หุ้นสหรัฐกระเตื้องขึ้น น้ำมันดิบเพิ่ม 63 เซนต์
สหรัฐ 22 เม.ย. - ตลาดหุ้นสหรัฐปรับเพิ่มขึ้น หลังรัฐมนตรีคลังสหรัฐแสดงความเห็นที่ดีต่อภาคธนาคารและสถาบันการเงิน
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีพุ่งขึ้นจากแรงซื้อหนาแน่นในหุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน หลังจากนายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุระหว่างให้ปากคำต่อกรรมาธิการสภาคองเกรส ว่า ธนาคารหลายแห่งสามารถจ่ายคืนเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากรัฐบาลได้
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.67 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 2,409 ต่อ 634 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.45 พันล้านหุ้น
จอห์น นิโคล นักวิเคราะห์จาก Federated Investors กล่าวว่า
นักลงทุนแห่เข้าซื้อหุ้นอย่างคึกคัก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารที่ได้รับแรงซื้อหนาแน่นที่สุด
หลังจากทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐแถลงต่อคณะกรรมาธิการด้านการธนาคารแห่งสภาคองเกรสเมื่อคืนนี้ว่า
ธนาคารส่วนใหญ่มีทุนสำรองเพียงพอที่จะปกป้องการขาดทุนได้ และธนาคารบางแห่งมีศักยภาพสูงพอที่จะจ่ายเงินต้นคืนให้กับรัฐบาล
"การแสดงความคิดเห็นของไกธ์เนอร์ช่วยผ่อนคลายกระแสความวิตกกังวลในตลาด หลังจากดาวโจนส์ดิ่งลงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์เมื่อแบงค์ ออฟ อเมริกา เปิดเผยว่าจำนวนลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารต้องตั้งบัญชีสำรองหนี้สูญมูลค่า 1.34 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังช่วยให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้นไม่ว่าผลการตรวจสอบความสามารถในการรักษาฐานะทางการเงิน (stress test) ของ 19 ธนาคารพาณิชย์ในเดือนหน้าจะออกมาเป็นเช่นไรก็ตาม" นิโคลกล่าว
กระทรวงการคลังสหรัฐกำลังดำเนินการตรวจสอบ stress tes ของ 19 ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ภายในประเทศ เพื่อประเมินว่าสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีเงินทุนเพียงพอที่จะรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่
โดยสถาบันการเงินเหล่านี้รวมถึง ซิตี้กรุ๊ป, อเมริกัน เอ็กซ์เพรส, แบงค์ ออฟ อเมริกา, โกลด์แมน แซคส์,
เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค, มอร์แกน สแตนลีย์ และธนาคารเวลล์ส ฟาร์โก ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเปิดเผยผลการตรวจสอบ stress test ในวันที่ 4 พ.ค.นี้
นอกจากนี้ นักลงทุนยังขานรับนายโดนัลด์ โคห์น รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดการณ์ว่า
เศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มมีเสถียรภาพในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และจากนั้นจะเริ่มดีดตัวขึ้นหลังจากตลาดการเงิน
ซึ่งตกอยู่ในภาวะเปราะบางมาโดยตลอดนั้น แข็งแรงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับที่เบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ระยะแรกของการฟื้นตัว หลังจากเฟดอัดฉีดเม็ดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์เข้าสู่ตลาดการเงิน
หุ้นกลุ่มธนาคารทะยานขึ้นแข็งแกร่ง โดยหุ้นเจพีมอร์แกนพุ่งขึ้น 9.6% หุ้นซิตี้กรุ๊ปพุ่งขึ้น 10.2% หุ้นโกลด์แมน แซคส์ปิดบวก 4.7% และหุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ ปิดบวก 4.8%
การพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคารช่วยชดเชยการร่วงลงของหุ้นโคคา-โคลา โดยหุ้นดังกล่าวดิ่งลง 2.8%
หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกลดลง 10% เนื่องจากการปรับโครงสร้างองค์กรและมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีที่ลดลง
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์
เพิ่มขึ้น 63 เซนต์ ไปปิดที่ระดับ 46.51 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์บวกเพิ่ม 127.83 จุด ปิดที่ระดับ 7,969.56 จุด
แนสแดคปิดที่ระดับ 1,643.85 จุด เพิ่มขึ้น 35.64 จุด
และเอสแอนด์พี ปิดที่ระดับ 850.08 จุด เพิ่มขึ้น 17.69 จุด
ที่มา :สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
22 เมษายน 2552
หุ้นสหรัฐกระเตื้องขึ้น
โดย Mboy เวลา 09:04 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
แนะเข้าเก็งกำไร
บล. ฟาร์อีสท์แนะเข้าเก็งกำไรหากดัชนีร่วงลงแตะ 459 จุด
| นายจักรกริช เจริญเมธาชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะนี้เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่าการลงทุนระยะยาว เนื่องจากตลาดยังมีความเสี่ยงเพราะนักลงทุนต่างชาติยังมองว่าการเมืองไทยยัง มีเสถียรภาพค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ทำให้หุ้นไทยน่าจะแกว่งตัวได้ในกรอบแคบ ๆ (Sideway) โดยแนะให้เข้าเก็งกำไรเมื่อดัชนีปรับลดลงมาแตะที่ระดับ 459 จุด เพราะเชื่อว่าราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับลดลงได้อีกแทบทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวกับการส่งออก การท่องเที่ยว และโรงแรม เป็นต้น หากมีการทยอยประกาศผลประกอบการ และขึ้นเครื่องหมาย XD ในระยะนี้นักลงทุนรายย่อยเริ่มมีบทบาทในการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น โดยมีการใช้ข่าวการควบรวมกิจการของกลุ่มบมจ. ปตท. (PTT) คือ บมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บมจ. ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) บมจ. ปตท. เคมิคอล (PTTCH) และบมจ. ไทยออยล์ (TOP) แม้ว่า Deal นี้อาจต้องใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 8 เดือน จึงจะเห็นภาพการควบรวมกันชัดเจนก็ตาม ประกอบกับปัจจัยการลงทุนในต่างประเทศที่ไม่ได้แย่ลงมากนัก ทำให้นักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจและกลับเข้ามาเก็งกำไรมากขึ้น หุ้นที่มีการซื้อขายในระยะนี้ยังเป็นหุ้นในกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติและนัก ลงทุนสถาบันได้ขายออกมาอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นกลุ่มพลังงานอยู่ในระดับต่ำ และแทบจะไม่มีแรงขายออกมาอีก ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นได้ดีกว่าตลาด แม้ว่าจะมีเงินลงทุนในหุ้นไม่มากนักก็ตาม บล. ฟาร์อีสท์ยังแนะนำให้ลงทุนหุ้น บมจ. แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) โดยมองว่าเป็นหุ้นที่ราคาซื้อขายในปัจจุบันต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงค่อนข้าง มาก ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ปิดเพิ่มขึ้น 0.10 จุด หรือ 0.02% มาปิดที่ 466.38 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ 14,886.30 ล้านบาท - นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 280.48 ล้านบาท - นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 636.00 ล้านบาท - นักลงทุนรายย่อยในประเทศ ซื้อสุทธิ 916.47 ล้านบาท - Money Channel โดยวาสิฏฐี อนุกูล Email: wasittee@set.or.th |
โดย Mboy เวลา 09:03 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
โฟกัสหุ้นแบงก์!!
