07 พฤษภาคม 2552

ดัชนีพุ่งความเสี่ยงเพิ่ม แต่ยังถือทำกำไรต่อไปได้

บล. เกียรตินาคินชี้ดัชนีพุ่งความเสี่ยงเพิ่ม แต่ยังถือทำกำไรต่อไปได้

วิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถปิดที่ระดับสูงสุดของวันนี้ได้ อาจทำให้ความเสี่ยงของผู้ที่จะเข้าลงทุนในขณะนี้เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังสามารถถือไว้เพื่อทำกำไรต่อไปอีกได้ (Let Profit Run)

อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้จะเปิดทำการอีกเพียง 1 วัน ในขณะที่ตลาดหุ้นอื่น ๆ จะเปิดทำการอีก 2 วัน ประกอบกับผลการทดสอบ Stress Test ของสถาบันการเงินสหรัฐฯยังไม่ชัดเจน ทำให้ดัชนีหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงที่จะผันผวนได้ในระยะนี้ ดังนั้น หากดัชนีในวันนี้ยังปรับเพิ่มขึ้น ก็ควรระมัดระวังในการขายทำกำไรด้วย และถ้าเข้าไล่ราคาในช่วงนี้ ก็ต้องยอมรับความเสี่ยง และควรตัดขาดทุนเมื่อตลาดมีข่าวลบเกิดขึ้น

สำหรับหุ้นบางตัวที่ราคาเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานแล้ว เช่น บมจ. ปตท. (PTT) และ บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) นับเป็นการสะท้อนของราคาตามราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ทั้งยังเป็นผลมาจากการคาดการณ์ผลประกอบการที่จะออกมาเร็ว ๆ นี้ โดย บล. เกียรตินาคินยังแนะนำให้ถือลงทุนหุ้นดังกล่าวต่อไปได้ และอาจขายออกมาในระดับราคาที่พอใจ เพราะยังมองว่าตลาดยังไม่ได้เข้าสู่ช่วงขาขึ้นอย่างแท้จริง


ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ปิดที่ระดับสูงสุดของวันที่ 523.14 จุด เพิ่มขึ้น 16.88 จุด หรือ 3.33% มาอยู่ที่ 30,862.91 ล้านบาท

- นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 808.71 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 853.32 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อย ขายสุทธิ 1,662.03 ล้านบาท


- Money Channel โดยวาสิฏฐี อนุกูล Email: wasittee@set.or.th


ลุ้น!ขึ้นต่อ

ลุ้น!ขึ้นต่อ

ดัชนีหุ้นวันที่ 6 พ.ค. 52 ปิดที่ 523.14 จุด เพิ่มขึ้น 16.88 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 30,862.91 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 869.25 ล้านบาท

ฝ่าย วิเคราะห์ บล.บัวหลวงประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยระยะสั้น คาดว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้จากกระแสเงินทุนไหลเข้าเอเชียต่อเนื่อง เพราะมองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียมีความน่าสนใจกว่าตลาดอื่น

แนะ กลยุทธ์การลงทุน ให้ถือหุ้นขนาดใหญ่และซื้อหุ้นกลุ่มรับเหมา ก่อสร้างคือ ITD และหุ้นหลักทรัพย์ ได้แก่ ASP, KEST และ PRATRA ด้านเทคนิคประเมินแนวรับไว้ที่ 510 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 530 จุด

ฝ่าย วิเคราะห์ บล.ไซรัสมองแนวโน้มตลาดว่า ยังสามารถปรับตัว เพิ่มขึ้นได้อีกตามตลาดหุ้นต่างประเทศ แต่ช่วงปลายสัปดาห์นี้ที่จะเป็นช่วงวันหยุดยาวอาจทำให้นักลงทุนเทขายทำกำไร ออกมา จากความวิตกเกี่ยวกับผลสรุปของ Stress Test อย่างเป็นทางการจากธนาคารกลางสหรัฐฯที่มองว่า หลายสถาบันการเงินยังมีปัญหาด้านเงินทุน

แนะกลยุทธ์ หากลงทุนระยะสั้นแนะให้ขายทำกำไรและรอเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดพักฐาน ส่วนการลงทุนระยะยาวแนะให้ขายปรับพอร์ตด้านเทคนิคให้แนวรับที่ 515-510 จุด แนวต้านอยู่ที่ 525-530 จุด

ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ชี้ว่า นักลงทุนยังคงจับตามองการประกาศผลของ Stress Test ว่า สถาบันการเงินสหรัฐฯต้องเพิ่มทุนหรือไม่ ซึ่งล่าสุดรัฐบาลออกมาประกาศให้เงินเพิ่มทุนแก่สถาบันการเงินไปแล้ว 10 แห่ง วงเงิน 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ และตัวเลขการว่างงานที่นักลงทุนยังคงต้องติดตาม

ทั้งนี้มองว่าดัชนี หุ้นไทยเดือน พ.ค.น่าจะไต่ระดับแนวต้านที่ 530 จุด และแนวรับที่ 480 จุด โดยแนะเก็งกำไรหุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นไม่มาก เช่น MCOT, BEC, TTA, MINT, KBANK, ADVANC เป็นต้น

ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงาน อสังหาฯ และปิโตรฯ เริ่มเข้าเขตซื้อมากเกินไปแล้ว ให้ระวังแรงขายทำกำไร.


อินเด็กซ์ 51

06 พฤษภาคม 2552

เอดีบีเห็นสัญญาณเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว

เอดีบีเห็นสัญญาณเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว



นูซาดัว .- ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ชี้ว่า เศรษฐกิจจีนอาจพ้นจากจุดต่ำสุดแล้วและเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินโลก

นายฮารูฮิโกะ คูโรดะ ประธานเอดีบีกล่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุมประจำปีของเอดีบีที่อินโดนีเซียว่า ตัวเลขสถิติต่าง ๆ ทั้งที่เผยแพร่ในที่ประชุมและเผยแพร่ก่อนหน้านี้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนอาจเข้าสู่ขั้นตอนของการฟื้นตัวแล้ว

นอกจากยังมีสัญญาณชัดเจนว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ใกล้ถึงจุดต่ำสุดเพื่อเริ่มฟื้นตัวเช่นกันหลังจากขยายตัวติดลบมาติดต่อกันหลายเดือน อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจในเอเชียจะฟื้นตัวเต็มที่หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าสหรัฐและยุโรปจะแก้ปัญหาภาคการเงินได้รวดเร็วเพียงใด


สำนักข่าวไทย

ปลุกชีพโภคภัณฑ์อีกรอบ

ปลุกชีพโภคภัณฑ์อีกรอบ

หุ้นน้อยใหญ่ดี๊ด๊า หลังอเมริกาส่งสัญญาณ ศก.เริ่มฟื้นตัว แถมโมเบียสาโปรยยาหอมครึ่งหลังตลาดหุ้นเข้าภาวะกระทิง หนุนดัชนีฯทะยานบวกเกือบ 3% ด้านกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ราคาขยับขานรับ ศก.อเมริกาฟื้น วงการคาดได้รับอานิสงส์ลำดับต้นๆ แนะเก็งกำไรช่วงสั้น พร้อมมองวันนี้หุ้นไทยไปต่อลุ้นแนวต้านสำคัญ 515-520 จุด

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา (5 พ.ค.) ตลาดหุ้นไทยแรลลี่จนทะลุ 500 จุดไปเรียบร้อยมาปิดตลาดที่ระดับ 506.26 จุด เพิ่มขึ้น 14.57 จุด หรือ 2.96% มูลค่าการซื้อขาย 20,234.28 ล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นการหักปากกาบรรดานักวิเคราะห์หลายค่ายที่มองว่า ดัชนีฯน่าจะพักฐาน หลังจากรปับตัวเพิ่มขึ้นมาร้อนแรง โดยปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ดัชนีฯปรับตัวขึ้นมาแรงน่าจะมาจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 579.37 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 1,448.47 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนทั่วไปขายสุทธิ 2,027.84 ล้านบาท

หลังจากที่นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ และการคาดการประกาศผลการทดสอบความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินสหรัฐนั้นไม่น่าเป็นห่วงอย่างที่คาดคิด เพราะไม่มีสถาบันการเงินแห่งใดล้มละลาย ประกอบกับถ้อยแถลงของนายเบน เบอร์นานเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ระบุว่า การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลต่างๆตั้งแต่สหรัฐไปจนถึงจีน ทำให้ตลาดหุ้นบางแห่งได้ส่งสัญญาณของการฟื้นตัวขึ้นมาแล้ว โดยตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการผลิตในสหรัฐก็มีส่วนช่วยสนับสนุนมุมมองที่เป็นบวกที่ว่า ช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดของภาวะเศรษฐกิจถดถอยอาจจะสิ้นสุดลงแล้ว

