09 มีนาคม 2552

จับตาหุ้นเด่นวันนี้

STOCKFOCUS: จับตาหุ้นเด่นวันนี้

*THAI
-นายกฯเผย 1-2 สัปดาห์รู้ชัดแผนฟื้นฟูการบินไทย ให้ปรับองค์กรก่อนช่วยการเงิน
-ม.ค.52 เริ่มเห็นกำไรหลังลดค่าใช้จ่าย-ตัดค่าโฆษณา

*MFEC
-"พรอมท์นาว" บ.ในเครือ MFEC รุกลูกค้ากลุ่มธนาคาร-มีแผนเข้าตลาด MAI

*NVL
-เพิ่มลงทุนซื้อเอ็นพีแอลมาบริหารเอง เหตุให้ผลตอบแทนดีกว่าสินเชื่อรถ

*BANPU
-เล็งออกหุ้นกู้ 6-7 พันลบ.ใน Q2/52, เตรียมงบลงทุน 208 ล้านเหรียญฯ

*CPALL
-ตั้งเป้าปี 52 ยอดขายโต 3-5% จาก 1.3 แสนลบ.ในปี 51

*BJC
-ชะลอแผนร่วมลงทุนในเวียดนาม/ทบทวนเป้ารายได้ปีนี้โต 10% หลังยอดขายหด

*GRAMMY
-ตั้งเป้าปี 52 รักษากำไรสุทธิ-รายได้ใกล้เคียงปีก่อน,เน้นโชว์บิซ

*BCP
-คาดปี 52 EBITDA แตะ 8.5-9 พันลบ.-ค่าการกลั่นพุ่งเป็น 8 เหรียญฯ

*BBL
-ตั้งเป้าสินเชื่อ SMEs ปีนี้โต 3% จากปี 51 หรือ 5 หมื่นลบ.

*IRP
-คาดปี 52 รายได้เพิ่มเป็น 4.7 หมื่นลบ.Net Margin สูงขึ้นจากต้นทุนลด

*PSAAP
-ดิ้นหาทางแก้ไขส่วนผู้ถือหุ้นต่ำกว่าศูนย์ไม่ยอมถูกเพิกถอนจาดตลาดฯ

*AS
-ตั้งเป้ารายได้ปี52โต20%เล็งลงทุนธุรกิจใหม่ๆเกี่ยวเนื่องอินเตอร์เน็ต

*AOT
-นสพ.ระบุ "ปิยะพันธ์" สั่ง ทอท.ศึกษาแบ่งส่วนขยายสุวรรณภูมิเฟส 2 ลงทุนแค่อาคารผู้โดยสารและรันเวย์เส้นที่ 3 ทำก่อนใช้งบหมื่นล้านบาท ชี้ภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้อลงทุนทั้งระบบที่สูงกว่า 7 หมื่นล้านบาท

*AP
-นสพ.ระบุ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 10% จากปีก่อน 9.83 พันล้านบาท ครึ่งปีแรกมีแบ็กล็อกคอนโดจ่อบุ๊ครายได้กว่า 5 พันล้านบาท 2 เดือนแรกยอดโอนไหลลื่น คาดกำไรสุทธิใกล้เคียงปีก่อนย้ำอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้ใกล้เคียง 35%

*PERM
-นสพ.ระบุ แหล่งข่าววงการเงิน เผยมีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของ PERM อาจจะกังวลว่านายยุทธพงษ์ จะเข้ามาแบ็กดอร์บริษัท เนื่องจากนายยุทธพงษ์เอง ก็มีบริษัทที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับเหล็กอยู่แล้ว และอยากที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จึงใช้บริษัทเพิ่มสินฯ เป็นทางเชื่อมด้วยการเข้ามาเก็บหุ้น PERM จนมีสัดส่วนถึง 19% และสามารถส่งคนเข้ามานั่งบริหารได้ ลุ้นศาลตัดสินชี้ขาดวันนี้

