านบาท หลายโบรกเกอร์เล็งปรับเป้า SET Index ขึ้นหลังจบ Q2/52 ระบุหุ้นไทยถูกสุดๆ ราคายังต่ำกว่า Book Value
และแล้วดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงทะลุด่านหิน 500 จุด โดยในห้วงสัปดาห์นี้แม้จะมีวันหยุดยาวจากหลายเทศกาลสำคัญ ทั้งวันแรงงานแห่งชาติ วันฉัตรมงคล ส่งผลให้การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต่อเนื่อง แต่ดัชนีฯ ก็ยังเคลื่อนไหวแดนบวก โดยวานนี้ (6 พฤษภาคม 2552) ดัชนีฯ ปิดที่ 523.14 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของวัน ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นถึง 16.88% จากวันก่อนหน้า และมีมูลค่าการซื้อขายถึง 30,862.91 ล้านบาท คิดเป็นการซื้อขายสูงสุดในรอบ 1 ปี
แรงซื้อโหมเข้ามาหนาแน่นในหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน และธนาคารพาณิชย์ โดย 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่น ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT ปิดที่ 212.00 บาท เพิ่มขึ้น 12.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 3,303.06 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ราคาปิดที่ 111.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,771.54 ล้านบาท อันดับ 3 ได้แก่ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PTTAR ราคาปิดที่ 15.70 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,051.36 ล้านบาท อันดับ 4 ได้แก่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ราคาปิดที่ 303.00 บาท เพิ่มขึ้น 13.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,902.37 ล้านบาท และ บริษัทโทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA ราคาปิดที่ 19.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.90 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,467.44 ล้านบาท
ทั้งนี้ ราคาหุ้น PTT ดันดัชนีฯ ปรับขึ้นมากที่สุดถึง 4.6793 จุด รองลงมาได้แก่ PTTEP ดันดัชนีฯ เพิ่มขึ้น 0.8768 จุด และอันดับ 3 ได้แก่ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCIB ดันดัชนีฯ เพิ่มขึ้น 0.8402 จุด
อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นโดดเด่นเมื่อวานนี้เป็นผลจากจิตวิทยาลงทุน หลังนายเบน เบอร์นันกี ประธานธนาคารกลาง
สหรัฐฯ (เฟด) ระบุว่าภาวะตกต่ำของตลาดที่อยู่อาศัยที่มีมายาวนานกว่า 3 ปี อาจใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว และคาดการณ์ว่าภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจโลกจะสิ้นสุดได้ในปีนี้ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังได้รับปัจจัยบวกจากทิศทางของตลาดหุ้นภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นเม็ดเงินไหลจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หลังทิศทางของค่าเงินบาทแข็งค่า โดยฟากนักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่อง โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิถึง 3,815.99 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 234.95 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนรายย่อยเป็นผู้ขายสุทธิ 4,050.94 ล้านบาท ล่าสุดวานนี้(6 พฤษภาคม 2552)นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิต่อเนื่องอีก 869.25 ล้านบาท
นอกจากนี้ กรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้อนุมัติโครงการลงทุนภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 (2553-2555)วงเงิน 1,431,330 ล้านบาท แม้ปรับลดลงจากเดิมที่ 1.56 ล้านล้านบาท ภายใต้แผนปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจและการลงทุน เช่นเดียวกับการจัดงาน Money Expo 2009 ที่มีขึ้นวันที่ 7 -10 พฤษภาคมนี้ ก็มีผลต่อจิตวิทยาการลงทุน โดยภายในงานมีรูปแบบการลงทุนที่หลากหลายและเป็นโอกาสสร้างกำไรให้นักลงทุน ซึ่งจากปัจจัยข่าวดีดังกล่าวส่งผลให้หลายโบรกเกอร์มีการปรับประมาณการ SET Index โดยมีมุมมองที่ดีต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น และประเมินว่ามีโอกาสที่ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้นแตะ 600 จุดเป็นเป้าหมายถัดไป