ด้านนายมาร์ค โมเบียส ผู้จัดการกองทุนชื่อดังและประธานบริษัท เทมเพิลตัน แอสเส็ท แมเนจเมนท์ เปิดเผยว่า คาดว่าหุ้นในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะปรับตัวขึ้นอย่างคึกคักและเข้าสู่ภาวะตลาดกระทิงในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดต่ำลงและเงินเฟ้อที่คลี่คลายลง ส่งผลให้หุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้นในสายตาของนักลงทุน แม้การยื่นขอคุ้มครองจากการล้มละลายของไครสเลอร์ และปัจจัยเสี่ยงในระยะสั้นอื่นๆ อาจจะเป็นปัจจัยที่สกัดช่วงขาขึ้นบ้างก็ตาม ขณะที่กลุ่มนักเก็งกำไรอาจฉวยโอกาสตอนหุ้นร่วง

เรียกได้ว่าหลายฝ่ายต่างโปรยยาหอมตลาดหุ้นทั่วโลกน่าดูจึงทำให้ ตลาดหุ้นหลายแห่งต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น ดัชนี ฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาดที่ระดับ 16,381.05 จุด เพิ่มขึ้น 860.06 จุด หรือ 5.54 % ,ดัชนี SHI ตลาดหุ้นจีน ปิดตลาดที่ระดับ 2,559.91 จุด เพิ่มขึ้น 82.34 จุด หรือ 3.32 % เป็นต้น

เป็นที่น่าสนใจว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐฯส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน กลุ่มอุตสาหกรรมใดจะเป็นสิ่งที่สะท้อนได้ดี โดยนักวิเคราะห์มองว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสามารถสร้างฐานได้ (bottom out) ในปี 52 และจากประสบการณ์ปี 43-44 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์จะฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่นๆ และขณะนี้ในตลาดหุ้นไทยก็มีหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ค่อนข้างมาก ด้วยแรงหนุนจากปัจจัยภายนอก ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และการดีดตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้นักลงทุนกล้าเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

ด้านความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า ราคาน้ำมันดิบ NYMEX เดือน มิ.ย. พุ่งขึ้นอีก 2.08 ดอลลาร์หรือ 4.07% ปิดตลาดที่ 53.20 ดอลลาร์/บาร์เรล ,ดัชนี BADI ปรับตัวลงมาปิดที่ 1,806 จุดเพิ่มขึ้น 20 จุด, ราคาถ่านหิน BJI ปรับเพิ่มเล็กน้อย 0.90 เหรียญ/ตัน +1.43% wow มาอยู่ที่ 63.85 เหรียญ/ตัน ขณะที่าคาทองในตลาด COMEX ปิดลดลง 3.0 ดอลลาร์ มาที่ 888.20 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยทองคำถูกลดความน่าสนใจลงในแง่ของสินทรัพย์เสี่ยง หลังจากตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น

****นักวิเคราะห์คาด หากศก.อเมริกาฟื้นกลุ่มโภคภัณฑ์จะสะท้อนได้ดี

นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.แอ๊ดคินซัน กล่าวว่า จากการส่งสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐ เม.ย. เพิ่มเป็น 40.1 จุด จากเดือนก่อนที่ 36.3 จุด และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน เม.ย.เพิ่มขึ้นเป็น 65.1 จุด ซึ่งสูงสุดตั้งแต่เดือน ก.ย.51 ซึ่งหากทิศทางของเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นก็จะส่งผลดีต่อการบริโภคให้ฟื้นตัวตาม โดยประเด็นดังกล่าวจะส่งผลดีเกือบทุกกลุ่ม รวมทั้งกลุ่ม Commodity ด้วย โดยหากการบริโภคฟื้นตัว ภาคอุตสาหกรรมการผลิตก็จะฟื้นตัวขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงานในส่วนของน้ำมันและปิโตรเคมีให้มีทิศทางที่ดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวคงต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ซึ่งอาจไม่ส่งผลดีในเร็ววันนี้ ทั้งนี้ในส่วนของราคาหุ้นกลุ่ม COMMODITY ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในการซื้อขายวkนนี้ เนื่องจากเป็นไปตามภาวะตลาดฯ หลังได้รับปัจจัยบวกจากทิศทางของตลาดหุ้นภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นราคาหุ้นกลุ่มดังกล่าวได้สะท้อนปัจจัยบวกต่างๆหมดแล้ว ซึ่งหากนักลงทุนสนใจเข้าลงทุน แนะรอซื้อเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวลง

"ถ้าการบริโภคฟื้นตัวขึ้น การบริโภคน้ำมันก็จะดีขึ้น และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มน้ำมัน และกลุ่มปิโตรเคมีด้วย ซึ่งการบริโภคที่ดีขึ้นกลุ่มน้ำมันจะได้รับประโยชน์เป็นอันดับแรก แต่อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นได้สะท้อนข่าวดีและปัจจัยบวกต่างๆ ซึ่งหากนักลงทุนมีความสนใจแนะรอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลง ทั้งนี้ภาคการผลิตที่ฟื้นตัวขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อเหล็กและวัสดุก่อสร้างเช่นกัน" นายรณกฤต กล่าว

นักวิเคราะห์บล.ไซรัส กล่าวว่า สาเหตุที่ราคาหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นในการซื้อขายวานนี้ น่าจะเป็นผลบวกมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นยืนเหนือ 50 เหรียญต่อบาร์เรล โดยหากสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุระดับที่ 55 เหรียญต่อบาร์เรล ก็ยิ่งเป็นแรงกระต้นกลุ่มพลังงาน และสะท้อนไปยังการลงทุนในหุ้นโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆ ด้วย ซึ่งถ้าพิจารณาดูภึงราคาหุ้นของ PTTEP วันนี้จะพบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับหุ้นในกลุ่มพลังงาน แม้ว่าจะมีประเด็นลบกรณีการประกาศผลกำไรสุทธิที่ลดลงมาอยู่ที่ 5.74 พันล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8.90 พันล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องรอติดตามดูถึงแนวโน้มของราคาน้ำมันในตลาดโลกต่อจากนี้ว่าจะส่งสัญญาณไปในทิศทางใด เพราะมีผลต่อทิศทางการเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มพลังงาน

นอกจากนี้ มองว่าสาเหตุที่กลุ่มโภคภัณฑ์ขึ้นในวันนี้ เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากบรรยากาศการลงทุนโดยรวมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากทิศทางเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเซีย ส่งมายังตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มบิ๊กแคป อาทิ พลังงานและธนาคารพาณิชย์

ทั้งนี้ หากกลุ่มโภคภัณฑ์กลับมาจริง มองว่าหุ้นที่น่าสนใจ คือหุ้นกลุ่มพลังงานและพลังงานทดแทน อาทิ LANNA, KASET และ KSL รวมถึงหุ้นในกลุ่มสื่อสารก็น่าสนใจ อาทิ DTAC โดยหากราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นผ่าน 29.50 บาทได้มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปที่ 32.33 บาท

****กูรู คาดวันนี้ดัชนีฯทะยานต่อ

นายทวีรัชต์ มัททวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไซรัส กล่าวว่า แนวโน้มของดัชนีตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ( 6 พ.ค.52) มีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง เพราะได้รับสัญญาณบวกจากวันนี้ที่ดัชนีฯ ปิดยืนเหนือระดับ 500 จุด ได้ ขณะเดียวกัน พบว่าตามสัญญาณทางเทคนิคดัชนีฯ สามารถตัดผ่านจุดตัดทองคำได้แล้ว รวมถึงจุดสัญญาณการฟื้นตัวได้เรียงเส้นที่ 10 25 75 วัน ทำให้มีสัญญาณเชิงบวกที่ดีต่อการลงทุน

แต่อย่างไรก็ตาม นักลงทุนคงต้องติดตามผลการทดสอบ Stress test ของสถาบันการเงินสหรัฐฯ แต่ถ้าหากดูจากทิศทางของดัชนี ดาวโจนส์ล่วงหน้า ตลาดหุ้นสหรัฐ พบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยน่าจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเป็นประเด็นบวกต่อการลงทุน

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ ขึ้นขายทำกำไร โดยประเมินแนวรับดัชนีฯไว้ที่ 500-488 จุด แนวต้าน 515-520 จุด


แนะลงทุน PSL, PS และ GFPT

บล. เอเซียพลัสแนะลงทุน PSL, PS และ GFPT เหตุ P/E Ratio ต่ำ เพียง 3-4 เท่า


ภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล. เอเซียพลัส ว่า ดัชนีหุ้นไทยในวันจันทร์ได้ปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในทิศทางเดียวกับภูมิภาค จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มเข้ามาซื้อสุทธิตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นได้จากราคาหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ บมจ. ปตท. (PTT) และ บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เช่น ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY)

อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้นจากระดับ P/E Ratio เพียง 8 เท่าในปลายปี 2551 มาเป็น P/E Ratio ที่ 10 เท่า หรือ มาอยู่ที่ระดับ 506 จุด ทำให้ราคาหุ้นขนาดใหญ่ เช่น PTT, BANPUและ PTTEP ขึ้นมาแตะระดับราคาที่เหมาะสมของปี 2552 และมี P/E Ratio สูงกว่า 11 เท่าไปเรียบร้อยแล้ว จึงควรถือไว้ก่อน และหาโอกาสทยอยปรับพอร์ตการลงทุน แล้วจึงค่อยเข้าซื้ออีกครั้งหากมีจังหวะที่เหมาะสม

