ระวังการพักฐานระยะสั้นๆ
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
หลังตลาดหุ้นทั่วโลกปรับสูงขึ้นสู่แนวต้านทางเทคนิค จับตาสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด
แม้จะดูเหมือนว่ารัฐบาลสามารถควบคุมการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ได้ค่อนข้างดีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ต้องยอมรับว่าผลของการชุมนุมคล้ายๆ กับการเกิดจลาจลย่อยๆ ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับต่างๆ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยลง
ไม่ว่าจะเป็น S&P หรือ FITCH โดย FITCH ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ FOREIGN CURRENCY DEBT RATING ของไทย เป็น BBB ขณะที่ MOODY กำลังพิจารณาปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยลงเช่นกัน ขณะที่ข่าวการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาถือว่า เป็นความเสี่ยงที่จะเป็นชนวนต่อความร้อนแรงทางการเมืองในอนาคตอีกครั้ง ทำให้ SET มีโอกาสถูกขายจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้
ขณะที่เมื่อพิจารณาจากปัจจัยภายนอกประเทศ แม้ว่าสถาบันการเงินสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น WELLS FARGO, GOLDMAN SACHS, หรือ JP MORGAN จะประกาศผลการดำเนินงาน 1Q09 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ และเริ่มเห็นสัญญาณการหดตัวของเศรษฐกิจในอัตราที่ชะลอตัวลง ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยหนุนการปรับสูงขึ้นของดัชนีหุ้น DOW JONES ต่อเนื่อง
แต่เมื่อพิจารณาในทางเทคนิคจะเห็นว่าดัชนีหุ้นต่างประเทศหลายๆ ตลาดไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น DOW JONES, NIKKEI หรือ HANG SENG กำลังปรับสูงขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญทางเทคนิค ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเห็นแรงขายระยะสั้นๆ ออกมา และจะเป็นปัจจัยกดดัน SET ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการปรับลดลงของ SET ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการทยอยซื้อหุ้น ของนักลงทุนที่ยังมีสัดส่วนหุ้นในพอร์ตไม่มากนัก โดยเราให้น้ำหนักการลงทุนหุ้น/เงินสด ที่ 50/50 และมองระดับ DOWNSIDE RISK ของ SET ที่บริเวณ 420 - 430 จุด เท่านั้น เนื่องจาก
1. SET ซื้อขายที่ระดับ P/BV 1.1 เท่า เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับ P/BV เฉลี่ยในช่วงปี 1997 - 2008 ที่ 1.5 เท่ามาก และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 6.2% มากกว่าอัตราดอกเบี้ยฝากประจำ 1 ปี ธนาคารพาณิชย์ ถึง 5.2% ทีเดียว ขณะที่บริษัทจดทะเบียนหลายๆ บริษัทยังมีความสามารถในการทำกำไรดี และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ
2. แม้สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศจะยังอึมครึม หลังมีการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ และถือว่าเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลยังคงประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ต่อ แต่จะเห็นว่าคะแนนนิยมในรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้นมาก หลังจากสามารถควบคุมการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยบวกต่อเสถียรภาพรัฐบาลในระยะกลาง - ยาว
วิเคราะห์ทางเทคนิค
เมื่อดูจากกราฟด้านบน ซึ่งแสดงภาพของดัชนีดาวโจนส์ระยะ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าตลาดหุ้นสหรัฐนั้นยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในแนวโน้มขาลงระยะกลางเป็นเวลา 6 เดือน