โฟกัสหุ้นแบงก์!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 21 เม.ย. 52 ปิดที่ 466.38 จุด เพิ่มขึ้น 0.10 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 14,886 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 634.61 ล้านบาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ระบุว่า หุ้นไทยปรับตัวลงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศ
ขณะที่มองแนวโน้มตลาดระยะสั้นคาดว่า "ดัชนีมีโอกาสแกว่งตัว ขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ จากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยมองว่าในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้าประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ระดับ 500 จุด"
ทั้งนี้ แนะกลยุทธ์การลงทุนให้ถือและซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานด้านเทคนิคให้"แนวรับไว้ที่ 463 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 471 จุด "
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บล.ไซรัสแนะ กลยุทธ์การลงทุนให้ขายทำกำไรและทยอยซื้อสะสมเมื่อดัชนีปรับตัวลง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มการแพทย์และสื่อสาร"เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผล กระทบจากภาวะเศรษฐกิจ"
ปิดท้ายมีบทวิเคราะห์คำแนะนำหุ้น" BBL" หลังรายงานผลประกอบการ ไตรมาส 1 โดยส่วนใหญ่แนะ "ซื้อ" บล.เคจีไอให้ราคาพื้นฐาน 88 บาท เท่ากับดีบีเอสวิคเคอร์ส ส่วนยูไนเต็ดให้ราคาเป้าหมายสูงสุดถึง 99.60 บาท ตามด้วยเอเซียพลัส 96 บาท
ขณะที่เกียรตินาคินให้ราคาเหมาะสมเพียง 87 บาท ด้าน บล. ฟินันซ่า แนะเพียงถือให้ราคาเหมาะสม 84 บาท ส่วนกิมเอ็งให้ "เปลี่ยนตัวเล่น' ไปแบงก์อื่นคือ KBANK และ SCB
ส่วนหุ้น SCB ทุกโบรกฯแนะ"ซื้อ" โดยฟินันซ่าให้ราคาเหมาะสมสูงสุด 77 บาท ตามด้วยฟิลลิป 70 บาท, เคจีไอ 67.2 บาท, ยูไนเต็ด 66 บาท, กิมเอ็ง 62 บาท, เกียรตินาคิน ม 61.50 บาท
และดีบีเอสวิคเคอร์ส 58 บาท ส่วนเอเซียพลัสแนะถือให้ Fair value ที่ 56 บาท.
โดย Mboy เวลา 09:02 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
20 เมษายน 2552
การลงทุนในทองคำ
คอลัมน์: Gold Investment: สูตรความสำเร็จการลงทุนในทองคำ โดยบันไดขั้นที่ 3
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ
ประธานกลุ่มเอ็มทีเอส โกลด์
ราคาทองคำในช่วงสัปดาห์วันสงกรานต์ ตั้งแต่ 13-17 เม.ย. เข้าสู่แนวโน้มขาลง โดยราคาเปิดตลาดวันจันทร์ที่ระดับ 885 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และในช่วง 3 วันหยุดทำการ คือ วันที่ 13-15 เม.ย. ราคาสามารถทรงตัวเหนือระดับ 885 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ขึ้นไป และไปทำสูงสุดแตะที่ระดับ 900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้ และผลปรากฏว่าในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ราคากลับถูกเทขายจนหลุดแนวรับที่ 880 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ลงมา กลับมาปิดที่ระดับ 867 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยปัจจัยหลัก คือการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ จากระดับ 1.3370 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ลงมาอยู่ที่ 1.3110 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีดาวโจนส์เริ่มปรับตัวสูงขึ้น สามารถยืนเหนือ 8,000 จุด มาอยู่ที่กว่า 8,100 จุด โดยผลประกอบการของบริษัทในอเมริกาออกมาดีกว่าที่คาด ทำให้นักลงทุนเริ่มมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น เงินจึงไหลมาลงทุนในตลาดหุ้นและไม่ค่อยซื้อขายทองคำมากนัก