สำหรับแนวทางการลงทุนขณะนี้ ควรเลือกหุ้นที่ราคายังไม่ปรับเพิ่มขึ้น หรือมี P/E Ratio เพียง 3-4 เท่า เช่น บมจ. พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL) ที่มีระดับ P/E Ratio ที่ 4 เท่า แต่ค่าระวางเรือยังเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้ผลประกอบการไตรมาส 1/52 เป็นช่วงที่ต่ำสุดของปีนี้แล้ว และหลังจากนี้ก็น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหุ้นอสังหาริมทรัพย์ เช่น บมจ. พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) และ กลุ่มอาหาร คือ บมจ. จีเอฟพีที (GFPT) มีระดับ P/E Ratio เพียง 3-4 เท่า ก็ยังอาจเข้าลงทุนได้เช่นกัน

สำหรับหุ้นกลุ่มสื่อสาร ที่ราคายังขึ้นน้อยกว่าตลาด (Laggard) คือบมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ที่ราคายังห่างจากมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน ก็ยังสามารถลงทุนได้เช่นกัน


ดัชนีหุ้นไทยในวันจันทร์ปิดทะยานขึ้น 14.57 จุด หรือ 2.96% มาอยู่ที่ระดับสูงสุดของวันที่ 506.26 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขาย 20,262.06 ล้านบาท

- นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 1,448.40 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 580.02 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อย ขายสุทธิ 2,028.42 ล้านบาท



- Money Channel โดยวาสิฏฐี อนุกูล Email: wasittee@set.or.th


ลุ้นไปต่อ!!

ลุ้นไปต่อ!!

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ไซรัส มองทิศทางตลาดหุ้นไทยระยะสั้น ว่ามีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง หลังดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 500 จุดได้ ทำให้มีสัญญาณเชิงบวกต่อการลงทุน

ขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจ ต่างประเทศที่เริ่มเห็นตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯบางตัวเริ่มดีขึ้น ทำให้นักลงทุนคาดหวังได้มากขึ้นว่าเศรษฐกิจอาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งทำให้มีแรงซื้อหุ้นกลับเข้ามา

โดยเฉพาะช่วงนี้เห็นชัดเจนว่า เริ่มมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุน ในตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้น แม้หุ้นไทยที่ยังมีปัญหาการเมืองภายใน ประเทศยังได้เห็นเงินไหลเข้ามาซื้อหุ้นด้วย แม้จะน้อยกว่าตลาดหุ้น อื่นๆในภูมิภาคที่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้น้อย กว่า

ทั้งนี้ แนะกลยุทธ์การลงทุน สำหรับระยะสั้นหากราคาหุ้นดีดตัวขึ้นให้ฉวยโอกาสขายทำกำไรออกมาก่อน โดยประเมินแนวต้านไว้ที่ 515-520 จุด ส่วนแนวรับดัชนีอยู่ที่ 500-488 จุด

สถาบัน วิจัยนครหลวงไทยระบุว่า ข่าวการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯไตรมาสแรกปี 52 ออกมามีการหดตัวชะลอลงจากไตรมาส 4 ปี 51 เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

สำหรับ กรณีที่ไครสเลอร์ค่ายรถยนต์อันดับ 3 ของสหรัฐฯ อาจต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายนั้นมองว่านักลงทุนไม่ได้ให้น้ำหนักเรื่อง นี้มากนัก

มองแนวโน้มตลาด คาดว่าดัชนีปรับตัวขึ้นได้ต่อ แต่คงไม่ไกลและอาจมีการปรับฐาน ดังนั้น จึงแนะนักลงทุนถือหุ้นและขายทำกำไรในช่วงที่ดัชนีปรับตัวสูงขึ้น โดยประเมินแนวต้านที่ 510 จุด

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง มองในทิศทางเดียวกันว่าดัชนีหุ้นไทยจะไปได้ต่อโดยยังต้องติดตามการประกาศผล STRESS TEST สถาบันการเงินสหรัฐฯ ในคืนวันที่ 7 พ.ค.

แนะกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นให้เก็งกำไรหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์ แต่ให้ดูจุดตัด ขาดทุนไว้ด้วย เนื่องจากอาจมีแรงขายทำกำไรออกมา.


อินเด็กซ์ 51

Template by - Abdul Munir | Blogging4