แต่ทั้งนี้ ยังต้องจับตาดูผลการตรวจสอบสถานภาพทางการเงิน (Stress Test) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เตรียมเปิดเผยทางการในวันนี้ (7 พฤษภาคม 2552) ซึ่งล่าสุดมีข่าวอย่างไม่เป็นทางการระบุว่ามีสถาบันการเงินอย่างน้อย 10 แห่งจาก 19 แห่งว่าอาจมีเงินทุนไม่เพียงพอตามมาตรฐานและต้องมีการเพิ่มทุนรอบใหม่ แต่นักลงทุนรับรู้แล้ว
ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศยังไม่นิ่ง มีประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) การนิรโทษกรรมนักการเมือง ท่าทีของกลุ่มแนวร่วมประชาธิไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นอกจากนี้ ต้องติดตามการประชุมผู้นำอาเซียนในวันที่ 13 -14 มิถุนายนนี้ ที่จ.ภูเก็ต รวมถึงการประชุมกลุ่มโอเปคเพื่อพิจารณาว่าจะลดกำลังการผลิตหรือไม่ในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ ส่วนโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก ก็อยู่ระหว่างความสนใจของนักลงทุนว่าจะมีการแพร่ระบาดซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจโลกในปีนี้หรือไม่
ย้อนดูความเคลื่อนไหว SET Index พบว่าในวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันซื้อขายวันสุดท้ายของปีก่อน ดัชนีฯ ปิดที่ 449.96 จุด จากนั้นปรับลดลงต่ำสุดที่ 408.78 จุดในวันที่ 3 มีนาคม 2552 ก่อนที่ยืนเหนือระดับ 500 จุดอีกครั้งต้นเดือนพฤษภาคม โดยวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 ดัชนีฯ ปิดที่ระดับ 506.26 จุด และวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 ดัชนีฯ ปิดที่ระดับ 523.14 จุด
****บล.บีฟิท คาดตลาดหุ้น Q2/52 เริ่มฟื้น หวังเห็น SET Index แตะ 550-600 จุด
นายเดชา แปงคำ กรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บีฟิท จำกัด (มหาชน) หรือ BSEC เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาสที่ 2/2552 หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับดัชนีฯ ปรับขึ้นอย่างต่อนื่องและมีวอลุ่มเข้ามาอย่างหนาแน่น ดังนั้นจึงคาดว่าวอลุ่มเทรดเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท/วัน ลดลงจากปีก่อนที่ 16,000-18,000 ล้านบาท/วัน ส่วน SET Index ประเมินว่าจะอยู่ที่ 550-600 จุด
' มอง Q2/52 ภาวะตลาดหุ้นน่าจะเริ่มดีขึ้น หลังจากเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวและประธานเฟด ออกมากล่าวว่าการตกต่ำของเศรษฐกิจอาจใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว และคาดการณ์ว่าภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจโลกจะสิ้นสุดได้ในปีนี้ ส่วนวอลุ่มเทรดก็ดีขึ้นน่าจะช่วยชดเชยวอลุ่มในช่วงไตรมาส 1 ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 6,000-7,000 ล้านบาทต่อวันได้ ' นายเดชา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยสดใสแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ โรงแรมและโรงพยาบาล ซึ่งประกอบด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT,บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP, บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ,ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK,ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี
' ถ้าการท่องเที่ยวฟื้นหุ้น MINT ก็น่าสนใจลงทุน กลุ่มโรงพยาบาลก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่น่าลงทุน ส่วนพลังงานก็แนะนำ 3 ตัวเด่นๆ คือ PTT ,PTTEP, BANPU ด้านแบงก์ก็แนะนำ 3 ตัวคือ SCB, KBANK, BBL ' นายเดชา กล่าว
****บล.โกลเบล็ก มองหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ชี้ปีนี้อาจเห็นจุดสูงสุดที่ 500-600 จุด
นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า เชื่อว่าในขณะนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดที่ระดับ 380 จุดแล้ว ซึ่งในระยะต่อไปมองว่าตลาดหุ้นจะมีลักษณะ Side Way Up ซึ่งมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ระดับสูงสุด โดยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 500-600 จุด ซึ่งการเติบโตหลักๆ มาจากปัจจัยในประเทศ
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจีดีพีของประเทศไทยในปีนี้จะติดลบ 3-5% ขณะที่ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในไตรมาส 1/2552 ลดลงเหลือ 8 พันล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ 45% จากปีก่อน อีกทั้งมองว่าบทบาทนักลงทุนต่างชาติจะเริ่มลดน้อยลง จากการที่มีเปลี่ยนแปลงนโยบายที่มีความอนุรักษ์นิยมมากขึ้น
