คอลัมน์ : เจาะข่าวเล่าหุ้น
หนังสือพิมพ์ทันหุ้น 10/03/2009 08:56:57
ที่มา : รณกฤต สารินวงศ์
ความวิตกกังวลระลอกใหม่มาอีกแล๊ะ ก็จะมีอะไรซะอีกนอกจากเรื่องเดิมๆ สถาบันการเงินนั่นเอง เมื่อวาน HSBC ก็ถล่มหุ้นฮ่องกงไปซะเดี้ยงด้วยเรื่องการเพิ่มทุนจนนักลงทุนกังวลว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลงได้อีก ขณะที่ NIX ก็รูดเรียบร้อยโรงเรียนญี่ปุ่นไปแล้วโดยต่ำสุดในรอบ 26 ปี ส่วนยุโรปก็ถลาลงไม่แพ้กันด้วยเรื่องของพวกหุ้นสถาบันการเงินที่มีปัญหานั่นเอง ของพี่ไทย SET ก็อ่อนตัวแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือนจนได้ เล่นเอาเสียววูบไปตามๆ กัน สถานการณ์แย่ลงเรื่อยๆ นักลงทุนอย่าลืมที่แนะนำล่ะ ต้องป้องกันความเสี่ยงด้วย TFEX เท่านั้น ใครไม่รู้ให้ไปศึกษาโดยด่วน ก่อนที่มูลค่าเงินลงทุนจะหายไปมากกว่านี้
YNP วันนี้เริ่มที่พี่ยานเป็นตัวแรก หลังจากเฝ้าดูพฤติกรรมมา 2 วัน ก็ชักจะเข้าตากรรมการ เพราะถ้าเราดูแนวโน้มของราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาเรื่อยๆ จาก 50 ตังค์ พอแถว 30 ตังค์ก็เริ่มเห็นแรงทยอยสะสมเข้ามา สำหรับคนที่ดูกราฟเทคนิคอย่างเดียวต้องวาดภาพให้ออกว่ากำลังสร้าง W-shape ดูตามรูปที่ให้แล้วกันนะ เด็กแนวทำเป็นกราฟราย week มาให้จะเห็นว่าเกิด Double bottom ที่ 26 ตังค์ และตอนนี้ฟอร์มตัวขึ้นอย่างช้าๆ คนที่ชอบอ่านกราฟต้องบอกว่าใช่เลยจังหวะนี้คือสะสมได้ราคาต่ำไม้ต้น ยิ่งถ้าดูประกอบกับงบการเงินแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นของถูก แม้ผลประกอบการจะขาดทุนตามภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เด็กแนวดูในส่วนผู้ถือหุ้นแล้วก็ยังเห็นความแข็งแรงโดยมี Book ที่ 2 บาทเลยนั่น ส่วนกระแสเดิมเกี่ยวกับที่จะมีพาร์ทเนอร์ช่วงนี้เงียบไป แต่ถ้าลงต่ำมากๆ ก็ไม่แน่นะ ปัดฝุ่นมาเล่นพอได้อยู่ ช่วงนี้เก็งกำไรตามเทคนิคไปก่อนดูแนวต้านพอประมาณแถว 0.45 บาท
NNCL ในตลาดหุ้นเนียะ ว่ากันว่าต่อให้หุ้นดีแค่ไหนถ้าไม่มีเจ้าก็เล่นไม่สนุก ส่วน nncl ไม่รู้ว่ะจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เพราะหุ้นนิคมด้วยกันหากเทียบการไหลลงของราคาแล้วก็คล้ายกันแต่ nncl ช่วง week ที่ผ่านมามีสัญญาณแปลกๆ คล้ายกับมีแรงรับแรงประคองไม่ให้ต่ำกว่านี้ หรือว่าทนดูไม่ได้ที่ราคาหุ้นต่ำกว่า book ที่ 1.8 บาทมากเกินไป เด็กแนวเห็นแนวโน้มกราฟของหุ้นตัวนี้แล้วประเมินว่ามีโอกาสฟื้นตัวแบบแปลกๆ และแตกต่างจากนิคมตัวอื่น แบบว่าแอบยกขึ้นมาไม่ต้องเสียงดัง ทำให้โวลุ่มจึงไม่ปูดผิดสังเกต แบบนี้แหละเค๊าเรียกว่าแอบดูดของต่ำพอใครเผลอก็กระชากไม่ทันตั้งตัว น่าสนใจอ่ะนะ ทยอยเก็บก่อนที่จะเกิดสัญญาณซื้อชัดเจนกว่านี้เมื่อเกิน 70 ตังค์ แต่ถ้าหลุด 60 ตังค์ โปรดตัดอวัยวะ
หุ้นแอบชอบ SAM ตอนนี้หุ้นเหล็กกลับมาตลุมบอลคลุกวงในเรื่อง การถูก take over กันอีกแล้ว แม้จะเป็นประเด็นเดิมแต่ก็เล่นกันได้ทุกรอบ เมื่อรายย่อยเหงามือก็เลยจับอะไรต่อมิอะไรมาเล่นกันแก้เซ็งค์ เมื่อวานราคาเริ่มเด้งสำหรับพี่แซมจนกราฟสวยจัด วันนี้แอบเก็งสั้นกันดีกว่า แนวต้าน 0.75 บาท