วิเคราะห์ทางเทคนิค
ราคาทองคำเข้าสู่แนวโน้มขาลง โดยการที่ราคาหลุดแนวรับสำคัญที่ 880 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ลงมา ทำให้ทิศทางการปรับตัวมีโอกาสลงไปถึง 850 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้ โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 890 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แนวรับต่อไปอยู่ที่ระดับ 850 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และ 820 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ดูแนวโน้มระยะสั้นน่าจะปรับตัวลงมาก่อน จะเห็นได้ว่าราคาทองคำแกว่งตัวอย่างมากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
บันไดขั้นที่ 3 สู่ความสำเร็จการลงทุนใน ทองคำ
หลักคิดในการซื้อขายทองคำ มี 2 แนวทางใหญ่ (Two ways to trade)
การจะวิเคราะห์ทองคำได้อย่างครอบคลุมจำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์ทั้ง 2 แนวทาง กล่าวคือ
1.การวิเคราะห์ปัจจัยทางพื้นฐาน
2.การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค
การวิเคราะห์ปัจจัยทางพื้นฐาน
มุ่งเน้นถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวตามข่าวที่ออกมาจากแหล่งต่างๆ ในขณะที่การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคเป็นการศึกษาการเคลื่อนไหว หรือพฤติกรรมของราคาเพียงอย่างเดียว
การวิเคราะห์ปัจจัยทางพื้นฐาน โดยหลักนักลงทุนจะต้องศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ปัจจัยทางสังคม การเงิน และปัจจัยทางการเมืองในระดับโลก เช่น สงครามในตะวันออกกลาง รวมไปถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการซื้อและความต้องการขาย ได้แก่ เหมืองทอง และการซื้อขายของอินเดีย หรือจีน ซึ่งเป็นตัวซื้อหลักของโลก โดยจะมองถึงเศรษฐกิจภาพรวมเป็นหลัก เช่น อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ อัตราเงินเฟ้อ รวมไปถึงการว่างงาน อย่างไรก็ดี เราพบว่าไม่มีตัวชี้วัดเพียงอันเดียวที่จะสามารถวิเคราะห์ได้ จึงต้องอาศัยตัวชี้วัดที่จะเข้ามากระทบเป็นรายวัน เพื่อจะเข้าใจถึงการเคลื่อนไหวของราคา จะเห็นได้ว่า ปัจจัยทางพื้นฐานที่มากระทบในโลกยุคปัจจุบัน มักจะมีผลน้อยกว่าปัจจัยทางเทคนิค ซึ่งกล่าวได้ว่ามากกว่า 90% ราคาได้เคลื่อนไหวไปตามเทคนิค
การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค
โดยเอาข้อมูลของราคาในอดีตมาพล็อตเป็นกราฟ ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การทำนาย หรือคาดการณ์ ทิศทางของราคาในอนาคตได้
หลักคิดของการวิเคราะห์คือ ราคาที่เราเห็นในตลาดปัจจุบันจะเป็นตัวผลลัพธ์ของข้อมูลทั้งหมด ในการประเมินข่าวต่างๆ มาเป็นตัวเลข การเข้าใจในเชิงเทคนิค ก็จะเป็นตัวบอก ไปสู่การตัดสินใจเพื่อซื้อหรือขายอย่างถูกต้อง
เครื่องมือเบื้องต้นของนักวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคคือ ภาพแผนภูมิ (Chart) ซึ่งจะสามารถนำมาวิเคราะห์แนวโน้มของตลาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน นอกจากนี้จะสามารถดูราคาได้ในแต่ละช่วงเวลา โดยไม่เสียเวลาในการศึกษามากนัก ทำให้มีความสะดวกรวดเร็ว สามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น สรุปได้ว่า บันไดขั้นที่ 3 ของการลงทุนคือการศึกษาทั้ง 2 ปัจจัย โดยที่ปัจจัยทางเทคนิคจะมีผลต่อการลงทุนมากกว่าถึง 90%