*AMATA
-นสพ.ระบุ "วิบูลย์ กรมดิษฐ์" ยอมรับปีนี้ "AMATA" หืดขึ้นคอ ไม่กล้าตั้งเป้ารายได้-ยอดขายที่ดินหลัง2 เดือนแรกปีนี้ ยอดขายที่ดินไม่กระเตื้อง ไร้แววลูกค้าเซ็นสัญญาซื้อที่ดิน คาดผลประกอบการปีนี้ออกมาแย่กว่าปีก่อน ล่าสุดส่งทีมงานดอดโรดโชว์ลูกค้าญี่ปุ่นกว่า 10 ราย ที่เคยเจรจาซื้อที่ดินราว 1,000 ไร่เมื่อปีก่อน หวังดึงความเชื่อมั่นกลับมาเซ็นสัญญาซื้อที่ดินบ้างแม้ไม่มั่นใจ คาดลูกค้าไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจโลก

*NWR
-นสพ.ระบุ NWR กล่าวว่า ปีนี้บริษัทมีแผนรุกเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ด้วยตัวเอง จากเดิมเป็นการร่วมทุนกับผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่น เนื่องจากขณะนี้ มีที่ดินเปล่าที่ได้จากการโอนทรัพย์ชำระหนี้ของลูกหนี้การค้า ซึ่งเห็นว่ามีศักยภาพที่จะทำโครงการต่อเพื่อขายเองได้

*PTTEP
-นสพ.ระบุ ปตท.สผ.ทุ่มงบลงทุน 5 ปี กว่า 4 แสนล้าน ลงทุนใน 14 ประเทศ หวังกำลังการผลิตพุ่งแตะ 3 แสนบาร์เรลต่อวัน เปิดแผนออกหุ้นกู้ระยะยาว เสนอขายเดือนพ.ค.ของทุกปี เน้นประชาชนทั่วไปกว่า 70% หวังสร้างฐานรายย่อย ดึงแบงก์ทั้งระบบร่วมขาย เผยมีวงเงินคงเหลือออกหุ้นกู้กว่า 8.7 หมื่นล้านบาท

*FOCUS
-นสพ.ระบุ ตั้งเป้าปี 52 รายได้โต 20-30% จากปี 51 ที่บริษัททำไว้ 706 ล้านบาท เตรียมรุกงานเอกชนและรัฐเพิ่ม ชี้ผลกระทบราคาเหล็กที่ผันผวนรับรู้เกือบหมดในไตรมาส 4/51 ส่วนปี 51 คาดรายได้อยู่ที่ 700 ล้านบาทผู้บริหารเผยปัจจุบันมีงานในมือมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท รับรู้ถึงสิ้นปีนี้

*MAJOR
-นสพ.ระบุ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เปิดเผยว่า ได้ขยายธุรกิจโรงแรมที่หัวหิน 2 แห่ง คือ โรงแรมวี วิลล่า หัวหิน บูติก โฮเต็ล และวี วิลล่าส์ หัวหิน ซึ่งหลังจากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว รวมถึงการจัดประชุมอาเซียนซัมมิตที่ผ่านมาส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวในไทยฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

*RATCH
-นสพ.ระบุ ผู้บริหาร "นพพล มิลินทรางกูร" แย้มยังรอข้อสรุปแผน PDP อีกรอบเตรียมชงครม.เดือนมีนาคมนี้หลังความต้องการใช้ไฟฟ้าซบตามเศรษฐกิจ ส่วนผลงานปี 2552 อาจจะชะลอจากปีก่อน หมดสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากบีโอไอ แถมค่าเงินบาทผันผวนอาจขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน

*NOBLE
-นสพ.ระบุ เชื่อรายได้ปีนี้วิ่งเข้าเป้า 2,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน 2,400 ล้านบาท ด้านมาร์จิ้น พุ่งสูงกว่า 37% โชว์แบ็กล็อกล้น 3,820 ล้านบาท กินยาวถึงปีหน้า ขณะที่ช่วงต้นมีนาคมประเดิมโครงการใหม่ โนเบิล รีฟอร์มมูลค่า 1,030 ล้านบาท ขายได้หมดเกลี้ยง

*ITD
-นสพ.ระบุ บริษัทไปรับงานก่อสร้างที่ดูไบร่วมกับ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ เป็นโครงการก่อสร้างคอนโดฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดูไบเวิลด์ ปรากฏว่าประสบปัญหามาก ทั้งเรื่องกฎระเบียบการเข้าเมืองที่ยุ่งยาก แรงงานจากไทยเข้าไปทำงานลำบาก ที่สำคัญยังได้รับค่าจ้างไม่เต็มจำนวน ทั้งที่โครงการก่อสร้างเสร็จไปนานแล้ว

*BH
-นสพ.ระบุ "บำรุงราษฎร์" ลดราคาแพ็กเกจเหมาจ่าย 50% จูงใจเดินสายโรดโชว์ดึง ตปท.