.....เชิญร่วมโหวต นักวิเคราะห์เจ๋งประจำปี 2552 ของสมาคมนักวิเคราะห์ ท่านสามารถเข้าไปใน web ต่างๆ ดังนี้ มีสิทธ์ได้รับรางวัลจากการร่วมโหวตด้วย โปรดเข้าไปดูได้ใน web ดังนี้ครับ
http://www.saa-thai.org/download/saa01_1.pdf เป็นรายละเอียดของการโหวต
http://www.saa-thai.org/download/saa_01_2.pdf เป็นรายชื่อนักวิเคราะห์ต่างๆ
http://www.saa-thai.org/download/retail_Investor.doc เป็นใบโหวตคะแนนเสียง รักใครชอบใครใส่กันไปไม่ต้องเม้ม แต่ใครไม่เลือก เด็กแนวให้ได้ตำแหน่งนักวิเคราะห์กลยุทธ์ยอดเยี่ยมอีกปี ....มีงอนนนนด้วย
.....ท่านสามารถส่งคำถาม มายังเด็กแนวทาง email :ronnakritsa@asl.co.th
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
10 มีนาคม 2552
เจาะข่าวเล่าหุ้น
โดย Mboy เวลา 09:03 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: คอลัมน์หุ้น
หุ้นไทยอาจได้เห็น 380 จุด
| บล. เอเซียพลัสประเมินหุ้นไทยอาจเห็น 380 จุดได้ หากสถานการณ์เลวร้ายลงอีก ภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล. เอเซียพลัส กล่าวว่า สภาวะการลงทุนในขณะนี้ยังขาดปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน และมีเพียงปัจจัยลบเท่านั้น อาทิ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 4/51 ที่ขาดทุนรวมถึง 9 หมื่นล้านบาท กดดันกำไรโดยรวมทั้งปีให้หดตัวลง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางการเมืองที่เริ่มมีประเด็นการต่อต้านรัฐบาลกลับมาอีกครั้ง ในขณะที่ภาคการส่งออกที่ย่ำแย่ตามภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ก็ส่งผลให้ดัชนีแกว่งตัวได้ในกรอบแคบ ๆ (Sideway) แต่ก็ยังเชื่อว่าสัปดาห์นี้น่าจะยังสามารถยืนเหนือระดับ 400 จุดได้ แต่ในแง่ที่เลวร้ายที่สุด ก็อาจทำให้ดัชนีร่วงลงไปแตะที่ระดับต่ำสุดเดิม คือ 380 จุดได้ในปีนี้เช่นกัน ภรณีแนะนำว่า นักลงทุนควรทยอยเข้าลงทุนหุ้นที่คาดว่าน่าจะอยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันได้ หรืออาจเข้าลงทุนกองทุนรวมที่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในช่วงที่ดัชนีลดลงมาใกล้ระดับ 400 จุดก็ได้ สำหรับหุ้น Top Pick ของบล. เอเซียพลัส ในขณะนี้ คือ บมจ. บีอีซี เวิลด์ (BEC), บมจ. ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) , บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) และ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นบริษัทที่ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง มีกระแสเงินสดดี ซึ่งจะทำให้อยู่รอดในระยะยาวได้ ดัชนีหุ้นไทยในวันนี้ปิดร่วงลง 8.24 จุด หรือ 1.96% มาอยู่ที่ 411.27 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ 5,521.27 ล้านบาท - นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 297.81 ล้านบาท - นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 455.62 ล้านบาท - นักลงทุนรายย่อย ซื้อสุทธิ 753.43 ล้านบาท - Money Channel โดยวาสิฏฐี อนุกูล Email: wasittee@set.or.th |
โดย Mboy เวลา 08:41 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
นิวโลว์!!
นิวโลว์!!
