นักวิเคราะห์คาดสิงคโปร์ลดค่าเงินกู้วิกฤติเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์คาด สิงคโปร์จะปล่อยสกุลเงินอ่อนค่าลงเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกหนุนเศรษฐกิจที่ อ่อนแอ โดยอาจปรับลดอย่างน้อย 1-2% แต่ติงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย โดยล่าสุดเงินดอลลาร์สิงคโปร์เคลื่อนไหวอยู่ที่ 1.51 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อดอลลาร์สหรัฐ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ธนาคารกลางสิงคโปร์ มีแนวโน้มผ่อนคลายอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สิงคโปร์ในอีกไม่กี่สัปดาห์ ข้างหน้า โดยอาจจะปรับขีดขั้นต่ำของอัตราแลกเปลี่ยน ขยายช่วงอัตราแลกเปลี่ยนกว้างขึ้นเพื่อให้สกุลเงินเคลื่อนไหวได้มากขึ้น หรือปรับความลาดเอียงของช่วงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อเปิดโอกาสให้สกุลเงินเคลื่อนไหวไปในทางใดทางหนึ่งรวดเร็วขึ้น
นักวิเคราะห์ส่วนมากเชื่อว่า ธนาคารกลางสิงคโปร์ ที่มักเก็บงำรายละเอียดของอัตราแลกเปลี่ยน จะปรับลดค่ากลางของกรอบอัตราแลกเปลี่ยนอย่างน้อย 1-2% เพื่อชักนำให้ค่าเงินปรับตัวลง ในการทบทวนนโยบายอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณการผ่อนคลายนโยบาย หลังจากธนาคารกลางใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบเป็นกลาง ในการทบทวนนโยบายเมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ต้องหลีกเลี่ยงความเข้าใจว่า การผ่อนคลายอัตราแลกเปลี่ยน เป็นการจงใจ ทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลง เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก นายแมกนัส พริม นักยุทธศาสตร์สกุลเงิน เอสอีบี ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนต้องอาศัยการพิจารณาทางการเมืองอย่างมาก เพราะการประกาศเป้าหมายปล่อยให้สกุลเงินอ่อนค่าลงอาจไม่เป็นที่ต้อนรับใน หมู่ประเทศเพื่อนบ้าน
ตลาดการเงินคาดหมายถึงความเสี่ยงที่เอเชีย จะปล่อยให้ค่าเงินลดลง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากการส่งออกของภูมิภาคนี้ต้องพึ่งพาสหรัฐและยุโรป ที่กำลังประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอย สกุลเงินที่อ่อนค่าลงอาจไม่ช่วยกระตุ้นความต้องการที่ได้รับผลกระทบจาก วิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่อาจช่วยหนุนความสามารถในการแข่งขันด1 ?นการทบทวนนโยบายอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณการผ่อนคลายนโยบาย หลังจากธนาคารกลางใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบเป็นกลาง ในการทบทวนนโยบายเมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ต้องหลีกเลี่ยงความเข้าใจว่า การผ่อนคลายอัตราแลกเปลี่ยน เป็นการจงใจ ทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลง เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก นายแมกนัส พริม นักยุทธศาสตร์สกุลเงิน เอสอีบี ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนต้องอาศัยการพิจารณาทางการเมืองอย่างมาก เพราะการประกาศเป้าหมายปล่อยให้สกุลเงินอ่อนค่าลงอาจไม่เป็นที่ต้อนรับใน หมู่ประเทศเพื่อนบ้าน
ตลาดการเงินคาดหมายถึงความเสี่ยงที่เอเชีย จะปล่อยให้ค่าเงินลดลง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากการส่งออกของภูมิภาคนี้ต้องพึ่งพาสหรัฐและยุโรป ที่กำลังประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอย สกุลเงินที่อ่อนค่าลงอาจไม่ช่วยกระตุ้นความต้องการที่ได้รับผลกระทบจาก วิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่อาจช่วยหนุนความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
