ผู้นำอังกฤษ-สหรัฐเตรียมถกปัญหาเศรษฐกิจโลก
สหรัฐ 4 มี.ค. - นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐ เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจโลกและมาตรการรับมือวิกฤติการเงิน
นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ ของอังกฤษ จะเป็นผู้นำชาติยุโรปตะวันตกคนแรกที่ได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ ที่ทำเนียบขาว คาดว่าการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นวิกฤติการเงินโลก สถานการณ์ในอิรักและอัฟกานิสถาน รวมถึงประเด็นอื่น ๆ จะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
ก่อนหน้าเดินทางถึงสหรัฐ ผู้นำอังกฤษ ยอมรับว่า วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งหากสหรัฐและอังกฤษร่วมมือกันอย่างแข็งขัน จะสามารถแก้ไขวิกฤติการเงินโลกและความท้าทายอื่น ๆ ให้ลุล่วงไปได้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีบราวน์ ยังจะเป็นผู้นำอังกฤษ คนที่ 5 ที่จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐ ในวันพุธด้วย
ที่มา : สำนักข่าวไทย
Categories
- กองทุน (2)
- ข่าวห้องค้า (7)
- ความรู้ หุ้น (15)
- ความรู้อนุพันธ์ (6)
- ความรู้อนุพันธ์;TFEX (1)
- ความรู้ SET (5)
- คอลัมน์ทองคำ (1)
- คอลัมน์หุ้น (30)
- ค่าเงิน (4)
- ค่าระวางเรือ (2)
- ดอกเบี้ย (6)
- ตลาดเงิน (3)
- ตลาดหุ้นทั่วโลก (9)
- ตลาดหุ้นไทย (239)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ (46)
- ตลาดหุ้นสหรัฐ;เศรษฐกิจสหรัฐ (2)
- ตัวเลขส่งออก (1)
- ตัวเลข GDP (2)
- ทองคำ (14)
- น้ำมัน (15)
- แนวโน้มตลาดรายวัน (8)
- บทความหุ้น (56)
- ปฎิทินหุ้น (3)
- แผนกู้วิกฤตการเงิน (19)
- วอร์แรนท์ (3)
- เศรษฐกิจญี่ปุ่น (1)
- เศรษฐกิจไทย (91)
- เศรษฐกิจโลก (29)
- เศรษฐกิจสหรัฐ (11)
- หุ้น (65)
- หุ้นกู้ (3)
- หุ้นเด่นวันนี้ (4)
- หุ้นแบงค์ (2)
- G20 (3)
- warrant (1)
--==::: ข่าวประกาศ :::==--
บทความย้อนหลัง
- 05 ก.ค. (1)
- 11 ก.ย. (3)
- 09 ก.ย. (6)
- 03 ก.ย. (3)
- 02 ก.ย. (2)
- 27 ส.ค. (2)
- 20 ส.ค. (3)
- 18 ส.ค. (4)
- 10 ส.ค. (4)
- 04 ส.ค. (1)
- 03 ส.ค. (5)
- 30 ก.ค. (5)
- 28 ก.ค. (4)
- 27 ก.ค. (3)
- 24 ก.ค. (4)
- 23 ก.ค. (4)
- 22 ก.ค. (5)
- 21 ก.ค. (3)
- 20 ก.ค. (7)
- 17 ก.ค. (3)
- 16 ก.ค. (4)
- 15 ก.ค. (2)
- 14 ก.ค. (4)
- 13 ก.ค. (5)
- 10 ก.ค. (5)
- 09 ก.ค. (5)
- 08 ก.ค. (4)
- 03 ก.ค. (6)
- 30 มิ.ย. (5)
- 29 มิ.ย. (6)
- 26 มิ.ย. (4)
- 25 มิ.ย. (5)
- 24 มิ.ย. (5)
- 23 มิ.ย. (5)
- 22 มิ.ย. (5)
- 19 มิ.ย. (5)
- 18 มิ.ย. (5)
- 17 มิ.ย. (4)
- 16 มิ.ย. (4)
- 15 มิ.ย. (6)
- 12 มิ.ย. (5)
- 11 มิ.ย. (4)
- 10 มิ.ย. (4)