[10 มี.ค. 52 - 06:04]
ดัชนีหุ้นวันที่ 9 มี.ค.52 ปิดที่ 411.27 จุด ลดลง 8.24 จุด หรือ 1.96% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดหรือนิวโลว์รอบ 3 เดือน หลังระหว่างวันผันผวนในแดนลบ 409.91-419.84 จุด
มีมูลค่าการซื้อขายเบาบางเพียง 5,521.27 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 455.62 ล้านบาท มีแรงขายหนักในหุ้นแบงก์และพลังงาน
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน มองว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงตามตลาดหุ้นภูมิภาค เพราะยังคงกดดันจากความกังวลปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงินและธนาคาร หลังลอยด์แบงก์ของอังกฤษประสบปัญหา ส่งผลให้หุ้นกลุ่มแบงก์ในยุโรปปรับตัวลดลงอย่างหนัก และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องให้ตลาดปรับลงต่อไปได้อีก
มองแนวโน้มตลาดระยะสั้นว่า ยังมีความกังวลกับปัญหาเศรษฐกิจโลกโดยรวม หากเศรษฐกิจโลกยังถดถอย ตลาดหุ้นจะซึมลงต่อเนื่อง แต่ดัชนีคงไม่หลุดระดับ 400 จุดในสัปดาห์นี้ เพราะยังไม่มีปัจจัยลบใหม่ๆ ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาด แต่ประเมินว่าทั้งปีมีโอกาสหลุดลงไปแตะระดับ 380 จุดได้แน่ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ เนื่องจากจะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญออกมา
แนะกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ นักลงทุนอาจเข้าเล่นระยะสั้นได้ แต่ต้องระมัดระวัง โดยด้านเทคนิคหากมีข่าวลบเข้ามา โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสลงไปแตะระดับ 400 จุดได้
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็งชี้ว่า มีแรงเทขายหุ้นแบงก์ออกมารุนแรงทั้งภูมิภาค หลังหุ้น HSBC ที่ซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกงร่วงลงหนักสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1996 โดยนักลงทุนรายใหญ่พากันเทขายหุ้น จากการคาดการณ์ว่าราคาหุ้นจะร่วงลงอีก หลังการออกหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัทประกาศแผนระดมทุน 1.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อหนุนงบดุลบัญชี
ขณะที่มองกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีระยะสั้นหลังจากนี้ว่า จะแกว่งในกรอบ 405-415 จุด และยังต้องจับตาการซื้อขายหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่อาจได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มฟื้นขึ้นตามแรงเก็งกำไร ที่คาดว่ากลุ่มประเทศโอเปกจะลดกำลังการผลิตอีกครั้งในการประชุมวันที่ 15 มี.ค.นี้ และเศรษฐกิจจีนมีสัญญาณฟื้นตัว.
โดย Mboy เวลา 08:40 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
09 มีนาคม 2552
บีฟิทบอมบ์หุ้น TPOLY
ในช่วง 2 เดือนเศษของปี 2552 มีหุ้นใหม่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) ทั้งหมด 3 บริษัท คือ
บริษัท แอปโซลูท อิมแพค (AIM) บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) และบริษัท ไทยโพลีคอนส์ (TPOLY) ซึ่ง 2 ตัวแรกได้สร้างความประทับใจให้แก่ผู้จองซื้อหุ้น ส่วนตัวหลังกลับสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เพราะหุ้นถูกกระหน่ำทิ้งจนราคาดิ่งลงถึง 38% เพียง 2 วันเท่านั้นนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียน ซึ่งเรื่องนี้ “เจริญ จันทร์พลังศรี” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยโพลีคอนส์ จะมาเล่าประสบการณ์อันเจ็บปวดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับรู้ในวงกว้าง...