ที่มา : IQ ข่าวหุ้น

ตลท.ประชุมด่วน

จับตาอาทิตย์นี้ ตลท.ประชุมด่วนรับมือตลาดหุ้นซบเซา

ผงะหุ้นไทยสภาพคล่องเหือด! ต่างชาติทิ้งแล้ว 2 แสนล้านบ.

หุ้นไทยเลือดไหลไม่หยุด ปีครึ่งนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นตัวหล่อเลี้ยงสภาพคล่อง ทั้งกองทุนเก็งกำไร นักลงทุนระยะยาว ถอนเงินลงทุนแล้วถึง 2.21 แสนล้านบาท ตัวแทนโบรกเกอร์ต่างประเทศชี้สุดเยียวยา เหตุทั้งโลกดำดิ่ง รับหุ้นไทยสภาพคล่องเหือดหนัก โวลุ่มต่ำหมื่นล้านต่อวันอยู่ลำบาก โบรกฯในประเทศ รับฝืดเต็มทีเหตุมีหุ้นแค่ 4 ตัวที่น่าลงทุน ผงะทั้งตลาดมีหุ้นต่ำกว่าบุ๊กแวลูถึง 360 บริษัท คิดเป็น 70-80 % ของทั้งตลาด

หลังเกิดวิกฤติซับไพรม์ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2551 จนกลายเป็นวิกฤติการเงินโลก จนทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย อยู่ในปัจจุบัน เหตุการณ์นี้กินเวลามาแล้ว 1 ปีกับ 7 เดือน ส่งผลกระทบให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตกต่ำประมาณ 40-50%

สำหรับตลาดหุ้นไทย"ฐานเศรษฐกิจ" ได้รวบรวมการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ พบว่า ในช่วง 1 ปี 7 เดือน มียอดขายสุทธิแล้วถึง 2.13 แสนล้านบาท ซึ่งความตกต่ำของตลาดหุ้นไทย เช่นเดียวกับหุ้นทั่วโลกนั้นยังส่งผลให้มีหุ้นถึง 360 บริษัท หรือคิดเป็นประมาณ 70% จากหุ้นทั้งตลาด 500 กว่าบริษัท ราคาปรับตัวลงต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (บุ๊กแวลู)


จากภาวะดังกล่าวทำให้ล่าสุด นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)เปิดเผยว่าสัปดาห์นี้( 9-13 มี.ค.) จะระดมความคิดเห็นจากภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน เช่น สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ และชมรมบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ หาทางแก้ปัญหาเพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดในภาวการณ์ซื้อขายซบเซา

ด้านม.ล.ทองมกุฏ ทองใหญ่ ผู้อำนวยการฝ่ายค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ซิตี้คอร์ป(ประเทศไทย) ในฐานะประธานชมรมบริษัทหลักทรัพย์ต่างชาติกล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่มีมาตรการเสนอเพื่อฟื้นตลาดหุ้นไทย แต่มองว่าสิ่งที่น่าจะทำคือ รัฐบาลไทยจะต้องเร่งสร้างความชัดเจนของมาตรการพยุงเศรษฐกิจ และเดินหน้าให้มีผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนได้บ้าง โดยเฉพาะนักลงทุนในประเทศ


ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดมาจากภาพใหญ่ระดับโลก ที่ไม่สามารถควบคุมได้ทำให้สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เกิดผลกระทบไปทั่วโลก โดยขณะนี้สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ทั่วโลกกำลังประเมินถึงสภาพคล่องอยู่ และล่าสุดที่ทางธนาคารเอชเอสบีซี (hsbc) ที่เพิ่มทุนไปแล้วมูลค่าประมาณ 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น ดังนั้นอาจทำให้เศรษฐกิจโลกย่ำแย่ไปอีก 1-2 ปี