โดยที่ 2 เดือนล่าสุดเป็นการวิ่งขึ้นสวนทางกับแนวโน้มระยะกลาง ดัชนีดาวโจนส์ฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดที่ 6500 จุด ขึ้นในลักษณะรูปแบบตัว V เข้าใกล้ทดสอบแนวต้านสำคัญ 8200 จุด ซึ่งจะเป็นจุดที่อาจเกิดการกลับตัวลงได้ และคาดว่าหลังจากทดสอบไม่ผ่านแนวต้านนี้ ระยะสั้นอาจมีจังหวะพักตัวลงไปที่บริเวณแนวรับ 7500 จุดเป็นเป้าหมายสำคัญ ก่อนที่จะฟื้นตัวมีโอกาสที่จะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขึ้นระยะกลาง
โดยที่มีเป้าหมายจะขึ้นรอบถัดไปที่ 8500 จุด และ 9000 จุด หรือแนวเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน เป็นการจบรอบขาขึ้นดังนั้นถ้าเกิดการปรับตัวลงระยะสั้นของตลาดสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อ SET ด้วยเช่นกัน
สำหรับตลาดหุ้นไทย ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นระยะสั้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 แล้ว และสองสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี SET เคลื่อนไหวในกรอบแนวโน้มขึ้นที่มีความชันสูงขึ้น เครื่องมือ MACD ค่าเป็นบวกและมีทิศทางขึ้นสะท้อนแนวโน้มระยะกลางที่มีแนวโน้มขึ้น ทำให้มีโอกาสที่ดัชนีจะขึ้นไปทดสอบใกล้จุดสูงสุดเดิมบริเวณ 478-488 จุด เป็นเป้าหมายสำคัญที่จะขายทำกำไร
ในขณะที่การปรับตัวลงระยะสั้นที่อาจจะเกิดเกิดขึ้นนั้น คาดว่าจะปรับตัวลงไปที่บริเวณ 430-440 จุด เป็นจังหวะเข้าซื้อ
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
20 เมษายน 2552
ระวังการพักฐาน
โดย Mboy เวลา 09:18 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
SET มีโอกาส ยกฐาน
SET มีโอกาส ยกฐาน ในกรอบ 430-460 จุด
โดย : คอลัมน์ Smart Investment:แสงธรรม จรณชัยกุล บล. ธนชาต
โบรกคาด หากไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น เงินต่างชาติมีโอกาสไหลเข้า SET มีโอกาสที่จะยกฐานสูงขึ้นมาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 430-460จุด
ในสองสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน ตลาดหุ้นทั่วโลกนำโดยตลาดหุ้นสหรัฐ ได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน หลังจากที่นักลงทุนพยายามมองหาข่าวดีที่จะช่วยหนุนตลาด ท่ามกลางข่าวร้ายที่ยังปรากฏออกมาเป็นระยะ สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐ DJIA ได้ฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องทั้งสองสัปดาห์
แม้ว่าจะมีข่าวร้ายเล็กน้อยในช่วงต้นเดือนเมษายน เกี่ยวกับแผนฟื้นฟูกิจการของสองบริษัทรถยนต์รายใหญ่ คือเจนเนอรัล มอเตอร์ส และไครสเลอร์ ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบ แต่ทางการสหรัฐก็ได้ยืดเวลาให้กับทั้งสองบริษัทไปอีก 60 วันและ 30 วันตามลำดับในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการเข้ามาให้พิจารณาใหม่
นักลงทุนเริ่มมองหาข่าวดีที่จะสนับสนุนให้กลับเข้ามาซื้อหุ้น จากข่าวดีของภาพรวมทางเศรษฐกิจ เช่น การฟื้นตัวขึ้นของยอดขายรถยนต์ การฟื้นตัวขึ้นของยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงานในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งพลิกฟื้นกลับมาบวก 1.8% หลังจากลดลงอย่างต่อเนื่องมาถึง 6 เดือน โดยเดือนล่าสุดคือเดือนมกราคม ยังติดลบอยู่ 3.5% ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้หุ้นกลุ่มภาคการผลิตฟื้นตัวขึ้น
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มสถาบันการเงินได้ฟื้นตัวขึ้นด้วย จากความคาดหวังเชิงบวกของนักลงทุนว่า คณะกรรมการมาตรฐานการทำบัญชีการเงิน (FASB) จะมีการแก้ไขแนวทางปฏิบัติในการบันทึกบัญชีที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ตามราคาตลาด (Mark to Market) ใหม่ ซึ่งผ่อนคลายลงและจะส่งผลบวกต่องบการเงินของหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินในไตรมาส 2 ปี 2552 ให้มีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 20%