| เจริญ จันทร์พลังศรี |
เหตุผลในการเลือก เพียงเพราะ Track Rrecord หรือผลงานที่ผ่านมาดี และค่าใช้จ่ายถูกกว่ารายอื่นๆ คงไม่เพียงพอ ตอนนี้จะต้องดูตัวบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องและดูคนที่บริหารบริษัทด้วย ทั้งฝ่ายวาณิชธนกิจและธุรกิจหลักทรัพย์ว่ามีจรรยาบรรณ มีความเป็นมืออาชีพเพียงใด
อุบัติเหตุของบริษัทที่เกิดขึ้น แสดงว่าผู้บริหารของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บีฟิท ไม่ได้มองถึงประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักเลย เพียงแค่ทะเลาะกันภายในบริษัท ก็ใช้ลูกค้าเป็นเหยื่อทำลายล้างกันเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดร้ายมาก รายย่อยที่จองซื้อหุ้นได้รับความเสียหายมาก
“ตอนที่บริษัทเตรียมตัวจะเข้าตลาดเดือน พ.ค. ปี 2550 เราใหม่มากสำหรับวงการนี้ ไม่รู้จักใครเลย เหวี่ยงแหถามไปเรื่อยๆ จนมีคนแนะนำบล.บีฟิท และเราก็เชิญบริษัทที่ปรึกษาอีก 3-4 แห่งมาคุย สุดท้ายก็เลือกบล.บีฟิท แม้ค่าธรรมเนียมในการเป็นที่ปรึกษาใกล้เคียงกับรายอื่น แต่ต้นทุนตอนทำไอพีโอ (เสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก) ถูกกว่า โดยคิดในอัตรา 2.75% ของมูลค่าหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด ซึ่งเขาอยู่กับเราเพียง 1 ปีเท่านั้น เพราะเราเตรียมข้อมูลและระบบบัญชีเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นมีการปรับปรุงข้อมูลเพียงเล็กน้อย ก็สามารถยื่นไฟลิงในเดือนธ.ค. 2550 และได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในเดือนมิ.ย. 2551 แต่ภาวะการลงทุนไม่เอื้อจึงเลื่อนการขายหุ้นมาเป็นปีนี้”
ส่วนการขายหุ้นในเดือนก.พ.นี้ เป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัท เพราะเห็นว่าเข้าตลาดหุ้นตอนนี้หรือตอนไหนก็เหมือนกัน เพราะบริษัทไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะระดมทุนได้เท่าไร หรือไม่ได้กำหนดกรอบราคาขายหุ้นเบื้องต้นเหมือนบริษัทอื่น แต่ต้องการเข้าตลาดหุ้นเพื่อให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น และสามารถตรวจสอบได้ทุกเรื่อง
“ราคาขายที่หุ้นละ 2.80 บาท ทางบล.บีฟิท ก็เป็นคนกำหนดให้เรา โดยใช้มูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานที่นักวิเคราะห์หลายแห่งคาดไว้สูงกว่า 3 บาทต่อหุ้น และทางบล.บีฟิท ขอเราให้ส่วนลดแก่นักลงทุนบ้าง ซึ่งเราก็ยินดี นอกจากนี้ หุ้นที่ไอพีโอทั้งหมด 60 ล้านหุ้น ทางบล.บีฟิท ก็ขอขายเองมากกว่า 40 ล้านหุ้น เพราะบอกว่ามีลูกค้าเยอะ โดยที่โคอันเดอร์ไรท์และผู้มีอุปการคุณของบริษัทแต่ละรายได้เพียงหลักแสน หุ้นเท่านั้น”
“เจริญ” กล่าวว่า เพิ่งรู้เรื่องบล.บีฟิท ขายหุ้นไม่หมดในวันสุดท้ายของการขาย (24 ก.พ.) และไม่คิดว่าแกนนำอันเดอร์ไรท์จะขายหุ้นที่เหลือทั้งหมดกว่า 24.14 ล้านหุ้น ออกมาในวันแรก (4 ก.พ.) ซึ่งเมื่อราคาหุ้นวันนั้นปรับตัวลงแรง ผมก็ถามไปยังผู้บริหารบล.บีฟิท ก็ได้รับคำตอบว่าขายไปหมดแล้ว และยังขายหุ้นในส่วนของนักลงทุนเฉพาะเจาะจง (พีพี) จำนวน 3 ราย ที่บล.บีฟิท แนะนำให้เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อนหน้านี้ ในราคาหุ้นละ 2.20 บาท ทั้งหมดด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ในสรุปข้อสนเทศของ TPOLY ระบุว่า ในเดือนก.พ. 2551 บริษัทเรียกชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนจาก 260 ล้านบาท เป็น 300 ล้านบาท เพื่อเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมในราคาหุ้นละ 2.20 บาท แต่มีผู้ถือหุ้นเดิมบางรายสละสิทธิ จึงทำให้น.ส.ขจี ถึงท่าดี ถือหุ้นเพิ่มเป็น 13,001,400 หุ้น นายปฐมพร ชื่นพาณิชย์กิจ นายวิชัย แซ่ว่อง และนายอานนท์ชัย วีระประวัติ ก็ถือหุ้นเพิ่มเป็น 10 ล้านหุ้นต่อราย