- 09 มิ.ย. (4)
- 08 มิ.ย. (4)
- 05 มิ.ย. (5)
- 04 มิ.ย. (4)
- 03 มิ.ย. (1)
- 28 พ.ค. (4)
- 27 พ.ค. (4)
- 26 พ.ค. (6)
- 25 พ.ค. (6)
- 22 พ.ค. (8)
- 21 พ.ค. (5)
- 20 พ.ค. (4)
- 19 พ.ค. (3)
- 14 พ.ค. (3)
- 13 พ.ค. (2)
- 12 พ.ค. (2)
- 11 พ.ค. (5)
- 07 พ.ค. (3)
- 06 พ.ค. (4)
- 30 เม.ย. (4)
- 29 เม.ย. (5)
- 28 เม.ย. (4)
- 24 เม.ย. (4)
- 23 เม.ย. (4)
- 22 เม.ย. (4)
- 20 เม.ย. (3)
- 17 เม.ย. (4)
- 16 เม.ย. (4)
- 10 เม.ย. (5)
- 09 เม.ย. (3)
- 08 เม.ย. (7)
- 07 เม.ย. (7)
- 05 เม.ย. (4)
- 03 เม.ย. (7)
- 02 เม.ย. (8)
- 01 เม.ย. (8)
- 31 มี.ค. (5)
- 30 มี.ค. (6)
- 29 มี.ค. (4)
- 28 มี.ค. (2)
- 27 มี.ค. (9)
- 26 มี.ค. (8)
- 25 มี.ค. (4)
- 24 มี.ค. (6)
- 23 มี.ค. (7)
- 20 มี.ค. (6)
- 19 มี.ค. (9)
- 18 มี.ค. (6)
- 17 มี.ค. (6)
- 16 มี.ค. (7)
- 13 มี.ค. (3)
- 12 มี.ค. (3)
- 11 มี.ค. (5)
- 10 มี.ค. (8)
- 09 มี.ค. (7)
- 05 มี.ค. (7)
- 04 มี.ค. (6)
- 03 มี.ค. (3)
- 02 มี.ค. (5)
- 27 ก.พ. (5)
- 26 ก.พ. (2)
- 25 ก.พ. (5)
- 18 ก.พ. (2)
- 17 ก.พ. (3)
- 16 ก.พ. (2)
- 12 ก.พ. (2)
- 11 ก.พ. (3)
- 09 ก.พ. (1)
04 มีนาคม 2552
ผู้นำอังกฤษ-สหรัฐ
โดย Mboy เวลา 09:15 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผนกู้วิกฤตการเงิน
ดาวโจนส์ต่ำสุดรอบ 12 ปี
ดาวโจนส์ร่วงต่อก่อนปิดต่ำสุดรอบ 12 ปี
สหรัฐ 4 มี.ค. - ตลาดหุ้นสหรัฐเคลื่อนไหวเบาบางในแดนลบ
ภายหลังประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ระบุการฟื้นตัวของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับฝีมือการทำงานของรัฐบาล
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบต่อเนื่องจากวานนี้
แต่ดัชนีปรับลดลงไม่มากนัก ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ประกาศเตรียมปล่อยกู้วงเงินสูงสุด 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ขณะที่นายเบน เบอร์นันกี ประธานเฟด ระบุเศรษฐกิจจะฟื้นตัวช้าหรือเร็ว
ขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาล ว่าจะทำให้ตลาดเงินตลาดทุนกลับมามีเสถียรภาพได้หรือไม่
ด้านราคาน้ำมันดิบ
ตลาดไนเม็กซ์ บวกเพิ่ม 1.50 ดอลลาร์สหรัฐ ไปปิดที่ระดับ 41.65 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ปรับลดลง 37.27 จุด ไปปิดที่ระดับ 6,726.02 จุด
ต่ำสุดในรอบ 12 ปี
แนสแดค ปิดที่ระดับ 1,321.01 จุด ลดลง 1.84 จุด
และ เอสแอนด์พี ลดลง 4.49 จุด ไปปิดที่ระดับ 696.33 จุด
เป็นการปิดที่ระดับต่ำกว่า 700 จุดครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2539
ที่มา : สำนักข่าวไทย
โดย Mboy เวลา 09:08 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นสหรัฐ
มืดมน!!
มืดมน!!
