10 มีนาคม 2552

นิกเกอิดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 26 ปี

ดัชนีนิกเกอิดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 26 ปี

เอเชีย 9 มี.ค.52 - ตลาดหุ้นเอเชียปิดตลาดวันแรกของสัปดาห์ร่วงลงอย่างหนัก จากความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก

จากความกังวลว่า ภาวะเศรษฐกิจซบเซาในสหรัฐและประเทศอื่น ๆ จะยังไม่ฟื้นตัวโดยง่าย ประกอบกับนักลงทุนยังไม่เชื่อมั่นว่า ธนาคารต่าง ๆ จะเพิ่มทุนเพื่อชดเชยกับการขาดทุนได้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในเอเชีย วันนี้ พากันปิดตลาดในแดนลบ โดยเฉพาะดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่น ปิดตลาดร่วงลง 87.07 จุด ไปอยู่ที่ 7,086.03 จุด ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2525 หรือในรอบ 26 ปี

ส่วนดัชนีตลาดหุ้นอื่น ๆ ในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ของจีน ตลาดหุ้นอินเดีย และไต้หวัน ต่างปิดตลาดติดลบราวร้อยละ 1 หรือมากกว่า อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และตลาดหุ้นออสเตรเลีย กลับสวนทางปิดตลาดเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 และร้อยละ 0.3

ที่มา : สำนักข่าวไทย

หุ้นสหรัฐแตะต่ำสุดใน12 ปี

ตลาดหุ้นสหรัฐแตะต่ำสุดในรอบ 12 ปี น้ำมันดิบดีดเพิ่ม 1.55 ดอลลาร์

สหรัฐ 10 มี.ค. - ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี
หลังนักลงทุนยังไม่มั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นใกล้แตะจุดสูงสุดในรอบปีนี้

ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดการซื้อขายแม้จะมีแรงซื้อเข้ามาบ้างในหุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันจากข่าวที่แบงก์ ออฟ อเมริกา เตรียมจะประกาศเพิ่มทุน
รวมถึงข่าวที่เมิร์ก และแชริ่ง สองบริษัทเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่บรรลุข้อตกลงควบกิจการด้วยมูลค่า 41,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแต่นักลงทุนยังผิดหวังกับข่าวของแมคคลัตชีย์ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ชื่อดัง ที่เตรียมปรับลดพนักงาน 1,600 ตำแหน่ง

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.56 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 5 ต่อ 2 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.07 พันล้านหุ้น

ควินซี ครอสบี นักวิเคราะห์จาก The Hartford กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นไปอย่างผันผวนนับตั้งแต่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า อัตราว่างงานในสหรัฐพุ่งขึ้นแตะ 8.1% ในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 25 ปี ขณะที่ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรร่วงลง 651,000 ตำแหน่ง โดยอัตราว่างงานเดือนก.พ.ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ที่เคยพุ่งสูงถึง 8.3% ในเดือนธ.ค.2526

หุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์ดิ่งลงอย่างหนักและเป็นปัจจัยลบที่ฉุดดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงมากที่สุด หลังจาก เมิร์ค แอนด์ โค อิงค์ (Merck & Co., Inc.)และ เชอริ่งพลาว คอร์ป (Schering-Plough Corporation) สองบริษัทยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ประกาศเมื่อวานนี้ว่า บอร์ดบริหารของบริษัทมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ทั้งสองบริษัทควบรวมกิจการกันภายใต้ชื่อบริษัท เมิร์ค

โดยข้อตกลงซื้อขายกิจการเป็นเงินสดและหุ้นรวมมูลค่า 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ระบุว่าผู้ถือหุ้นของเชอริ่งพลาวจะได้รับหุ้นจำนวน 0.5767 หุ้นและเงินสดมูลค่า 10.50 ดอลลาร์ต่อหุ้นเชอริ่งพลาวหนึ่งหุ้น ส่วนหุ้นของเมิร์คจะกลายเป็นหุ้นของบริษัทที่ควบรวมกันใหม่โดยอัตโมติ และริชาร์ด ที. คลาร์ก ประธานและซีอีโอของเมิร์ค จะเป็นผู้นำบริษัทเมิร์คต่อไปภายหลังเสร็จสิ้นการควบรวมกัน