สำหรับนายอานนท์ชัย เป็นลูกค้ารายใหญ่ของบล.บีฟิท และมักจะมีชื่อติดกลุ่มได้รับจัดสรรหุ้นไอพีโอจำนวนมากในอันดับต้นๆ ของหลายบริษัท เช่น บริษัท ชูไก (CRANE) และยังถือหุ้นใหญ่บริษัท เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (SECC) จำนวน 6 ล้านหุ้น หรือ 1.45% ณ วันที่ 11 ส.ค. 2551 แต่การปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดวันที่ 3 พ.ย. 2551 ไม่พบว่ามีรายชื่อติดกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่แล้ว ส่วนายปฐมพร ชื่นพาณิชย์กิจ เป็นพี่น้องกับนาย ปฐมภพ ชื่นพาณิชย์กิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร (BFIT)
“เจริญ” กล่าวว่า ราคาหุ้นที่ทรุดหนักติดต่อกันเป็นวันที่ 2 และมีข่าวลือเป็นเพราะผมขายหุ้นออกนั้น ไม่เป็นความจริง และขอยืนยันว่าทั้งกลุ่มผมถือหุ้นรวม 198 ล้านหุ้น ยังไม่ได้ขายออกเลยแม้แต่หุ้นเดียว และยังฝากไว้กับบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD)
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ขอให้ TSD ปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นวันที่ 4 มี.ค. เพื่อหาคำตอบเรื่องนี้ ส่วนราคาหุ้นที่กระเตื้องขึ้นในวันศุกร์ อาจจะเป็นเพราะนักลงทุนเห็นว่าราคาลงมามากแล้วจึงเข้าไปเก็บลงทุน
ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงแรงได้สร้างความเสียหายให้แก่นักลงทุนรายย่อย จำนวนมาก และหากคนใดไม่อดทนขายหุ้นออกไปก่อนก็จะขาดทุนมาก ซึ่งมั่นใจว่าพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัท และปีนี้จะมีกำไรและรายได้สูงกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงนักวิเคราะห์ให้ราคาสูงกว่า 3 บาท น่าจะมีโอกาสให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเหนือราคาจองที่ 2.80 บาทได้
“ผมอยู่ในวงการรับเหมาก่อสร้างมานานถึง 28 ปี การแข่งขันรุนแรงมาก มีคู่ต่อสู้เยอะ แต่ต่างคนต่างทำงานกันไป ซึ่งไม่เหมือนธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งคนโหดมากๆ และเห็นว่าบุคลากรในวงการวาณิชธนกิจจะต้องมีคุณธรรม มิฉะนั้นตลาดหุ้นจะโตต่อไปไม่ได้ ซึ่งกรณีของ TPOLY เชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อการขายหุ้น ไอพีโอตัวต่อไป คงไม่มีรายย่อยกล้าจองซื้อหุ้นอีกแล้ว เพราะไม่รู้ว่าจะเจอเกมที่โหดร้ายมากๆ แบบนี้อีกหรือไม่”
ดังนั้น เป้าหมายที่ตลาดหวังไว้ว่าปีนี้จะมีหุ้นเข้าใหม่ทั้งหมด 45 บริษัท คงจะไกลเกินฝัน เพราะนอกจากภาวะตลาดหุ้นไม่เอื้ออำนวยแล้ว คนในวงการนี้ยังหาเงินเข้ากระเป๋าบริษัทและลูกค้ารายใหญ่มากจนเกินไป โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเลย กรณีนี้ทั้งตลาดหลัก ทรัพย์และก.ล.ต. ไม่ควรจะปล่อยให้คนไม่ดี ลอยนวลอยู่ในตลาดทุนไทยอีกต่อไป!!!
โดย Mboy เวลา 09:59 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: หุ้น
จับตาหุ้นเด่นวันนี้
STOCKFOCUS: จับตาหุ้นเด่นวันนี้
*THAI
-นายกฯเผย 1-2 สัปดาห์รู้ชัดแผนฟื้นฟูการบินไทย ให้ปรับองค์กรก่อนช่วยการเงิน
-ม.ค.52 เริ่มเห็นกำไรหลังลดค่าใช้จ่าย-ตัดค่าโฆษณา
*MFEC
-"พรอมท์นาว" บ.ในเครือ MFEC รุกลูกค้ากลุ่มธนาคาร-มีแผนเข้าตลาด MAI
*NVL
-เพิ่มลงทุนซื้อเอ็นพีแอลมาบริหารเอง เหตุให้ผลตอบแทนดีกว่าสินเชื่อรถ
*BANPU
-เล็งออกหุ้นกู้ 6-7 พันลบ.ใน Q2/52, เตรียมงบลงทุน 208 ล้านเหรียญฯ
*CPALL
-ตั้งเป้าปี 52 ยอดขายโต 3-5% จาก 1.3 แสนลบ.ในปี 51
*BJC
-ชะลอแผนร่วมลงทุนในเวียดนาม/ทบทวนเป้ารายได้ปีนี้โต 10% หลังยอดขายหด
*GRAMMY
-ตั้งเป้าปี 52 รักษากำไรสุทธิ-รายได้ใกล้เคียงปีก่อน,เน้นโชว์บิซ
*BCP
-คาดปี 52 EBITDA แตะ 8.5-9 พันลบ.-ค่าการกลั่นพุ่งเป็น 8 เหรียญฯ
*BBL
-ตั้งเป้าสินเชื่อ SMEs ปีนี้โต 3% จากปี 51 หรือ 5 หมื่นลบ.