[4 มี.ค. 52 - 05:43]
ดัชนีหุ้นวันที่ 3 มี.ค. 52 ปิดที่ 413.09 จุด ลดลง 3.43 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 8,043.98 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,086 ล้านบาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ไซรัสชี้ ว่า ดัชนีดาวโจนส์ที่ปรับลงทำระดับต่ำสุด รอบ 12 ปี หลุดระดับ 7,000 จุดไปเรียบร้อยแล้ว หลังกังวลกับเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ถดถอยอย่างหนัก และ AIG ได้รายงานผลขาดทุนไตรมาส 4 ปี 51 มโหฬาร
รวมทั้งปี 51 ขาดทุน 99,290 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯต้องให้เงินช่วยเหลือเป็นครั้งที่ 3 อีก 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สะท้อนว่าปัญหาสถาบันการเงินยังไม่จบสิ้นและมีโอกาสจะทวีความรุนแรงขึ้นอีก
ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลทิศทางตลาดหุ้นเอเชียรวมทั้งไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มองแนวโน้มตลาดระยะสั้นคาดว่ามีโอกาสปรับตัวลงต่อ แนะกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นให้ขายออกมาเพื่อถือเงินสด
ปิดท้ายมีข่าวผลประกอบการปี 51 ของ TRUE ที่พลิกเป็นขาดทุน 2.35 พันล้านบาท นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรีอยุธยาคาด ปี 52 TRUE จะขาดทุน 385 ล้านบาท โดยธุรกิจหลักการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีความเสี่ยงที่ลูกค้าจะลด ปริมาณการใช้งานลงทำให้รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายลดลง โดยลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเน้นกลุ่มวัยรุ่นซึ่งมีกำลังซื้อไม่มาก
ส่วนการขายหุ้นเพิ่มทุนที่ไม่ประสบความสำเร็จมองว่าเป็นการสะท้อนถึงความไม่ เชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นต่อพื้นฐานธุรกิจบริษัท ซึ่งความกังวลหลักอยู่ที่ฐานะการเงินที่อ่อนแอและมีภาระหนี้สูงมาก โดยต้องขายหุ้นเพิ่มทุนอีก 2-3 รอบ เพราะเงินที่ได้มาในรอบแรกไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้และลงทุนในธุรกิจใหม่แน่ นอน
โดยเฉพาะภาระหนี้ของบริษัทรวมที่สูงถึง 8 หมื่นล้านบาทยังเป็นปัจจัยกดดันผลการดำเนินงานและการเพิ่มทุนแม้ว่าสุดท้าย จะสำเร็จแต่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องเพียงระยะสั้นเท่านั้น
และปี 53 บริษัทมีหนี้ก้อนใหญ่ที่ต้องชำระถึง 1.3 หมื่นล้านบาทซึ่งจะฉุดรั้งผลการดำเนินงานให้ตกต่ำลงมากและปีนี้ยังมีภาระ ต้องซื้อหุ้น BITCO คืนจาก CP อีก 3.5 พันล้าน
จึงแนะให้ขายหุ้นออกมาในจังหวะที่ราคาหุ้นปรับขึ้น.
โดย Mboy เวลา 09:06 1 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นไทย, หุ้น
03 มีนาคม 2552
ปฏิทินหุ้น 3 มี.ค. 2552
มีนาคม 2552
- 2 มี.ค.-3 เม.ย. SPALI เสนอซื้อ 60,000,000 หุ้น หุ้นละ 2.12 บาท
มีนาคม 2552
3 มี.ค. 2552
- HMPRO ลูกหุ้นเข้า 17,682 หุ้น
- LVT ลูกหุ้นเข้า 93,058,116 หุ้น
- PTTCH XD หุ้นละ 1.00 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
- SPF XD หุ้นละ 0.1784 บาท (รอบ 1 ต.ค.-31 ธ.ค.51)
- SYNEX XD หุ้นละ 0.12 บาท (รอบ 1 เม.ย.-31 ธ.ค.51)
4 มี.ค.2552
- KEST ลูกหุ้นเข้า 1,264,900 หุ้น
- TPOLY หลักทรัพย์ใหม่ 360,000,000 หุ้น หมวดMAI Sector
- TMT XD หุ้นละ 1.00 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
- KK-W3 XE 1 : 1.13362 @ 12.35 บาท
5 มี.ค.2552
- DRT XD หุ้นละ 0.10 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
- EGCO XD หุ้นละ 2.50 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
- KSL XD หุ้นละ 0.22 บาท
- MAKRO XD หุ้นละ 2.50 บาท (รอบ 1 ต.ค.-31 ธ.ค.51)
- MSC XD หุ้นละ 0.20 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
- PTT XD หุ้นละ 2.00 บาท
- PTTAR XD หุ้นละ 0.50 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