อย่างไรก็ตามปัจจัยที่จะต้องติดตาม คือ สถานการณ์ทางการเมืองว่าจะมีแนวโน้มและทิศทางอย่างไร อีกทั้งติดตามในโครงการการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่จะสามารถทำให้เกิดการจ้างงาน ขณะที่ปัจัจยตลาดหุ้นในต่างประเทศก็อยู่ในช่วงรีบาวน์ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางดัชนีฯ ของตลาดหุ้นไทย
****บลจ. พรีมาเวสท์ มองตลาดหุ้นไทยยังน่าสน หลังราคาต่ำกว่า Book Value แนะหุ้นสื่อสารเจ๋งสุด
นางสาวศรีเนตร ฤทธิ์รงค์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานตลาด บลจ.พรีมาเวสท์ กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจ เนื่องจากยังมีราคาหุ้นหลายกลุ่มที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) ขณะเดียวกันพบว่ามีอัตราการเติบโตในส่วนของผลการดำเนินงาน ทั้งกลุ่มพลังงานและกลุ่มของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ซึ่งสวนทางกับราคาหุ้นที่ถือว่าปรับตัวลดลงมาค่อนข้างแรง จึงน่าจะเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อ
ทั้งนี้ หากจะพิจารณาถึงรายกลุ่มจะพบว่า กลุ่มโทรคมนาคมน่าสนใจมากที่สุด เนื่องจากในปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะใช้โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยบวกที่หนุนให้กับผลงานในหุ้นกลุ่มโทรคมนาคมเช่นกัน ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก
****บล.บัวหลวงเตรียมปรับเป้า SET Index ใน Q2/52 หลังหุ้นวิ่งแรงทะลุ 500 จุด
นางสาวปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ได้ประเมินเป้าดัชนีฯปีนี้อยู่ที่ 470-480 จุด และแม้ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้นยืนเหนือ 500 จุด แต่ยังไม่มีการปรับประมาณการใหม่ โดยประเมินว่าดัชนีฯ จะปรับขึ้นถึงระดับ 600 จุดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และตัวแปรอื่นที่ส่งผลต่อดัชนีฯ โดยจะรอให้จบไตรมาส 2/52 ก่อน จึงจะมีการทบทวนเป้าตัวเลขดัชนีฯ อีกครั้ง
กลยุทธ์การลงทุน แนะถือในหุ้นขนาดใหญ่ และซื้อในหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง คือ ITD และหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ ได้แก่ ASP, KEST และ PHATRA
****บล.ฟาร์อีสท์ คาด พ.ค.นี้ดัชนีฯ วิ่งกรอบแนวต้าน 530 จุด แนวรับ 480 จุด แนะจับตาปัจจัยใน-นอกใกล้ชิด
นายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธการลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการปรับประมาณการณ์ของดัชนีฯ ในรอบปี เนื่องจากจำเป็นต้องดูการเคลื่อนไหวของตัวเลขเศรษฐกิจจากทั้งในและนอกประเทศอีกระยะ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั้งระยะสั้นและยาวโดยวงเงินประมาณ 1.56 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ยังคงมองว่าดัชนีฯ ในเดือน พ.ค. น่าจะมีโอกาสไต่ระดับแนวต้านที่ 530 จุด และแนวรับที่ 480 จุด โดยแนะนำให้เก็งกำไรหุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นไม่มากนัก อาทิ MCOT, BEC, TTA, MINT, KBANK และ ADVANC
"ผมมองว่าสัปดาห์นี้ดัชนีฯ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงประมาณ 27% อีกทั้งยังมีการปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นมากเป็นการสะท้อนว่ามีเม็ดเงินไหลเข้าหุ้นจำนวนพอสมควร โดยแนะให้นักลงทุนระยะสั้นจับตาดูเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลแต่ละประเทศมองเศรษฐกิจของประเทศตนในทิศทางใด ซึ่งขณะนี้กลุ่มพลังงาน อสังหาฯ และปิโตรฯ เริ่มเข้าเขตซื้อมากเกินไปแล้ว โดยให้นักลงทุนระวังการเทขายเพื่อทำกำไร ส่วนนักลงทุนระยะกลางและยาว มองเศรษฐกิจทั่วโลกก่อน เนื่องจากยังอ่อนตัวและยังมีปัจจัยลบที่ยังไม่ชัดเจนขณะนี้ ได้แก่ ไข้หวัดพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1) ที่มีการระบาดข้ามทวีป โดยกระจายไปแล้ว 19 ประเทศ และผู้เสียชีวิตกว่า 159 ราย โดยจะเป็นผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวแต่ละประเทศ ซึ่งหากว่าตลาดฯ มีการปรับฐานเมื่อใด ปัจจัยลบดังกล่าวจะสะท้อนออกมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง "นายวีระชัย กล่าว
โดย Mboy เวลา 07:33 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