ในส่วนของการประชุมของกลุ่มประเทศ จี 20 ได้ช่วยเพิ่มความหวังให้แก่นักลงทุนมากขึ้น เมื่อ กลุ่มประเทศ จี 20 ได้ประกาศที่จะอัดฉีดเงินให้แก่ IMF ถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือประเทศที่ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจและการเงิน นอกจากนี้ยังลงขันใส่เงินอีก 2.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อให้สถาบันการเงิน นำไปปล่อยกู้เพื่อกระตุ้นการค้าโลก ในด้านปัจจัยดอกเบี้ย มีการเคลื่อนไหวปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางแห่งสหภาพการเงินยุโรป (ECB) ลงอีก 0.25% สู่ระดับ 1.25% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
สำหรับในบ้านเราเอง คณะกรรมการนโยบายการเงินก็ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 แต่ข่าวดีเรื่องดอกเบี้ยก็ถูกกลบด้วยข่าวร้ายทางการเมือง หลังจากกลุ่มมวลชนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ แต่นักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้หวั่นไหวยังใส่เงินเข้ามาซื้อสุทธิ ส่งให้ SET ฟื้นตัวขึ้นมาที่ระดับ 451 จุด (9 เม.ย.2552) ได้ ด้วยการนำขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร โดยจุดต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 426 จุด Fund flow ได้ไหลกลับเข้ามาต่อเนื่องจากสองสัปดาห์ก่อนหน้า โดยในช่วงวันที่ 27 มี.ค.2552-9 เม.ย.2552 นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิเป็นจำนวน 4,747 ล้านบาท
ในอีกสองสัปดาห์หน้า หลังวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เราคาดว่าปัจจัยภายนอก จะเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนตลาดหุ้นบ้านเราไว้ โดยตลาดหุ้นสหรัฐ (DJIA) มีโอกาสที่จะฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 9000 จุดได้ หากผลประกอบการของหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินพลิกฟื้นกลับมามีกำไรในไตรมาส 1/2552 อย่างที่ได้มีการประเมินไว้ ส่วนในบ้านเราเอง อาจจะถูกถ่วงด้วยปัจจัยลบ จากประเด็นการเมือง
อย่างไรก็ตาม หากไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น เราคาดว่า เม็ดเงินของนักลงทุนต่างประเทศยังมีโอกาสที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง แต่อาจจะเป็นปริมาณไม่มาก และ SET มีโอกาสที่จะยกฐานสูงขึ้นมาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 430-460 จุด
>> กลยุทธ์การลงทุน
เรายังแนะให้ใช้กลยุทธ์ขึ้นขาย-ลงซื้อ โดยคงโครงสร้างพอร์ตการลงทุนไว้ดังนี้
1.กลุ่มน้ำมัน : PTTEP และ PTT
2.กลุ่มธนาคาร : BBL, SCB และ KBANK
3.กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : SCC
4.กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม : AMATA
5.กลุ่มสื่อสาร : DTAC และ ADVANC
โดย Mboy เวลา 09:16 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
17 เมษายน 2552
Downgrades 4 Thai Banks
Fitch Downgrades 4 Thai Banks on Sovereign Downgrade
Fitch Ratings has today downgraded the international ratings of four Thai banks and revised the Outlook to Stable from Negative.
The action follows the downgrade of the Kingdom of Thailand's Long-term foreign and local currency Issuer Default Ratings (IDR) to 'BBB' from 'BBB+' and to 'A-' (A minus) from 'A', respectively, and the revision of the Outlook to Stable from Negative. The agency has also downgraded Thailand's Short-term foreign currency IDR to 'F3' from 'F2' and the Country Ceiling to 'BBB+' from 'A-' (A minus). The downgrades of Krung Thai Bank Public Company Limited (KTB) and Export Import Bank of Thailand (EXIM) reflect the weakening in the government's ability to provide support, in case of need. The Bank of Thailand's (BOT) Financial Institution Development Fund (FIDF) holds a 55% stake in KTB, while EXIM is fully owned by the Ministry of Finance.