- TLUXE XD หุ้นละ 0.10 บาท (รอบ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.51)
6 มี.ค.2552
- BROCK XD หุ้นละ 0.045 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
- BSEC XD หุ้นละ 0.082 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
- IT XD หุ้นละ 0.24 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
- JCP XD หุ้นละ 0.60 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
- SVH XD หุ้นละ 1.00 บาท (รอบ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.51)
- QHPF จ่ายปันผล หุ้นละ 0.21 บาท (รอบ 1 ต.ค.-31 ธ.ค.51)
โดย Mboy เวลา 09:48 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ปฎิทินหุ้น
World Markets
World Markets: สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ
- ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปีเมื่อคืนนี้ (2 มี.ค.) หลังจากบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ ของอเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (เอไอจี) เปิดเผยตัวเลขขาดทุนไตรมาส 4 เป็นวงเงินสูงถึง 6.17 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับภาคการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งความกังวลดังกล่าวได้ฉุดดาวโจนส์ดิ่งหลุดจากระดับ 7,000 จุด
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดร่วง 299.64 จุด หรือ 4.24% แตะที่ 6,763.29 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปีหรือนับตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.ปีพ.ศ.2540 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 34.27 จุด หรือ 4.66% แตะที่ 700.82 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดร่วง 54.99 จุด หรือ 3.99% แตะที่ 1,322.85 จุด
- -- สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 4 ดอลลาร์ หรือกว่า 10% เมื่อคืนนี้ (2 มี.ค.) หลังจากมีข้อมูลบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยในระดับที่ลึกขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ที่หดตัวลงอย่างรุนแรง และบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (เอไอจี) เปิดเผยตัวเลขขาดทุนไตรมาส 4 เป็นวงเงินสูงถึง 6.17 หมื่นล้านดอลลาร์
- สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย.ร่วงลง 4.61 ดอลลาร์ ปิดที่ 40.15 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในกรอบ 42.45-40.15 ดอลลาร์
- -- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆของโลก ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (2 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์อย่างคึกคักเพราะมองว่าเป็นแหล่งการลงทุนที่ปลอดภัยในยามที่ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดตัวลง ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตการณ์การเงินที่ลุกลามไปทั่วโลก
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเยนที่ระดับ 97.310 เยน/ดอลลาร์ จากระดับของวันศุกร์ที่ 97.520 เยน/ดอลลาร์ และแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินฟรังค์สวิสที่ 1.1758 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.1706 ฟรังค์/ดอลลาร์
- ค่าเงินยูโรร่วงลงแตะระดับ 1.2569 ดอลลาร์/ยูโร จากระดับของวันศุกร์ที่ 1.2668 ดอลลาร์/ยูโร และเงินปอนด์อ่อนตัวลงแตะระดับ 1.4045 ดอลลาร์/ปอนด์ จากระดับ 1.4309 ดอลลาร์/ปอนด์
- -- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (2 มี.ค.) เพราะได้รับแรงกดดันจากดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ดิ่งลงต่ำกว่าระดับ 7,000 จุด จึงทำให้นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน
- สัญญาทองคำตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิดที่ 940.00 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 2.50 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 959.50-931.60 ดอลลาร์
- -- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปีเมื่อคืนนี้ (2 มี.ค.) หลังจากมีรายงานว่า ธนาคาร HSBC เตรียมระดมทุนเพิ่ม และจากข่าวการขาดทุนนับหมื่นล้านดอลลาร์ของบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (AIG) ซึ่งข่าวดังกล่าวกดดันให้นักลงทุนกระหน่ำขายหุ้นกลุ่มการเงิน
- ดัชนี FTSE 100 ปิดดิ่งลง 204.26 จุด แตะ 3,625.83 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 3,625.83-3,830.09 จุด
ที่มา : IQ เศรษฐกิจ 03/03/2009 09:04:23
โดย Mboy เวลา 09:36 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ตลาดหุ้นทั่วโลก
Perfect Storm-Perfect Stock

โลกในมุมมองของ Value Investor : Perfect Storm-Perfect Stock
ข่าวร้ายในตลาดสำหรับคนเล่นหุ้นแล้ว มันคือเวลาของการขายหุ้น ยิ่งร้ายเท่าไรก็ต้องรีบขายเร็วเท่านั้น ผลของการขายทำให้ราคาหุ้นที่เจอกับข่าวร้ายตกลงมาอย่างหนัก หลายๆ ครั้งหนักเกินความเป็นจริง และนั่นคือโอกาสของนักลงทุนระยะยาวที่จะเข้ามาเก็บหุ้น
ประเด็นสำคัญ คือ คุณจะต้องมั่นใจจริงๆ ว่า ข่าวร้ายนั้น เป็นเรื่องชั่วคราว มันไม่ได้ทำให้พื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนไป และไม่ช้าก็เร็วบริษัทก็จะสามารถกลับมาทำกำไรได้อย่างที่มันเคยเป็น และด้วยราคาหุ้นที่ตกลงมามาก การลงทุนจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะไม่เกิน 3-5 ปีข้างหน้า
ข่าวร้ายในตลาดที่ส่งผลต่อหุ้นอย่างแรง อาจแบ่งได้เป็น 3 แบบด้วยกันคือ
หนึ่ง ข่าวร้ายจากภาพรวมของเศรษฐกิจ หรือตลาด ข่าวนี้ทำให้ตลาดเกิด Panic หรือตกใจ เกิดการขายหุ้นทั่วทั้งตลาด สิ่งนี้มักจะเกิดขึ้นจากภาวะการเงินหรือเศรษฐกิจที่ขาดความสมดุลอย่างแรง เช่น เกิดภาวะเงินตึงตัว เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูง หรือการที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างแรงอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
ข่าวร้ายประเภทนี้ มักทำให้หุ้นเกือบทั้งหมดตกลง แม้ว่าหุ้นบางตัว หรือบางกลุ่ม อาจจะไม่ได้รับผลกระทบจริงหรือถูกกระทบน้อย หน้าที่ของ Value Investor ก็คือ มองหาหุ้นที่ถูกกระทบน้อยแต่ราคาหุ้นตกลงมามากพอๆ กับดัชนีตลาดที่ประมาณ 50% นับตั้งแต่เกิดวิกฤติ
ข่าวร้ายแบบที่สอง ก็คือ ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ หรืออุตสาหกรรม ความตกต่ำ หรือถดถอยของอุตสาหกรรมทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นในกลุ่มทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่แข็งแกร่ง หรืออ่อนแอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทที่แข็งแกร่งจะฟื้นตัวกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม ในขณะที่บริษัทที่อ่อนแอจะล้มหายตายจาก หรือลดระดับของการดำเนินงานลง กระบวนการนี้ อาจจะใช้เวลาบ้างขึ้นอยู่กับแต่ละอุตสาหกรรม หน้าที่ของเรา คือ ต้องวิเคราะห์ว่า อุตสาหกรรมจะใช้เวลาเท่าไรที่จะฟื้นตัว แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือ ต้องหาว่าบริษัทไหนจะถูกกระทบน้อย และกลับมายิ่งใหญ่และทำกำไรได้มากแค่ไหน เมื่ออุตสาหกรรมฟื้นตัว
ข่าวร้ายแบบสุดท้าย ก็คือ ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวบริษัทเอง นี่คือข่าวร้ายที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวบริษัทเองที่อาจจะทำอะไรบางอย่างผิดพลาดอย่างร้ายแรง หรือถูกกระทบโดยความโชคร้าย แต่ความผิดพลาดนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและเป็นเรื่องชั่วคราวที่บริษัทน่าจะแก้ไขได้ เมื่อเกิดเรื่องขึ้น นักลงทุนมักจะเทขายหุ้นกันอย่างหนักทำให้ราคาหุ้นตกลงมามาก อย่างที่ "ไม่เคยปรากฏ" มาก่อน