อย่างไรก็ตามภาพรวมบริษัทในตลาดหุ้นไทย ไม่ได้ย่ำแย่มาก โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ถือว่ายังแข็งแกร่ง แต่การที่ต่างชาติชะลอและหยุดการซื้อขายไปนั้นเป็นปัญหาความไม่เชื่อมั่นจาก เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาที่ออกมาแย่มากกว่า จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติ ยังขายหุ้นไทยต่อเนื่องทั้งกองทุนบริหารความเสี่ยง (เฮดจ์ฟันด์) และนักลงทุนระยะยาว


ม.ล.ทองมกุฏ กล่าวยอมรับว่า การที่ปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นซบเซาอย่างมาก เฉลี่ย 6,000-7,000 ล้านบาทต่อวัน นั้นมีผลกระทบต่อธุรกิจหลักทรัพย์แน่นอนซึ่งลูกค้าของ บล.ซิตี้คอร์ปฯ ส่วนใหญ่ชะลอและหยุดซื้อขายเช่นกัน


นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวโดย มองเห็นข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ว่ายังน่าสนใจต่อการขยายฐานไปยังกลุ่มนักลงทุนระยะยาว ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นในการประชุมกับตลท. สัปดาห์หน้า สมาคมจะเสนอกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่ยังมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลใน อัตราที่สูงกว่าเงินฝาก โดยมองว่าปีนี้บจ.ทั้งตลาดให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 6-7% ต่อปี


"แม้นักลงทุนระยะยาว ซึ่งเป็นเป้าหมายใหม่ที่สมาคมนักวิเคราะห์จะเสนอที่ประชุม อาจไม่ได้สร้างสภาพคล่องให้กับตลาดได้มากนัก แต่เชื่อว่าน่าจะช่วยทดแทนนักลงทุนระยะสั้นที่หยุดซื้อขายได้ระดับหนึ่ง"


ที่มา :ฐานเศรษฐกิจ

ประชุมโอเปค 15 มี.ค

จับตา 15 มี.ค.นี้ ประชุมโอเปค



เฮดจ์ฟันด์รายใหญ่คาดราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ $60 หากโอเปคลดกำลังการผลิต 15 มี.ค.นี้

ปิแอร์ อองดูรองด์ ผู้บริหารบริษัท BlueGold Capital Management LLP ซึ่งเป็นเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ของอังกฤษ คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะพุ่งขึ้น 37% แตะที่ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล หากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) มีมติลดกำลังการผลิตในการประชุมวันที่ 15 มี.ค.ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นการลดกำลังการผลิตครั้งที่ 4 นับตั้งแต่เดือนก.ย.ปีพ.ศ.2551 เพื่อสกัดกั้นการร่วงลงของราคาน้ำมัน

"จนถึงขณะนี้กลุ่มโอเปคได้พร้อมใจกันลดกำลังการผลิต และคาดว่าพวกเขาจะเห็นพ้องให้ลดการผลิตลงอีกในการประชุมเดือนนี้ ซึ่งคาดว่าจะหนุนราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับ 60 ดอลลาร์ทันที" อองดูรองด์กล่าว



สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX ดีดตัวขึ้น 13% ในช่วง 2-3 วันทำการในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากกระแสคาดการณ์ที่ว่ากลุ่มโอเปคซึ่งผลิตน้ำมันได้กว่า 40% ของผลผลิตทั่วโลก อาจลดกำลังการผลิตในการประชุมเดือนนี้ หลังจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดว่าดีมานด์พลังงานในปีนี้จะร่วงลงหนักสุดในรอบ 27 ปี และหลังจากสต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 7.7% ในปีนี้ ซึ่งเกือบแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี

อองดูรองด์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นตัวขึ้นเร็วๆนี้ และคาดว่ารัฐบาลและธนากลางทั่วโลกจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอีกหลายล้าน ล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและรับมือกับวิกฤตการณ์การเงินที่ลุกลามไปทั่วโลก ขณะที่มูลค่าในตลาดหุ้นทั่วโลกหายวับไปกว่า 31 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว

"ในอีก 2-3 ปีข้างน้านี้เราจะได้เห็นภาวะเงินฝืด มากกว่าเงินเฟ้อ และคาดว่าการที่เศรษฐกิจโลกจะหลุดพ้นจากภาวะถดถอยได้นั้นต้องอาศัยเวลาอีก หลายปี โดยเฉพาะหากรัฐบาลไม่ใช้มาตรการที่แข็งแกร่งเพียงพอ" อองดูรองด์กล่าว

Hedge Fund Research ระบุว่า เฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกขาดทุน 19%โดยเฉลี่ยในปี 2551 ซึ่งถือเป็นปีที่ทำรายได้ต่ำสุดนับตั้งแต่ Hedge Fund Research เริ่มรวบรวมข้อมูลในปีพ.ศ.2533 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน


ที่มา :สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปนัยดา

ต่างชาติถือหุ้นไทยเหลือ17%

โบรกชี้ต่างชาติถือหุ้นไทยเหลือ 17% จากปีก่อน 30% นักลงทุนไทยเล่นกันเองในตอนนี้

นางวิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน เปิดเผยว่า หุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นยุโรปที่เปิดบวกในช่วงบ่ายวันศุกร์ตามเวลา เมืองไทย หลังจากธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% สู่ระดับ 0.5% และ 1.5% และประกาศเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ


ภรณี ทองเย็น

นอกจากนี้ อีกเหตุผลหนึ่งคือตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติลดลงเหลือเพียง 17% จากปีก่อนอยู่ที่กว่า 30% เพราะกว่า 1 ปีที่ผ่านมาได้ขายหุ้นออกกว่า 1.69 แสนล้านบาท ดังนั้น เมื่อมีข่าวร้ายๆ ในต่างประเทศเกิดขึ้นจึงไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยรุนแรงนัก

อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจในปีนี้ยังบวกได้ดัชนีแถวระดับ 400 จุดสามารถรับได้ แต่หากติดลบก็มีสิทธิลงไปสู่ระดับ 300 จุดเศษ

นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ “ลงทุนหุ้นปันผลอย่างไรเมื่อกำไรทรุด” ว่า สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือกระแสเงินสดที่อาจจะติดลบ ซึ่งขณะนี้พบว่าบจ.บางแห่งเริ่มติดลบแล้ว ส่งผลกระทบต่อการจ่ายเงินปันผลได้ เช่น บริษัทในอุตสาหกรรมเหล็กและอิเล็กทรอนิกส์

นายวิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการสายงานพัฒนาและวางแผนกลยุทธ์องค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า นักลงทุนควรจะให้ความสำคัญกับการลงทุนในหุ้นขนาดกลางที่อยู่ในตลาดหลัก ทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) เนื่องจากบริษัทขนาดกลางหลายแห่งได้สร้างความแตกต่างในการดำเนินธุรกิจและ จ่ายเงินปันผลได้ดี


ที่มา :โพสต์ทูเดย์

เกาะติดหุ้นร้อน

เกาะติดหุ้นร้อน

- เปิดตลาดวันแรกของสัปดาห์ (2 มี.ค.) หุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เด้งขึ้นรับข่าวเข้าถือหุ้นเพิ่มในบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยวิ่งขึ้นไปถึง 45.25 บาท ก่อนจะลงมาที่ 40.50 บาท และกลับขึ้นไปใหม่ในรอบนี้ยืนที่ 42 บาท บล.กิมเอ็งคาดว่า KBANK จะต้องใช้เงินเบื้องต้นในการซื้อหุ้นครั้งนี้ไม่เกิน 7,244 ล้านบาท แต่การลงทุนในครั้งนี้จะส่งผลดีในระยะยาว เนื่องจากธนาคารจะมี รายได้ค่าธรรมเนียมจากการขายประกัน พร้อมทั้งส่วนแบ่งผลประโยชน์จากธุรกิจประกันชีวิตที่เพิ่มขึ้น