*IRP
-คาดปี 52 รายได้เพิ่มเป็น 4.7 หมื่นลบ.Net Margin สูงขึ้นจากต้นทุนลด
*PSAAP
-ดิ้นหาทางแก้ไขส่วนผู้ถือหุ้นต่ำกว่าศูนย์ไม่ยอมถูกเพิกถอนจาดตลาดฯ
*AS
-ตั้งเป้ารายได้ปี52โต20%เล็งลงทุนธุรกิจใหม่ๆเกี่ยวเนื่องอินเตอร์เน็ต
*AOT
-นสพ.ระบุ "ปิยะพันธ์" สั่ง ทอท.ศึกษาแบ่งส่วนขยายสุวรรณภูมิเฟส 2 ลงทุนแค่อาคารผู้โดยสารและรันเวย์เส้นที่ 3 ทำก่อนใช้งบหมื่นล้านบาท ชี้ภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้อลงทุนทั้งระบบที่สูงกว่า 7 หมื่นล้านบาท
*AP
-นสพ.ระบุ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 10% จากปีก่อน 9.83 พันล้านบาท ครึ่งปีแรกมีแบ็กล็อกคอนโดจ่อบุ๊ครายได้กว่า 5 พันล้านบาท 2 เดือนแรกยอดโอนไหลลื่น คาดกำไรสุทธิใกล้เคียงปีก่อนย้ำอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้ใกล้เคียง 35%
*PERM
-นสพ.ระบุ แหล่งข่าววงการเงิน เผยมีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของ PERM อาจจะกังวลว่านายยุทธพงษ์ จะเข้ามาแบ็กดอร์บริษัท เนื่องจากนายยุทธพงษ์เอง ก็มีบริษัทที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับเหล็กอยู่แล้ว และอยากที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จึงใช้บริษัทเพิ่มสินฯ เป็นทางเชื่อมด้วยการเข้ามาเก็บหุ้น PERM จนมีสัดส่วนถึง 19% และสามารถส่งคนเข้ามานั่งบริหารได้ ลุ้นศาลตัดสินชี้ขาดวันนี้
*AMATA
-นสพ.ระบุ "วิบูลย์ กรมดิษฐ์" ยอมรับปีนี้ "AMATA" หืดขึ้นคอ ไม่กล้าตั้งเป้ารายได้-ยอดขายที่ดินหลัง2 เดือนแรกปีนี้ ยอดขายที่ดินไม่กระเตื้อง ไร้แววลูกค้าเซ็นสัญญาซื้อที่ดิน คาดผลประกอบการปีนี้ออกมาแย่กว่าปีก่อน ล่าสุดส่งทีมงานดอดโรดโชว์ลูกค้าญี่ปุ่นกว่า 10 ราย ที่เคยเจรจาซื้อที่ดินราว 1,000 ไร่เมื่อปีก่อน หวังดึงความเชื่อมั่นกลับมาเซ็นสัญญาซื้อที่ดินบ้างแม้ไม่มั่นใจ คาดลูกค้าไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจโลก
*NWR
-นสพ.ระบุ NWR กล่าวว่า ปีนี้บริษัทมีแผนรุกเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ด้วยตัวเอง จากเดิมเป็นการร่วมทุนกับผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่น เนื่องจากขณะนี้ มีที่ดินเปล่าที่ได้จากการโอนทรัพย์ชำระหนี้ของลูกหนี้การค้า ซึ่งเห็นว่ามีศักยภาพที่จะทำโครงการต่อเพื่อขายเองได้
*PTTEP