หน้าที่ของ VI ก็คือ พิจารณาว่า เหตุการณ์นั้น ไม่ได้กระทบกับธุรกิจหลักของบริษัท ที่ยังสามารถทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง เมื่อเหตุการณ์ชั่วคราวผ่านพ้นไป หรือบริษัทได้แก้ไขไปแล้ว และราคาหุ้นที่ตกลงมานั้น จะทำให้การลงทุนของเราให้ผลตอบแทนสูงในช่วงเวลา 3-5 ปีข้างหน้า นั่นก็คือ อย่างน้อยถ้าเราซื้อหุ้นแล้วถือไว้ 5 ปี ราคาหุ้นน่าจะปรับขึ้นไปหนึ่งเท่าตัวจากราคาที่เราซื้อ
หุ้นที่เราจะซื้อนั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด เราต้องมั่นใจว่ามันจะต้อง "ฝ่าวิกฤติ" ไปได้ไม่ว่าจะด้วยอะไร เช่น เป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินดีมีเงินสดมาก และมีหนี้น้อย เป็นกิจการที่จำเป็นและมีผู้ให้บริการที่จำกัด เป็นกิจการที่มีผู้ถือหุ้นที่แข็งแกร่งสนับสนุนอย่างหุ้นรัฐวิสาหกิจบางแห่ง หรือแม้แต่เป็นกิจการที่ "ใหญ่เกินไปที่จะล้ม" นี่จะเป็นเครื่องค้ำประกันว่า เหตุร้ายแรงที่อาจจะดำเนินไปหลายปีนั้น ไม่ทำให้บริษัทต้องล้มละลายไปก่อนที่สถานการณ์จะฟื้นตัว
บางที สำหรับบางบริษัท ข่าวร้ายนั้นเกิดเป็นชุดอย่างต่อเนื่องพร้อมกัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่อย่างในปัจจุบันนั้น โอกาสที่บริษัทจะเจอ "2 เด้ง" คือ ภาวะตลาดแพนิค และภาวะอุตสาหกรรมตกต่ำเกิดขึ้นพร้อมกันมีสูง บางครั้งซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก บางบริษัทอาจจะเจอกับข่าวร้ายทั้งด้านของภาวะตลาดหุ้น ภาวะอุตสาหกรรม และบริษัทเองก็เจอกับข่าวร้ายเฉพาะตัวเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน
ถ้าจะพูดให้เห็นภาพ ก็คือ บริษัทประสบกับ "Perfect Storm" ความร้ายแรงประดังกันเข้ามาอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญขนาดนั้น
หุ้นที่ประสบกับข่าวร้ายมาก ๆ หลายเรื่องหรือทุกเรื่องอย่างหุ้น Perfect Storm นั้น ราคาหุ้นจะตกลงไปมากจนแทบจะไม่เหลือค่าเมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจ หุ้นเหล่านี้ส่วนใหญ่อาจจะไม่น่าสนใจ โดยเฉพาะถ้าเราไม่มั่นใจว่ามันจะไปรอดหรือไม่ หรือรอดได้แต่ก็ไม่กลับมาเป็นอย่างเดิม หรือรอดและกลับมาทำกำไรได้ แต่ต้องมีการเพิ่มทุนมหาศาล ซึ่งทำลายมูลค่าหรือความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นเดิมไปหมด ถ้าเป็นแบบนั้น การลงทุนในหุ้น Perfect Storm ก็จะเป็นความเสี่ยงมหาศาล
ตรงกันข้าม ถ้าเราเจอหุ้น Perfect Storm และราคาหุ้นสะท้อนข่าวนั้นแล้ว โดยที่ราคาตกลงไปต่ำกว่าที่เคยเป็นในภาวะปกติมาก ในขณะเดียวกัน พื้นฐานของกิจการของบริษัทไม่เปลี่ยน และเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งทางการตลาดมาก ประกอบกับความเชื่อมั่นว่า บริษัทจะไม่ล้มละลายและไม่ต้องเพิ่มทุนมหาศาล และสุดท้าย เราเชื่อว่าข่าวร้ายทุกอย่าง จะต้องหมดไปเมื่อเวลาผ่านไป 3-5 ปี และเมื่อนั้นกิจการของบริษัทก็จะกลับมาเหมือนเดิมก่อนที่ข่าวร้ายจะเกิดขึ้น ในสถานการณ์แบบนี้
การลงทุนในหุ้น Perfect Storm อาจจะเป็นโอกาสยิ่งใหญ่ ที่จะได้ผลตอบแทนสูงกว่าปกติและหุ้นนั้นกลายเป็น "Perfect Stock" หรือเป็นโอกาสทองของการลงทุนในหุ้นตัวนั้น
แน่นอน การลงทุนในหุ้นที่มีข่าวร้ายมากๆ ย่อมมีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะในระยะสั้นเพียงปี หรือสองปี คนที่สามารถลงทุนในหุ้นแบบนี้ จะต้องมีจิตใจที่มั่นคงมาก นั่นคือ จะต้องทนดูหุ้นที่อาจจะตกลงไปต่ออีกมากได้ หรือต้องสามารถถือหุ้นที่อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนเป็นเวลานานพร้อมๆ กับผลการดำเนินงาน ที่อาจจะไม่น่าประทับใจของบริษัท และถ้าทนไม่ได้ขายหุ้นทิ้งก่อนที่หุ้นจะฟื้น การขาดทุนจะกลายเป็นเรื่อง "ฝันร้าย" ที่จะต้องจดจำไปอีกนาน แต่ถ้าคิดถูกต้อง และมีจิตใจที่เข้มแข็งพอ นี่คือ Perfect Stock ที่เราจะไม่ลืมเลย
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
โดย Mboy เวลา 09:03 1 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: ความรู้ หุ้น