นักลงทุนใน Gold Futures สามารถใช้กลยุทธ์ในการทำกำไรในภาวะขาลงเข้ามาเสริมการตัดสินใจได้ โดยที่ปริมาณการซื้อขายในสัปดาห์ที่แล้วที่หยุดยาวค่อนข้างซบเซา การซื้อขายในสัญญา Series J เริ่มเบาบาง ซึ่งใกล้หมดอายุในสัปดาห์หน้า นักลงทุนเริ่มเข้ามาซื้อขายในสัญญา Series M ซึ่งจะหมดอายุในสิ้นเดือนมิ.ย. สิ่งสำคัญที่จะเห็นถึงราคา Gold Futures ของ Series J เริ่มใกล้เคียงกับราคาทองคำแท่งของสมาคม โดยมีส่วนต่างกันเพียง 40 บาทเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่านักลงทุนให้ความสนใจใน Gold Futures มากขึ้น เมื่อเทียบกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของหุ้น
โดย Mboy เวลา 09:22 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: คอลัมน์ทองคำ
ระวังการพักฐาน
ระวังการพักฐานระยะสั้นๆ
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
หลังตลาดหุ้นทั่วโลกปรับสูงขึ้นสู่แนวต้านทางเทคนิค จับตาสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด
แม้จะดูเหมือนว่ารัฐบาลสามารถควบคุมการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ได้ค่อนข้างดีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ต้องยอมรับว่าผลของการชุมนุมคล้ายๆ กับการเกิดจลาจลย่อยๆ ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับต่างๆ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยลง
ไม่ว่าจะเป็น S&P หรือ FITCH โดย FITCH ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ FOREIGN CURRENCY DEBT RATING ของไทย เป็น BBB ขณะที่ MOODY กำลังพิจารณาปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยลงเช่นกัน ขณะที่ข่าวการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาถือว่า เป็นความเสี่ยงที่จะเป็นชนวนต่อความร้อนแรงทางการเมืองในอนาคตอีกครั้ง ทำให้ SET มีโอกาสถูกขายจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้
ขณะที่เมื่อพิจารณาจากปัจจัยภายนอกประเทศ แม้ว่าสถาบันการเงินสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น WELLS FARGO, GOLDMAN SACHS, หรือ JP MORGAN จะประกาศผลการดำเนินงาน 1Q09 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ และเริ่มเห็นสัญญาณการหดตัวของเศรษฐกิจในอัตราที่ชะลอตัวลง ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยหนุนการปรับสูงขึ้นของดัชนีหุ้น DOW JONES ต่อเนื่อง
แต่เมื่อพิจารณาในทางเทคนิคจะเห็นว่าดัชนีหุ้นต่างประเทศหลายๆ ตลาดไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น DOW JONES, NIKKEI หรือ HANG SENG กำลังปรับสูงขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญทางเทคนิค ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเห็นแรงขายระยะสั้นๆ ออกมา และจะเป็นปัจจัยกดดัน SET ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการปรับลดลงของ SET ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการทยอยซื้อหุ้น ของนักลงทุนที่ยังมีสัดส่วนหุ้นในพอร์ตไม่มากนัก โดยเราให้น้ำหนักการลงทุนหุ้น/เงินสด ที่ 50/50 และมองระดับ DOWNSIDE RISK ของ SET ที่บริเวณ 420 - 430 จุด เท่านั้น เนื่องจาก
1. SET ซื้อขายที่ระดับ P/BV 1.1 เท่า เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับ P/BV เฉลี่ยในช่วงปี 1997 - 2008 ที่ 1.5 เท่ามาก และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 6.2% มากกว่าอัตราดอกเบี้ยฝากประจำ 1 ปี ธนาคารพาณิชย์ ถึง 5.2% ทีเดียว ขณะที่บริษัทจดทะเบียนหลายๆ บริษัทยังมีความสามารถในการทำกำไรดี และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ
2. แม้สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศจะยังอึมครึม หลังมีการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ และถือว่าเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลยังคงประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ต่อ แต่จะเห็นว่าคะแนนนิยมในรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้นมาก หลังจากสามารถควบคุมการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยบวกต่อเสถียรภาพรัฐบาลในระยะกลาง - ยาว