ทั้งนี้ ดีลเลอร์ค้าเงินกล่าวว่า ไทยและไต้หวันเข้าแทรกแซงตลาดเงินในเดือนนี้ เพื่อลดมูลค่าสกุลเงินและหนุนการส่งออก แต่ทั้งสองประเทศไม่ได้ยืนยันความเคลื่อนไหวดังกล่าว
สิงคโปร์เป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมากที่สุดในเอเชีย ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศก้าวสู่ภาวะถดถอยรุนแรงสุดเป็น ประวัติการณ์ โดยรายได้จากการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 200% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของสิงคโปร์
นักลงทุนทราบถึงจุดอ่อนของสิงคโปร์ และผลักค่าดอลลาร์สิงคโปร์ ร่วงลงเกือบ 6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ นับจากต้นปี ส่งผลให้สกุลเงินสิงคโปร์ กลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนแอที่สุดอันดับสองของเอเชีย รองจากเงินวอนของเกาหลีใต้ แต่หากเทียบตามน้ำหนักการค้า นายเอ็มมานูเอล อึ้ง นักยุทธศาสตร์สกุลเงินของธนาคารโอซีบีซี ประเมินว่า ค่าดอลลาร์สิงคโปร์ร่วงลงประมาณ 2.6% ในปีนี้
ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ธนาคารกลางสิงคโปร์กลับดำเนินนโยบายผ่านทางสกุลเงิน ซึ่งการเก็บช่วงอัตราแลกเปลี่ยนเป็นความลับ ทำให้นักวิเคราะห์ต้องพัฒนาแบบจำลองขึ้นมาเองเพื่อประเมินนโยบายของสิงคโปร์ นายเว่ย เจียง คิต นักวิเคราะห์จากซิตี้กรุ๊ป ตั้งข้อสงสัยว่า ธนาคารกลางสิงคโปร์อาจปล่อยค่าเงินลดลงถึงจุดต่ำสุดของกรอบอัตราแลกเปลี่ยน แล้ว เพื่อปูทางสู่การผ่อนคลายนโยบาย ส่วนนายคลอดิโอ ไพรอน นักยุทธศาสตร์สกุลเงิน เจ.พี.มอร์แกน เชส แบงก์ เชื่อว่า ธนาคารกลางสิงคโปร์จะปรับลดขีดขั้นต่ำของช่วงอัตราแลกเปลี่ยน 1-1.5% แต่นายฌอน คัลโลว์ จากเวสต์แพค คาดว่าจะมีการปรับช่วงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างน้อย 2% โดยค่าเงินสิงคโปร์จะลดลงเหลือ 1.57 ดอลลาร์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลา 1 เดือน และขยับไปอยู่ที่ 1.61 ดอลลาร์ต่อดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นเดือนมิ.ย.
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
01 เมษายน 2552
คาดสิงคโปร์ลดค่าเงิน
โดย Mboy เวลา 09:07 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: เศรษฐกิจโลก
โอบามาเยือนยุโรป
โอบามาเยือนยุโรปครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง ปธน.
สหรัฐ 1 เม.ย. - ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐ ออกเดินทางเยือนหลายประเทศในยุโรปครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐเมื่อ 2 เดือนก่อน
ประธานาธิบดีโอบามาจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำจี 20 ที่กรุงลอนดอน อังกฤษ ในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบ ไปทั่วโลก โดยในการประชุมจี 20 ประธานาธิบดีโอบามายังจะได้พบหารือกับประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ผู้นำรัสเซีย เป็นครั้งแรกด้วย จากนั้นประธานาธิบดีโอบามาจะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดชาติสมาชิกนาโต ช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งผู้นำสหรัฐเตรียมจะนำเสนอแนวนโยบายใหม่ของการดำเนินยุทธศาสตร์ต่อ อัฟกานิสถาน
นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐและนางมิเชล ภริยา ยังจะเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐเช็ก และตุรกี ซึ่งจะเป็นการเดินทางเยือนชาติมุสลิมเป็นประเทศแรกด้วย.