-นสพ.ระบุ ปตท.สผ.ทุ่มงบลงทุน 5 ปี กว่า 4 แสนล้าน ลงทุนใน 14 ประเทศ หวังกำลังการผลิตพุ่งแตะ 3 แสนบาร์เรลต่อวัน เปิดแผนออกหุ้นกู้ระยะยาว เสนอขายเดือนพ.ค.ของทุกปี เน้นประชาชนทั่วไปกว่า 70% หวังสร้างฐานรายย่อย ดึงแบงก์ทั้งระบบร่วมขาย เผยมีวงเงินคงเหลือออกหุ้นกู้กว่า 8.7 หมื่นล้านบาท
*FOCUS
-นสพ.ระบุ ตั้งเป้าปี 52 รายได้โต 20-30% จากปี 51 ที่บริษัททำไว้ 706 ล้านบาท เตรียมรุกงานเอกชนและรัฐเพิ่ม ชี้ผลกระทบราคาเหล็กที่ผันผวนรับรู้เกือบหมดในไตรมาส 4/51 ส่วนปี 51 คาดรายได้อยู่ที่ 700 ล้านบาทผู้บริหารเผยปัจจุบันมีงานในมือมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท รับรู้ถึงสิ้นปีนี้
*MAJOR
-นสพ.ระบุ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เปิดเผยว่า ได้ขยายธุรกิจโรงแรมที่หัวหิน 2 แห่ง คือ โรงแรมวี วิลล่า หัวหิน บูติก โฮเต็ล และวี วิลล่าส์ หัวหิน ซึ่งหลังจากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว รวมถึงการจัดประชุมอาเซียนซัมมิตที่ผ่านมาส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวในไทยฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
*RATCH
-นสพ.ระบุ ผู้บริหาร "นพพล มิลินทรางกูร" แย้มยังรอข้อสรุปแผน PDP อีกรอบเตรียมชงครม.เดือนมีนาคมนี้หลังความต้องการใช้ไฟฟ้าซบตามเศรษฐกิจ ส่วนผลงานปี 2552 อาจจะชะลอจากปีก่อน หมดสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากบีโอไอ แถมค่าเงินบาทผันผวนอาจขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน
*NOBLE
-นสพ.ระบุ เชื่อรายได้ปีนี้วิ่งเข้าเป้า 2,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน 2,400 ล้านบาท ด้านมาร์จิ้น พุ่งสูงกว่า 37% โชว์แบ็กล็อกล้น 3,820 ล้านบาท กินยาวถึงปีหน้า ขณะที่ช่วงต้นมีนาคมประเดิมโครงการใหม่ โนเบิล รีฟอร์มมูลค่า 1,030 ล้านบาท ขายได้หมดเกลี้ยง
*ITD
-นสพ.ระบุ บริษัทไปรับงานก่อสร้างที่ดูไบร่วมกับ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ เป็นโครงการก่อสร้างคอนโดฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดูไบเวิลด์ ปรากฏว่าประสบปัญหามาก ทั้งเรื่องกฎระเบียบการเข้าเมืองที่ยุ่งยาก แรงงานจากไทยเข้าไปทำงานลำบาก ที่สำคัญยังได้รับค่าจ้างไม่เต็มจำนวน ทั้งที่โครงการก่อสร้างเสร็จไปนานแล้ว
*BH
-นสพ.ระบุ "บำรุงราษฎร์" ลดราคาแพ็กเกจเหมาจ่าย 50% จูงใจเดินสายโรดโชว์ดึง ตปท.
ที่มา : IQ ข่าวหุ้น
โดย Mboy เวลา 09:41 1 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: หุ้นเด่นวันนี้
ตลท.ประชุมด่วน
ผงะหุ้นไทยสภาพคล่องเหือด! ต่างชาติทิ้งแล้ว 2 แสนล้านบ.