วิเคราะห์ทางเทคนิค
เมื่อดูจากกราฟด้านบน ซึ่งแสดงภาพของดัชนีดาวโจนส์ระยะ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าตลาดหุ้นสหรัฐนั้นยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในแนวโน้มขาลงระยะกลางเป็นเวลา 6 เดือน
โดยที่ 2 เดือนล่าสุดเป็นการวิ่งขึ้นสวนทางกับแนวโน้มระยะกลาง ดัชนีดาวโจนส์ฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดที่ 6500 จุด ขึ้นในลักษณะรูปแบบตัว V เข้าใกล้ทดสอบแนวต้านสำคัญ 8200 จุด ซึ่งจะเป็นจุดที่อาจเกิดการกลับตัวลงได้ และคาดว่าหลังจากทดสอบไม่ผ่านแนวต้านนี้ ระยะสั้นอาจมีจังหวะพักตัวลงไปที่บริเวณแนวรับ 7500 จุดเป็นเป้าหมายสำคัญ ก่อนที่จะฟื้นตัวมีโอกาสที่จะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขึ้นระยะกลาง
โดยที่มีเป้าหมายจะขึ้นรอบถัดไปที่ 8500 จุด และ 9000 จุด หรือแนวเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน เป็นการจบรอบขาขึ้นดังนั้นถ้าเกิดการปรับตัวลงระยะสั้นของตลาดสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อ SET ด้วยเช่นกัน
สำหรับตลาดหุ้นไทย ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นระยะสั้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 แล้ว และสองสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี SET เคลื่อนไหวในกรอบแนวโน้มขึ้นที่มีความชันสูงขึ้น เครื่องมือ MACD ค่าเป็นบวกและมีทิศทางขึ้นสะท้อนแนวโน้มระยะกลางที่มีแนวโน้มขึ้น ทำให้มีโอกาสที่ดัชนีจะขึ้นไปทดสอบใกล้จุดสูงสุดเดิมบริเวณ 478-488 จุด เป็นเป้าหมายสำคัญที่จะขายทำกำไร
ในขณะที่การปรับตัวลงระยะสั้นที่อาจจะเกิดเกิดขึ้นนั้น คาดว่าจะปรับตัวลงไปที่บริเวณ 430-440 จุด เป็นจังหวะเข้าซื้อ
โดย Mboy เวลา 09:18 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
SET มีโอกาส ยกฐาน
SET มีโอกาส ยกฐาน ในกรอบ 430-460 จุด
โดย : คอลัมน์ Smart Investment:แสงธรรม จรณชัยกุล บล. ธนชาต
โบรกคาด หากไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น เงินต่างชาติมีโอกาสไหลเข้า SET มีโอกาสที่จะยกฐานสูงขึ้นมาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 430-460จุด
ในสองสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน ตลาดหุ้นทั่วโลกนำโดยตลาดหุ้นสหรัฐ ได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน หลังจากที่นักลงทุนพยายามมองหาข่าวดีที่จะช่วยหนุนตลาด ท่ามกลางข่าวร้ายที่ยังปรากฏออกมาเป็นระยะ สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐ DJIA ได้ฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องทั้งสองสัปดาห์
แม้ว่าจะมีข่าวร้ายเล็กน้อยในช่วงต้นเดือนเมษายน เกี่ยวกับแผนฟื้นฟูกิจการของสองบริษัทรถยนต์รายใหญ่ คือเจนเนอรัล มอเตอร์ส และไครสเลอร์ ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบ แต่ทางการสหรัฐก็ได้ยืดเวลาให้กับทั้งสองบริษัทไปอีก 60 วันและ 30 วันตามลำดับในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการเข้ามาให้พิจารณาใหม่
นักลงทุนเริ่มมองหาข่าวดีที่จะสนับสนุนให้กลับเข้ามาซื้อหุ้น จากข่าวดีของภาพรวมทางเศรษฐกิจ เช่น การฟื้นตัวขึ้นของยอดขายรถยนต์ การฟื้นตัวขึ้นของยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงานในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งพลิกฟื้นกลับมาบวก 1.8% หลังจากลดลงอย่างต่อเนื่องมาถึง 6 เดือน โดยเดือนล่าสุดคือเดือนมกราคม ยังติดลบอยู่ 3.5% ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้หุ้นกลุ่มภาคการผลิตฟื้นตัวขึ้น