The downgrades of Standard Chartered Bank (Thai) Public Company Limited (SCBT) and United Overseas Bank (Thai) Public Company Limited (UOBT) follow the downgrade of Thailand's Country Ceiling. The Country Ceiling of Thailand captures transfer and convertibility risks and limits the extent to which support from the foreign parent companies of these banks can be factored into their Long-term foreign currency Issuer Default Ratings (IDRs).
The ratings of the five major private banks - Bangkok Bank Public Company Limited, Siam Commercial Bank Public Company Limited, Kasikornbank Public Company Limited, Bank of Ayudhya Public Company Limited and TMB Bank Public Company Limited - were unaffected by the sovereign downgrade. The ratings of these five private banks are driven more by standalone financial strength which remains relatively strong although the severe economic contraction (Fitch GDP forecast -3.8% in 2009) could affect their financial performance over the next two years, which is reflected in their Negative Outlooks. Government ownership and control of the private banks is limited and exposure to Thai government securities and loans is moderate at less than 20% of assets.
As the National ratings are a relative measure of creditworthiness between the sovereign and other issuers within Thailand, the National ratings are, at this stage, not affected. Hence, all the National ratings on the four banks listed below were affirmed with Stable Outlooks. A complete listing follows below:
Source:efinancethai.com
โดย Mboy เวลา 10:03 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย
ดาวโจนส์ปิดเหนือ 8,100 จุด
ดาวโจนส์ปิดบวกเหนือ 8,100 จุด "ครั้งแรกนับแต่ ก.พ."
สหรัฐ 17 เม.ย. - ตลาดหุ้นสหรัฐปิดในแดนบวกเหนือ 8,100 จุดได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือน ก.พ.
หลังนักลงทุนเชื่อว่า เศรษฐกิจในประเทศส่งสัญญาณฟื้นตัวแล้ว
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีบวกเพิ่มขึ้น โดยมีแรงซื้อเข้าในหุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน
หลังจาก เจพี มอร์แกน เชส ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้ออกมาดีกว่าที่คาดไว้
หลังจากสัปดาห์ก่อน เวลส์ ฟาร์โก และ โกลด์แมน แซคส์ เป็นสถาบันการเงินอีก 2 แห่ง
ที่ประกาศผลประกอบเป็นที่น่าพอใจ ขณะที่หุ้นของ โนเกีย มีผู้ซื้อหนาแน่น
หลังข้อมูลชี้ว่า สามารถขายโทรศัพท์มือถือได้มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ช่วยให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.61 พันล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 4 ต่อ 1
ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.37 พันล้านหุ้น
ฟิล โอแลนโด นักวิเคราะห์จาก Federated Investors ในกรุงนิวยอร์กกล่าวว่า
รายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาดของเจพีมอร์แกน กูเกิล และโนเกีย
ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าภาคธุรกิจในสหรัฐเริ่มมีเสถียรภาพแล้ว
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลว่าผลประกอบการของซิตี้กรุ๊ปและเจนเนอรัล อิเล็กทริก
จะออกมาย่ำแย่ เพราะทั้งสองบริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตการณ์การเงินโลก
เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ธนาคารรายใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐในแง่สินทรัพย์
รายงานว่าบริษัทมีกำไร 2.14 พันล้านดอลลาร์ หรือ 40 เซนต์ต่อหุ้น
ลดลง 10% จากระดับ 2.37 พันล้านดอลลาร์ หรือ 68 เซนต์ต่อหุ้นในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
แต่ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่บลูมเบิร์กสำรวจความคิดเห็นว่า
กำไรต่อหุ้นน่าจะอยู่ที่ 32 เซนต์
เจมี ไดมอน ซีอีโอเจพีมอร์แกนซึ่งนำเจพีมอร์แกนเข้าขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ
เป็นจำนวนเงิน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยให้ธนาคารสามารถฝ่าฟันวิกฤตการเงินในช่วงไตรมาสสี่ปีที่แล้ว
ด้วยการลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี ตัวเลขขาดทุน และการจัดหาสินเชื่อ รวมมูลค่า 3.33 หมื่นล้านดอลลาร์
ซึ่งถือว่าดีกว่าคู่แข่งหลายราย อาทิ ซิตี้กรุ๊ปที่มีตัวเลขดังกล่าวสูงถึง 8.83 หมื่นล้านดอลลาร์
และดีกว่าตัวเลข 5.59 หมื่นล้านดอลลาร์ของเมอร์ริล ลินช์ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ
แบงก์ ออฟ อเมริกา ธนาคารรายใหญ่สุดของสหรัฐ
ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังคงขานรับโกลด์แมน แซคส์ รายงานผลกำไรไตรมาส 1 ปี 2552 ที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์
หรือ 3.39 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
เนื่องจากกำไรจากการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ได้ช่วยชดเชยการขาดทุนจากการปล่อยกู้ในภาคอสังหาริมทรัพย์
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟียเปิดเผยว่า ภาคการผลิตในเขตมิด-แอตแลนติกหดตัวลงในเดือนเม.ย.
แต่เป็นสถิติที่หดตัวในอัตราที่ช้าลง โดยดัชนีกิจกรรมภาคการผลิตอยู่ที่ -24.4 จุดในเดือนเม.ย.
กระเตื้องขึ้นจาก -35.0 จุด ในเดือนมี.ค. และดีกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าดัชนีจะอยู่ที่ -32.0 จุด
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังคงถูกปกคลุมด้วยความวิตกกังวลเรื่องภาวะซบเซาในตลาดอสังหาริมทรัพย์
หลังจาก RealtyTrac Inc. ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยชื่อดังในด้านอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐเปิดเผยว่า
จำนวนบ้านที่ถูกยึดเนื่องจากถูกบังคับจำนอง (foreclosure) ในสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ที่ 803,489 หลังในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ พุ่งขึ้น 24%
เนื่องจากภาคเอกชนลดการจ้างงานในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญภาวะถดถอยและโครงการก่อสร้างบ้านหลายแห่ง
ถูกเลื่อนออกไปเพราะถูกกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ
หุ้นเจพีมอร์แกนพุ่งขึ้น 2.1% หลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาด
ขณะที่หุ้นซิตี้กรุ๊ปปิดบวก 1.01% ก่อนการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสในวันศุกร์นี้
ส่วนหุ้นกูเกิลพุ่งขึ้น 5% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งเกินคาด
ขณะที่หุ้นฮิวเลตต์-แพคการ์ด หุ้นไอบีเอ็ม และหุ้นแอปเปิลดีดตัวขึ้นด้วย
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์
บวกเพิ่ม 73 เซนต์ ไปปิดที่ระดับ 49.98 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ พุ่งขึ้น 95.81 จุด ไปปิดที่ระดับ 8,125.43 จุด
เป็นการปิดเหนือ 8,100 จุด ครั้งแรก นับตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.
แนสแดค ปิดที่ระดับ 1,670.44 จุด เพิ่มขึ้น 43.64 จุด
และ เอสแอนด์พี ปิดที่ระดับ 865.30 จุด บวกเพิ่ม 13.24 จุด
ที่มา:สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 09:51 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
แนะสูตรซื้อหุ้นราคาถูก
บล.ทิสโก้แนะสูตรซื้อหุ้นราคาถูก พร้อมชี้ปิโตรเคมีผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
| วิ ศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการบริหารและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล. ทิสโก้ กล่าวในรายการก้าวทันตลาดทุน ทาง Money Channel ว่า สภาพคล่องในระบบยังอยู่มากทั้งในไทยและทั่วโลก ระยะนี้นักลงทุนสถาบันต่างประเทศจึงเริ่มมองหาหุ้นที่น่าสนใจ โดยมีหลักการที่น่าสนใจ 2 วิธีคือ 1) มองหาหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน โดยดูจากราคาเป้าหมายของนักวิเคราะห์จากสำนักต่าง ๆ 2) เอาราคาหุ้นปัจจุบัน หารด้วย มูลค่าทางบัญชี เพื่อหาหุ้น Under Value ทั้งนี้ ยิ่งมีส่วนลดหรือยิ่งมีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมากเท่าไหร่ นักลงทุนก็จะยิ่งมีโอกาสได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น บล. ทิสโก้ได้ใช้ 2 วิธีดังกล่าวพบว่า มีหุ้นที่น่าสนใจคือ บมจ. ปตท. เคมิคอล (PTTCH) บมจ. ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) และธนาคารนครหลวงไทย (SCIB) วิศิษฐ์ยังเชื่อว่า จุดต่ำสุดของอุตสาหกรรมปิโตรเครมีได้ผ่านพ้นไปแล้ว เพราะ Spread ของปิโตรเคมี หรือราคาผลิตภัณฑ์ ลบด้วย ราคาต้นทุน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/52 และราคาหุ้นของ PTTCH ลดลงไปแล้ว 0.3-0.4 เท่าของ Book Value อย่างไรก็ตาม ต้องรออีก 2-3 ปี อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจึงจะอยู่ในช่วงขาขึ้น เมื่อ GDP ทั่วโลกไม่ติดลบ -Money Channel โดย สุจิตรา สินทวีวงศ์ Email: suchitra@set.or.th |
โดย Mboy เวลา 08:59 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
ฝรั่งขายทิ้ง!!
ฝรั่งขายทิ้ง!!
[17 เม.ย. 52 - 05:51]
ดัชนีหุ้นวันที่ 16 เม.ย. 52 ปิดที่ 452.97 จุด ลดลง 0.91 จุด หลังลงไปต่ำสุดที่ 446.96 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 22,149 ล้านบาท ต่างชาติ ขายสุทธิ 2,671.17 ล้านบาท
แม้หุ้นตัวใหญ่จะปรับตัวลงทั้งกระดานเหตุต่างชาติขายทิ้ง แต่จากการสำรวจพบบทวิเคราะห์ของสำนักต่างๆ ยังคงแนะให้ ซื้อหุ้น PTTEP
โดย บล.เกียรตินาคิน แนะซื้อลงทุน ให้ราคาเหมาะสมที่ 112 บาท เท่ากับไซรัส ขณะที่นครหลวงไทยแนะเก็งกำไรให้ราคา 102 บาท
ส่วนกิมเอ็งให้ราคาเหมาะสม 110 บาท ด้านสินเอเซียให้ราคาพื้นฐานสูงสุด 120 บาท
ส่วนหุ้น TOP บล.กิมเอ็ง ระบุไตรมาส 1 มีปัจจัยบวกหลายประเด็น ทั้งการฟื้นตัวของราคาน้ำมัน, ค่าการกลั่น และราคาอะโรเมติกส์ ทำให้คาดว่าไตรมาสแรกจะมีกำไร 1.5-2 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 8,394 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 51 แนะ “ซื้อเก็งกำไร” TOP ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 32 บาท
ปิดท้ายมีข่าว ก.ล.ต. เปิดทางให้โบรกฯไทยนำบทวิเคราะห์ หุ้นต่างประเทศมาเผยแพร่หรือเชิญนักวิเคราะห์ต่างประเทศมาให้คำแนะนำแก่ผู้ ลงทุนไทยได้ เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนไทยมีข้อมูล เพียงพอประกอบการตัดสินใจลงทุนในหุ้นไทยและหุ้นต่าง-ประเทศ ที่จะมีการเชื่อมโยงการซื้อขายระหว่างตลาดหุ้นกลุ่ม ประเทศอาเซียน (ASEAN Linkage)
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังออกประกาศเตือนผู้ลงทุนให้ใช้ความระมัดระวังศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อน อนุมัติรายการซื้อที่ดินและการเพิ่มทุนของบริษัท ดราก้อน วัน หรือ D 1 ในการประชุมผู้ถือหุ้น 30 เม.ย.นี้
ที่ทั้งคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทและที่ปรึกษาทาง การเงินอิสระเห็นสอดคล้องกันว่า ผู้ถือหุ้นไม่ควรอนุมัติ เนื่องจากไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงแก่ D1 และผู้ถือหุ้นมีเหตุผลความไม่ชอบมาพากลเพียบ!!
อินเด็กซ์ 51
โดย Mboy เวลา 08:58 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
