โพสต์ทูเดย์ — 3 บลจ. มอง หุ้นผันผวนตลอดปี เหมาะซื้อ เฉลี่ยต้นทุน ขณะที่บลจ.ไอเอ็นจี เปิดฉากกระตุ้นยอดกองทุน LTF-RMF จัดแคมเปญกระตุ้นลงทุน ทุกเดือน
นายมาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นยังมีความผันผวน โดยช่วงที่ผ่านมาหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามทิศทางหุ้น ทั่วโลกและสถานการณ์ทางการเมืองที่คลี่คลายลง ทำให้ นักลงทุนอาจมองภาพดีขึ้นและ เริ่มซื้อหุ้นในบางกลุ่ม แต่ปัญหาการเมืองที่ยังไม่ชัดเจนดัชนีน่าจะปรับขึ้นเป็นรอบๆ โดยดัชนีอาจขึ้นไปถึง 500-550 จุด แต่หากมีข่าวร้ายๆ ออกมาหุ้นก็พร้อมจะลงได้อีก โดยมีแนวรับที่ 380 จุด
สำหรับกองทุนหุ้นของบลจ. ไอเอ็นจียังไม่ได้เข้าไปซื้อหุ้นหรือขายหุ้นออกในช่วงที่ผ่านมานี้ โดยคงถือเงินสดในสัดส่วน 10-15% เช่นเดิม ภายใต้สมมติฐานในปัจจุบันมองว่าดัชนีน่าจะผ่านจุดต่ำสุดที่ 380 จุดมาแล้ว จึงน่าจะเป็นโอกาสในการทยอยซื้อหุ้น
ทั้งนี้ บลจ.ไอเอ็นจีจัดโครงการเทศกาลประหยัดภาษีกับกองทุนรวมไอเอ็นจีตลอด 9 เดือน เริ่ม ตั้งแต่เดือนเม.ย.-ธ.ค.นี้ หาก นักลงทุนลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ของบริษัทจะมีสิทธิได้รับโบนัส 2 ต่อ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนทยอยซื้อกองทุนที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีทุกๆ เดือน โดยไม่ต้องรอไปซื้อปลายปี
นายวนา พูลผล ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี (ไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้นมองว่าเป็นการ ปรับเพิ่มขึ้นในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนสบายใจขึ้นในระดับหนึ่งกับสถานการณ์ทางการเมือง ประกอบกับหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้นมารับข่าวหลังจากสถาบันการเงินในสหรัฐประกาศกำไรไตรมาสแรกออกมาดีกว่าตลาดคาดการณ์
“หุ้นขึ้นมารอบนี้คงขึ้นช่วงสั้นๆ ปัญหาการเมืองคงไม่จบ ขณะเดียวกันหุ้นก็ไม่น่าลงไปมากกว่านี้ จุด ต่ำสุดเดิมที่ระดับ 380 จุดไม่น่าจะเห็นอีก และกรอบดัชนีด้านบน มองไว้ที่ 480 จุด” นายวนา กล่าว
สำหรับกองทุนหุ้นของบลจ. ยูโอบี ถือเงินสดประมาณ 10% ของมูลค่าสินทรัพย์กองทุนรวม ซึ่งถือ ในระดับนี้มาช่วงหนึ่งแล้ว จาก ที่ผ่านมาจะถือเงินสดเพียง 5-6% เท่านั้น
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน บลจ.อยุธยา กล่าวว่า รอบนี้หุ้นฟื้นตัวขึ้นจากความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่เปลี่ยน ภาวะเศรษฐกิจยังแย่เหมือนเดิม สถานการณ์ทางการเมืองแย่มากขึ้นในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา แต่มีแนวโน้มเห็นสัญญาณมีการประนีประนอมมากขึ้น แต่ยังมองว่าหุ้นยังผันผวนต่อเนื่อง ดัชนียังมีโอกาสหลุด 400 จุด สู่จุดต่ำสุดรอบที่ผ่านมาที่ 380 จุดได้ ขณะที่กรอบดัชนีในปีนี้มองไว้ที่ 350-500 จุด
สำหรับกองทุนหุ้นของบลจ.อยุธยาไม่ได้ซื้อขายใดๆ ยังคงถือเงินสด 7-8% เพื่อรอจังหวะซื้อเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวลงและเศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน
ที่มา: โพสต์ทูเดย SECTION B
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
23 เมษายน 2552
เตือนอย่ารีบโหมเก็บหุ้น
โดย Mboy เวลา 06:51 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก
ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ข่าวมอร์แกน สแตนลีย์ขาดทุน ฉุดดาวโจนส์ปิดร่วง 82.99 จุด
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (22 เม.ย.) หลังจากมอร์แกน สแตนลีย์เปิดเผยตัวเลขขาดทุนเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันและลดการจ่ายเงินปันผล ซึ่งจุดปะทุให้เกิดความกังวลเรื่องปัญหาในภาคการเงินของสหรัฐอีกครั้ง
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 82.99 จุด หรือ 1.04% แตะที่ 7,886.57 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 6.53 จุด หรือ 0.77% แตะที่ 843.55 จุด อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ปิดบวก 2.27 จุด หรือ 0.14% แตะที่1,646.12 จุด
