09 มีนาคม 2552

ประชุมโอเปค 15 มี.ค

จับตา 15 มี.ค.นี้ ประชุมโอเปค



เฮดจ์ฟันด์รายใหญ่คาดราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ $60 หากโอเปคลดกำลังการผลิต 15 มี.ค.นี้

ปิแอร์ อองดูรองด์ ผู้บริหารบริษัท BlueGold Capital Management LLP ซึ่งเป็นเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ของอังกฤษ คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะพุ่งขึ้น 37% แตะที่ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล หากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) มีมติลดกำลังการผลิตในการประชุมวันที่ 15 มี.ค.ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นการลดกำลังการผลิตครั้งที่ 4 นับตั้งแต่เดือนก.ย.ปีพ.ศ.2551 เพื่อสกัดกั้นการร่วงลงของราคาน้ำมัน

"จนถึงขณะนี้กลุ่มโอเปคได้พร้อมใจกันลดกำลังการผลิต และคาดว่าพวกเขาจะเห็นพ้องให้ลดการผลิตลงอีกในการประชุมเดือนนี้ ซึ่งคาดว่าจะหนุนราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับ 60 ดอลลาร์ทันที" อองดูรองด์กล่าว



สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX ดีดตัวขึ้น 13% ในช่วง 2-3 วันทำการในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากกระแสคาดการณ์ที่ว่ากลุ่มโอเปคซึ่งผลิตน้ำมันได้กว่า 40% ของผลผลิตทั่วโลก อาจลดกำลังการผลิตในการประชุมเดือนนี้ หลังจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดว่าดีมานด์พลังงานในปีนี้จะร่วงลงหนักสุดในรอบ 27 ปี และหลังจากสต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 7.7% ในปีนี้ ซึ่งเกือบแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี

อองดูรองด์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นตัวขึ้นเร็วๆนี้ และคาดว่ารัฐบาลและธนากลางทั่วโลกจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอีกหลายล้าน ล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและรับมือกับวิกฤตการณ์การเงินที่ลุกลามไปทั่วโลก ขณะที่มูลค่าในตลาดหุ้นทั่วโลกหายวับไปกว่า 31 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว

"ในอีก 2-3 ปีข้างน้านี้เราจะได้เห็นภาวะเงินฝืด มากกว่าเงินเฟ้อ และคาดว่าการที่เศรษฐกิจโลกจะหลุดพ้นจากภาวะถดถอยได้นั้นต้องอาศัยเวลาอีก หลายปี โดยเฉพาะหากรัฐบาลไม่ใช้มาตรการที่แข็งแกร่งเพียงพอ" อองดูรองด์กล่าว

Hedge Fund Research ระบุว่า เฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกขาดทุน 19%โดยเฉลี่ยในปี 2551 ซึ่งถือเป็นปีที่ทำรายได้ต่ำสุดนับตั้งแต่ Hedge Fund Research เริ่มรวบรวมข้อมูลในปีพ.ศ.2533 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน


ที่มา :สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปนัยดา

ต่างชาติถือหุ้นไทยเหลือ17%

โบรกชี้ต่างชาติถือหุ้นไทยเหลือ 17% จากปีก่อน 30% นักลงทุนไทยเล่นกันเองในตอนนี้

นางวิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน เปิดเผยว่า หุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นยุโรปที่เปิดบวกในช่วงบ่ายวันศุกร์ตามเวลา เมืองไทย หลังจากธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% สู่ระดับ 0.5% และ 1.5% และประกาศเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ


ภรณี ทองเย็น

นอกจากนี้ อีกเหตุผลหนึ่งคือตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติลดลงเหลือเพียง 17% จากปีก่อนอยู่ที่กว่า 30% เพราะกว่า 1 ปีที่ผ่านมาได้ขายหุ้นออกกว่า 1.69 แสนล้านบาท ดังนั้น เมื่อมีข่าวร้ายๆ ในต่างประเทศเกิดขึ้นจึงไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยรุนแรงนัก

อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจในปีนี้ยังบวกได้ดัชนีแถวระดับ 400 จุดสามารถรับได้ แต่หากติดลบก็มีสิทธิลงไปสู่ระดับ 300 จุดเศษ

นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ “ลงทุนหุ้นปันผลอย่างไรเมื่อกำไรทรุด” ว่า สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือกระแสเงินสดที่อาจจะติดลบ ซึ่งขณะนี้พบว่าบจ.บางแห่งเริ่มติดลบแล้ว ส่งผลกระทบต่อการจ่ายเงินปันผลได้ เช่น บริษัทในอุตสาหกรรมเหล็กและอิเล็กทรอนิกส์

นายวิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการสายงานพัฒนาและวางแผนกลยุทธ์องค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า นักลงทุนควรจะให้ความสำคัญกับการลงทุนในหุ้นขนาดกลางที่อยู่ในตลาดหลัก ทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) เนื่องจากบริษัทขนาดกลางหลายแห่งได้สร้างความแตกต่างในการดำเนินธุรกิจและ จ่ายเงินปันผลได้ดี


ที่มา :โพสต์ทูเดย์

เกาะติดหุ้นร้อน

เกาะติดหุ้นร้อน

- เปิดตลาดวันแรกของสัปดาห์ (2 มี.ค.) หุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เด้งขึ้นรับข่าวเข้าถือหุ้นเพิ่มในบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยวิ่งขึ้นไปถึง 45.25 บาท ก่อนจะลงมาที่ 40.50 บาท และกลับขึ้นไปใหม่ในรอบนี้ยืนที่ 42 บาท บล.กิมเอ็งคาดว่า KBANK จะต้องใช้เงินเบื้องต้นในการซื้อหุ้นครั้งนี้ไม่เกิน 7,244 ล้านบาท แต่การลงทุนในครั้งนี้จะส่งผลดีในระยะยาว เนื่องจากธนาคารจะมี รายได้ค่าธรรมเนียมจากการขายประกัน พร้อมทั้งส่วนแบ่งผลประโยชน์จากธุรกิจประกันชีวิตที่เพิ่มขึ้น



- ราคาหุ้น บมจ.ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) และใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ หรือวอร์แรนต์ (UMS-W1) กลับมาเก็งกำไรกันอีกรอบ ตอบรับข่าวรัฐบาลจีนเตรียมส่งเสริมด้านสาธารณูปโภคภายในประเทศ ทำให้คาดการณ์สินค้า ส่งออกประเภทวัสดุก่อสร้าง เหล็ก รวมถึงถ่านหิน จะได้รับอานิสงส์ ทำให้ UMS จากที่ลงไปลึก 7.8% ขึ้นมาอยู่ที่ 8.6% และ UMS-W จาก 1.92 บาท มาที่ 2.96 บาท บล.สินเอเซีย ชี้สัญญาณเทคนิคมี แนวโน้มฟื้นตัวขึ้น แนะ "เก็งกำไร" ประเมินแนวรับที่ 8.60 บาท แนวต้านที่ 9.50 บาท ส่วน UMS-W1 ประเมินแนวรับที่ 3.30 บาท แนวต้านที่ 3.60 บาท

- หุ้น บมจ.ทุ่งคาฮาเบอร์ (THL) ไม่ตก กระแสทองคำฟีเวอร์ หลังปี"51 กลับมามีกำไรสุทธิ 111.81 ล้านบาท จากขาดทุนปี"50 ที่ 147.95 ล้านบาท ราคาปรับตัวจาก 1.44 บาทมาอยู่ที่ 1.55 บาท นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรีอยุธยา ระบุแม้สัญญาณทางเทคนิคอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ราคาปรับขึ้นแรงแล้ว จึงอาจเจอแรงขายกดดันให้ราคา อ่อนตัวลงได้ แนะนำรอซื้อที่บริเวณแนวรับ 1.44-1.42 บาท เพื่อ "เก็งกำไรระยะสั้น" หากราคาปรับขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 1.55-1.56 บาท แนะนำ "ขายทำกำไร"


ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน

เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน

- ตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดตลาดเจอข่าวลบแบงก์เอไอจีในสหรัฐขาดทุนหนัก กดตลาดหุ้นลงทั่วโลก ทำให้ดัชนีวันแรก ปิดที่ 416.52 จุด ลดลง 15 จุด มูลค่า การซื้อขาย 8,057.81 ล้านบาท