หุ้นไทยเลือดไหลไม่หยุด ปีครึ่งนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นตัวหล่อเลี้ยงสภาพคล่อง ทั้งกองทุนเก็งกำไร นักลงทุนระยะยาว ถอนเงินลงทุนแล้วถึง 2.21 แสนล้านบาท ตัวแทนโบรกเกอร์ต่างประเทศชี้สุดเยียวยา เหตุทั้งโลกดำดิ่ง รับหุ้นไทยสภาพคล่องเหือดหนัก โวลุ่มต่ำหมื่นล้านต่อวันอยู่ลำบาก โบรกฯในประเทศ รับฝืดเต็มทีเหตุมีหุ้นแค่ 4 ตัวที่น่าลงทุน ผงะทั้งตลาดมีหุ้นต่ำกว่าบุ๊กแวลูถึง 360 บริษัท คิดเป็น 70-80 % ของทั้งตลาด
หลังเกิดวิกฤติซับไพรม์ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2551 จนกลายเป็นวิกฤติการเงินโลก จนทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย อยู่ในปัจจุบัน เหตุการณ์นี้กินเวลามาแล้ว 1 ปีกับ 7 เดือน ส่งผลกระทบให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตกต่ำประมาณ 40-50%
สำหรับตลาดหุ้นไทย"ฐานเศรษฐกิจ" ได้รวบรวมการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ พบว่า ในช่วง 1 ปี 7 เดือน มียอดขายสุทธิแล้วถึง 2.13 แสนล้านบาท ซึ่งความตกต่ำของตลาดหุ้นไทย เช่นเดียวกับหุ้นทั่วโลกนั้นยังส่งผลให้มีหุ้นถึง 360 บริษัท หรือคิดเป็นประมาณ 70% จากหุ้นทั้งตลาด 500 กว่าบริษัท ราคาปรับตัวลงต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (บุ๊กแวลู)
จากภาวะดังกล่าวทำให้ล่าสุด นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)เปิดเผยว่าสัปดาห์นี้( 9-13 มี.ค.) จะระดมความคิดเห็นจากภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน เช่น สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ และชมรมบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ หาทางแก้ปัญหาเพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดในภาวการณ์ซื้อขายซบเซา
ด้านม.ล.ทองมกุฏ ทองใหญ่ ผู้อำนวยการฝ่ายค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ซิตี้คอร์ป(ประเทศไทย) ในฐานะประธานชมรมบริษัทหลักทรัพย์ต่างชาติกล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่มีมาตรการเสนอเพื่อฟื้นตลาดหุ้นไทย แต่มองว่าสิ่งที่น่าจะทำคือ รัฐบาลไทยจะต้องเร่งสร้างความชัดเจนของมาตรการพยุงเศรษฐกิจ และเดินหน้าให้มีผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนได้บ้าง โดยเฉพาะนักลงทุนในประเทศ
ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดมาจากภาพใหญ่ระดับโลก ที่ไม่สามารถควบคุมได้ทำให้สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เกิดผลกระทบไปทั่วโลก โดยขณะนี้สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ทั่วโลกกำลังประเมินถึงสภาพคล่องอยู่ และล่าสุดที่ทางธนาคารเอชเอสบีซี (hsbc) ที่เพิ่มทุนไปแล้วมูลค่าประมาณ 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น ดังนั้นอาจทำให้เศรษฐกิจโลกย่ำแย่ไปอีก 1-2 ปี
อย่างไรก็ตามภาพรวมบริษัทในตลาดหุ้นไทย ไม่ได้ย่ำแย่มาก โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ถือว่ายังแข็งแกร่ง แต่การที่ต่างชาติชะลอและหยุดการซื้อขายไปนั้นเป็นปัญหาความไม่เชื่อมั่นจาก เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาที่ออกมาแย่มากกว่า จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติ ยังขายหุ้นไทยต่อเนื่องทั้งกองทุนบริหารความเสี่ยง (เฮดจ์ฟันด์) และนักลงทุนระยะยาว
ม.ล.ทองมกุฏ กล่าวยอมรับว่า การที่ปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นซบเซาอย่างมาก เฉลี่ย 6,000-7,000 ล้านบาทต่อวัน นั้นมีผลกระทบต่อธุรกิจหลักทรัพย์แน่นอนซึ่งลูกค้าของ บล.ซิตี้คอร์ปฯ ส่วนใหญ่ชะลอและหยุดซื้อขายเช่นกัน
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวโดย มองเห็นข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ว่ายังน่าสนใจต่อการขยายฐานไปยังกลุ่มนักลงทุนระยะยาว ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นในการประชุมกับตลท. สัปดาห์หน้า สมาคมจะเสนอกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่ยังมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลใน อัตราที่สูงกว่าเงินฝาก โดยมองว่าปีนี้บจ.ทั้งตลาดให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 6-7% ต่อปี
"แม้นักลงทุนระยะยาว ซึ่งเป็นเป้าหมายใหม่ที่สมาคมนักวิเคราะห์จะเสนอที่ประชุม อาจไม่ได้สร้างสภาพคล่องให้กับตลาดได้มากนัก แต่เชื่อว่าน่าจะช่วยทดแทนนักลงทุนระยะสั้นที่หยุดซื้อขายได้ระดับหนึ่ง"
ที่มา :ฐานเศรษฐกิจ
โดย Mboy เวลา 09:17 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย