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.77 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 8 ต่อ 7 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.69 พันล้านหุ้น
แฟรงค์ อิงการ์รา นักวิเคราะห์จาก Hennessy Funds กล่าวว่า หุ้นกลุ่มการเงินถูกกระหน่ำขายหลังจากมอร์แกน สแตนลีย์ รายงานว่าบริษัทขาดทุน 578 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นสถิติที่ขาดทุนติดต่อกัน 2 ไตรมาส พร้อมกับประกาศลดจ่ายเงินปันผล เพราะถูกกระทบอย่างหนักจากภาวะตกต่ำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่แคปิตอล วัน ไฟแนนเชียล รายงานประกอบการที่ย่ำแย่เช่นกัน ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเรื่องงบดุลของภาคการธนาคาร
อิงการ์รากล่าวว่า ตัวเลขขาดทุนของมอร์แกน สแตนลีย์ บั่นทอนบรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กอย่างมาก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ตลาดได้รับแรงหนุนจากทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐที่แถลงต่อคณะกรรมาธิการด้านการธนาคารแห่งสภาคองเกรสว่า ธนาคารส่วนใหญ่มีทุนสำรองเพียงพอที่จะปกป้องการขาดทุนได้
ภาวะการซื้อขายซบเซาลงเมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกรายงาน Global Financial Stability Report (GFFSR) ซึ่งระบุว่าเศรษฐกิจโลกปี 2552 มีแนวโน้มหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี และคาดการณ์ว่าสถาบันการเงินทั่วโลกจะขาดทุนรวมกันราว 2.7 ล้านล้านดอลลาร์เนื่องจากวิกฤตการณ์ในตลาดการเงินซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาในตลาดซับไพรม์ของสหรัฐ ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลทั่วโลกใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลายครั้งก็ตาม
นักลงทุนจับตาดู IMF ที่เตรียมเปิดเผยรายงาน World Economic Outlook ในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า IMF จะปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้า
หุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ร่วงลง 9% หลังจากบริษัทเผยตัวเลขขาดทุน 578 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นสถิติที่ขาดทุนติดต่อกัน 2 ไตรมาส ขณะที่หุ้นเวลส์ ฟาร์โก ปิดร่วง 3.4% และหุ้นแบงค์ ออฟ อเมริกา ปิดลบ 5.7%
ส่วนหุ้นโบอิ้งปิดบวก 65 เซนต์ แตะที่ 37.30 ดอลลาร์ หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกร่วงลง 50% เนื่องจากการปรับลดการผลิตและเลื่อนการส่งมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ ส่งผลให้บริษัทปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการตลอดปี 2552
หุ้นยาฮูปิดบวก 10 เซนต์ แตะที่ 14.48 ดอลลาร์ หลังจากบริษัทประกาศเลย์ออฟพนักงานเกือบ 700 คน ภายหลังจากผลประกอบการไตรมาสแรกดิ่งลง 78% เหลือเพียง 118 ล้านดอลลาร์ ขณะที่หุ้นอีเบย์ดิ่งลง 3.4% ก่อนที่บริษัทจะเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกในสัปดาห์นี้
ที่มา : IQ ข่าวหุ้น 23/04/2009 06:29:00
โดย Mboy เวลา 06:50 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
22 เมษายน 2552
ยอดส่งออกเดือน มี.ค. - 23.1%
| ยอดส่งออกเดือน มี.ค. ติดลบ 23.1% |
| นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า การส่งออกในเดือน มี.ค. มีมูลค่า 11,555 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวลดลง 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมสำคัญส่งออกลดลง 20.6%, สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญลดลง 21.6% และสินค้าอื่น ๆ ลดลง 32.0% โดยตัวเลขการส่งออกที่ลดลงเกิดจากราคาสินค้าที่ลดลง ขณะที่ปริมาณขายไม่ได้ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรพวกข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ซึ่งราคาลดลงค่อนข้างมาก แต่เชื่อว่าการส่งออกจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 4 จากการใช้มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และของตลาดโลก สำหรับการส่งออกในไตรมาส 1/2552 มีมูลค่า 33,787 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวลดลง 20.