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มสถาบันการเงินได้ฟื้นตัวขึ้นด้วย จากความคาดหวังเชิงบวกของนักลงทุนว่า คณะกรรมการมาตรฐานการทำบัญชีการเงิน (FASB) จะมีการแก้ไขแนวทางปฏิบัติในการบันทึกบัญชีที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ตามราคาตลาด (Mark to Market) ใหม่ ซึ่งผ่อนคลายลงและจะส่งผลบวกต่องบการเงินของหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินในไตรมาส 2 ปี 2552 ให้มีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 20%
ในส่วนของการประชุมของกลุ่มประเทศ จี 20 ได้ช่วยเพิ่มความหวังให้แก่นักลงทุนมากขึ้น เมื่อ กลุ่มประเทศ จี 20 ได้ประกาศที่จะอัดฉีดเงินให้แก่ IMF ถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือประเทศที่ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจและการเงิน นอกจากนี้ยังลงขันใส่เงินอีก 2.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อให้สถาบันการเงิน นำไปปล่อยกู้เพื่อกระตุ้นการค้าโลก ในด้านปัจจัยดอกเบี้ย มีการเคลื่อนไหวปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางแห่งสหภาพการเงินยุโรป (ECB) ลงอีก 0.25% สู่ระดับ 1.25% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
สำหรับในบ้านเราเอง คณะกรรมการนโยบายการเงินก็ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 แต่ข่าวดีเรื่องดอกเบี้ยก็ถูกกลบด้วยข่าวร้ายทางการเมือง หลังจากกลุ่มมวลชนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ แต่นักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้หวั่นไหวยังใส่เงินเข้ามาซื้อสุทธิ ส่งให้ SET ฟื้นตัวขึ้นมาที่ระดับ 451 จุด (9 เม.ย.2552) ได้ ด้วยการนำขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร โดยจุดต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 426 จุด Fund flow ได้ไหลกลับเข้ามาต่อเนื่องจากสองสัปดาห์ก่อนหน้า โดยในช่วงวันที่ 27 มี.ค.2552-9 เม.ย.2552 นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิเป็นจำนวน 4,747 ล้านบาท
ในอีกสองสัปดาห์หน้า หลังวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เราคาดว่าปัจจัยภายนอก จะเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนตลาดหุ้นบ้านเราไว้ โดยตลาดหุ้นสหรัฐ (DJIA) มีโอกาสที่จะฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 9000 จุดได้ หากผลประกอบการของหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินพลิกฟื้นกลับมามีกำไรในไตรมาส 1/2552 อย่างที่ได้มีการประเมินไว้ ส่วนในบ้านเราเอง อาจจะถูกถ่วงด้วยปัจจัยลบ จากประเด็นการเมือง
อย่างไรก็ตาม หากไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น เราคาดว่า เม็ดเงินของนักลงทุนต่างประเทศยังมีโอกาสที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง แต่อาจจะเป็นปริมาณไม่มาก และ SET มีโอกาสที่จะยกฐานสูงขึ้นมาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 430-460 จุด
>> กลยุทธ์การลงทุน
เรายังแนะให้ใช้กลยุทธ์ขึ้นขาย-ลงซื้อ โดยคงโครงสร้างพอร์ตการลงทุนไว้ดังนี้
1.กลุ่มน้ำมัน : PTTEP และ PTT
2.กลุ่มธนาคาร : BBL, SCB และ KBANK
3.กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : SCC
4.กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม : AMATA
5.กลุ่มสื่อสาร : DTAC และ ADVANC
โดย Mboy เวลา 09:16 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