- ราคาหุ้น บมจ.ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) และใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ หรือวอร์แรนต์ (UMS-W1) กลับมาเก็งกำไรกันอีกรอบ ตอบรับข่าวรัฐบาลจีนเตรียมส่งเสริมด้านสาธารณูปโภคภายในประเทศ ทำให้คาดการณ์สินค้า ส่งออกประเภทวัสดุก่อสร้าง เหล็ก รวมถึงถ่านหิน จะได้รับอานิสงส์ ทำให้ UMS จากที่ลงไปลึก 7.8% ขึ้นมาอยู่ที่ 8.6% และ UMS-W จาก 1.92 บาท มาที่ 2.96 บาท บล.สินเอเซีย ชี้สัญญาณเทคนิคมี แนวโน้มฟื้นตัวขึ้น แนะ "เก็งกำไร" ประเมินแนวรับที่ 8.60 บาท แนวต้านที่ 9.50 บาท ส่วน UMS-W1 ประเมินแนวรับที่ 3.30 บาท แนวต้านที่ 3.60 บาท

- หุ้น บมจ.ทุ่งคาฮาเบอร์ (THL) ไม่ตก กระแสทองคำฟีเวอร์ หลังปี"51 กลับมามีกำไรสุทธิ 111.81 ล้านบาท จากขาดทุนปี"50 ที่ 147.95 ล้านบาท ราคาปรับตัวจาก 1.44 บาทมาอยู่ที่ 1.55 บาท นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรีอยุธยา ระบุแม้สัญญาณทางเทคนิคอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ราคาปรับขึ้นแรงแล้ว จึงอาจเจอแรงขายกดดันให้ราคา อ่อนตัวลงได้ แนะนำรอซื้อที่บริเวณแนวรับ 1.44-1.42 บาท เพื่อ "เก็งกำไรระยะสั้น" หากราคาปรับขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 1.55-1.56 บาท แนะนำ "ขายทำกำไร"


ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน

เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน

- ตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดตลาดเจอข่าวลบแบงก์เอไอจีในสหรัฐขาดทุนหนัก กดตลาดหุ้นลงทั่วโลก ทำให้ดัชนีวันแรก ปิดที่ 416.52 จุด ลดลง 15 จุด มูลค่า การซื้อขาย 8,057.81 ล้านบาท

- ถัดมากลางสัปดาห์ จีนอัดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ สร้างความหวังเศรษฐกิจจะไม่ถดถอยรุนแรง ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น ดัชนีปิดที่ 417.86 จุด เพิ่มขึ้น 4.77 จุด มูลค่าการ ซื้อขาย 6,849.23 ล้านบาท ท้ายสัปดาห์ ตลาดหุ้นยุโรปปรับขึ้นจากข่าวอังกฤษ ลดดอกเบี้ย 0.5% และเพิ่มแผนกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ส่งผลดัชนี 419.51 จุด บวก 2.40 จุด มูลค่าซื้อขาย 5,642.97 ล้านบาท



- สัปดาห์นี้ บล.เกียรตินาคิน ให้จับตาผลประชุมกลุ่มโอเปกหารือลดกำลัง การผลิต จะกระทบกลุ่มพลังงาน คาดตลาดมีแนวรับ 410 จุด แนวต้าน 425 จุด

- ด้านค่าเงินบาท เปิดตลาดต้นสัปดาห์ที่ 36.23/21 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากสัปดาห์ก่อน ซึ่งการแข็งค่ามีปัจจัยหลักจากดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินทุกสกุล เนื่องจากนักลงทุนวิตกต่อความเสี่ยงในตลาดและต้องการถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยช่วงต้นสัปดาห์ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 12 ปี รวมทั้งการออกแผนช่วยเหลือซิตี้กรุ๊ปรอบใหม่ของทาง การสหรัฐและเอไอจี ที่ทำให้ตลาดคาดว่าสหรัฐต้องให้ความช่วยเหลืออีกหลายแห่ง

- กลางสัปดาห์เงินบาทยังได้รับแรงกดดัน จากปัจจัยในประเทศที่มีการเทขายเงินบาทอย่างหนัก ทำให้เงินบาทปรับตัวไปแตะระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 2 ปี ที่ 36.35 แต่ปิดตลาดกลับมาแข็งค่าที่ 36.06/08

- สัปดาห์นี้ นักค้าเงินจาก ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 35.90-36.30 บาท/ดอลลาร์

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

Template by - Abdul Munir | Blogging4