ทั้งนี้ หุ้นเมิร์คร่วง 7.7% หุ้นจอห์นสันปิดลบ 2.9% และหุ้นไฟเซอร์รูดลง 0.8% อย่างไรก็ตาม หุ้นเชอริ่ง-พลาว ปิดพุ่ง 14.2% หุ้นเจเนนเทค ดีดขึ้น 2% หลังจากหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า
เจเนนเทคใกล้บรรลุข้อตกลงขายหุ้นให้กับบริษัท โรช ของสวิสเซอร์แลนด มูลค่า 95 ดอลลาร์/หุ้น

ส่วนหุ้นกลุ่มการเงินดีดตัวขึ้นหลังจากมีข่าวว่าแบงค์ ออฟ อเมริกา คอร์ปจะระดมทุนในภาคเอกชน โดยหุ้นแบงค์ ออฟ อเมริกาดีดขึ้น 19.4% หุ้นเวลส์ ฟาร์โก พุ่งขึ้น 15.8%

ตลาดได้รับแรงกดดันจากการที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ เจ้าของบริษัทเบิร์คเชียร์ แฮทธาเวย์ อิงค์แสดงความคิดเห็นผ่านทางสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า "เศรษฐกิจสหรัฐทรุดหนักเกินจะเยียวยาในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายหลังจากตัวเลขว่างงานพุ่งขึ้นรุนแรง"

ก่อนหน้านี้บัฟเฟตต์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐ จะตกอยู่ในภาวะ "ระส่ำระสาย" ตลอดทั้งปีนี้เนื่องจากสถาบันการเงินขาดทุนอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลมาจากการปล่อยเงินกู้แบบขาดวินัยในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟู

การแสดงความคิดเห็นของบัฟเฟตต์มีขึ้นหลังจากกระทรวพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2551 หดตัวลง 6.2%ต่อปี ซึ่งเป็นสถิติที่หดตัวรุนแรงสุดในรอบ 27 ปี
และมากกว่าที่ประเมินไว้ในเบื้องต้นว่าจะหดตัวเพียง 3.8% เนื่องจากการทรุดตัวลงของยอดส่งออก, ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภค และการลงทุนในภาคเอกชน

หุ้นเจนเนอรัล อิเล็กทริก (จีอี) ทะยานขึ้น 5% หลังจากโฆษกของจีอีแถลงว่าบริษัท จีอี แคปิตอล ซึ่งเป็นบริษัทด้านการเงินในเครือจีอี เตรียมขายตราสารหนี้ภายใต้โครงการเสริมสภาพคล่องของรัฐบาลสหรัฐ

ด้านราคาน้ำมันดิบ
ตลาดไนเม็กซ์ บวกเพิ่ม 1.55 ดอลลาร์สหรัฐ ไปปิดที่ระดับ 47.07 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
เกือบจะสูงที่สุดในรอบปีนี้ ที่เคยขยับเข้าใกล้ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อช่วงต้นปี

ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ลดลง 79.89 จุด ไปปิดที่ระดับ 6,547.05 จุด
ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2540
แนสแดคปิดที่ระดับ 1,268.64 จุด ลดลง 25.21 จุด
และเอสแอนด์พีปิดที่ระดับ 676.53 จุด ลดลง 6.85 จุด

ที่มา : สำนักข่าวไทย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์

เจาะข่าวเล่าหุ้น

คอลัมน์ : เจาะข่าวเล่าหุ้น
หนังสือพิมพ์ทันหุ้น 10/03/2009 08:56:57

ที่มา : รณกฤต สารินวงศ์

ความวิตกกังวลระลอกใหม่มาอีกแล๊ะ ก็จะมีอะไรซะอีกนอกจากเรื่องเดิมๆ สถาบันการเงินนั่นเอง เมื่อวาน HSBC ก็ถล่มหุ้นฮ่องกงไปซะเดี้ยงด้วยเรื่องการเพิ่มทุนจนนักลงทุนกังวลว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลงได้อีก ขณะที่ NIX ก็รูดเรียบร้อยโรงเรียนญี่ปุ่นไปแล้วโดยต่ำสุดในรอบ 26 ปี ส่วนยุโรปก็ถลาลงไม่แพ้กันด้วยเรื่องของพวกหุ้นสถาบันการเงินที่มีปัญหานั่นเอง ของพี่ไทย SET ก็อ่อนตัวแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือนจนได้ เล่นเอาเสียววูบไปตามๆ กัน สถานการณ์แย่ลงเรื่อยๆ นักลงทุนอย่าลืมที่แนะนำล่ะ ต้องป้องกันความเสี่ยงด้วย TFEX เท่านั้น ใครไม่รู้ให้ไปศึกษาโดยด่วน ก่อนที่มูลค่าเงินลงทุนจะหายไปมากกว่านี้

YNP วันนี้เริ่มที่พี่ยานเป็นตัวแรก หลังจากเฝ้าดูพฤติกรรมมา 2 วัน ก็ชักจะเข้าตากรรมการ เพราะถ้าเราดูแนวโน้มของราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาเรื่อยๆ จาก 50 ตังค์ พอแถว 30 ตังค์ก็เริ่มเห็นแรงทยอยสะสมเข้ามา สำหรับคนที่ดูกราฟเทคนิคอย่างเดียวต้องวาดภาพให้ออกว่ากำลังสร้าง W-shape ดูตามรูปที่ให้แล้วกันนะ เด็กแนวทำเป็นกราฟราย week มาให้จะเห็นว่าเกิด Double bottom ที่ 26 ตังค์ และตอนนี้ฟอร์มตัวขึ้นอย่างช้าๆ คนที่ชอบอ่านกราฟต้องบอกว่าใช่เลยจังหวะนี้คือสะสมได้ราคาต่ำไม้ต้น ยิ่งถ้าดูประกอบกับงบการเงินแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นของถูก แม้ผลประกอบการจะขาดทุนตามภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เด็กแนวดูในส่วนผู้ถือหุ้นแล้วก็ยังเห็นความแข็งแรงโดยมี Book ที่ 2 บาทเลยนั่น ส่วนกระแสเดิมเกี่ยวกับที่จะมีพาร์ทเนอร์ช่วงนี้เงียบไป แต่ถ้าลงต่ำมากๆ ก็ไม่แน่นะ ปัดฝุ่นมาเล่นพอได้อยู่ ช่วงนี้เก็งกำไรตามเทคนิคไปก่อนดูแนวต้านพอประมาณแถว 0.45 บาท

NNCL ในตลาดหุ้นเนียะ ว่ากันว่าต่อให้หุ้นดีแค่ไหนถ้าไม่มีเจ้าก็เล่นไม่สนุก ส่วน nncl ไม่รู้ว่ะจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เพราะหุ้นนิคมด้วยกันหากเทียบการไหลลงของราคาแล้วก็คล้ายกันแต่ nncl ช่วง week ที่ผ่านมามีสัญญาณแปลกๆ คล้ายกับมีแรงรับแรงประคองไม่ให้ต่ำกว่านี้ หรือว่าทนดูไม่ได้ที่ราคาหุ้นต่ำกว่า book ที่ 1.8 บาทมากเกินไป เด็กแนวเห็นแนวโน้มกราฟของหุ้นตัวนี้แล้วประเมินว่ามีโอกาสฟื้นตัวแบบแปลกๆ และแตกต่างจากนิคมตัวอื่น แบบว่าแอบยกขึ้นมาไม่ต้องเสียงดัง ทำให้โวลุ่มจึงไม่ปูดผิดสังเกต แบบนี้แหละเค๊าเรียกว่าแอบดูดของต่ำพอใครเผลอก็กระชากไม่ทันตั้งตัว น่าสนใจอ่ะนะ ทยอยเก็บก่อนที่จะเกิดสัญญาณซื้อชัดเจนกว่านี้เมื่อเกิน 70 ตังค์ แต่ถ้าหลุด 60 ตังค์ โปรดตัดอวัยวะ

หุ้นแอบชอบ SAM ตอนนี้หุ้นเหล็กกลับมาตลุมบอลคลุกวงในเรื่อง การถูก take over กันอีกแล้ว แม้จะเป็นประเด็นเดิมแต่ก็เล่นกันได้ทุกรอบ เมื่อรายย่อยเหงามือก็เลยจับอะไรต่อมิอะไรมาเล่นกันแก้เซ็งค์ เมื่อวานราคาเริ่มเด้งสำหรับพี่แซมจนกราฟสวยจัด วันนี้แอบเก็งสั้นกันดีกว่า แนวต้าน 0.75 บาท

.....เชิญร่วมโหวต นักวิเคราะห์เจ๋งประจำปี 2552 ของสมาคมนักวิเคราะห์ ท่านสามารถเข้าไปใน web ต่างๆ ดังนี้ มีสิทธ์ได้รับรางวัลจากการร่วมโหวตด้วย โปรดเข้าไปดูได้ใน web ดังนี้ครับ
http://www.saa-thai.org/download/saa01_1.pdf เป็นรายละเอียดของการโหวต
http://www.saa-thai.org/download/saa_01_2.pdf เป็นรายชื่อนักวิเคราะห์ต่างๆ
http://www.saa-thai.org/download/retail_Investor.doc เป็นใบโหวตคะแนนเสียง รักใครชอบใครใส่กันไปไม่ต้องเม้ม แต่ใครไม่เลือก เด็กแนวให้ได้ตำแหน่งนักวิเคราะห์กลยุทธ์ยอดเยี่ยมอีกปี ....มีงอนนนนด้วย

.....ท่านสามารถส่งคำถาม มายังเด็กแนวทาง email :ronnakritsa@asl.co.th

หุ้นไทยอาจได้เห็น 380 จุด

บล. เอเซียพลัสประเมินหุ้นไทยอาจเห็น 380 จุดได้ หากสถานการณ์เลวร้ายลงอีก

ภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล. เอเซียพลัส กล่าวว่า สภาวะการลงทุนในขณะนี้ยังขาดปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน และมีเพียงปัจจัยลบเท่านั้น อาทิ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 4/51 ที่ขาดทุนรวมถึง 9 หมื่นล้านบาท กดดันกำไรโดยรวมทั้งปีให้หดตัวลง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางการเมืองที่เริ่มมีประเด็นการต่อต้านรัฐบาลกลับมาอีกครั้ง ในขณะที่ภาคการส่งออกที่ย่ำแย่ตามภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ก็ส่งผลให้ดัชนีแกว่งตัวได้ในกรอบแคบ ๆ (Sideway) แต่ก็ยังเชื่อว่าสัปดาห์นี้น่าจะยังสามารถยืนเหนือระดับ 400 จุดได้ แต่ในแง่ที่เลวร้ายที่สุด ก็อาจทำให้ดัชนีร่วงลงไปแตะที่ระดับต่ำสุดเดิม คือ 380 จุดได้ในปีนี้เช่นกัน

ภรณีแนะนำว่า นักลงทุนควรทยอยเข้าลงทุนหุ้นที่คาดว่าน่าจะอยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันได้ หรืออาจเข้าลงทุนกองทุนรวมที่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในช่วงที่ดัชนีลดลงมาใกล้ระดับ 400 จุดก็ได้

สำหรับหุ้น Top Pick ของบล. เอเซียพลัส ในขณะนี้ คือ บมจ. บีอีซี เวิลด์ (BEC), บมจ. ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) , บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) และ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นบริษัทที่ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง มีกระแสเงินสดดี ซึ่งจะทำให้อยู่รอดในระยะยาวได้


ดัชนีหุ้นไทยในวันนี้ปิดร่วงลง 8.24 จุด หรือ 1.96% มาอยู่ที่ 411.27 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ 5,521.27 ล้านบาท

- นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 297.81 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 455.62 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อย ซื้อสุทธิ 753.43 ล้านบาท

- Money Channel โดยวาสิฏฐี อนุกูล Email: wasittee@set.or.th


นิวโลว์!!

นิวโลว์!!
[10 มี.ค. 52 - 06:04]

ดัชนีหุ้นวันที่ 9 มี.ค.52 ปิดที่ 411.27 จุด ลดลง 8.24 จุด หรือ 1.96% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดหรือนิวโลว์รอบ 3 เดือน หลังระหว่างวันผันผวนในแดนลบ 409.91-419.84 จุด

มีมูลค่าการซื้อขายเบาบางเพียง 5,521.27 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 455.62 ล้านบาท มีแรงขายหนักในหุ้นแบงก์และพลังงาน

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน มองว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงตามตลาดหุ้นภูมิภาค เพราะยังคงกดดันจากความกังวลปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงินและธนาคาร หลังลอยด์แบงก์ของอังกฤษประสบปัญหา ส่งผลให้หุ้นกลุ่มแบงก์ในยุโรปปรับตัวลดลงอย่างหนัก และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องให้ตลาดปรับลงต่อไปได้อีก

มองแนวโน้มตลาดระยะสั้นว่า ยังมีความกังวลกับปัญหาเศรษฐกิจโลกโดยรวม หากเศรษฐกิจโลกยังถดถอย ตลาดหุ้นจะซึมลงต่อเนื่อง แต่ดัชนีคงไม่หลุดระดับ 400 จุดในสัปดาห์นี้ เพราะยังไม่มีปัจจัยลบใหม่ๆ ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาด แต่ประเมินว่าทั้งปีมีโอกาสหลุดลงไปแตะระดับ 380 จุดได้แน่ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ เนื่องจากจะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญออกมา

แนะกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ นักลงทุนอาจเข้าเล่นระยะสั้นได้ แต่ต้องระมัดระวัง โดยด้านเทคนิคหากมีข่าวลบเข้ามา โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสลงไปแตะระดับ 400 จุดได้

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็งชี้ว่า มีแรงเทขายหุ้นแบงก์ออกมารุนแรงทั้งภูมิภาค หลังหุ้น HSBC ที่ซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกงร่วงลงหนักสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1996 โดยนักลงทุนรายใหญ่พากันเทขายหุ้น จากการคาดการณ์ว่าราคาหุ้นจะร่วงลงอีก หลังการออกหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัทประกาศแผนระดมทุน 1.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อหนุนงบดุลบัญชี

ขณะที่มองกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีระยะสั้นหลังจากนี้ว่า จะแกว่งในกรอบ 405-415 จุด และยังต้องจับตาการซื้อขายหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่อาจได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มฟื้นขึ้นตามแรงเก็งกำไร ที่คาดว่ากลุ่มประเทศโอเปกจะลดกำลังการผลิตอีกครั้งในการประชุมวันที่ 15 มี.ค.นี้ และเศรษฐกิจจีนมีสัญญาณฟื้นตัว.

อินเด็กซ์ 51


09 มีนาคม 2552

บีฟิทบอมบ์หุ้น TPOLY

บีฟิทบอมบ์หุ้น TPOLY ...ทำลายตลาดทุน
จันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

ในช่วง 2 เดือนเศษของปี 2552 มีหุ้นใหม่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) ทั้งหมด 3 บริษัท คือ

บริษัท แอปโซลูท อิมแพค (AIM) บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) และบริษัท ไทยโพลีคอนส์ (TPOLY) ซึ่ง 2 ตัวแรกได้สร้างความประทับใจให้แก่ผู้จองซื้อหุ้น ส่วนตัวหลังกลับสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เพราะหุ้นถูกกระหน่ำทิ้งจนราคาดิ่งลงถึง 38% เพียง 2 วันเท่านั้นนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียน ซึ่งเรื่องนี้ “เจริญ จันทร์พลังศรี” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยโพลีคอนส์ จะมาเล่าประสบการณ์อันเจ็บปวดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับรู้ในวงกว้าง...

เจริญ จันทร์พลังศรี
“เจริญ” กล่าวว่า กรณีของบริษัท ไทยโพลีคอนส์ เป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทที่เตรียมตัวจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะการเลือกบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุน (แกนนำอันเดอร์ไรเตอร์) เพราะการตัดสินใจเหมือนการเลือกคู่แต่งงาน เวลาจีบกันก็ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ แต่เมื่อแต่งงานแล้วลายออก

เหตุผลในการเลือก เพียงเพราะ Track Rrecord หรือผลงานที่ผ่านมาดี และค่าใช้จ่ายถูกกว่ารายอื่นๆ คงไม่เพียงพอ ตอนนี้จะต้องดูตัวบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องและดูคนที่บริหารบริษัทด้วย ทั้งฝ่ายวาณิชธนกิจและธุรกิจหลักทรัพย์ว่ามีจรรยาบรรณ มีความเป็นมืออาชีพเพียงใด

อุบัติเหตุของบริษัทที่เกิดขึ้น แสดงว่าผู้บริหารของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บีฟิท ไม่ได้มองถึงประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักเลย เพียงแค่ทะเลาะกันภายในบริษัท ก็ใช้ลูกค้าเป็นเหยื่อทำลายล้างกันเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดร้ายมาก รายย่อยที่จองซื้อหุ้นได้รับความเสียหายมาก

“ตอนที่บริษัทเตรียมตัวจะเข้าตลาดเดือน พ.ค. ปี 2550 เราใหม่มากสำหรับวงการนี้ ไม่รู้จักใครเลย เหวี่ยงแหถามไปเรื่อยๆ จนมีคนแนะนำบล.บีฟิท และเราก็เชิญบริษัทที่ปรึกษาอีก 3-4 แห่งมาคุย สุดท้ายก็เลือกบล.บีฟิท แม้ค่าธรรมเนียมในการเป็นที่ปรึกษาใกล้เคียงกับรายอื่น แต่ต้นทุนตอนทำไอพีโอ (เสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก) ถูกกว่า โดยคิดในอัตรา 2.75% ของมูลค่าหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด ซึ่งเขาอยู่กับเราเพียง 1 ปีเท่านั้น เพราะเราเตรียมข้อมูลและระบบบัญชีเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นมีการปรับปรุงข้อมูลเพียงเล็กน้อย ก็สามารถยื่นไฟลิงในเดือนธ.ค. 2550 และได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในเดือนมิ.ย. 2551 แต่ภาวะการลงทุนไม่เอื้อจึงเลื่อนการขายหุ้นมาเป็นปีนี้”

ส่วนการขายหุ้นในเดือนก.พ.นี้ เป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัท เพราะเห็นว่าเข้าตลาดหุ้นตอนนี้หรือตอนไหนก็เหมือนกัน เพราะบริษัทไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะระดมทุนได้เท่าไร หรือไม่ได้กำหนดกรอบราคาขายหุ้นเบื้องต้นเหมือนบริษัทอื่น แต่ต้องการเข้าตลาดหุ้นเพื่อให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น และสามารถตรวจสอบได้ทุกเรื่อง

“ราคาขายที่หุ้นละ 2.80 บาท ทางบล.บีฟิท ก็เป็นคนกำหนดให้เรา โดยใช้มูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานที่นักวิเคราะห์หลายแห่งคาดไว้สูงกว่า 3 บาทต่อหุ้น และทางบล.บีฟิท ขอเราให้ส่วนลดแก่นักลงทุนบ้าง ซึ่งเราก็ยินดี นอกจากนี้ หุ้นที่ไอพีโอทั้งหมด 60 ล้านหุ้น ทางบล.บีฟิท ก็ขอขายเองมากกว่า 40 ล้านหุ้น เพราะบอกว่ามีลูกค้าเยอะ โดยที่โคอันเดอร์ไรท์และผู้มีอุปการคุณของบริษัทแต่ละรายได้เพียงหลักแสน หุ้นเท่านั้น”

“เจริญ” กล่าวว่า เพิ่งรู้เรื่องบล.บีฟิท ขายหุ้นไม่หมดในวันสุดท้ายของการขาย (24 ก.พ.) และไม่คิดว่าแกนนำอันเดอร์ไรท์จะขายหุ้นที่เหลือทั้งหมดกว่า 24.14 ล้านหุ้น ออกมาในวันแรก (4 ก.พ.) ซึ่งเมื่อราคาหุ้นวันนั้นปรับตัวลงแรง ผมก็ถามไปยังผู้บริหารบล.บีฟิท ก็ได้รับคำตอบว่าขายไปหมดแล้ว และยังขายหุ้นในส่วนของนักลงทุนเฉพาะเจาะจง (พีพี) จำนวน 3 ราย ที่บล.บีฟิท แนะนำให้เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อนหน้านี้ ในราคาหุ้นละ 2.20 บาท ทั้งหมดด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ในสรุปข้อสนเทศของ TPOLY ระบุว่า ในเดือนก.พ. 2551 บริษัทเรียกชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนจาก 260 ล้านบาท เป็น 300 ล้านบาท เพื่อเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมในราคาหุ้นละ 2.20 บาท แต่มีผู้ถือหุ้นเดิมบางรายสละสิทธิ จึงทำให้น.ส.ขจี ถึงท่าดี ถือหุ้นเพิ่มเป็น 13,001,400 หุ้น นายปฐมพร ชื่นพาณิชย์กิจ นายวิชัย แซ่ว่อง และนายอานนท์ชัย วีระประวัติ ก็ถือหุ้นเพิ่มเป็น 10 ล้านหุ้นต่อราย

สำหรับนายอานนท์ชัย เป็นลูกค้ารายใหญ่ของบล.บีฟิท และมักจะมีชื่อติดกลุ่มได้รับจัดสรรหุ้นไอพีโอจำนวนมากในอันดับต้นๆ ของหลายบริษัท เช่น บริษัท ชูไก (CRANE) และยังถือหุ้นใหญ่บริษัท เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (SECC) จำนวน 6 ล้านหุ้น หรือ 1.45% ณ วันที่ 11 ส.ค. 2551 แต่การปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดวันที่ 3 พ.ย. 2551 ไม่พบว่ามีรายชื่อติดกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่แล้ว ส่วนายปฐมพร ชื่นพาณิชย์กิจ เป็นพี่น้องกับนาย ปฐมภพ ชื่นพาณิชย์กิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร (BFIT)

“เจริญ” กล่าวว่า ราคาหุ้นที่ทรุดหนักติดต่อกันเป็นวันที่ 2 และมีข่าวลือเป็นเพราะผมขายหุ้นออกนั้น ไม่เป็นความจริง และขอยืนยันว่าทั้งกลุ่มผมถือหุ้นรวม 198 ล้านหุ้น ยังไม่ได้ขายออกเลยแม้แต่หุ้นเดียว และยังฝากไว้กับบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD)

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ขอให้ TSD ปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นวันที่ 4 มี.ค. เพื่อหาคำตอบเรื่องนี้ ส่วนราคาหุ้นที่กระเตื้องขึ้นในวันศุกร์ อาจจะเป็นเพราะนักลงทุนเห็นว่าราคาลงมามากแล้วจึงเข้าไปเก็บลงทุน

ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงแรงได้สร้างความเสียหายให้แก่นักลงทุนรายย่อย จำนวนมาก และหากคนใดไม่อดทนขายหุ้นออกไปก่อนก็จะขาดทุนมาก ซึ่งมั่นใจว่าพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัท และปีนี้จะมีกำไรและรายได้สูงกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงนักวิเคราะห์ให้ราคาสูงกว่า 3 บาท น่าจะมีโอกาสให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเหนือราคาจองที่ 2.80 บาทได้

“ผมอยู่ในวงการรับเหมาก่อสร้างมานานถึง 28 ปี การแข่งขันรุนแรงมาก มีคู่ต่อสู้เยอะ แต่ต่างคนต่างทำงานกันไป ซึ่งไม่เหมือนธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งคนโหดมากๆ และเห็นว่าบุคลากรในวงการวาณิชธนกิจจะต้องมีคุณธรรม มิฉะนั้นตลาดหุ้นจะโตต่อไปไม่ได้ ซึ่งกรณีของ TPOLY เชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อการขายหุ้น ไอพีโอตัวต่อไป คงไม่มีรายย่อยกล้าจองซื้อหุ้นอีกแล้ว เพราะไม่รู้ว่าจะเจอเกมที่โหดร้ายมากๆ แบบนี้อีกหรือไม่”

ดังนั้น เป้าหมายที่ตลาดหวังไว้ว่าปีนี้จะมีหุ้นเข้าใหม่ทั้งหมด 45 บริษัท คงจะไกลเกินฝัน เพราะนอกจากภาวะตลาดหุ้นไม่เอื้ออำนวยแล้ว คนในวงการนี้ยังหาเงินเข้ากระเป๋าบริษัทและลูกค้ารายใหญ่มากจนเกินไป โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเลย กรณีนี้ทั้งตลาดหลัก ทรัพย์และก.ล.ต. ไม่ควรจะปล่อยให้คนไม่ดี ลอยนวลอยู่ในตลาดทุนไทยอีกต่อไป!!!

ที่มา : นสพ.โพสต์ทูเดย์

Template by - Abdul Munir | Blogging4