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมสำคัญส่งออกลดลง 19.2% สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญลดลง 17.9% และสินค้าอื่น ๆ ลดลง 32.6% ขณะที่การนำเข้าเดือน มี.ค. มีมูลค่า 9,454 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวลดลง 35.1% โดยสินค้านำเข้าสำคัญปรับตัวลดลงทุกหมวด ประกอบด้วย - สินค้าเชื้อเพลิง ลดลง 40.2% - สินค้าทุน เครื่องจักร ส่วนประกอบ ลดลง 24.7% - สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ลดลง 43.2% - สินค้าอุปโภคบริโภค ลดลง 13.0% - สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ ลดลง 38.3% ส่งผลให้การนำเข้ารวม 3 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่า 26,732 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 37.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย - สินค้าเชื้อเพลิง ลดลง 50.1% - สินค้าทุน เครื่องจักร ส่วนประกอบ ลดลง 24.1% - สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ลดลง 44.5% - สินค้าอุปโภคบริโภค ลดลง 17.1% - สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง ลดลง 34.2% ตัวเลขการส่งออกที่ลดลงน้อยกว่าการนำเข้า ทำให้ไทยเกินดุลการค้าในเดือน มี.ค.อีก 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไตรมาสแรกไทยเกินดุลถึง 7,054 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า ได้เตรียมเสนอมาตรการเร่งด่วนกระตุ้นการส่งออกให้กับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า โดยจะคืนภาษีชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าที่ผลิตในประเทศเพื่อส่งออก หรือภาษีมุมน้ำเงิน 3 – 5% ให้กับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่อุตสาหกรรมที่เหลือจะได้รับการคืนภาษี 2% นอกจากนี้ จะคืนภาษีให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อน เช่น เหล็กรีดร้อน และแบตเตอรี่ เป็นต้น ซึ่งมาตรการทั้งหมดจะมีผลทันทีในไตรมาส 2 นางพรทิวายอมรับว่า การคืนภาษีดังกล่าวส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ 92,000 – 128,000 ล้านบาท แต่จะช่วยให้มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 960,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกในปีนี้ขยายตัวได้ 0-3% ตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่ถ้าไม่มีมาตรการใดเข้ามาช่วยเหลือจะติดลบมากถึง 15% และเชื่อว่าจะช่วยผลักดัน GDP ให้ขยายตัวขึ้น 1-2% นางพรทิวาบอกอีกว่า ได้ขอร้องทางธนาคารต่าง ๆ ให้ความร่วมมือให้ผู้ส่งออกสามารถใช้บัตรภาษีมุมน้ำเงินชำระหนี้ให้กับ ธนาคารได้ ซึ่งธนาคารที่ร่วมมือจะสามารถนำเอาบัตรภาษีมุมน้ำเงินมาใช้หักภาษีที่ธนาคาร ต้องจ่ายกับภาครัฐได้ 50% ในปี 2553-2554 |
โดย Mboy เวลา 09:06 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจไทย
หุ้นสหรัฐกระเตื้องขึ้น
หุ้นสหรัฐกระเตื้องขึ้น น้ำมันดิบเพิ่ม 63 เซนต์
สหรัฐ 22 เม.ย. - ตลาดหุ้นสหรัฐปรับเพิ่มขึ้น หลังรัฐมนตรีคลังสหรัฐแสดงความเห็นที่ดีต่อภาคธนาคารและสถาบันการเงิน
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีพุ่งขึ้นจากแรงซื้อหนาแน่นในหุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน หลังจากนายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุระหว่างให้ปากคำต่อกรรมาธิการสภาคองเกรส ว่า ธนาคารหลายแห่งสามารถจ่ายคืนเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากรัฐบาลได้
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.67 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 2,409 ต่อ 634 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.45 พันล้านหุ้น
จอห์น นิโคล นักวิเคราะห์จาก Federated Investors กล่าวว่า
นักลงทุนแห่เข้าซื้อหุ้นอย่างคึกคัก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารที่ได้รับแรงซื้อหนาแน่นที่สุด
หลังจากทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐแถลงต่อคณะกรรมาธิการด้านการธนาคารแห่งสภาคองเกรสเมื่อคืนนี้ว่า
ธนาคารส่วนใหญ่มีทุนสำรองเพียงพอที่จะปกป้องการขาดทุนได้ และธนาคารบางแห่งมีศักยภาพสูงพอที่จะจ่ายเงินต้นคืนให้กับรัฐบาล
"การแสดงความคิดเห็นของไกธ์เนอร์ช่วยผ่อนคลายกระแสความวิตกกังวลในตลาด หลังจากดาวโจนส์ดิ่งลงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์เมื่อแบงค์ ออฟ อเมริกา เปิดเผยว่าจำนวนลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารต้องตั้งบัญชีสำรองหนี้สูญมูลค่า 1.34 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังช่วยให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้นไม่ว่าผลการตรวจสอบความสามารถในการรักษาฐานะทางการเงิน (stress test) ของ 19 ธนาคารพาณิชย์ในเดือนหน้าจะออกมาเป็นเช่นไรก็ตาม" นิโคลกล่าว
กระทรวงการคลังสหรัฐกำลังดำเนินการตรวจสอบ stress tes ของ 19 ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ภายในประเทศ เพื่อประเมินว่าสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีเงินทุนเพียงพอที่จะรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่
โดยสถาบันการเงินเหล่านี้รวมถึง ซิตี้กรุ๊ป, อเมริกัน เอ็กซ์เพรส, แบงค์ ออฟ อเมริกา, โกลด์แมน แซคส์,
เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค, มอร์แกน สแตนลีย์ และธนาคารเวลล์ส ฟาร์โก ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเปิดเผยผลการตรวจสอบ stress test ในวันที่ 4 พ.ค.นี้
นอกจากนี้ นักลงทุนยังขานรับนายโดนัลด์ โคห์น รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดการณ์ว่า
เศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มมีเสถียรภาพในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และจากนั้นจะเริ่มดีดตัวขึ้นหลังจากตลาดการเงิน
ซึ่งตกอยู่ในภาวะเปราะบางมาโดยตลอดนั้น แข็งแรงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับที่เบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ระยะแรกของการฟื้นตัว หลังจากเฟดอัดฉีดเม็ดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์เข้าสู่ตลาดการเงิน
หุ้นกลุ่มธนาคารทะยานขึ้นแข็งแกร่ง โดยหุ้นเจพีมอร์แกนพุ่งขึ้น 9.6% หุ้นซิตี้กรุ๊ปพุ่งขึ้น 10.2% หุ้นโกลด์แมน แซคส์ปิดบวก 4.7% และหุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ ปิดบวก 4.8%
การพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคารช่วยชดเชยการร่วงลงของหุ้นโคคา-โคลา โดยหุ้นดังกล่าวดิ่งลง 2.8%
หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกลดลง 10% เนื่องจากการปรับโครงสร้างองค์กรและมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีที่ลดลง
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์
เพิ่มขึ้น 63 เซนต์ ไปปิดที่ระดับ 46.51 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์บวกเพิ่ม 127.83 จุด ปิดที่ระดับ 7,969.56 จุด
แนสแดคปิดที่ระดับ 1,643.85 จุด เพิ่มขึ้น 35.64 จุด
และเอสแอนด์พี ปิดที่ระดับ 850.08 จุด เพิ่มขึ้น 17.69 จุด
ที่มา :สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 09:04 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
แนะเข้าเก็งกำไร
บล. ฟาร์อีสท์แนะเข้าเก็งกำไรหากดัชนีร่วงลงแตะ 459 จุด
| นายจักรกริช เจริญเมธาชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะนี้เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่าการลงทุนระยะยาว เนื่องจากตลาดยังมีความเสี่ยงเพราะนักลงทุนต่างชาติยังมองว่าการเมืองไทยยัง มีเสถียรภาพค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ทำให้หุ้นไทยน่าจะแกว่งตัวได้ในกรอบแคบ ๆ (Sideway) โดยแนะให้เข้าเก็งกำไรเมื่อดัชนีปรับลดลงมาแตะที่ระดับ 459 จุด เพราะเชื่อว่าราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับลดลงได้อีกแทบทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวกับการส่งออก การท่องเที่ยว และโรงแรม เป็นต้น หากมีการทยอยประกาศผลประกอบการ และขึ้นเครื่องหมาย XD ในระยะนี้นักลงทุนรายย่อยเริ่มมีบทบาทในการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น โดยมีการใช้ข่าวการควบรวมกิจการของกลุ่มบมจ. ปตท. (PTT) คือ บมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บมจ. ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) บมจ. ปตท. เคมิคอล (PTTCH) และบมจ. ไทยออยล์ (TOP) แม้ว่า Deal นี้อาจต้องใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 8 เดือน จึงจะเห็นภาพการควบรวมกันชัดเจนก็ตาม ประกอบกับปัจจัยการลงทุนในต่างประเทศที่ไม่ได้แย่ลงมากนัก ทำให้นักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจและกลับเข้ามาเก็งกำไรมากขึ้น หุ้นที่มีการซื้อขายในระยะนี้ยังเป็นหุ้นในกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติและนัก ลงทุนสถาบันได้ขายออกมาอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นกลุ่มพลังงานอยู่ในระดับต่ำ และแทบจะไม่มีแรงขายออกมาอีก ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นได้ดีกว่าตลาด แม้ว่าจะมีเงินลงทุนในหุ้นไม่มากนักก็ตาม บล. ฟาร์อีสท์ยังแนะนำให้ลงทุนหุ้น บมจ. แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) โดยมองว่าเป็นหุ้นที่ราคาซื้อขายในปัจจุบันต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงค่อนข้าง มาก ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ปิดเพิ่มขึ้น 0.10 จุด หรือ 0.02% มาปิดที่ 466.38 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ 14,886.30 ล้านบาท - นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 280.48 ล้านบาท - นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 636.00 ล้านบาท - นักลงทุนรายย่อยในประเทศ ซื้อสุทธิ 916.47 ล้านบาท - Money Channel โดยวาสิฏฐี อนุกูล Email: wasittee@set.or.th |
โดย Mboy เวลา 09:03 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
โฟกัสหุ้นแบงก์!!
โฟกัสหุ้นแบงก์!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 21 เม.ย. 52 ปิดที่ 466.38 จุด เพิ่มขึ้น 0.10 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 14,886 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 634.61 ล้านบาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ระบุว่า หุ้นไทยปรับตัวลงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศ
ขณะที่มองแนวโน้มตลาดระยะสั้นคาดว่า "ดัชนีมีโอกาสแกว่งตัว ขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ จากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยมองว่าในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้าประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ระดับ 500 จุด"
ทั้งนี้ แนะกลยุทธ์การลงทุนให้ถือและซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานด้านเทคนิคให้"แนวรับไว้ที่ 463 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 471 จุด "
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บล.ไซรัสแนะ กลยุทธ์การลงทุนให้ขายทำกำไรและทยอยซื้อสะสมเมื่อดัชนีปรับตัวลง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มการแพทย์และสื่อสาร"เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผล กระทบจากภาวะเศรษฐกิจ"
ปิดท้ายมีบทวิเคราะห์คำแนะนำหุ้น" BBL" หลังรายงานผลประกอบการ ไตรมาส 1 โดยส่วนใหญ่แนะ "ซื้อ" บล.เคจีไอให้ราคาพื้นฐาน 88 บาท เท่ากับดีบีเอสวิคเคอร์ส ส่วนยูไนเต็ดให้ราคาเป้าหมายสูงสุดถึง 99.60 บาท ตามด้วยเอเซียพลัส 96 บาท
ขณะที่เกียรตินาคินให้ราคาเหมาะสมเพียง 87 บาท ด้าน บล. ฟินันซ่า แนะเพียงถือให้ราคาเหมาะสม 84 บาท ส่วนกิมเอ็งให้ "เปลี่ยนตัวเล่น' ไปแบงก์อื่นคือ KBANK และ SCB
ส่วนหุ้น SCB ทุกโบรกฯแนะ"ซื้อ" โดยฟินันซ่าให้ราคาเหมาะสมสูงสุด 77 บาท ตามด้วยฟิลลิป 70 บาท, เคจีไอ 67.2 บาท, ยูไนเต็ด 66 บาท, กิมเอ็ง 62 บาท, เกียรตินาคิน ม 61.50 บาท
และดีบีเอสวิคเคอร์ส 58 บาท ส่วนเอเซียพลัสแนะถือให้ Fair value ที่ 56 บาท.
โดย Mboy เวลา 09:02 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