- ถัดมากลางสัปดาห์ จีนอัดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ สร้างความหวังเศรษฐกิจจะไม่ถดถอยรุนแรง ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น ดัชนีปิดที่ 417.86 จุด เพิ่มขึ้น 4.77 จุด มูลค่าการ ซื้อขาย 6,849.23 ล้านบาท ท้ายสัปดาห์ ตลาดหุ้นยุโรปปรับขึ้นจากข่าวอังกฤษ ลดดอกเบี้ย 0.5% และเพิ่มแผนกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ส่งผลดัชนี 419.51 จุด บวก 2.40 จุด มูลค่าซื้อขาย 5,642.97 ล้านบาท



- สัปดาห์นี้ บล.เกียรตินาคิน ให้จับตาผลประชุมกลุ่มโอเปกหารือลดกำลัง การผลิต จะกระทบกลุ่มพลังงาน คาดตลาดมีแนวรับ 410 จุด แนวต้าน 425 จุด

- ด้านค่าเงินบาท เปิดตลาดต้นสัปดาห์ที่ 36.23/21 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากสัปดาห์ก่อน ซึ่งการแข็งค่ามีปัจจัยหลักจากดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินทุกสกุล เนื่องจากนักลงทุนวิตกต่อความเสี่ยงในตลาดและต้องการถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยช่วงต้นสัปดาห์ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 12 ปี รวมทั้งการออกแผนช่วยเหลือซิตี้กรุ๊ปรอบใหม่ของทาง การสหรัฐและเอไอจี ที่ทำให้ตลาดคาดว่าสหรัฐต้องให้ความช่วยเหลืออีกหลายแห่ง

- กลางสัปดาห์เงินบาทยังได้รับแรงกดดัน จากปัจจัยในประเทศที่มีการเทขายเงินบาทอย่างหนัก ทำให้เงินบาทปรับตัวไปแตะระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 2 ปี ที่ 36.35 แต่ปิดตลาดกลับมาแข็งค่าที่ 36.06/08

- สัปดาห์นี้ นักค้าเงินจาก ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 35.90-36.30 บาท/ดอลลาร์

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

05 มีนาคม 2552

น้ำมันพุ่ง3.73ดอลล์

น้ำมันพุ่ง3.73ดอลล์

ราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์พุ่ง 3.73 ดอลลาร์สหรัฐ ไปปิดที่ 45.38 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และน้ำมันเบรนท์ ตลาดลอนดอน ปิดบวก 2.42 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดตลาดที่ 46.12 ดอลลาร์สหรัฐ




ชื่อ:  ScreenHunter_134.gif ครั้ง: 247 ขนาด:  3.3 กิโลไบต์

ทองคำปิดร่วง 6.90$

ทองคำปิดร่วง 6.90$ หลังดอลล์แข็งค่า


ทองคำปิดร่วง 6.90$ หลังดอลลาร์ แข็งค่ารับจีนประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ


ทองคำปิดร่วง 6.90 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังดอลลาร์แข็งค่า ขานรับรัฐบาลจีนเตรียมประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปิดที่ 906.70 ดอลลาร์

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิดที่ 906.70 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 6.90 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 923.70-900.40 ดอลลาร์

แรนดี เฟรเดริค นักวิเคราะห์จาก Charles Schwab ในกรุงนิวยอร์กกล่าวว่า "ราคาทองคำตลาดนิวยอร์กร่วงลงสวนทางกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆที่ พุ่งสูงขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากนักลงทุนบางกลุ่มมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนอาจยังไม่มาก พอที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจทั่วโลกได้"

สื่อมวลชนทั่วโลกนำเสนอข่าวที่ว่ารัฐบาลจีนอาจเพิ่มงบประมาณอีก 4 ล้านล้านหยวน หรือ 5.85 แสนล้านดอลลาร์ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพทางสังคม ซึ่งครอบคลุมถึงการสนับสนุนโครงการก่อสร้าง

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ราคาทองคำยังคงมีแนวโน้มสดใส โดยนักวิเคราะห์ในโพลล์บลูมเบิร์กคาดว่า ราคาทองคำอาจพุ่งขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 และมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 1,000 ดอลลาร์/ออนซ์ไปอีกระยะหนึ่ง

โดยเนื่องจากนักลงทุนยังคงมองว่าทองคำเป็นแหล่งการลงทุนที่ปลอดภัยในยามที่ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดตัวลง

Template by - Abdul Munir | Blogging4