ที่มา:สำนักข่าวไทย
โดย Mboy เวลา 09:04 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกแรงซื้อหนาแน่น น้ำมันดิบเพิ่ม 1.25 ดอลลาร์
สหรัฐ 1 เม.ย. -ตลาดหุ้นสหรัฐกลับมาบวกเพิ่ม จากแรงซื้อหนาแน่นในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสถาบันการเงิน
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีกลับมาบวกเพิ่มอีกครั้ง หลังดิ่งลงหนัก 2 วันติดต่อกัน โดยนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ธนาคารและสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกูเกิล, ไอบีเอ็ม, แบงก์ ออฟ อเมริกา และซิตี้กรุ๊ป เนื่องจากผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้ออกมาน่าพอใจ
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.64 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.20 พันล้านหุ้น
เคธ วิทธ์ นักวิเคราะห์จาก Fifth Third Asset Management กล่าวว่า ในช่วงเช้านั้นตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลงอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลเรื่องอนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์ในสหรัฐ หลังจากคณะทำงานเฉพาะกิจด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐมีมติคัดค้านแผนการปรับโครงสร้างของบริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) และบริษัทไครสเลอร์ โดยให้เหตุผลว่าค่ายรถยนต์ทั้งสองไม่ได้นำเสนอแผนปรับโครงสร้างที่น่าเชื่อถือถึงขนาดทำให้กิจการดำรงอยู่ต่อไปได้ และประเมินบริษัททั้งสองอาจดำเนินกิจการต่อไปได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น
นอกจากนี้ นักลงทุนยังเทขายหุ้นก่อนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยในคืนวันศุกร์ที่ 3 เม.ย.นี้ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า อัตราว่างงานประจำเดือนมี.ค.ของสหรัฐจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 8.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 26 ปี จากเดือนก.พ.ที่ระดับ 8.1%
แต่ในช่วงบ่าย ตลาดเริ่มดีดตัวขึ้นสู่แดนบวกเนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มเทคโนโลยี
หลังจากบริษัทหลายแห่งรายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาด ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาดูการประชุมสุดยอด G20 ที่กรุงลอนดอนในวันที่ 2 เม.ย.นี้ โดยนายบิล แรมเมลล์ รัฐมนตรีฝ่ายกิจการเครือจักรภพและต่างประเทศของอังกฤษเปิดเผยว่า ที่ประชุมจะเรียกร้องให้ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่ใช้กฎข้อบังคับด้านการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นและร่วมมือกันใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้ทั่วโลกสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันได้
นายแรมเมลล์ยังกล่าวด้วยว่า รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางในกลุ่ม G20 จะให้คำมั่นสัญญาต่อกัน
อย่างแข็งขันในการต่อต้านค่านิยมปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศตนเองที่อาจสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ที่ประชุมจะให้ความสำคัญต่อความร่วมือในการตอบสนองวิกฤตการณ์ รวมถึงการลดภาษีและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ให้ขยายวงเงินกู้และจะกระตุ้นตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
หุ้นกลุ่มการเงินได้รับแรงหนุนจากการที่คณะทำงานของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐประกาศใช้
งบประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อกำจัดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกจากงบดุลบัญชีของธนาคารพาณิชย์
ภายใต้ชื่อ "โครงการลงทุนภาครัฐ-เอกชน" โดยมีเป้าหมายที่จะยับยั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอยและฟื้นฟูระบบการเงินในสหรัฐ
ทั้งนี้ หุ้นซิตี้กรุ๊ป หุ้นแบงค์ ออฟ อเมริกา หุ้นธนาคาร HSBC ทะยานขึ้นราว 5%
หุ้นกูเกิลพุ่งขึ้น 5.37 ดอลลาร์ ปิดที่ 348.06 ดอลลาร์ หลังจากมีข่าวว่าบริษัท วอลท์ ดิสนีย์ และกูเกิล ทำข้อตกลงเพื่อให้วีดิโอไซท์ยูทูบของกูเกิลนำเสนอภาพวีดิโอจากเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ ABC และ ESPN
ของดีสนีย์ ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นดิสนีย์ดีดขึ้น 31 เซนต์ ปิดที่ 18.64 ดอลลาร์
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์
เพิ่มขึ้น 1.25 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 49.66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 86.90 จุด ปิดที่ 7,608.92 จุด
แนสแดคปิดที่ 1,528.59 จุด เพิ่มขึ้น 26.79 จุด
และเอสแอนด์พีปิดที่ 797.87 จุด เพิ่มขึ้น 10.34 จุด
ที่มา:สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์
โดย Mboy เวลา 09:01 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
ขายหากหุ้นปรับเพิ่มขึ้นแรง
บล. ฟาร์อีสท์ยังแนะนำให้ขายหากหุ้นปรับเพิ่มขึ้นแรง หลังมองสถานการณ์ยังเสี่ยง
| นายจักรกริช เจริญเมธาชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยในวันนี้ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยมีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มสำรวจและผลิต และโรงกลั่น ค่อนข้างมาก ทำให้หุ้นไทยได้รับอานิสงส์ไปด้วย ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนหุ้นไทยไม่ย่ำแย่นัก อย่างไรก็ตาม การลงทุนในระยะนี้ยังมีความเสี่ยง เพราะแม้ว่าดัชนีจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณการซื้อขายก็ยังค่อนข้างเบาบาง และสถานการณ์การเมืองก็ยังมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีด้วย จึงยังแนะนำให้ขายหากดัชนีหุ้นปรับเพิ่มขึ้นแรง เพราะเชื่อว่าไม่น่าจะปรับเพิ่มขึ้นได้มากนัก สำหรับหุ้นบมจ. การบินไทย (THAI) เป็นหุ้นที่บล. ฟาร์อีสท์แนะนำให้ซื้อนับตั้งแต่สัปดาห์ก่อน หลัง อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร(Cabin Factor) ได้ขยับขึ้นไปที่ 75% ซึ่งเหนือกว่าจุดคุ้มทุนที่ 70% และจากราคาน้ำมันที่ลดลง ก็ทำให้ THAI ประหยัดต้นทุนพลังงานลงมาก นอกจากนี้ THAI ยังได้ปรับโครงสร้างองค์กรอีกด้วย แม้ว่าราคาหุ้น THAI ในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับเพิ่มขึ้นมากแล้วก็ตาม แต่เนื่องจาก THAI ยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีโอกาสได้รับแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติในอนาคตด้วย เนื่องจากมูลค่าหุ้นในปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นค่อนข้างมาก จึงเชื่อว่ามีความน่าสนใจมากขึ้น ดัชนีหุ้นไทยในวานนี้ปิดเพิ่มขึ้น 1.90 จุด หรือ 0.44% มาอยู่ที่ 431.50 จุด ปริมาณการซื้อขาย 6,150.85 ล้านบาท - นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 9.90 ล้านบาท - นักลงทุนสถาบันต่างชาติ ขายสุทธิ 368.99 ล้านบาท - นักลงทุนรายย่อย ซื้อสุทธิ 378.89 ล้านบาท - Money Channel โดยวาสิฏฐี อนุกูล Email: wasittee@set.or.th |
โดย Mboy เวลา 08:59 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
หุ้นไทยระยะสั้นยังเสี่ยง
บล. กสิกรไทยชี้แม้หุ้นไทยระยะสั้นยังเสี่ยง แต่ยังแนะสะสมหุ้นเพื่อเศรษฐกิจฟื้นครึ่งปีหลัง
| นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล. กสิกรไทย กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยในระยะนี้มีโอกาสปรับฐานหลุดระดับ 420 จุดได้ เนื่องจากยังมีข่าวลบที่จะทยอยเข้ามาในเดือนเมษายน ทั้งการที่นักลงทุนอาจไม่กล้าถือลงทุนข้ามวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงต้องเทขายออกมาก่อนล่วงหน้า และการประกาศผลประกอบการของสถาบันการเงินสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มแย่เกินคาด ซึ่งอาจทำให้ต้องเพิ่มทุนอีกครั้ง ขณะที่ตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมีนาคมก็มีแนวโน้มหดตัวลงมากกว่า 30% และหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งยังถือเป็นปัจจัยลบที่เข้ามาปกคลุมตลาด อย่างไรก็ตาม บล. กสิกรไทยยังมองว่า การปรับฐานระยะนี้ จะเป็นโอกาสสะสมหุ้นเพื่อลงทุนระยะกลางถึงยาว เพราะเชื่อว่าดัชนีหุ้นจะฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลัง และมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นไปทะลุระดับ 500 จุดได้ จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น ซึ่งจะเข้ามาเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นได้ บล. กสิกรไทยยังแนะนำให้ลงทุนหุ้นบมจ. น้ำตาลขอนแก่น (KSL) โดยมองว่าการที่กระทรวงการคลังจะพิจารณาการคำนวณราคาเอทานอลใหม่โดยอ้างอิง ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยของผู้ประกอบการทั่วประเทศ จะทำให้ราคาเอทานอลในประเทศ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีระยะสั้นต่อผู้ประกอบการเอทานอลรวมถึง KSL ได้ แม้ว่า KSL จะมีรายได้จากธุรกิจเอทานอลเพียง 10% และแม้ว่า KSL จะมีแนวโน้มขาดทุนจากโรงงานน้ำตาลในลาวและกัมพูชาในไตรมาส 2/52 ซึ่งมีส่วนทำให้กำไรสุทธิในปีนี้อาจปรับเพิ่มขึ้นเพียง 2% แต่การที่ในปีหน้าจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% จากโรงงานที่จะทำกำไรได้มากขึ้น จึงมองเป็นโอกาสในการซื้อลงทุนระยะยาว บล. กสิกรไทยให้ราคาที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานของหุ้น KSL ไว้ที่ 7.5 บาท |
โดย Mboy เวลา 08:59 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
ซบเซา!!
ซบเซา!!
[1 เม.ย. 52 - 02:06]
ดัชนีวันที่ 31 มี.ค. 52 ปิดที่ 431.50 จุด เพิ่มขึ้น 1.90 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 6,150.85 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 368.80 ล้านบาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.บัวหลวงชี้ว่า หุ้นไทยรีบาวน์ตามเทคนิคหลังวันก่อนปรับตัวลงแรงรับข่าวยักษ์ใหญ่จีเอ็มและไครสเลอร์ถูกรัฐบาลสหรัฐฯปฏิเสธแผนฟื้นฟูกิจการ
ประกอบกับมีกองทุนและนักลงทุนสถาบันบางส่วนเข้ามาซื้อหุ้นทำ window dressing แต่งตัวเลขการปิดงวดบัญชีไตรมาส 1 ส่งผลให้ราคาหุ้นตัวใหญ่ปรับขึ้นบวกทั้งแผงดันดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นได้
ส่วนการเมืองเรื่อง “วันแดงเดือด” การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้ขยายฐานการชุมนุมกว้างขึ้นและทำท่าจะบาน ปลายมากขึ้นยังเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะ เกิดเหตุรุนแรงกระทบต่อเศรษฐกิจชาติแค่ไหน
มองแนวโน้มระยะสั้นดัชนียังมีโอกาสอ่อนตัวลงหมดเทศกาลทำ window dressing ของกองทุน รวมทั้งนักลงทุนต้องติดตามผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศกลางเดือนหน้าว่าจะมีสถาบันการเงินมีปัญหาเพิ่มเติมอีกหรือ ไม่
แนะกลยุทธ์การลงทุนให้หาจังหวะขายทำกำไร
สรุปปิดงวดตลาดหุ้นไทยไตรมาส 1 ซบเซาสุดๆ ดัชนีลดลง 18.46 จุด หรือลบ 4.10% จากสิ้นปี 51 ซึ่งปิดที่ 449.96 จุด ขณะที่ต่างชาติยังขายสุทธิหุ้นไทยต่ออีก 5,177.63 ล้านบาท เช่นเดียวกับนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 6,504.20 ล้านบาท ส่วนรายย่อยหน่วยกล้าตายซื้อสุทธิ 11,681.50 ล้านบาท
ขณะที่ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ลดลงเหลือ 8,700 ล้านบาทต่อวัน จากปีก่อนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท หายไปเกือบ 50% บริษัทหลักทรัพย์ย่ำแย่กันเป็นแถว
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไตรมาส 2 บล.เคจีไอให้กรอบดัชนีไว้ที่ 370-530 จุด.
อินเด็กซ์ 51
โดย Mboy เวลา 08:57 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
